ความหอมหวานของ 'ทุนจีน' รสขมปร่าของเกษตรกรไทย

ความหอมหวานของ 'ทุนจีน' รสขมปร่าของเกษตรกรไทย

ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำอย่างรุนแรง เหลือเพียง 2-3 บาท ทำให้เกษตรกรไทยขาดทุนอย่างหนัก โดยทุนจีนได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้รับซื้อมาเป็นการควบคุมห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น ตั้งแต่การเป็นเจ้าของโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ไปจนถึงการเช่าสวนมะพร้าวโดยตรง

KEY

POINTS

ยามเช้าในสวนมะพร้าวแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี เสียงมีดฟันก้านมะพร้าวดังแทรกความเงียบของลมเช้า คนงานใช้ตะขอสอยมะพร้าวลงมาจากยอดก่อนหย่อนผลสีเขียวอ่อนลงสู่ร่องน้ำในสวนมะพร้าว

ทุก 15–20 วัน วงจรนี้จะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือ “ราคา”

“จาก 30 บาท เหลือ 2–3 บาท มันต่างกันมาก”

ลุงหน่อง สาโรจน์ เจียมจวนขาว วัย 72 ปี เจ้าของสวนมะพร้าว พูดด้วยน้ำเสียงเรียบ
สองเดือนก่อน เขาขายได้เพียงลูกละ 2 บาท ล่าสุดขยับเป็น 3 บาท ขณะที่ค่าแรงคนตัดอยู่ที่ลูกละ 1–1.50 บาท รวมค่าขนส่งแล้วแตะ 2 บาทต่อลูก กำไรแทบไม่เหลือ

ความหอมหวานของ 'ทุนจีน' รสขมปร่าของเกษตรกรไทย

ปีก่อน ราคายังอยู่ที่ 10–15 บาท บางช่วงพุ่งถึง 20–30 บาท ความหวังในตอนนั้นผลักให้หลายสวนขยายพื้นที่ปลูก แต่เมื่อผลผลิตออกพร้อมกัน และตลาดส่งออกชะลอตัว ราคากลับดิ่งลงอย่างรวดเร็ว

สวนขนาดเล็กจำนวนไม่น้อยเริ่มโค่นต้นมะพร้าว เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น เพราะต้นทุนปุ๋ย ยา และค่าแรงยังเท่าเดิม แต่รายได้ไม่พอประคองชีวิต

นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาราคาตก แต่คือสัญญาณของการเปลี่ยนโครงสร้างทั้งระบบ

“มะพร้าวน้ำหอมไทย” เคยเป็นสินค้าดาวรุ่งในตลาดจีน ความต้องการที่เพิ่มสูงทำให้จังหวัดราชบุรีกลายเป็นศูนย์กลางล้งกว่า 200 แห่ง

ความหอมหวานของ 'ทุนจีน' รสขมปร่าของเกษตรกรไทย

สองข้างทางเข้าสวนในตำบลท่านัด ป้ายภาษาจีนตั้งเด่นควบคู่ภาษาไทย ประกาศแหล่งผลิตมะพร้าวคุณภาพและผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากชนิด ภาพเหล่านี้สะท้อนการเข้ามาของทุนจีนอย่างชัดเจน

ในช่วงแรก การเข้ามาของทุนจีนหมายถึง “ราคาดี” และ “ตลาดแน่นอน” แต่เมื่อเวลาผ่านไป โครงสร้างเริ่มเปลี่ยน

จากผู้รับซื้อ กลายเป็นผู้ร่วมทุน

จากผู้ร่วมทุน กลายเป็นผู้ถือครองล้ง

จากล้ง ขยายไปสู่การเช่าและเซ้งสวนหลักสิบถึงหลักร้อยไร่

ค่าเช่าอยู่ที่ 5,000–15,000 บาทต่อไร่ต่อปี บางแห่งมีผู้เชี่ยวชาญเกษตรจากจีนเข้ามาดูแลสวนเอง

เกมจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การซื้อขายผลผลิต แต่ขยับลึกถึง “แหล่งผลิต”

ความหอมหวานของ 'ทุนจีน' รสขมปร่าของเกษตรกรไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากกระแสราคาดีในอดีตที่ปลุกความหวังให้เกษตรกรจำนวนมากหันมาปลูกเพิ่ม ต้นมะพร้าวรุ่นใหม่ทยอยให้ผลผลิตพร้อมกัน เหมือนคลื่นลูกใหญ่ที่กำลังซัดเข้าสู่ตลาดในเวลาเดียวกัน

แต่ในอีกด้านหนึ่งความต้องการจากจีนที่เคยดูดซับผลผลิตจำนวนมากเริ่มชะลอลง ขณะเดียวกันคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนามกลับก้าวเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าและการรุกตลาดเชิงรุกมากขึ้น

เมื่อประตูปลายทางเปิดแคบลง แต่ผลผลิตจากสวนไทยยังคงไหลบ่า แรงกดดันจึงไหลย้อนกลับมาสู่ต้นน้ำทันที ราคาหน้าสวนอ่อนแรงลงเหมือนน้ำที่ถูกกั้นเขื่อน ปริมาณมากแต่ทางระบายจำกัด

โครงสร้างที่พึ่งพาตลาดเดียวมาอย่างยาวนาน เริ่มเผยให้เห็นความเปราะบาง และในช่องว่างของความผันผวนนี้เอง บทบาทของทุนรายใหญ่ที่มีทั้งเครือข่ายส่งออกและสายสัมพันธ์ตลาดต่างประเทศ จึงยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นกว่าเดิม

เจ้าของล้งชาวไทยรายหนึ่งในราชบุรีอธิบายว่า ล้งทำหน้าที่รับซื้อ คัดแยก ปอกแต่ง บรรจุ และส่งออก หากปลายทางชะลอรับซื้อ ของจะค้างทันที

มะพร้าวอ่อนเป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย ความเสียหายเกิดขึ้นรวดเร็ว ต้นทุนล้งมีทั้งค่าแรง ค่าห้องเย็น ค่าบรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่ง หากไม่มีสวนของตัวเอง ต้องซื้อผ่านพ่อค้าคนกลาง ยิ่งเสียเปรียบในการแข่งขันกับทุนจีนรายใหญ่ที่มีทั้งแหล่งผลิตและช่องทางส่งออกในมือ

“ถ้าชาวสวนอยู่ไม่ได้ ล้งก็อยู่ไม่ได้ แต่นาทีนี้มันไม่ใช่การแข่งขันที่เท่ากันแล้ว”

คำพูดนั้นสะท้อนความรู้สึกของผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก

ปัจจุบันในจังหวัดราชบุรีมีล้งราว 200 แห่ง แต่ขึ้นทะเบียนถูกต้องเพียง 30–40 แห่ง อีกกว่าร้อยแห่งอยู่นอกระบบ

ในโครงสร้างใหม่ ทุนจีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อปลายทาง แต่มีบทบาทตั้งแต่สวน ล้ง โรงงานแปรรูป ไปจนถึงเครือข่ายส่งออก

คำถามจึงไม่ใช่เพียง “ราคาจะกลับมาหรือไม่”

แต่คือ “ใครกำลังถืออำนาจต่อรองในห่วงโซ่นี้”

ความหอมหวานของ 'ทุนจีน' รสขมปร่าของเกษตรกรไทย