22 พ.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
เดวิด แอตเทนเบอเรอห์ (David Attenborough) เกิดในปี 1926 ที่เมืองเลสเตอร์ ตระกูลแอตเทนเบอเรอห์ มีลูกชาย 3 คน เดวิดเป็นคนกลาง ริชาร์ดเป็นพี่คนโต และจอห์นเป็นน้องคนเล็ก เด็กชายทั้งสามเติบโตมาในบ้านที่ตั้งอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ที่พ่อของพวกเขาเป็นอธิการบดีอยู่
เมื่อปี 2014 เดวิดให้สัมภาษณ์กับ The Guardian เพื่อรำลึกถึงการจากไปของริชาร์ด เดวิดเล่าว่าสามคนพี่น้องไม่มีใครเหมือนกันเลย ทุกคนมีความชอบของตัวเองชัดเจน “ดิกกี้ (ชื่อเล่นของริชาร์ด) อยากเป็นนักแสดงมาตั้งแต่เด็ก ๆ เขาขึ้นเวทีตั้งแต่อายุ 12 ส่วนผมสนใจในสิ่งที่พูดไม่ได้ อย่างพวกฟอสซิลหรือก้อนหิน”
แม้สามพี่น้องจะมีความชอบไม่เหมือนกัน แต่ความโชคดีอย่างหนึ่งก็คือ พ่อและแม่ของพวกเขาสนับสนุนลูก ๆ ทุกคนอย่างเต็มที่ “พ่อกับแม่ไม่เคยบ่นผมสักครั้งที่พาตัวนิวต์ (สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ) กลับบ้านมาด้วย”
เดวิดเขียนเล่าไว้ในหนังสือ Life on Air ว่ามีอยู่หนหนึ่งทางภาควิชาสัตววิทยาต้องการตัวอย่างนิวต์ เพื่อใช้ในการเรียนการสอน เขาจึงเสนอตัวว่าจะหามาให้โดยคิดราคาตัวละ 3 เพนนี ปรากฏว่าแหล่งที่เขาไปจับนั้นไม่ใช่ที่ไหนไกล ก็คือแถวละแวกบ้านซึ่งไม่ได้ไกลจากภาควิชาสักเท่าไหร่ หนนั้นเด็กชายเดวิดจึงได้เงินค่าขนมไปแบบสบาย ๆ
มีเกร็ดเล็กน้อยในช่วงเวลาแถว ๆ นี้ ราวปี 1939 สงครามโลกครั้งที่ 2 เปิดฉากห้ำหั่นกัน ขณะนั้นเดวิดอายุได้ 13 ปี ในปีนั้นเอง พ่อแม่ของเขารับเด็กหญิงชาวยิวมาเลี้ยง 2 คน ที่หนีมาจากนาซีเยอรมัน เดวิดมองเธอทั้งสองคนเป็นพี่สาว และได้รับรู้เกี่ยวกับความโหดร้ายที่มนุษย์กระทำกันเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
“หลังออกจากกองทัพ ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่ามีความรู้พอที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ เมื่อผมเห็นนักวิจัยพฤติกรรมต้องนั่งรอวันแล้ววันเล่า เพื่อให้สัตว์เอาหัวออกจากโพรง ผมชื่นชมพวกเขามากแต่รู้สึกว่าตัวเองคงทุ่มเทอย่างนั้นไม่ได้”
ราว 1950s คนยังฟังวิทยุเป็นหลัก โทรทัศน์ยังไม่ได้รับความนิยม เดวิดยื่นสมัครงานกับวิทยุในเครือของ BBC แต่ถูกปัดตกด้วยเหตุผลว่ามีความรู้เฉพาะทาง (ธรรมชาติวิทยา) เกินไป แต่เผอิญว่าโปรไฟล์ของเดวิดดันไปเตะตา ‘แมรี่ อดัมส์’ (Mary Adams) ที่รับผิดชอบงานโทรทัศน์ เธอจึงรับเดวิดเข้าฝึกงานที่ฝ่ายโทรทัศน์เป็นระยะเวลา 3 เดือน
แมรี่ อดัมส์ให้เดวิดทดลองทำเดโมรายการสั้น ๆ แต่เมื่อได้ดูแล้วเธอก็เขียนโน๊ตคอมเมนต์ถึงตัวเดวิดไว้ว่า
“เดวิด แอตเทนเบอเรอห์ เป็นคนที่มีความรู้ดีเยี่ยมและดูฉลาดมาก แต่น่าเสียดายที่เขาไม่เหมาะที่จะออกกล้องเลย เขามีฟันที่ใหญ่เกินไป”
ฟันที่ใหญ่เกินไปทำให้เดวิดต้องหลบไปเป็นคนทำสคริปต์นานอยู่ 2 ปี และแล้วโอกาสทองที่เดวิดเฝ้ารอก็มาถึง วันหนึ่ง ‘แจ็ก เลสเตอร์’ (Jack Lester) พิธีกร Zoo Quest รายการที่ออกไปตามหาสัตว์เลี้ยงในประเทศต่าง ๆ มาไว้ในสวนสัตว์ เกิดล้มป่วย เดวิดที่ตอนนั้นมีตำแหน่งเป็นโปรดิวเซอร์แล้วจึงต้องมาออกกล้องแทน
ลีลาการดำเนินรายการของเดวิดน่าสนใจมาก ล้างภาพพิธีกรสารคดีที่ดูเป็นทางการมาก ๆ ออกไป ทุกครั้งที่เดวิดยกกองไปถ่ายทำสารคดี เมื่อเจอสัตว์หรือเรื่องราวอะไร เดวิดจะบรรยายสิ่งที่พบเห็นด้วยความตื่นเต้นเสมอ
นอกจากความตื่นเต้นในเรื่องที่เล่าแล้ว ลีลาการเล่าของเดวิดก็น่าสนใจ เดวิดเป็นนักเล่าเรื่องที่มีพล็อตอยู่ในหัว คือเขาจะบอกว่ากำลังไปหาสัตว์ชนิดใด เจออุปสรรคอะไรบ้าง ค่อย ๆ ปูเรื่องเพื่อไปเจอสัตว์ที่พูดทิ้งไว้ช่วงต้นรายการ คนดูเห็นแบบนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย
และใครที่ดูสารคดีของเดวิดบ่อย ๆ ย่อมรู้ดีว่าเดวิดเป็นคนชอบพูดแบบกระซิบ ซึ่งเป็นเหตุผลเชิงเทคนิคและอุปกรณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย เดวิดเล่าว่าเขาต้องติดไมโครโฟนไว้ที่ตัว หรือถือไมค์จ่อใกล้ ๆ ปาก ถ้าพูดเสียงดัง เสียงของเขาจะกลบเสียงธรรมชาติรอบข้าง กับอีกเหตุผลคือป้องกันไม่ให้สัตว์ตะเพิดออกไป เสียงกระซิบสะท้อนนิสัยความรับผิดชอบที่มีต่อธรรมชาติของเขาได้เป็นอย่างดี
รายการ Zoo Quest ที่ดำเนินรายการโดยเดวิดได้รับเรตติ้งถล่มทลาย หลายคนเรียกว่านี่คือรายการที่ทรงอิทธิพลที่สุดของ BBC ในยุค 1950s เลยทีเดียว จากที่ถูกติว่าฟันใหญ่ ใบหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดีของเดวิดก็กลายเป็นใบหน้าที่คนคุ้ยเคยที่สุดบนเกาะอังกฤษไปแล้ว
“ผมอยากทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าโลกธรรมชาติมีความสำคัญ สวยงาม และมหัศจรรย์ มันสร้างความประหลาดใจและความสุขให้กับเรา ความเข้าใจในโลกธรรมชาติไม่เพียงแค่เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น แต่มันยังช่วยเติมเต็มชีวิตของเราอีกด้วย”
รายการสารคดี (สัตว์ป่า) ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องน่าเบื่อ กลับปฏิวัติวงการโทรทัศน์ให้มีความสนุกขึ้น จากที่ถ่ายแค่ในสตูดิโอ เดวิดได้พาผู้ชมไปเจอสัตว์ในสถานที่จริง โชว์ให้เห็นปฏิสัมพันธ์ที่เขามีกับสัตว์ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักธรรมชาติวิทยาสมัยนั้นไม่ทำกัน
ในฐานะคนทำทีวี ราวปี 1960s เดวิดคือหัวหอกสำคัญในการผลักดันให้มีการใช้ ‘ระบบทีวีสี’ เป็นครั้งแรกในอังกฤษ บริบทในเวลานั้นคือ เดวิดรู้มาว่าเยอรมันตะวันตกมีแผนจะเปิดตัวทีวีสีในปี 1967 ซึ่งในยุโรปยังไม่เคยมาชาติใดทำสำเร็จมาก่อน แตกต่างจากสหรัฐอเมริกาหรือญี่ปุ่นที่มีทีวีสีดูกันแล้ว
ถ้าลองสวมรองเท้าของเดวิดแล้วมองในฐานะของผู้บริหาร BBC Two ซึ่งขณะนั้นเริ่มถูกมองว่าล้าหลัง ถ้าชิงเปิดตัวทำทีวีสีก่อนเยอรมันได้เป็นชาติแรกในยุโรป จะเสริมภาพลักษณ์ความพรีเมียมให้ช่องดูทันสมัยขึ้นทันที
คำถามคือ ถ้าคิดจะเปิดตัวระบบทีวีสีเป็นครั้งแรก รายการไหนจะเหมาะแก่การเปิดตัวชนิดต้อง Grand Opening อย่างถึงที่สุด! ขณะนั้น เดวิดเลือกถ่ายทอดสดกีฬาชนิดหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมมาก นั่นคือ ‘เทนนิส Wimbledon’ ถ่ายทอดสดในระบบทีวีสีเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 กรกฎาคม 1967 ถือเป็นชาติแรกในยุโรปปาดหน้าเยอรมันตะวันตกไป 7 สัปดาห์
มีเกร็ดน่ารักปนตลกคือ ตอนที่เดวิดส่งทีมไปถ่ายทำเทนนิส Wimbledon พื้นสนาม ท้องฟ้า ผู้เข้าชม มีสีสันหมดแล้ว แต่ลูกเทนนิสยังเป็นสีขาวอยู่ ผู้ชมทางบ้านบ่นอุบว่ามองไม่เห็น มันเหมือนเป็นเงาเร็ว ๆ ผ่านหน้าจอไป เดวิดจึงส่งข้อเสนอไปยังสหพันธ์เทนนิสนานาชาติ (ITF) ว่าถ้าเปลี่ยนจากสีขาวมาใช้สีเหลืองสะท้อนแสง หรือ Optic Yellow แทนได้ไหม เพื่อให้สีตัดกับพื้นหลังง่ายต่อการรับชม
ความตลกคือ ITF บรรจุลูกเทนนิสสีเหลืองนี้เข้าสู่กฎกติกาการแข่งขันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี ค.ศ. 1972 ทัวร์นาเมนต์อื่น ๆ ทั่วโลกจะรีบเปลี่ยนไปใช้ลูกสีเหลืองกันอย่างรวดเร็ว เช่น US Open เปลี่ยนในปี 1973 แต่ทัวร์นาเมนต์ที่เป็นตัวต้นเรื่องอย่าง Wimbledon กลับปฏิเสธที่จะเปลี่ยนในตอนแรก ต้องรอถึงปี 1986 ถึงยอมเปลี่ยนมาใช้ลูกเทนนิสสีเหลืองสะท้อนแสง
ราวปี 1965 เดวิดได้รับมอบหมายให้บริหารช่อง BBC Two ที่เพิ่งเปิดใหม่ ทว่าทำได้ถึงปี 1972 เขาก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งบริหาร และนั่นก็คือจุดเริ่มต้น Life on Earth สารคดีระดับตำนานที่เขาใช้เวลาเตรียมงานและถ่ายทำนานถึง 3 ปี กว่า 30 ประเทศทั่วโลก
แต่เดิมนั้นสารคดีที่เกี่ยวธรรมชาติส่วนใหญ่จะจบในตอนเดียว สัตว์ 1 ตัวก็เล่าจบในตอน แต่เดวิดมีไอเดียว่าเขาอยากทำเป็นซีรีส์สารคดีเพื่อนำเสนอประเด็นเรื่องวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต โดยแบ่งเนื้อหาเป็นทั้งหมด 13 ตอน เริ่มเล่าตั้งแต่โลกยังไม่มีอะไรเลยและเรื่อยมาตามลำดับวิวัฒนาการ
ทั้งนี้ เดวิดและทีมได้เดินทางติดตามไปพร้อมกับนักวิจัยทั่วโลก เพื่อนำฟุตเทจและเรื่องราวของสัตว์ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมาถ่ายทอดให้คนได้รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นกอริล่าภูเขา วาฬ สิงโต สลอต หมาป่า เต่ายักษ์หมู่เกาะกาลาปากอส ฯลฯ
และฉากในตำนานคือ ฉากที่เดวิดกระซิบข้าง ๆ กอริลลาภูเขาในรวันดา มีการอธิบายว่านั่นคือฉากที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์สารคดีโลก เพราะมันฉายให้เห็นถึงความไว้เนื้อเชื่อใจและความงดงามระหว่างกอริลลากับมนุษย์
หรือแม้กระทั่งฟุตเทจใต้น้ำก็มีความท้าทายที่เดวิดต้องพบเจอ “เราต้องประดิษฐ์กล่องกันน้ำสำหรับกล้องและไฟส่องสว่างขึ้นมาเอง การจะถ่ายภาพปลาในที่ลึกหรือสัตว์ที่หากินกลางคืนโดยไม่ทำให้พวกมันตกใจกลัวจนเสียพฤติกรรมธรรมชาติ คือโจทย์ที่ยากมาก ๆ”
มีการประเมินว่ามีผู้รับชมสารคดี Life on Earth ราว 500 ล้านคนทั่วโลก มียอดผู้ชมเฉลี่ยต่อตอนสูงถึง 15 ล้านคน และถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ทำให้ชื่อของเดวิดกลายเป็นที่รู้จักในระดับสากลและเป็นคุณปู่ที่เป็นเพื่อนกับเด็ก ๆ หลายคนเสมอมา
“มีคนมากมายเดินมาหาผมแล้วพูดว่า ผมกลายเป็นนักชีววิทยาเพราะดู Life on Earth นั่นคือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด การได้รู้ว่าเราได้เปิดตาใครสักคนให้เห็นความมหัศจรรย์ของโลกธรรมชาติ มันคือความภาคภูมิใจ”
ไม่ว่าจะในสารคดีที่เขาทำ หรือการให้สัมภาษณ์ตามวาระต่าง ๆ เดวิดมักพูดอยู่เสมอว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งจะปรากฏตัวขึ้นในเสี้ยววินาทีสุดท้าย แต่ก็เป็นมนุษย์อีกนั่นแหละที่เป็นสิ่งมีชีวิตแรกที่ทำลายธรรมชาติอย่างสาหัสสากรรจ์
“ไม่เคยมีสายพันธุ์ไหนที่สามารถควบคุมทุกสิ่งบนโลกได้เบ็ดเสร็จ ทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต เหมือนที่พวกเราเป็นอยู่ในตอนนี้ สิ่งนี้มอบความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ให้กับเรา ไม่ว่าเราจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม”
คำกล่าวเมื่อครู่ชวนให้เรานึกถึงเหตุการณ์ในปี 2020 ตอนที่เดวิดกำลังเดินสายโปรโมตสารคดี David Attenborough: A Life on Our Planet พระราชวังเคนซิงตันได้ส่งวิดีโอของพระโอรสและพระธิดาทั้ง 3 พระองค์ของเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ที่ตั้งคำถามถึงเดวิด
เดวิดตอบว่า “หวังว่าจะไม่มีสัตว์ชนิดไหนสูญพันธุ์อีกนะ เพราะเรายังแก้ไขได้หลายอย่าง เวลาที่สัตว์ชนิดใดเสี่ยงสูญพันธ์ุ เราปกป้องมันได้”
รับชมได้ที่ลิงก์นี้ Princess Charlotte asks Sir David Attenborough if he likes spiders in new video
เดวิดไม่ได้พูดถึงแค่เฉพาะหายนะที่กำลังเกิดกับสัตว์เท่านั้น หากแต่หมายถึงธรรมชาติทั้งหมด โดยหลายครั้งที่เดวิดได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนให้ทุกคนช่วยกันตระหนักต่อสิ่งแวดล้อม ถ้าใครได้ดูสารคดี David Attenborough: A Life on Our Planet มีตอนหนึ่งเดวิดพูดว่า
“โลกใบนี้ไม่ได้เหลือพื้นที่ป่าเหมือนเดิมอีกต่อไป เราทำลายมัน ไม่ใช่โดยอุบัติเหตุ แต่ด้วยความตั้งใจ ตอนนี้เรากำลังเผชิญกับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งครั้งนี้มันไม่ได้เกิดจากอุกกาบาตหรือภูเขาไฟระเบิด แต่เกิดจากฝีมือของพวกเราเอง”
ในแง่นี้ คำกล่าวของเดวิดกำลังชี้ให้เห็นความย้อนแย้งอันน่าหดหู่ว่า มนุษย์คือสายพันธุ์เดียวที่มีสติปัญญามากถึงขั้นจะทำลายล้างโลกใบนี้ลงได้ แต่ในทางกลับกัน มนุษย์ก็เป็นเพียงสายพันธุ์เดียวที่มีเครื่องมือและโอกาสมากพอจะกอบกู้โลกคืนมาเช่นกัน
หากใครจำกันได้ ในปี 2020 เดวิดตัดสินใจเปิดอินสตาแกรมพร้อมกับโพสต์วิดีโอแรกและพูดอย่างถ่อมตัวว่า “ผมมาที่นี่เพราะโลกกำลังมีปัญหา และผมอยากสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ผ่านช่องทางที่พวกคุณใช้”
เกร็ดน่ารัก ๆ คือเดวิดทำลายสถิติโลกด้วยการมียอดผู้ติดตามถึง 1 ล้านคนในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง 44 นาที เร็วกว่าเจ้าของสถิติคนก่อนอย่าง ‘เจนนิเฟอร์ อนิสตัน’ (Jennifer Aniston) เสียอีก
อันที่จริงเดวิดสื่อสารกับคนรุ่นใหม่อยู่เสมอ และพูดอยู่หลายครั้งว่าคนรุ่นใหม่เข้าใจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงดีกว่าคนรุ่นเขา ยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์เมื่อปี 2019 ที่เดวิดออกรายการของ BBC Radio คู่กับเกรต้า ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) ผ่าน Skype คนหนึ่งอายุ 16 อีกคนวัยเฉียดร้อย
“เธอคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนทั้งโลกพูดถึงเรื่องโลกร้อนในตอนนี้ เธอทำให้มันกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่เหล่าผู้นำไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป ผมแสดงให้คนเห็นความงามของโลกธรรมชาติมานานหลายปี แต่เธอคือคนที่นำความเร่งด่วนนั้นลงไปสู่ท้องถนน”
หรืออีกเหตุการณ์ในปีเดียวกัน เดวิดโผล่ไปเซอร์ไพรส์ในเทศกาลดนตรี Glastonbury ซึ่งนั่นคือปีแรกที่มีนโยบายห้ามขายเครื่องดื่มในขวดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งภายในงาน เดวิดขึ้นกล่าวสปีชท่ามกลางเสียงกรี๊ดจากคนรุ่นใหม่ประหนึ่งเจอซูเปอร์สตาร์ว่า
“มีฉากหนึ่งใน Blue Planet II ที่สะกิดใจทุกคน นั่นคือภาพของขวดพลาสติกในทะเล และเทศกาลนี้ก็ได้ตอบรับด้วยการแบนมัน นั่นหมายความว่าขวดพลาสติกกว่าหนึ่งล้านใบจะไม่ถูกใช้ที่นี่”
รับชมได้ที่ลิงก์นี้ David Attenborough Presents Seven Worlds One Planet Live From Glastonbury | BBC Earth
คำถามคือการที่เดวิดส่งสารถึงคนรุ่นใหม่นั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไร
เดวิดใช้ต้นทุนทางสังคมที่สั่งสมมาหลายสิบปี เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมคนระหว่างเจเนอเรชัน เดวิดในฐานะที่เป็นตัวแทนคนรุ่นเก่าและผู้ใหญ่ที่ได้รับความเคารพในวงการธรรมชาติวิทยา การที่เดวิดเอ่ยปากชมเกรต้าหรือแม้แต่ไปปรากฏตัวในงาน Glastonbury คือการรับรองว่าสิ่งที่คนรุ่นใหม่ทำอยู่นั้นมีคุณค่ามากพอที่จะเปลี่ยนทิศทางของโลกได้
“เราเฉลิมฉลองให้กับโลกธรรมชาติได้ แต่เราก็มีความรับผิดชอบที่จะต้องปกป้องมันด้วย อนาคตของโลกใบนี้อยู่ในมือของพวกคุณแล้ว พวกคุณมีพลังที่จะเปลี่ยนโลก และผมเห็นแล้วว่าพวกคุณกำลังทำมันอยู่จริง ๆ”
ไม่เพียงแค่เดินสายสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ แต่ยังส่งสารไปถึงผู้นำประเทศหรือผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายอยู่เสมอทุกครั้งที่มีโอกาส สะท้อนให้เห็นว่าตัวเดวิดเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการเปลี่ยนแปลงระดับบุคคลอาจสร้างอิมแพคได้ไม่มากเท่ากับนโยบายในระดับมหาภาค
บ่อยครั้งที่นักการเมืองพูดถึงการอนุรักษ์ในทำนองว่าเราต้องรักษาเศรษฐกิจไว้ก่อน เดวิดมองว่าเรื่องเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ก่อนหน้านี้หลายประเทศมุ่งนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจโลกที่เน้นแต่การเติบโตของ GDP โดยไม่สนขีดจำกัดของธรรมชาติ
ในงาน The Richard Dimbleby Lecture ของ BBC เมื่อปี 2021 เดวิดได้กล่าวสปีชหนึ่งที่กลายเป็นไวรัลอย่างมากในโลกออนไลน์ “ใครก็ตามที่เชื่อว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดด สามารถดำเนินไปได้ตลอดกาลบนโลกที่มีทรัพยากรจำกัด ถ้าไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ก็คงเป็นคนบ้า”
หรืองาน COP26 ที่กรุงกลาสโกว์ในปีเดียวกัน ที่มีผู้นำจาก 100 ประเทศนั่งฟังอยู่ เดวิดได้ขึ้นกล่าวสปีชถึงพวกเขาเหล่านั้นว่า “พวกคุณมีอำนาจที่จะตัดสินว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่พวกคุณต้องเลิกมองแค่เขตแดนของตัวเอง แล้วมองโลกในภาพรวม ประวัติศาสตร์จะไม่ตัดสินพวกคุณจากสิ่งที่คุณพูด แต่จะตัดสินจากสิ่งที่คุณทำ”
หากย้อนมองบทบาทของเดวิด เขาทำให้คนรู้จักและหลงรักธรรมชาติ ก่อกำเนิดใจอนุรักษ์ในใจผู้ชม ถัดมาเป็นยุคที่เดวิดนำเสนอความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับโลก เดวิดฉายให้เห็นวิกฤตสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น น้ำแข็งละลาย ปะการังฟอกขาว หรือขยะพลาสติกในมหาสมุทร
กระทั่งมาถึงยุคหลัง ๆ เดวิดก้าวพ้นไปสู่บทบาทใหม่ นั่นคือการสื่อสารโดยตรงกับผู้นำโลกหรือองค์กรระดับประเทศ เพื่อบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่หันมารับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน ในแง่นี้ถือว่าเป็นเรื่องที่อิมแพคมาก
นอกจากตระเวนพูดบนเวทีต่าง ๆ เดวิดยังทำโปรเจกต์ด้านสิ่งแวดล้อมที่สร้างอิมแพคมากมาย โปรเจกต์ที่อยากพูดถึงคือ The Earthshot Prize กองทุนนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2020 โดยเดวิดและเจ้าชายวิลเลียม เป้าหมายคือมอบเงินรางวัล 1 ล้านปอนด์ (ประมาณ 45 ล้านบาท) ให้กับ 5 ผู้ชนะในทุก ๆ ปีจนถึงปี 2030
เกณฑ์การคัดเลือกคือ เปิดรับนวัตกรรมจากทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล องค์กร หรือบุคคลทั่วไป ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลคอสตาริก้า-ผู้ชนะในปี 2021 สาขา Protect & Restore Nature
ในทศวรรษ 1990s ป่าไม้ของคอสติราก้าหายไปเกือบครึ่งประเทศจากการทำปศุสัตว์และการเกษตร แทนที่จะออกกฎหมายห้ามตัดไม้หรือมีบทลงโทษรุนแรง รัฐบาลคอสตาริก้าได้กำเนิดแนวคิดหนึ่งขึ้นมา นั่นคือการสร้าง ‘ระบบจ่ายเงินให้ชาวบ้านช่วยปลูกป่า’ หรือ Payment for Environmental Services โดยรัฐบาลหักเงิน 3.5% จากการขายน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศ เพื่อมาเซ็นสัญญาและจ่ายเงินสดให้โดยตรง ตามจำนวนพื้นที่ โดยมีข้อตกลงกันว่า
1. ห้ามตัดต้นไม้ที่มีอยู่แล้วเด็ดขาด
2. ฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมาเป็นป่า
3. ปลูกพืชควบคู่ไปกับการรักษาไม้ยืนต้น
รัฐบาลคอสตาริก้าใช้ระบบนี้มานานกว่า 30 ปี ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือ ปัจจุบัน คอสตาริก้ามีผืนป่าฟื้นกลับมาครอบคลุมพื้นที่กว่า 52% ของประเทศ กลายเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตหลายแสนชนิด และคนในชุมชนมีรายได้ที่มั่นคงจากการช่วยกันรักษาดูแลป่า อันนำไปสู่ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศมหาศาล
แถลงการณ์ประกาศรางวัลของกองทุน The Earthshot Prize กล่าวถึงโปรเจกต์ของรัฐบาลคอสตาริก้าไว้ว่า “โมเดลของคอสตาริกาแสดงให้เห็นว่า การปกป้องธรรมชาติไม่ได้หมายถึงการยอมลดทอนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ในทางกลับกัน มันคือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ยั่งยืนกว่าเดิม”
The Earthshot Prize ยังจัดขึ้นต่อเนื่องทุกปี อิมแพคที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เงินรางวัล 1 ล้านปอนด์ แต่กองทุนนี้ยังดึงดูดเงินทุนสนับสนุนจากนักลงทุนภายนอก (เช่น Microsoft, Bloomberg, Salesforce) เข้ามาสมทบให้แก่บรรดาผู้ชนะและผู้เข้ารอบสุดท้าย รวมแล้วมากกว่า 50 ล้านปอนด์ เพื่อนำไปขยายขนาดโครงการให้โตขึ้นอย่างรวดเร็ว
มีเกร็ดนิดนึงว่าผู้เข้ารอบสุดท้าย 15 ทีมในแต่ละปี (แม้จะไม่ชนะรางวัลใหญ่) จะได้เข้าเรียนในหลักสูตร Earthshot Prize Fellowship Programme นาน 9 เดือน ซึ่งเป็นการจับคู่พวกเขากับที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง Deloitte เพื่อเปลี่ยนไอเดียจากห้องแล็บหรือชุมชนห่างไกล ให้กลายเป็นธุรกิจที่อยู่รอดได้
ยกตัวอย่างเช่น Notpla แบรนด์บรรจุภัณฑ์สาหร่าย (ผู้ชนะปี 2022) ได้รับการสนับสนุนจาก Deloitte ช่วยจับคู่ธุรกิจและพารีโมเดลการผลิต จนปัจจุบันบรรจุภัณฑ์ไร้พลาสติกของพวกเขาถูกนำไปใช้งานจริงในสนามฟุตบอลใหญ่ ๆ ทั่วอังกฤษ และเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับร้านอาหารทั่วไปเรียบร้อยแล้ว
ตลอดหลายสิบปีที่เขาออกเดินทางไปทำสารคดีธรรมชาติและสัตว์โลกให้ผู้ชมทั่วโลกได้ดู เดวิดได้ส่งต่อแรงบันดาลใจและสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมให้งอกงามในใจผู้คนเสมอมา ช่างเป็นชีวิตที่น่าทึ่ง วันนี้เขาอายุ 100 ปี แต่หากย้อนไปถึงปี 2000 (ที่ผู้เขียนเกิด) ตอนนั้นเดวิดอายุ 74 ปี
แม้วัยจะล่วงเลยไปขนาดนั้น แต่เดวิดยังคงยืดหยัดในแนวคิดและเดินสายพูดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมาตั้งแต่เด็ก ๆ และยังคงเหมือนเดิมในวัย 100 ปี ในปี 2000 เดวิดปล่อยสารคดีพิเศษรับสหัสวรรษใหม่ชื่อ State of the Planet ใจความสำคัญคือเดวิดพาไปดูว่าที่ผ่านมา ‘มนุษย์ทำอะไรกับโลกไปบ้าง’
เดวิดพูดถึงวิกฤต 3 ด้านที่มนุษย์กำลังเผชิญนั่นคือ การสูญพันธุ์ การทำลายถิ่นที่อยู่ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเดวิดได้พูดประโยคที่มีพลังมาก ๆ เอาไว้ว่า
“อนาคตของชีวิตบนโลกขึ้นอยู่กับความสามารถของเราในการลงมือทำ หลายคนกำลังพยายามทำในสิ่งที่ทำได้ แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของเราเท่านั้น”
“โลกของเรานั้นเล็กและมันกำลังเล็กลงเรื่อย ๆ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องตระหนักว่าเราไม่ใช่เพียงแค่ผู้สังเกตการณ์ธรรมชาติ แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของมันและเราต้องรับผิดชอบต่อมัน อนาคตอยู่ในมือของเราแล้ว”
โลกที่เดวิดเติบโตมากับโลกที่เขาอาศัยอยู่ในวันนี้ถือว่าเสื่อมโทรมลงไปมาก มีหลายครั้งที่เขาเล่าย้อนเพื่อเปรียบเทียบโลกในอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งพอฟังแล้วก็อดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้
อย่างเช่นตอนเขากลับไปถ่ายทำ Great Barrier Reef ในสารคดีชุด Blue Planet II และ A Life on Our Planet เดวิดเล่าว่า
“ผมจำครั้งแรกที่ไป Great Barrier Reef ในยุค 50 ได้ มันเหมือนเมืองมหัศจรรย์ที่มีหลากสีสัน แต่เมื่อผมกลับไปเมื่อไม่นานมานี้ ผมเห็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบไปจนถึงกระดูก มันคือซากโครงกระดูกสีขาวทอดยาวเป็นไมล์ ๆ มันไม่ได้สวยงามเลยครับ มันคือสุสาน สุสานของโลกที่ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยสีสัน”
หรือแม้แต่ตอนที่เขาไปถ่ายทำสารคดี Our Planet และ Frozen Planet II ซึ่งเขาต้องนั่งเรือฝ่าน้ำแข็งขั้วโลกเข้าไป แต่สิ่งที่เดวิดเห็นกลับเป็นเรื่องน่าสะเทือนใจ
“เราเคยต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อจะพาเรือผ่านน้ำแข็งไปให้ได้ แต่ตอนนี้เรือกลับแล่นฉลุยผ่านผืนน้ำที่ควรจะเป็นน้ำแข็งแผ่นหนา มันเป็นประสบการณ์ที่หลอกหลอนใจมาก เมื่อคุณตระหนักว่าเหตุผลเดียวที่การเดินทางของคุณมันง่ายขึ้น ก็เพราะโลกใบนี้กำลังพังทลายลง”
จากที่ไล่เรียงมาทั้งหมด เรื่องราวของเดวิดอาจฟังดูไกลตัวเราไปสักหน่อย แต่ถ้าโยงเข้ามาใกล้ผู้อ่านอีกสักนิด อันที่จริง เดวิดก็เคยมาข้องแวะกับประเทศไทยอยู่หลายครั้งหลายคราด้วยกัน
ในปี 1998 เดวิดและทีมงานเดินทางมาถ่ายทำสารคดี The Life of Birds หรือ อัศจรรย์โลกสัตว์ปีก สารคดีชิ้นนี้เดวิดเดินทางไป 42 ประเทศทั่วโลก เพื่อศึกษาพฤติกรรมนกมากกว่า 300 สายพันธุ์ ตั้งแต่การบิน การหาอาหาร การสื่อสาร ไปจนถึงพิธีกรรมการเกี้ยวพาราสี
แต่ที่ระบุสถานที่และจังหวัดได้ชัดๆ คือ ช่วงต้นปี 2000 เดวิดได้เดินทางมาที่อุทยานแห่งชาติเขาสก จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อถ่ายทำสารคดีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชุด The Life of Mammals ทริปดังกล่าวเป็นการเข้ามาบันทึกภาพธรรมชาติและศึกษาแนวทางการดูแลช้างป่า/ช้างเลี้ยงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผืนป่าสุราษฎร์ธานีถือเป็นหนึ่งในจุดที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาค
จากเด็กที่เก็บหินและซากฟอสซิลเล่นอยู่ละแวกบ้าน สู่การเป็นนักทำสารคดีธรรมชาติและสัตว์โลกระดับตำนาน ที่เปลี่ยนใจผู้คนทั่วโลกให้ตระหนักถึงบ้านหลังเดียวของพวกเรา
สิ่งที่น่าชื่นชมมากของเดวิดคือ เขาใช้เสียงที่ตัวเองมีส่งเสียงออกไปยังผู้นำที่มีอำนาจกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม และยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าคนรุ่นเขาได้ขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติไปมากเสียจนคนรุ่นหลังกำลังพบเจอกับหายนะ ขณะเดียวกัน เดวิดก็ไม่ลืมที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ และสนับสนุนทุกครั้งที่มีโอกาส
ผู้เขียนอยากทิ้งท้ายบทความนี้ด้วยบทสัมภาษณ์ระหว่าง ‘เดวิด แอตเทนเบอเรอห์’ กับ ‘แอนเดอร์สัน คูเปอร์’ (Anderson Cooper) ในรายการ 60 Minutes เมื่อปี 2020 ซึ่งเป็นการถามตอบสั้น ๆ ทว่าสะท้อนตัวตนและวิธีมองโลกของเดวิดได้เป็นอย่างดี
คนรุ่นใหม่
ในวัยนี้ คุณกลัวอะไรที่สุด
เป็นคนแก่ที่ทำอะไรเองไม่ได้ และเริ่มเลอะเลือน
คุณกลัวตายไหม
ไม่นะ ผมกลัวช่วงก่อนตายมากกว่า ถ้ามันผ่านไปอย่างรวดเร็วผมจะขอบคุณมากเลย
มีสิ่งไหนบ้างที่คุณอยากทำอีกครั้ง
เห็นปะการังครั้งแรก เฝ้าดูนกฮัมมิ่งเบิร์ด ขยับเข้าไปนั่งใกล้ ๆ กอริลลา และอุ้มลูกคนแรกครั้งแรก
หนังสือเล่มไหนที่มีอิทธิพลกับคุณมากที่สุด
The Origin of Species
เรื่องอะไรที่คุณคิดว่ามนุษย์ควรรู้ไว้
พวกเราเป็นส่วนหนึ่งของโลก เราต่างเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและทุกชีวิตบนโลกล้วนถักทอเชื่อมโยงถึงกัน
ในปีนี้ มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเองที่ทำให้คุณรู้สึกเซอร์ไพรส์ที่สุด
เรื่องที่ผมยังมีชีวิตอยู่
สุขสันต์วันเกิดอายุ 100 ปี เซอร์ เดวิด แอตเทนเบอเรอห์ ชายผู้ไม่สิ้นไร้ความหวัง
อ้างอิง
https://www.bbc.com/news/newsbeat-29738121
https://www.bbc.com/news/newsbeat-56802655
https://www.bbc.com/reel/video/p0njwvlc/watch
https://edition.cnn.com/2026/05/08/uk/david-attenborough-100-key-moments-intl-scli