‘Songwriting Mission’ พื้นที่ปล่อยของและจุดไฟฝันของนักแต่งเพลง

‘Songwriting Mission’ พื้นที่ปล่อยของและจุดไฟฝันของนักแต่งเพลง

‘Songwriting Mission’ เซสชันสำคัญของงาน MCT Presents ‘Songwriter Thailand Showcase 2026’ ที่ชวนนักแต่งเพลงมาแต่งเพลงกันสด ๆ แล้วฟังคำแนะนำและประสบการณ์จากคนในวงการตัวจริง

ในวันที่มีเพลงใหม่เกิดขึ้นทุกวัน และโลกดนตรีหมุนเร็วจนบางเพลงอาจดังและถูกลืมไปอย่างรวดเร็ว นักแต่งเพลงจึงต้องรักษาเสียงและตัวตนของตัวเองเอาไว้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนั้น

คำถามที่นักแต่งเพลงตัวเองเปลี่ยนจาก “แต่งเพลงอย่างไรให้ดัง” เป็น ‘“จะรักษาความรู้สึกอยากทำเพลงให้นานที่สุดได้อย่างไร”

‘Song Writing Mission’ ส่วนหนึ่งของงาน ‘MCT Presents ‘Songwriter Thailand Showcase 2026’ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ชวนเหล่านักแต่งเพลงกลับมาสำรวจหัวใจของตัวเองอีกครั้ง 

ในห้องเล็ก ๆ ของ Crystal Box ของเกษร เออเบิร์น รีสอร์ท เหล่านักแต่งเพลงได้ลองแต่งเพลงจริงและและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับ ‘เอก Season Five’ และ ‘เอิ๊ต ภัทรวี’ ผ่านบทสนทนาที่ไม่ได้พูดถึงแค่เทคนิคการเขียนเพลง แต่ชวนให้ทุกคนกลับมาเล่าเรื่องราวของตัวเอง เรียนรู้ที่จะเติบโตและอยู่รอดในตลาดเพลงปัจจุบัน

‘Songwriting Mission’ พื้นที่ปล่อยของและจุดไฟฝันของนักแต่งเพลง

MISSION 1: เมื่อคุณเลือกเป็นนักแต่งเพลงแล้ว คุณคือนักแต่งเพลงตลอดไป 

การเป็นนักแต่งเพลงมักเริ่มต้นจากแรงขับเคลื่อนภายในที่แตกต่างกัน สำหรับบางคนอย่าง ‘เอิ๊ต ภัทรวี’ เธอเริ่มต้นด้วยความชอบเขียนและแต่งกลอน อยากจะถ่ายทอดความรู้สึกข้างในที่ท่วมท้นออกมาเป็นหน้ากระดาษ และเริ่มระบายความรู้สึกเหล่านั้นเป็นเสียงเพลง 

ขณะที่มุมมองของ ‘เอก Season Five’ ซึ่งเริ่มต้นเส้นทางดนตรีจากการเป็นศิลปิน และเริ่มมองเห็นว่า อาชีพศิลปินเบื้องหน้าอาจไม่มั่นคงเสมอไปเมื่อมีคลื่นลูกใหม่เข้ามาตลอดเวลา เขาจึงฟังเพลงที่ชอบอย่างลึกซึ้งขึ้น

เพลงนี้ดีอย่างไร ทำไมเราถึงชอบ คำถามง่าย ๆ ที่เริ่มพาเขาไปรู้จักโลกการแต่งเพลง

ทว่าในวันนี้ โลกของการทำเพลงกำลังถูกท้าทายด้วยคลื่นลูกใหม่ที่ชื่อว่า ‘AI’ เทคโนโลยีที่สามารถแต่งเพลงได้เพียงปลายนิ้วและใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที 

ถึงอย่างนั้น เอกก็บอกว่า AI ไม่ได้เข้ามาแย่งงาน แต่คำถามสำคัญคือ นักแต่งเพลงจะทำงานกับ AI และอยู่รอดในยุคนี้ได้อย่างไร

ข้อดีอย่างหนึ่ง คือ การมีองค์กรจัดเก็บลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรมอย่าง MCT ที่สามารถตรวจสอบและแบ่งสัดส่วนรายได้ที่เป็นธรรมให้กับนักแต่งเพลงได้

‘Songwriting Mission’ พื้นที่ปล่อยของและจุดไฟฝันของนักแต่งเพลง

ส่วนเอิ๊ตบอกว่า เมื่อคุณเลือกเป็นนักแต่งเพลงแล้ว คุณคือนักแต่งเพลงตลอดไป ดังนั้น หน้าที่ของนักสร้างสรรค์ คือ การรักษาความรักและความหลงใหลในเสียงเพลงไว้กับตัวเองให้ได้นานที่สุด 

เพราะชีวิตนักแต่งเพลง ทุกอย่างรอบตัวคือชิ้นส่วนเล็กๆ ของเนื้อเพลงและท่วงทำนองที่เราแต่งขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้นักแต่งเพลงคนหนึ่งเดินไปต่อได้ คือ ใจที่อยากทำให้เพลงของเราถึงหูคนฟังได้ในสักวัน

“อาชีพนักแต่งเพลง ถ้าเราเลือกเข้ามาแล้ว เราจะเป็นนักแต่งเพลงตลอดไป ไม่ว่าสิ่งนั้นมันจะสร้างรายได้มากหรือน้อย มันคืออาชีพที่เรารู้ว่า เรารักและทุ่มเทให้มัน มันคือแพสชัน ทุกคนรู้ว่าจะทำอย่างไรให้มีรายได้ แต่ระหว่างนั้นต้องอาศัยใจ 

“ต้องยอมรับว่าเราจะเสียเวลากิน นอน ดูหนัง เพราะทุกอย่างมันคือเพลง เพราะเมื่อคุณก้าวมาแล้ว คุณจะอยู่กับมันตลอดไป”

แม้โลกดนตรีจะเปลี่ยนไปทุกวัน แต่นักแต่งเพลงก็ยังคงทำหน้าที่เดิม คือ เปลี่ยนความรู้สึกธรรมดาของชีวิต ให้กลายเป็นบางเพลงที่อยู่กับใครบางคนไปตลอดกาล

‘Songwriting Mission’ พื้นที่ปล่อยของและจุดไฟฝันของนักแต่งเพลง

MISSION 2 : เราต้องชอบและมั่นใจในเพลงของตัวเองก่อน

หลายครั้งความยากของการเป็นนักแต่งเพลง คือ การเผชิญกับแรงกดดันมากมาย ทั้งแรงกดดันภายในตัวเองและความคาดหวังของคนอื่น 

เราอาจเจอทางตัน แต่สิ่งที่เอกบอก คือ จงมั่นใจในความสามารถ เสียงร้อง และภาษาของตัวเอง 

“ทุกคนมี identity ของตัวเอง ทั้งหมดเริ่มต้นจากความเชื่อและความมั่นใจว่า เราเก่งและไม่เหมือนใคร เมื่อเราเชื่อแบบนั้น เราจะสามารถส่งต่อความมั่นใจและความเป็นตัวเองไปในทุกเพลงที่เขียนขึ้นได้” 

บางครั้งอาจจะยาก แต่เอกพูดกับเหล่านักแต่งเพลงว่า ทุกคนอาจลองมองเรื่องราวชีวิตคนอื่น มองชีวิตตัวเอง แกะรหัสวิธีเล่าเพลงอื่น แล้วลองสร้างวิธีการนำเสนอรูปแบบใหม่ที่อาจเป็นเพลงที่คนชอบก็ได้

แล้วถ้าต้องแต่งเพลงให้คนอื่น ก็ขอให้พูดคุยและทำความเข้าใจตัวตนของคนคนนั้น หรือ ลูกค้า ใช้คำที่คนร้องไม่เขินอาย แล้วสนุกไปกับท่วงทำนองตรงหน้า 

แต่สิ่งสำคัญ คือ เราต้องเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง

‘Songwriting Mission’ พื้นที่ปล่อยของและจุดไฟฝันของนักแต่งเพลง

เหมือนที่เอิ๊ตบอกว่า การไม่รู้ตัวเองอาจทำให้การแต่งเพลงเป็นเรื่องที่ยากขึ้น นักแต่งเพลงทุกคนจึงต้องโอบกอดและพูดคุยตัวเองว่า ณ โมเมนต์ที่กำลังจะเริ่มเขียนเพลง เราต้องการอะไรและรู้สึกอย่างไร 

“บางทีเราหาตัวเองไม่เจอจริง ๆ เราก็แต่งเพลงไม่ได้ คิดไม่ออกเลยว่า เรามีมุมมองแบบไหน เรากำลังเป็นใครในโลก กำลังเชื่อแบบไหน”

ดังนั้นทางตันของเอิ๊ตไม่ใช่การที่ไม่มีวัตถุดิบมาแต่งเพลง แต่คือวันที่เธอต้องการอะไร

“พอทำเพลงมาระยะหนึ่ง เริ่มมีคำถามว่า ตัวตนเราคืออะไร เพราะถ้าเราอยากให้มีตัวตนของเราในเพลง เราต้องเชื่อในตัวเองก่อน ใช้เวลาพูดคุยกับตัวเองในเวลาที่ไม่แน่ใจว่า เราคือใคร จุดยืนของเราคืออะไร”

อาจจะยังคิดคำไม่ออก การไปดูเพลงคนอื่น หรือการไปหาความรู้เพิ่มเติมก็สามารถช่วยได้ เอิ๊ตบอกแบบนั้น แต่สิ่งสำคัญ คือ เราจะต้องรักเพลงของเราตั้งแต่วันแรกที่เขียนมันขึ้นมา

“เราไม่มีทางรู้ว่าเพลงที่เราแต่งขึ้นจะดังไหม มันอาจจะไม่ได้ดังวันนี้ แต่อาจจะดังในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเราควรจะรักมันตั้งแต่ day one”

MISSION 3: Song Writing Mission

นอกจากฟังคำแนะนำของเอกและเอิ๊ตแล้ว ใน Song Writing Mission ยังเปิดพื้นที่ให้เหล่านักแต่งเพลง ลองแต่งเพลงและฟังคอมเมนต์จากคนในวงการตัวจริง

โจทย์ คือ การแต่งท่อนฮุคเพลง ‘พูดไม่คิด’ ของ Season Five ซึ่งแต่ละกลุ่มก็สามารถแต่งเพลงออกมาภายใน 25 นาทีได้อย่างน่าประทับใจ

บนพื้นที่แห่งการทดลองนี้ไม่มีถูกหรือผิด แต่เป็นพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกัน

“เซสชันนี้ดีตรงที่เราเป็นเจ้าของเพลง เรายังไม่รู้เลยว่าเพลงจะเป็นยังไง อยากชื่นชม เราว้าวมาก และรู้สึกถึงความตั้งใจของทุกคน” เอกบอก

‘Songwriting Mission’ พื้นที่ปล่อยของและจุดไฟฝันของนักแต่งเพลง

ส่วนเอิ๊ตบอกว่า การมีพื้นที่ให้ทุกคนได้มาปล่อยของเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้วงการนักแต่งเพลงเดินไปข้างหน้าด้วยคำว่า ‘ศิลปะ’

“โมเมนต์ที่เราได้แชร์กัน แล้ว Best Idea ของเราเกิดขึ้นมากลางวง อยากให้จำโมเมนต์นี้ไว้ การเป็นนักแต่งเพลง คือ การที่เราขับเคลื่อนกันและกัน เวลามีคนปล่อยเพลงออกมา เพลงนี้เพราะ ไอเดียนี้ดีจัง มันต่อใจนักแต่งเพลงอีกเยอะมากๆ 

“เราจะไม่มีทางตัน ถ้าเราส่งเพลงดีๆ ไปในกระแส แล้วฟังกันและกัน ปรับปรุงไปด้วย เราไม่ได้แข่งขันกัน เราจะเกื้อกูลกันด้วยศิลปะ”

ท้ายที่สุดแล้ว การเป็นนักแต่งเพลงคือการค่อย ๆ เรียนรู้ตัวเอง ฟังกันและกัน และเติบโตไปพร้อมกับเสียงเพลงที่เราเชื่อ ไม่ใช่การแข่งขันเพื่อสร้างเพลงที่ไพเราะหรือดังที่สุดเพียงอย่างเดียว