30 ส.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
เมื่อไปค้นเรื่องเกี่ยวกับการนอนของ ‘ไอแซก นิวตัน’ (Isaac Newton) อัจฉริยะผู้อยู่ในจุดสูงสุดแห่งการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ก็ได้พบกับเรื่องราวที่น่าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย แม้หลายคนจะรู้อยู่บ้างว่าเขามีวิธีการค้นพบทฤษฎีต่าง ๆ ด้วยการทดลองที่ค่อนข้างประหลาด และดูอันตรายสุด ๆ แต่ภายใต้ความฉลาดล้ำเหนือมนุษย์ นิวตันกลับซ่อนชีวิตอีกด้านที่แสนเปราะบาง
เพราะสำหรับนิวตันแล้ว ความเป็นอัจฉริยะไม่ได้เป็นเพียงพรสวรรค์ แต่เป็น ‘ปีศาจ’ ที่คอยสูบเอาความสงบสุข ความสัมพันธ์ และแม้กระทั่งการนอนหลับไปจากเขาเกือบชั่วชีวิต
และนี่คือเรื่องราวของไอแซก นิวตัน ที่จะเปิดเปลือยที่มาของอาการนอนไม่หลับ สงครามประสาท และพฤติกรรมพิลึกที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด
นิวตันเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ลืมตาดูโลกเพียงไม่กี่เดือน ผู้เป็นพ่อก็ด่วนจากโลกนี้ไป ส่วนผู้เป็นแม่ก็พบรักใหม่กับบาทหลวงผู้มั่งคั่ง ‘บาร์นาบัส สมิธ’ และย้ายไปอยู่กับสามีใหม่ โดยทิ้งนิวตันในวัย 3 ขวบให้อยู่ในความดูแลของยายเป็นเวลานานเกือบสิบปี
นิวตันรู้สึกราวกับถูกทอดทิ้ง เขาไม่เคยเข้าใจว่าทำไมชีวิตของเขาถึงไม่เคยพบเจอกับความรักจากพ่อแม่ ทำไมพ่อต้องจากไป ทำไมแม่ต้องแต่งงานใหม่ ในหัวของเขามีแต่คำถามเต็มไปหมด และคำถามดังกล่าวก็ค่อย ๆ บั่นทอนชีวิตของนิวตันมากขึ้นทุกวัน
จนก่อกำเนิดเป็นความคั่งแค้น เขารู้สึกราวกับถูกทรยศ และนับจากวันนั้นก็ไม่เคยไว้ใจใครอีกเลย ในบันทึกสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ นิวตันเคยเขียนคติประจำใจภาษาละตินไว้ว่า
“เพลโตคือเพื่อนของข้าพเจ้า อริสโตเติลคือเพื่อนของข้าพเจ้า แต่เพื่อนที่ดีที่สุดของข้าพเจ้าคือความจริง”
(Amicus Plato — amicus Aristoteles — magis amica veritas.)
โควตประวัติศาสตร์นี้สะท้อนตัวตนตั้งแต่ยามหนุ่มของนิวตันอย่างเด่นชัด สำหรับเขาแล้ว ไม่มีผู้คนหรือนักปรัชญาคนใดที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าการแสวงหาความจริง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการยึดมั่นในความคิดตนเอง จนยอมตัดขาดมิตรภาพรอบข้าง
และจากความรู้สึกทั้งหมดที่เคยเผชิญมาตั้งแต่วัยเยาว์ ก็ค่อย ๆ ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นสมุดบันทึกบัญชีบาป 57 ข้อ ที่เขาเขียนด้วยรหัสลับในช่วงวัยหนุ่ม (ค.ศ. 1662) นอกเหนือจากความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามประสาเด็กยุคพูริตันเคร่งศาสนา เช่น การพ่นน้ำเล่นในวันของพระเจ้า หรือการทำพายในคืนวันอาทิตย์แล้ว กลับมีความรู้สึกผิดบาปที่ซ่อนอารมณ์รุนแรงอยู่ เช่น การชกต่อยพี่สาว การทุบตีทำร้ายผู้คนมากมาย การแอบปรารถนาและตั้งความหวังให้บางคนตาย และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ การขู่ว่าจะเผาบ้านที่มีทั้งมารดาและบิดาเลี้ยงอยู่ข้างใน
ความเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ในใจ ทำให้เขาประสบปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับอยู่ไม่น้อย เพราะเขามักจะคิดซ้ำไปมาเกี่ยวกับสิ่งที่พบเจอ และความคิดนั้นก็ไม่เคยจางหายไปไหน จึงทำให้เขานอนหลับได้เพียงวันละไม่เกิน 4 ชั่วโมงต่อคืน ขณะที่บางบันทึกบอกว่าเขานอนวันละ 2 ชั่วโมงเท่านั้น เพื่อรักษาระดับความต่อเนื่องในการทำงานของสมอง
อันที่จริงนิวตันไม่ได้อยากนอนขนาดนั้น เขาเคยป่วยหนักจากการฝืนร่างกายทำงานหนักติดต่อกันหลายวันโดยไม่หลับตานอน จนร่างกายประท้วง ล้มป่วยกระทันหัน ชายคนนี้เลยจำใจต้องนอนบ้างวันละน้อย เพื่อไม่ให้ป่วยจนทำงานต่อไม่ไหว
หากถามว่าเขาทำงานหนักขนาดไหน ก็หนักขนาดที่ว่าทำงานหามรุ่งหามค่ำจนลืมกินข้าว กว่าจะเข้านอนทีก็ตี 2 ตี 3 เข้าไปแล้ว ทั้งหมดนี้นำลงไปเพื่อเขียนตำรา Principia Mathematica และช่วงกักตัวหนีโรคระบาดครั้งใหญ่ ที่เขาเบื่อจนทนไม่ไหว เลยลุกขึ้นมาหาอะไรจรรโลงใจทำฆ่าเวลา
สำหรับนิวตัน ความจริงทางวิทยาศาสตร์ไม่อาจพิสูจน์ได้ด้วยการนั่งท่องจำตำรา แต่ต้องแลกมาด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ จึงไม่แปลกที่หลายครั้งเขามักจะใช้ร่างกายของตัวเองเป็นเครื่องสังเวย
เพื่อคัดค้านแนวคิดเรื่องการมองเห็นของ เรเน เดส์การ์ตส์ (René Descartes) นิวตันในวัยหนุ่มเคยทำการทดลองที่บ้าระห่ำ ด้วยการหยิบเข็มเย็บผ้าปลายทู่แทงเข้าไปที่ซอกใต้เปลือกตาของตัวเอง กดลึกเข้าไปจนถึงด้านหลังของลูกตา เพื่อดูว่าแรงขนาดนี้ และการเปลี่ยนรูปทรงของดวงตา จะส่งผลต่อการมองเห็นสีอย่างไร นอกจากนี้ เขายังเคยทดลองจ้องมองดวงอาทิตย์ ผ่านกระจกเงาด้วยตาเปล่าตรง ๆ นานที่สุดเท่าที่จะทนได้ เพื่อสังเกตภาพติดตาและสิ่งที่เขาเรียกว่า การเคลื่อนไหวของวิญญาณ (motion of spirits) จนเกือบทำให้ดวงตาบอดถาวร และต้องขังตัวเองในห้องมืดนานหลายวันเพื่อรักษาตัว
แต่สิ่งที่กัดกินสมองและร่างกายของเขาที่สุดคือ ความหลงใหลในการเล่นแร่แปรธาตุ ซึ่งไม่ต่างจากศาสตร์มืดแขนงหนึ่ง ในห้องปฏิบัติการลับที่วิทยาลัยทรินิตี นิวตันใช้เวลากลางคืนเคี่ยวกรดและสารโลหะหนักอย่างบ้าคลั่ง ห้องของเขาอบอวลไปด้วยไอระเหยของสารปรอท ซึ่งเขามักจะใช้มือสัมผัส และบ่อยครั้งก็ใช้ปากดื่มหรือชิมสารเคมีเหล่านั้นเพื่อทดสอบคุณสมบัติ
ผลการวิเคราะห์เส้นผมของนิวตันในยุคหลัง (ปี 1979) พบว่า มีระดับสารปรอทสูงกว่าคนปกติถึง 40 เท่า รวมถึงพบสารตะกั่วและสารหนูในปริมาณมหาศาล พิษโลหะหนักสะสมเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาท ก่อให้เกิดอาการเบื่ออาหาร ความจำเสื่อม อารมณ์แปรปรวนอย่างรุนแรง และภาวะนอนไม่หลับที่เขาเป็นอยู่
นิวตันเป็นอัจฉริยะที่พร้อมจะประกาศศึกกับทุกคนที่เข้ามาคัดค้าน หรือพยายามแชร์เครดิตผลงานของเขา ชีวิตของเขาจึงถูกห้อมล้อมไปด้วยศัตรูและสงครามประสาทที่ไม่มีวันสิ้นสุด ดังที่ตัวเขาเองเคยเปรยออกมาถึงความล้มเหลวในการเข้าใจจิตใจผู้คนไว้ว่า
“ข้าพเจ้าสามารถคำนวณการเคลื่อนที่ของเทหวัตถุบนท้องฟ้าได้ แต่ไม่อาจคำนวณความบ้าคลั่งของมนุษย์ได้”
(I can calculate the motion of heavenly bodies but not the madness of people.)
หนึ่งในศัตรูคู่แค้นของเขาคือ โรเบิร์ต ฮุก (Robert Hooke) นักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่อง เจ้าของฉายาเลโอนาร์โดแห่งอังกฤษ ศึกแรกเปิดฉากขึ้นในทศวรรษ 1670 เมื่อฮุกเขียนบทวิจารณ์ทฤษฎีแสงและสีของนิวตันอย่างดูแคลน ทำให้นิวตันโกรธจนสติแตกเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1678 และเลือกตัดขาดตัวเองจากสังคมวิทยาศาสตร์ไปนานหลายปี
ศึกที่สองปะทุขึ้นในทศวรรษ 1680 เมื่อนิวตันกำลังจะตีพิมพ์หนังสือ Principia ฮุกได้อ้างสิทธิ์กลางร้านกาแฟว่า ตนเองเป็นผู้ค้นพบกฎกำลังสองผกผัน (Inverse Square Law) ของแรงโน้มถ่วงก่อน และเรียกร้องขอส่วนแบ่งเครดิต นิวตันโกรธยิ่งกว่าเดิมและตราหน้าว่าฮุกต่างหากที่ขโมยแนวคิดนี้ไป
ความแค้นนี้ลากยาวจนกระทั่งฮุกเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1703 นิวตันจึงยอมตีพิมพ์หนังสือ Optics ที่เก็บซ่อนไว้ และเมื่อขึ้นเป็นประธานราชสมาคมแห่งลอนดอน (Royal Society) สิ่งแรก ๆ ที่เขาทำคือ การสั่งทำลายภาพพอร์ตเทรตสีน้ำมันเพียงภาพเดียวของโรเบิร์ต ฮุก ที่แขวนอยู่ในสมาคมจนหมดสิ้น และสั่งกำจัดเอกสารงานวิจัยของฮุกออกจากสารบบ จนโลกใบนี้ไม่มีภาพวาดหน้าตาที่แท้จริงของฮุกหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่ภาพเดียว
นิวตันยังทำสงครามประสาทอย่างต่อเนื่องกับ กอตต์ฟรีด ไลบ์นิซ (Gottfried Leibniz) นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันผู้คิดค้นวิชาแคลคูลัสในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน นิวตันปักใจเชื่อฝังหัวว่าไลบ์นิซขโมยผลงานของเขาไป เขาใช้อิทธิพลในฐานะประธานราชสมาคมฯ จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่เขานั่งควบคุมอยู่เบื้องหลัง เพื่อเขียนรายงานตัดสินให้ตนเองเป็นผู้ชนะ และทำลายชื่อเสียงของไลบ์นิซอย่างเจ็บแสบ
นอกจากนี้ เขายังเปิดศึกกับนักดาราศาสตร์ราชสำนักอย่าง จอห์น ฟลามสตีด (John Flamsteed), คริสเตียน ฮอยเกนส์ (Christiaan Huygens) และคณะบาทหลวงเยซูอิตในเบลเยียม
ทั้งความเครียดสะสมจากการทำงาน สงครามประสาท และสารพิษจากปรอท ที่ค่อย ๆ สะสมในร่างกายของนิวตัน พาเขาไปยืนอยู่ยังจุดแตกหักที่รุนแรงที่สุดในชีวิตในช่วงกลางปี ค.ศ. 1693
นิวตันตกอยู่ในภาวะจิตเภทและสติหลุดอย่างสมบูรณ์ โดยมีชนวนเหตุสำคัญคืออาการนอนไม่หลับขั้นรุนแรง มีบันทึกว่าเขา ไม่ได้นอนหลับเลยแม้แต่งีบเดียวติดต่อกันถึง 5 คืน สมองที่ขาดการพักผ่อน เมื่อมารวมกับโลหะหนักในร่างกายทำให้นิวตันสูญเสียการรับรู้ความจริงไปโดยสิ้นเชิง เขาทรมานจากการเห็นภาพหลอนและอาการหวาดระแวงว่าตัวเองโดนตามล่า
ที่น่าเศร้าที่สุดคือ อาการหวาดระแวงทำให้เขาไม่ไว้ใจแม้แต่เพื่อนสนิทที่สุดอย่าง จอห์น ล็อค (John Locke) และ ซามูเอล พีพส์ (Samuel Pepys) นิวตันเขียนจดหมายตัดสัมพันธ์และกล่าวหาว่าพีพส์พยายามปล่อยข่าวลือทำลายชื่อเสียงของเขา และส่งจดหมายไปหาล็อคว่า
"เมื่อมีคนมาบอกข้าพเจ้าว่าท่านกำลังป่วยหนัก ข้าพเจ้าจึงตอบกลับไปว่า มันคงจะดีกว่าถ้าท่านตายเสีย"
แต่หลังจากอาการสติแตกเริ่มทุเลาลงในช่วงปลายปี ค.ศ. 1693 นิวตันที่กลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง และเขาก็ได้ส่งจดหมายไปขอโทษล็อค และมิตรสหายทุกคนสำหรับคำพูดที่ทำให้เจ็บช้ำใจ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เขาไร้สติ และอดหลับอดนอน
หลังจากตรากตรำทำงานหนัก เอาชนะสงครามประสาท และผ่านค่ำคืนอันไร้เงาแห่งการนอนหลับมาค่อนชีวิต นิวตันในวัย 84 ปีผู้ไร้คู่ครองและใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอยู่กับหลานสาว ก็ได้ปิดตาลงเป็นครั้งสุดท้ายในวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1727 ร่างของเขาถูกนำไปฝังอย่างสมเกียรติ ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์
ก่อนที่เขาจะล่วงลับ นิวตันเคยกล่าวย้อนทบทวนถึงการแสวงหาความรู้ตลอดชีวิตของเขาว่า
“สิ่งที่เราล่วงรู้เป็นเพียงน้ำหนึ่งหยด แต่สิ่งที่เรายังไม่รู้นั้นกว้างใหญ่ดั่งมหาสมุทร”
(What we know is a drop, what we don't know is an ocean.)
“ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าในสายตาของโลกใบนี้ข้าพเจ้าเป็นคนเช่นไร แต่สำหรับตัวข้าพเจ้าเองแล้ว ข้าพเจ้าเป็นเพียงเด็กชายคนหนึ่งที่เล่นอยู่ริมชายหาด เพลิดเพลินกับการค้นหาก้อนกรวดที่เรียบเกลี้ยงกว่าปกติ หรือเปลือกหอยที่แวววาวเป็นพิเศษในบางครา ขณะที่มหาสมุทรแห่งความจริงและกว้างใหญ่ไพศาล ยังคงทอดตัวอยู่เบื้องหน้าโดยไม่มีใครค้นพบ”
อาการนอนไม่หลับของนิวตัน ยังส่งไปถึงคนรอบข้างด้วยเช่นกัน เมื่อ หลุยส์ ฟรองซัวส์ รูบิลิยัก (Louis François Roubiliac) ประติมากรชื่อดังกำลังแกะสลักรูปปั้นหินอ่อนของนิวตันเพื่อตั้งในโบสถ์วิทยาลัยทรินิตี ในตอนแรกเขาแกะสลักรูปปั้นให้ปิดปากสนิท แต่เมื่อมีเพื่อนฝูงท้วงว่าไม่สมจริง รูบิลิยักก็ได้เก็บเรื่องนี้ไปคิดจนนอนไม่หลับทั้งคืน
ความกระสับกระส่ายทำให้เขาต้องลุกขึ้นมาแต่เช้ามืด เพื่อแก้ไขรูปปั้นให้เผยอริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย เหมือนกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด ซึ่งกลายมาเป็นหนึ่งในรูปปั้นหินอ่อนที่งดงาม สง่างาม และเปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่สุดชิ้นหนึ่งของโลกวิทยาศาสตร์
แม้นิวตันจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบทฤษฎีเปลี่ยนโลก แต่อาการนอนไม่หลับที่เขาพบเจอนั้น กลับทำลายสุขภาพจิตจนแหลกสลาย และเมื่อมองมายังยุคปัจจุบัน ชีวิตหลายคนก็ยังติดกับดักอยู่ในวังวนเช่นนี้ เพื่อไม่ให้สติ สุขภาพ และความสัมพันธ์กับคนรอบตัวพังลง อย่าลืมนอนให้เต็มอิ่ม และหากยังไม่สามารถจัดการปัญหาการนอนไม่หลับได้ ชวนคุณมาหาคำตอบได้ในงาน Shall We Sleep 2026 อ่านรายละเอียดด้านล่างได้เลย
.
.
.
คุณจำวันที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่า…
"วันนี้พร้อมใช้ชีวิต" ครั้งล่าสุดได้ไหม?
หลายครั้ง เราโทษงานที่หนัก ตารางชีวิตที่แน่น หรือความเครียดที่ถาโถม จนลืมไปว่าจุดเริ่มต้นของวันที่ดี อาจเริ่มตั้งแต่คืนก่อนหน้า
The People ขอชวนคุณมาร่วมงาน
Shall We Sleep 2026
GOOD NIGHT Better Life
พื้นที่ที่ชวนทุกคนกลับมาทำความเข้าใจ "การนอน" ในมิติที่ลึกกว่าการหลับให้ครบ 8 ชั่วโมง ผ่านบทสนทนากับผู้เชี่ยวชาญ ประสบการณ์ที่ได้ลงมือสัมผัส และแรงบันดาลใจที่จะทำให้คุณมองการพักผ่อนในมุมใหม่
เพราะการนอนที่ดี ไม่ใช่เพียงการพักร่างกาย แต่คือการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในวันรุ่งขึ้น
ภายในงาน คุณจะได้กลับบ้านพร้อม
- ความเข้าใจใหม่ว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้คุณนอนไม่เต็มอิ่ม
- วิธีดูแลการนอนที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
- มุมมองใหม่ต่อการพักผ่อน สุขภาพ และคุณภาพชีวิต
แรงบันดาลใจในการเริ่มต้นดูแลตัวเอง ผ่านสิ่งที่เราใช้เวลาร่วมกับมันมากที่สุด "การนอน"
หากคุณเชื่อว่า ชีวิตที่ดี ไม่ได้เกิดจากการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ งานนี้คือพื้นที่ที่คุณไม่ควรพลาด
วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2026
เวลา 13.30 – 17.30 น.
Gaysorn Urban Resort
แล้วมาค้นพบไปด้วยกันว่า
GOOD NIGHT Better Life
เพราะคืนที่ดี คือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดี
ติดตามรายละเอียดการลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ ทุกแพลตฟอร์มของ The People เราได้เร็ว ๆ นี้
สำหรับพาร์ทเนอร์ที่มีความสนใจและอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน สามารถติดต่อได้ที่
อ้างอิง