19 ต.ค. 2569 | 11:09 น.

KEY
POINTS
หากพูดถึงนักเขียนผู้สร้างสรรค์วรรณกรรมระดับเปลี่ยนโลก ชื่อของ ‘ชาลส์ ดิกเคนส์’ (Charles Dickens) ย่อมโดดเด่นขึ้นมาเป็นอันดับแรก ๆ ด้วยผลงานอมตะอย่าง Oliver Twist, David Copperfield, Bleak House, Great Expectations และ A Christmas Carol นิยายของเขาสามารถสะท้อนภาพชีวิตและผู้คนในยุควิกตอเรียได้อย่างมีชีวิตชีวาและเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง
เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้มาจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวิถีชีวิตและการออกค้นหาวัตถุดิบที่ไม่เหมือนใคร
ในชีวิตประจำวัน ดิกเคนส์มีระเบียบวินัยในการทำงานอย่างเคร่งครัดไม่ต่างจากพนักงานออฟฟิศ เพื่อรับมือกับกำหนดส่งงานนิยายรายตอน เขาจะตื่นนอนเวลา 7:00 น. รับประทานอาหารเช้าตอน 8:00 น. แล้วเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่ 9:00 น. ถึง 14:00 น. โดยไม่หยุดพัก นอกจากนี้ เขายังมีความเชื่อส่วนตัวว่าการนอนหันหัวไปทางทิศเหนือจะช่วยส่งเสริมพลังการเขียน ทำให้เขาต้องพกเข็มทิศติดตัวอยู่เสมอเพื่อเช็กทิศทางยามเดินทาง
อย่างไรก็ตาม เมื่อใดก็ตามที่ดิกเคนส์เผชิญกับโรคนอนไม่หลับ (Insomnia) หรือความคิดตื่นตัวจนไม่สามารถหลับลงได้ เขามักจะใช้วิธีการแก้ปัญหาที่ไม่ธรรมดา
แทนที่จะนอนถอนหายใจอยู่บนเตียง ดิกเคนส์เลือกที่จะลุกขึ้นจากเตียงทันทีหลังจากเพิ่งนอนลงไป แล้วเปิดประตูบ้านออกไปเดินท่องเมืองลอนดอนในยามดึกดื่น เขาใช้เวลาตระเวนย่ำเท้าไปตามถนนหนทางมืดมิดจนกระทั่งกลับถึงบ้านยามพระอาทิตย์ขึ้น
ดิกเคนส์เปรียบเมืองลอนดอนในยามค่ำคืนว่าเป็นเหมือน ‘ตะเกียงเวทมนตร์’ (Magic lantern) ที่ช่วยเติมพลังและจุดประกายความคิดให้แก่สมองของเขา เขาออกเดินในฐานะนักท่องเมือง หรือ Flâneur เพื่อสังเกตจังหวะชีวิตของเมืองใหญ่ ดิกเคนส์เคยปรารภว่า ตัวละครในจินตนาการของเขาจะเริ่มหยุดนิ่งและชะงักงัน หากไม่มีฝูงชนและความเคลื่อนไหวของเมืองรอบข้างมาช่วยกระตุ้น
เส้นทางเดินราตรีของเขามักเฉียดผ่านมุมมืดและบรรยากาศอันวังเวงของลอนดอน ดิกเคนส์มักจะก้าวข้ามสะพานวอเตอร์ลู (Waterloo Bridge) ท่ามกลางความเงียบสงบ แม่น้ำเทมส์อันมืดมิด และหมอกควันยามค่ำคืน เขาบรรยายว่าแสงไฟที่สะท้อนบนผิวน้ำดูราวกับวิญญาณของผู้ฆ่าตัวตายกำลังชูตะเกียงเพื่อชี้จุดที่พวกเขาทอดร่างลงไป
ไม่เพียงแต่เส้นทางธรรมชาติและถนนหนทาง แต่ดิกเคนส์ยังแวะเวียนไปยังสถานที่หดหู่ เช่น คุกนิวเกต (Newgate Prison) โรงพยาบาลจิตเวชเบธเลเฮม และสถานที่เกิดคดีฆาตกรรมต่าง ๆ เขาเป็นคนที่หลงใหลเรื่องคดีอาชญากรรมและเรื่องเล่าสยองขวัญเป็นอย่างมาก โดยเชื่อว่าเหตุการณ์รุนแรงมักจะทิ้งร่องรอย หรือเงาแห่งอดีตเอาไว้ให้เราได้สืบค้นชีวิตของมนุษย์
ประสบการณ์และภาพเหตุการณ์ที่เขาพบเห็นในยามดึกได้กลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่ถูกถักทอลงในนิยายเรื่องสำคัญ ตัวอย่างเช่น ภาพชีวิตอันรันทดและความหวาดกลัวของ Nancy บนถนนลอนดอนใน Oliver Twist ภาพการออกสืบสวนตามตรอกซอกซอยของนักสืบ Mr. Bucket และวาระสุดท้ายของ Lady Dedlock บนถนนใน Bleak House ตลอดจนฉากจิตสำนึกผิดของ Jonas Chuzzlewit ใน Martin Chuzzlewit
ดิกเคนส์ได้นำประสบการณ์การเดินราตรีเหล่านี้มาถ่ายทอดโดยตรงในชุดงานเขียนความเรียงเรื่อง The Uncommercial Traveller โดยเฉพาะในบทความชื่อ Night Walks (ค.ศ. 1860) ซึ่งเขาสวมบทบาทเป็น ‘นักเดินทางผู้สืบหาเรื่องราวของมนุษยชาติ’ เพื่อรายงานสภาพความเป็นอยู่และความทุกข์ยากของผู้คนในสังคมวิกตอเรียผ่านการย่ำราตรี
นอกจากวัตถุดิบเชิงรูปธรรมแล้ว การเดินท่องราตรียังช่วยเติมมิติทางจิตวิทยาให้แก่งานเขียนของเขาด้วย ยามที่เขาเดินผ่านกำแพงโรงพยาบาลจิตเวช ดิกเคนส์ตั้งคำถามกับตัวเองว่า คนปกติกับคนสติไม่สมบูรณ์อาจไม่ได้แตกต่างกันเลยในยามค่ำคืนเมื่อทุกคนต่างตกลงสู่ความฝัน ความคิดเชิงปรัชญานี้ทำให้งานเขียนของเขามีมิติที่ลึกซึ้งเกินกว่าเพียงการคัดลอกความจริงแบบทื่อ ๆ
ชาลส์ ดิกเคนส์ สามารถพลิกวิกฤตโรคนอนไม่หลับให้กลายเป็นโอกาสสร้างสรรค์ผลงานระดับโลกได้อย่างน่าทึ่ง การเดินท่องราตรีไม่ได้เป็นเพียงวิธีแก้เจ็บป่วยทางกายหรือความคิดติดขัด แต่เป็นห้องทดลองและสนามเก็บข้อมูลจริงที่เปลี่ยนความมืดมิดของกรุงลอนดอน ให้กลายเป็นขุมทรัพย์ทางวรรณกรรมอมตะมาจนถึงปัจจุบัน
เรื่อง: พาฝัน ศรีเริงหล้า