ทำไมยิ่งโต ยิ่ง ‘ฝันร้าย’ บ่อย? สัญญาณจากสมอง และศิลปะแห่งการนอนที่เราอาจลืมไป

ทำไมยิ่งโต ยิ่ง ‘ฝันร้าย’ บ่อย? สัญญาณจากสมอง และศิลปะแห่งการนอนที่เราอาจลืมไป

การฝันร้ายบ่อยครั้งในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ (อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง) เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าของภาวะสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน โดยมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป 2-4 เท่า

KEY

POINTS

เคยสงสัยไหมว่าทำไมความฝันบางเรื่องเราถึง ‘จำ’ ได้แม่นยำ ขณะที่บางเรื่องเรากลับ ‘ลืม’ ไปจนหมดสิ้น  

ความจริงแล้ว ในทุกคืนที่เรานอน สมองไม่เคยหยุดพักและยังคงทำงานอย่างแข็งขันเพื่อนำข้อมูลทุกอย่างมาประกอบสร้างขึ้นมาใหม่ จนบางครั้งทำให้เราเผลอหัวเราะหรือแม้แต่ร้องไห้ออกมาในยามตื่น

ซึ่งในทางประสาทวิทยาระบุว่า ช่วงนอนหลับสมองจะร้อยเรื่องราวของอดีตขึ้นมาใหม่ และกลไกที่ทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ ไม่ใช่แค่การ ‘จำ’ แต่คือศิลปะแห่งการ ‘ลืม’ ต่างหาก ความทรงจำใดที่ไร้คุณค่าเกินกว่าจะบันทึก สมองของเราก็จะค่อย ๆ ลบให้หายไปตามกาลเวลา เพราะนี่คือกลไกการทำงานของสมองตามธรรมชาติที่คอยกำจัดขยะทางความคิด ปลดปล่อยจากเรื่องราวในอดีตที่ไม่อยากจำ เคลียร์ทางทุกอย่างเพื่อเปิดรับสิ่งใหม่ที่ และก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ถูกพันธนาการด้วยอดีต

นี่คือความอัศจรรย์ของสมอง แต่ถ้าหากวันหนึ่งกลไกการลืมตามธรรมชาตินี้ เริ่มทำงานผิดปกติ จากการคัดกรองความทรงจำ กลับกลายเป็นการค่อย ๆ กลืนกินตัวตนและเรื่องราวทั้งหมดไป นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนจากสมองที่ไม่ควรมองข้าม

ตามหาคำตอบในห้วงนิทรา

ดร. อาบิเดมิ โอไตคู (Dr. Abidemi Otaiku) นักประสาทวิทยาและอาจารย์แพทย์วิจัยจากสถาบันวิจัยโรคสมองเสื่อมแห่งสหราชอาณาจักร (UK Dementia Research Institute) และ Imperial College London ย้อนเล่าว่า ในช่วงเรียนแพทย์ เขาเคยตั้งใจจะเป็นศัลยแพทย์ตกแต่ง แต่ความสนใจในคำถามเชิงปรัชญาเกี่ยวกับ 'สติสัมปชัญญะ' และ 'เจตจำนงเสรี' กลับเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขา

"ผมใช้เวลาว่างอ่านและขบคิดเกี่ยวกับปัญหาจิตและร่างกาย ประสาทวิทยาดูเหมือนจะอยู่ในจุดที่ตรงที่สุดในการตอบคำถามทางวิทยาศาสตร์และปรัชญา ซึ่งทำให้ผมเห็นว่าประสาทวิทยาสามารถตอบคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ได้" 

จากความหลงใหลนี้ ได้กรุยทางให้ ดร. โอไตคู มุ่งสู่เส้นทางการค้นคว้าวิจัยครั้งสำคัญ โดยเขาเป็นผู้นำการวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความฝันและโรคประสาทเสื่อมสภาพ ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำอย่าง eClinicalMedicine (The Lancet) ผลงานอันโดดเด่นของเขา คือ งานวิจัยติดตามกลุ่มประชากรขนาดใหญ่เพื่อศึกษาเรื่อง Distressing dreams, cognitive decline, and risk of dementia: A prospective study of three population-based cohorts (2022) และ Distressing dreams and risk of Parkinson's disease: a population-based cohort study (2022) ซึ่งได้เผยแพร่ข้อเท็จจริงว่าการนอนหลับและความฝันไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือหน้าต่างบานสำคัญที่สุดในการสำรวจสุขภาพสมอง

ฝันร้ายซ้ำ ๆ สัญญาณเตือนแรกของภาวะสมองเสื่อม

สัญญาณเตือนของความเสื่อมถอยไม่ได้เริ่มต้นขึ้นในยามที่เราตื่น ไม่ใช่แค่การลืมกุญแจบ้าน หรือการลืมชื่อเพื่อนเก่า (หรือแฟนเก่า) แต่กลับซ่อนตัวอยู่ใน ‘ความฝัน’ ที่เราคิดว่าเป็นเพียงเรื่องทั่วไป

งานวิจัยของ ดร. โอไตคู ชี้ให้เห็นว่า คนวัยกลางคนและผู้สูงอายุที่ประสบภาวะฝันร้ายรบกวนใจเป็นประจำ (อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง) มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะสมองถดถอยและโรคอัลไซเมอร์เร็วกว่าคนทั่วไปถึง 2–4 เท่า และฝันร้ายยังเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าของโรคพาร์กินสันได้นานหลายปี ก่อนที่อาการทางร่างกายอย่างมือสั่นจะปรากฏ

ข้อค้นพบนี้ได้รับการยืนยันเพิ่มเติมจาก ดร. ดาร์เรน ลิปนิกกี (Dr. Darren Lipnicki) นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์วิจัยภาวะสมองเสื่อม (CHeBA) มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มความร่วมมือด้านประสาทวิทยาและระบาดวิทยาในโครงการ COSMIC (Cohort Studies of Memory in Clinical Populations)

ดร. ลิปนิกกี ได้ทำการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลประชากรต่างวัฒนธรรมมากกว่า 10,000 คนจาก 6 ประเทศทั่วโลก จนกระทั่งตีพิมพ์ผลงานสำคัญในวารสาร Psychiatry and Clinical Neurosciences (2026) เพื่อตอกย้ำข้อเท็จจริงเดียวกันว่า ผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีอาการฝันร้ายถี่ ๆ มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อมสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า เป็นสัญญาณเตือนผ่านความฝันที่มนุษย์ ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติใดก็มีร่วมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมฝันร้ายถึงกลายเป็นลางบอกเหตุของโรคทางสมอง คำตอบนั้นอยู่ในกลไกการทำงานของสมองยามที่เราหลับลึก

ศ.ดร. แมทธิว วอล์กเกอร์ (Prof. Matthew Walker) ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาและจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (UC Berkeley) ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการ Center for Human Sleep Science และผู้เขียนหนังสือขายดีระดับโลกอย่าง Why We Sleep ได้อธิบายถึงกลไกการทำงานระหว่างความฝัน และการกำจัดขยะในสมอง ไว้ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Nature Human Behaviour

ศ.ดร. วอล์กเกอร์ ชี้ว่า สมองของเรามีระบบกำจัดขยะที่เรียกว่า Glymphatic System ซึ่งจะเปิดเครื่องทำงานชะล้างโปรตีนพิษอย่าง Amyloid-beta และ Tau ออกไปในขณะที่เรา ‘หลับลึก’ แต่เมื่อใดที่เราถูกฝันร้ายรบกวนจนคุณภาพการนอนย่ำแย่ ระบบนี้ก็จะพังลง และทำให้ขยะในสมองสะสมตัวจนนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์

สอดคล้องกับผลงานของ ดร. คริสตีน ยัฟฟี (Dr. Kristine Yaffe) ศาสตราจารย์ด้านจิตแพทย์ประสาทวิทยา และระบาดวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก (UCSF) ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่ได้รับรางวัลด้านการวิจัยภาวะสมองเสื่อม ดร. ยัฟฟี ได้ตีพิมพ์งานวิจัยในวารสาร JAMA Neurology และ Neurology โดยทำการศึกษาติดตามกลุ่มผู้สูงอายุระยะยาว และย้ำว่า คุณภาพการนอนที่ไม่ดี ทั้งการตื่นกลางดึก การหยุดหายใจขณะหลับ และฝันร้ายเรื้อรัง สัมพันธ์โดยตรงกับอัตราการเสื่อมถอยของสมองอย่างรวดเร็ว และจากการทำงานวิจัยอย่างยาวนาน ยังพบอีกว่ารูปแบบของความฝันยังสามารถโยงไปถึงความเสื่อมทางระบบประสาทที่เฉพาะเจาะจงได้

เช่น ผู้ป่วยสมองเสื่อมจากหลอดเลือด เลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลงชั่วขณะในยามหลับ ทำให้ฝันร้ายมีความสมจริงในระดับ HD (Vivid Dreams) ขณะที่ผู้ที่เป็นโรคลมหลับ วงจรการตื่นและการหลับแทบจะแยกจากกันไม่ออก ผู้ป่วยอาจวูบหลับไปอย่างฉับพลันในยามตื่น และฝันก็จะพาเข้าสู่สภาวะฝันร้ายอย่างรวดเร็ว จนแยกแทบไม่ออกว่ากำลังอยู่ในฝันหรือว่าอยู่ในโลกความจริง

ส่วนภาวะสมองเสื่อมชนิดลูอี้บอดี้ (Lewy Body Dementia หรือ LBD) และพาร์กินสัน ศ.ดร. คาร์ลอส เชงก์ (Prof. Carlos Schenck) ศาสตราจารย์ด้านจิตแพทย์และอาจารย์ประจำศูนย์วิจัยการนอนหลับแห่งมินนิโซตา (Minnesota Regional Sleep Disorders Center) ร่วมกับ ศ.ดร. มาร์ก มหาวัลด์ (Prof. Mark Mahowald) เป็นผู้บุกเบิกและค้นพบภาวะพฤติกรรมผิดปกติขณะนอนหลับช่วง REM (RBD) ในชื่อว่า Chronic behavioral disorders of human REM sleep: a new category of parasomnia ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1986 ซึ่งเป็นงานวิจัยคลาสสิกที่ตีพิมพ์ใน Neurology และ The Lancet Neurology

ศ.ดร. เชงก์ ค้นพบข้อมูลที่พลิกวงการว่า ผู้ที่ฝันร้ายแล้วละเมอขยับร่างกาย เตะ ชก หรือโวยวายไปตามสิ่งที่เจอในฝัน มีโอกาสสูงถึง 70-90% ที่จะพัฒนาไปเป็นโรคพาร์กินสันหรือสมองเสื่อมชนิด Lewy Body ภายใน 10-15 ปี และเมื่อสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่เป็นเสมือนผู้ฉายภาพความจริงเสื่อมถอย ผู้ป่วยจึงไม่แยกแยะได้อีกต่อไปว่า เหตุการณ์ที่น่าหวั่นใจที่เพิ่งพบไปนั้นเป็นเพียงความฝันหรือความจริง

ดูแลด้วยความเข้าใจ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นข่าวคราวผู้สูงอายุหายออกจากบ้าน บ้างก็ทำร้ายลูกหลานแท้ ๆ เพราะไม่คุ้นหน้า ทั้งที่จริง ๆ แล้วพวกเขาคือสายเลือดของตน แน่นอนว่าสำหรับลูกหลานที่ต้องดูแลคนที่รักแล้วนั้น เสียงกรีดร้อง อาการตื่นตระหนก ลามมาถึงทำร้ายร่างกาย คือช่วงเวลาที่น่าเจ็บปวดหัวใจมากที่สุด

เพราะนี่คือช่วงเวลาที่สมองของผู้ป่วยเริ่มเลือนราง ขอบเขตระหว่างภาพฝันกับความจริงพร่ามัว บ้างก็ถึงขั้นต้องปลอบประโลมอยู่บ่อย ๆ ว่าสิ่งที่พวกเขาเพิ่งเจอมาเป็นเพียงความฝัน หาใช่ความจริง กลายเป็นว่าคำเหล่านี้ยิ่งเพิ่มความสับสนให้กับผู้ป่วยมากขึ้นไปอีก การรับมือกับผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม จึงต้องอาศัยศิลปะการพูดเป็นด่านสำคัญที่จะคลายความกลัวในจิตใจของพวกเขาให้ลดน้อยลง

เริ่มจากการยืนยันความรู้สึก ไม่ใช่แย้งความเป็นจริง หลีกเลี่ยงการปฏิเสธสิ่งที่เขาเห็น แต่ให้ยอมรับความรู้สึก ณ ขณะนั้น เพราะจะช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้จิตใจได้ดีกว่าการอธิบายด้วยเหตุผล

สอง - ใช้ประสาทสัมผัสช่วยดึงกลับสู่ปัจจุบัน ใช้การสัมผัสเข้ามาปลอบโยนอาการขวัญผวา ไม่ว่าจะเป็นการจับมือหรือโอบกอด ร่วมกับการใช้โทนเสียงนุ่ม ๆ อาจจะเปิดไฟสีสลัว ๆ (Warm tone) เพื่อให้ผู้ป่วยมองเห็นบรรยากาศในห้องที่คุ้นเคย ลดความหวาดระแวงจากความมืด

สาม - เตรียมรับมือกับช่วงอาทิตย์ตก ฝันร้ายกลางดึกมักเป็นผลจากความเครียดที่สะสมตั้งแต่ช่วงเย็น ผู้ดูแลสามารถจัดแสงสว่างให้เพียงพอในช่วงโพล้เพล้ ลดเสียงรบกวน หลีกเลี่ยงทีวีที่มีเนื้อหารุนแรงก่อนนอน และเปลี่ยนเป็นดนตรีบรรเลงหรือกลิ่นอโรมาเพื่อเตรียมสมองให้สงบ

สี่ - จดบันทึกการนอน การบันทึกความถี่ ลักษณะความฝัน เวลาที่เกิด รวมถึงอาหารหรือยาก่อนนอน จะเป็นข้อมูลให้แพทย์ประเมินสัญญาณของโรคทางสมองได้

การเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างการนอน ความทรงจำ และโรคสมองเสื่อม ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราหวาดกลัวทุกครั้งที่ตื่นจากฝันร้าย เพราะฝันร้ายไม่ได้แปลว่าเราจะต้องกลายเป็นผู้ป่วยเสมอไป แต่บางทีร่างกายอาจกำลังส่งสัญญาณอะไรบางอย่างให้เราหันกลับมาดูแลให้ดีกว่าที่ผ่านมา

อ่านมาถึงตรงนี้อาจกำลังคิดว่าหรือเรื่องของ ‘ฝันร้าย’ จะขึ้นอยู่กับอายุเป็นสำคัญ แต่อันที่จริงแล้วการฝันร้ายไม่ใช่แค่เรื่องของผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเท่านั้น เพราะในโลกยุคปัจจุบัน วัยรุ่นและคนทำงานจำนวนมากมักยอม ‘สละเวลานอน’ เพื่อแลกกับผลงาน ความสำเร็จ หรือใช้ชีวิตจนลืมไปว่า ทุกคืนที่เราอดนอนหรือนอนอย่างไม่มีคุณภาพ ขยะในสมองกำลังสะสมทีละน้อย และฝันร้ายถี่ ๆ ก็อาจเป็นเสียงเตือนจากสมองด้วยเหมือนกัน

The People ขอชวนคุณมาค้นหาคำตอบในงาน Shall We Sleep? พื้นที่ที่ศิลปะและวิทยาศาสตร์ของการนอนหลับจะมาบรรจบกัน ผ่านบทสนทนากับผู้เชี่ยวชาญด้านการนอน ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจว่า ‘การนอนที่ดี’ ไม่ได้เป็นเพียงการพักผ่อน แต่คือรากฐานสำคัญของความทรงจำ อารมณ์ และคุณภาพชีวิตของเรา

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เร็ว ๆ นี้

 

อ้างอิง

Dr Abidemi Otaiku explores links between sleep, dreaming and brain health: touchNEUROLOGY Future Leader 2026.

Distressing dreams, cognitive decline, and risk of dementia: A prospective study of three population-based cohorts.

Disturbing dreams linked to higher dementia risk in some older adults. 

Vascular Dementia And Vivid Dreams: Understanding Nightmares And Brain Changes. 

What Our Dreams May Tell Us About Our Alzheimer’s Risk.