เดวิด แอตเทนเบอเรอห์ : วัย 100 ที่ยังเชื่อมั่นในมนุษย์และไม่สิ้นไร้ความหวังกับโลกใบนี้

เดวิด แอตเทนเบอเรอห์ : วัย 100 ที่ยังเชื่อมั่นในมนุษย์และไม่สิ้นไร้ความหวังกับโลกใบนี้

เดวิด แอตเทนเบอเรอห์ (David Attenborough) คือผู้สร้างสารคดีธรรมชาติระดับตำนานที่ปฏิวัติวงการด้วยลีลาการเล่าเรื่องที่น่าติดตาม ทำให้ผู้คนทั่วโลกหันมาสนใจและตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม

KEY

POINTS

มีพ่อแม่สนับสนุนความชอบ

เดวิด แอตเทนเบอเรอห์ (David Attenborough) เกิดในปี 1926 ที่เมืองเลสเตอร์ ตระกูลแอตเทนเบอเรอห์ มีลูกชาย 3 คน เดวิดเป็นคนกลาง ริชาร์ดเป็นพี่คนโต และจอห์นเป็นน้องคนเล็ก เด็กชายทั้งสามเติบโตมาในบ้านที่ตั้งอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ที่พ่อของพวกเขาเป็นอธิการบดีอยู่

เมื่อปี 2014 เดวิดให้สัมภาษณ์กับ The Guardian เพื่อรำลึกถึงการจากไปของริชาร์ด เดวิดเล่าว่าสามคนพี่น้องไม่มีใครเหมือนกันเลย ทุกคนมีความชอบของตัวเองชัดเจน “ดิกกี้ (ชื่อเล่นของริชาร์ด) อยากเป็นนักแสดงมาตั้งแต่เด็ก ๆ เขาขึ้นเวทีตั้งแต่อายุ 12 ส่วนผมสนใจในสิ่งที่พูดไม่ได้ อย่างพวกฟอสซิลหรือก้อนหิน” 

แม้สามพี่น้องจะมีความชอบไม่เหมือนกัน แต่ความโชคดีอย่างหนึ่งก็คือ พ่อและแม่ของพวกเขาสนับสนุนลูก ๆ ทุกคนอย่างเต็มที่ “พ่อกับแม่ไม่เคยบ่นผมสักครั้งที่พาตัวนิวต์ (สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ) กลับบ้านมาด้วย”

เดวิดเขียนเล่าไว้ในหนังสือ Life on Air ว่ามีอยู่หนหนึ่งทางภาควิชาสัตววิทยาต้องการตัวอย่างนิวต์ เพื่อใช้ในการเรียนการสอน เขาจึงเสนอตัวว่าจะหามาให้โดยคิดราคาตัวละ 3 เพนนี ปรากฏว่าแหล่งที่เขาไปจับนั้นไม่ใช่ที่ไหนไกล ก็คือแถวละแวกบ้านซึ่งไม่ได้ไกลจากภาควิชาสักเท่าไหร่ หนนั้นเด็กชายเดวิดจึงได้เงินค่าขนมไปแบบสบาย ๆ 

มีเกร็ดเล็กน้อยในช่วงเวลาแถว ๆ นี้ ราวปี 1939 สงครามโลกครั้งที่ 2 เปิดฉากห้ำหั่นกัน ขณะนั้นเดวิดอายุได้ 13 ปี ในปีนั้นเอง พ่อแม่ของเขารับเด็กหญิงชาวยิวมาเลี้ยง 2 คน ที่หนีมาจากนาซีเยอรมัน เดวิดมองเธอทั้งสองคนเป็นพี่สาว และได้รับรู้เกี่ยวกับความโหดร้ายที่มนุษย์กระทำกันเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

Getty Images หลังจากนั้นเดวิดก็เติบโตขึ้นมาโดยไม่ได้คิดว่าจะเป็นคนทำสารคดี สมัยนั้น โทรทัศน์ยังเป็นสื่ออีกประเภทที่ใหม่มาก แต่ด้วยความสนใจต่อสัตว์และธรรมชาติ เดวิดจึงเลือกเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ หลังจากเรียนจบในปี 1947 เดวิดต้องไปรับราชการทหารตามกฎหมาย โดยประจำการอยู่ที่กองทัพเรือ 2 ปี

“หลังออกจากกองทัพ ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่ามีความรู้พอที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ เมื่อผมเห็นนักวิจัยพฤติกรรมต้องนั่งรอวันแล้ววันเล่า เพื่อให้สัตว์เอาหัวออกจากโพรง ผมชื่นชมพวกเขามากแต่รู้สึกว่าตัวเองคงทุ่มเทอย่างนั้นไม่ได้” 

นักเล่าเรื่องที่ทำให้เห็นว่าสารคดีไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ

ราว 1950s คนยังฟังวิทยุเป็นหลัก โทรทัศน์ยังไม่ได้รับความนิยม เดวิดยื่นสมัครงานกับวิทยุในเครือของ BBC แต่ถูกปัดตกด้วยเหตุผลว่ามีความรู้เฉพาะทาง (ธรรมชาติวิทยา) เกินไป แต่เผอิญว่าโปรไฟล์ของเดวิดดันไปเตะตา ‘แมรี่ อดัมส์’ (Mary Adams) ​ที่รับผิดชอบงานโทรทัศน์ เธอจึงรับเดวิดเข้าฝึกงานที่ฝ่ายโทรทัศน์เป็นระยะเวลา 3 เดือน

Getty Images

แมรี่ อดัมส์ให้เดวิดทดลองทำเดโมรายการสั้น ๆ แต่เมื่อได้ดูแล้วเธอก็เขียนโน๊ตคอมเมนต์ถึงตัวเดวิดไว้ว่า

“เดวิด แอตเทนเบอเรอห์ เป็นคนที่มีความรู้ดีเยี่ยมและดูฉลาดมาก แต่น่าเสียดายที่เขาไม่เหมาะที่จะออกกล้องเลย เขามีฟันที่ใหญ่เกินไป”

ฟันที่ใหญ่เกินไปทำให้เดวิดต้องหลบไปเป็นคนทำสคริปต์นานอยู่ 2 ปี และแล้วโอกาสทองที่เดวิดเฝ้ารอก็มาถึง วันหนึ่ง ‘แจ็ก เลสเตอร์’ (Jack Lester) ​พิธีกร Zoo Quest รายการที่ออกไปตามหาสัตว์เลี้ยงในประเทศต่าง ๆ มาไว้ในสวนสัตว์ เกิดล้มป่วย เดวิดที่ตอนนั้นมีตำแหน่งเป็นโปรดิวเซอร์แล้วจึงต้องมาออกกล้องแทน

ลีลาการดำเนินรายการของเดวิดน่าสนใจมาก ล้างภาพพิธีกรสารคดีที่ดูเป็นทางการมาก ๆ ออกไป ทุกครั้งที่เดวิดยกกองไปถ่ายทำสารคดี เมื่อเจอสัตว์หรือเรื่องราวอะไร เดวิดจะบรรยายสิ่งที่พบเห็นด้วยความตื่นเต้นเสมอ

นอกจากความตื่นเต้นในเรื่องที่เล่าแล้ว ลีลาการเล่าของเดวิดก็น่าสนใจ เดวิดเป็นนักเล่าเรื่องที่มีพล็อตอยู่ในหัว คือเขาจะบอกว่ากำลังไปหาสัตว์ชนิดใด เจออุปสรรคอะไรบ้าง ค่อย ๆ ปูเรื่องเพื่อไปเจอสัตว์ที่พูดทิ้งไว้ช่วงต้นรายการ คนดูเห็นแบบนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย

และใครที่ดูสารคดีของเดวิดบ่อย ๆ ย่อมรู้ดีว่าเดวิดเป็นคนชอบพูดแบบกระซิบ ซึ่งเป็นเหตุผลเชิงเทคนิคและอุปกรณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย เดวิดเล่าว่าเขาต้องติดไมโครโฟนไว้ที่ตัว หรือถือไมค์จ่อใกล้ ๆ ปาก  ถ้าพูดเสียงดัง เสียงของเขาจะกลบเสียงธรรมชาติรอบข้าง กับอีกเหตุผลคือป้องกันไม่ให้สัตว์ตะเพิดออกไป เสียงกระซิบสะท้อนนิสัยความรับผิดชอบที่มีต่อธรรมชาติของเขาได้เป็นอย่างดี

รายการ Zoo Quest ที่ดำเนินรายการโดยเดวิดได้รับเรตติ้งถล่มทลาย หลายคนเรียกว่านี่คือรายการที่ทรงอิทธิพลที่สุดของ BBC ในยุค 1950s เลยทีเดียว จากที่ถูกติว่าฟันใหญ่ ใบหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดีของเดวิดก็กลายเป็นใบหน้าที่คนคุ้ยเคยที่สุดบนเกาะอังกฤษไปแล้ว

เดวิด แอตเทนเบอเรอห์ : วัย 100 ที่ยังเชื่อมั่นในมนุษย์และไม่สิ้นไร้ความหวังกับโลกใบนี้

“ผมอยากทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าโลกธรรมชาติมีความสำคัญ สวยงาม และมหัศจรรย์ มันสร้างความประหลาดใจและความสุขให้กับเรา ความเข้าใจในโลกธรรมชาติไม่เพียงแค่เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น แต่มันยังช่วยเติมเต็มชีวิตของเราอีกด้วย”

รายการสารคดี (สัตว์ป่า) ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องน่าเบื่อ กลับปฏิวัติวงการโทรทัศน์ให้มีความสนุกขึ้น จากที่ถ่ายแค่ในสตูดิโอ เดวิดได้พาผู้ชมไปเจอสัตว์ในสถานที่จริง โชว์ให้เห็นปฏิสัมพันธ์ที่เขามีกับสัตว์ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักธรรมชาติวิทยาสมัยนั้นไม่ทำกัน

หัวหอกสำคัญนำระบบทีวีสีมาใช้เป็นครั้งแรกในอังกฤษ

ในฐานะคนทำทีวี ราวปี 1960s เดวิดคือหัวหอกสำคัญในการผลักดันให้มีการใช้ ‘ระบบทีวีสี’ เป็นครั้งแรกในอังกฤษ บริบทในเวลานั้นคือ เดวิดรู้มาว่าเยอรมันตะวันตกมีแผนจะเปิดตัวทีวีสีในปี 1967 ซึ่งในยุโรปยังไม่เคยมาชาติใดทำสำเร็จมาก่อน แตกต่างจากสหรัฐอเมริกาหรือญี่ปุ่นที่มีทีวีสีดูกันแล้ว

ถ้าลองสวมรองเท้าของเดวิดแล้วมองในฐานะของผู้บริหาร BBC Two ซึ่งขณะนั้นเริ่มถูกมองว่าล้าหลัง ถ้าชิงเปิดตัวทำทีวีสีก่อนเยอรมันได้เป็นชาติแรกในยุโรป จะเสริมภาพลักษณ์ความพรีเมียมให้ช่องดูทันสมัยขึ้นทันที

คำถามคือ ถ้าคิดจะเปิดตัวระบบทีวีสีเป็นครั้งแรก รายการไหนจะเหมาะแก่การเปิดตัวชนิดต้อง Grand Opening อย่างถึงที่สุด! ขณะนั้น เดวิดเลือกถ่ายทอดสดกีฬาชนิดหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมมาก นั่นคือ ‘เทนนิส Wimbledon’ ถ่ายทอดสดในระบบทีวีสีเป็นครั้งแรกในวันที่  1 กรกฎาคม 1967 ถือเป็นชาติแรกในยุโรปปาดหน้าเยอรมันตะวันตกไป 7 สัปดาห์

เดวิด แอตเทนเบอเรอห์ : วัย 100 ที่ยังเชื่อมั่นในมนุษย์และไม่สิ้นไร้ความหวังกับโลกใบนี้

มีเกร็ดน่ารักปนตลกคือ ตอนที่เดวิดส่งทีมไปถ่ายทำเทนนิส Wimbledon พื้นสนาม ท้องฟ้า ผู้เข้าชม มีสีสันหมดแล้ว แต่ลูกเทนนิสยังเป็นสีขาวอยู่ ผู้ชมทางบ้านบ่นอุบว่ามองไม่เห็น มันเหมือนเป็นเงาเร็ว ๆ ผ่านหน้าจอไป เดวิดจึงส่งข้อเสนอไปยังสหพันธ์เทนนิสนานาชาติ (ITF) ว่าถ้าเปลี่ยนจากสีขาวมาใช้สีเหลืองสะท้อนแสง หรือ Optic Yellow แทนได้ไหม เพื่อให้สีตัดกับพื้นหลังง่ายต่อการรับชม

ความตลกคือ ITF บรรจุลูกเทนนิสสีเหลืองนี้เข้าสู่กฎกติกาการแข่งขันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี ค.ศ. 1972 ทัวร์นาเมนต์อื่น ๆ ทั่วโลกจะรีบเปลี่ยนไปใช้ลูกสีเหลืองกันอย่างรวดเร็ว เช่น US Open เปลี่ยนในปี 1973 แต่ทัวร์นาเมนต์ที่เป็นตัวต้นเรื่องอย่าง Wimbledon กลับปฏิเสธที่จะเปลี่ยนในตอนแรก ต้องรอถึงปี 1986 ถึงยอมเปลี่ยนมาใช้ลูกเทนนิสสีเหลืองสะท้อนแสง

Life on Earth สารคดีเปลี่ยนโลก

ราวปี 1965 เดวิดได้รับมอบหมายให้บริหารช่อง BBC Two ที่เพิ่งเปิดใหม่ ทว่าทำได้ถึงปี 1972 เขาก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งบริหาร และนั่นก็คือจุดเริ่มต้น Life on Earth สารคดีระดับตำนานที่เขาใช้เวลาเตรียมงานและถ่ายทำนานถึง 3 ปี กว่า 30 ประเทศทั่วโลก

แต่เดิมนั้นสารคดีที่เกี่ยวธรรมชาติส่วนใหญ่จะจบในตอนเดียว สัตว์ 1 ตัวก็เล่าจบในตอน แต่เดวิดมีไอเดียว่าเขาอยากทำเป็นซีรีส์สารคดีเพื่อนำเสนอประเด็นเรื่องวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต โดยแบ่งเนื้อหาเป็นทั้งหมด 13 ตอน เริ่มเล่าตั้งแต่โลกยังไม่มีอะไรเลยและเรื่อยมาตามลำดับวิวัฒนาการ

ทั้งนี้ เดวิดและทีมได้เดินทางติดตามไปพร้อมกับนักวิจัยทั่วโลก เพื่อนำฟุตเทจและเรื่องราวของสัตว์ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมาถ่ายทอดให้คนได้รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นกอริล่าภูเขา วาฬ สิงโต สลอต หมาป่า เต่ายักษ์หมู่เกาะกาลาปากอส ฯลฯ

และฉากในตำนานคือ ฉากที่เดวิดกระซิบข้าง ๆ กอริลลาภูเขาในรวันดา มีการอธิบายว่านั่นคือฉากที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์สารคดีโลก เพราะมันฉายให้เห็นถึงความไว้เนื้อเชื่อใจและความงดงามระหว่างกอริลลากับมนุษย์

Getty Images หนึ่งในคุณูปการสำคัญของสารคดี Life on Earth คือการถ่ายทำรายละเอียดของแมลงและพืช เดวิดเล่าถึงการพัฒนาเทคนิคการถ่ายทำว่าเขาต้องทำงานร่วมกับช่างภาพ เพื่อพัฒนาเลนส์ที่สามารถโฟกัสได้ใกล้มาก ๆ เพื่อให้เห็นตาหรือขนของแมลง ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นเรื่องใหม่และถ่ายทำยากมาก

หรือแม้กระทั่งฟุตเทจใต้น้ำก็มีความท้าทายที่เดวิดต้องพบเจอ “เราต้องประดิษฐ์กล่องกันน้ำสำหรับกล้องและไฟส่องสว่างขึ้นมาเอง การจะถ่ายภาพปลาในที่ลึกหรือสัตว์ที่หากินกลางคืนโดยไม่ทำให้พวกมันตกใจกลัวจนเสียพฤติกรรมธรรมชาติ คือโจทย์ที่ยากมาก ๆ”

มีการประเมินว่ามีผู้รับชมสารคดี Life on Earth ราว 500 ล้านคนทั่วโลก มียอดผู้ชมเฉลี่ยต่อตอนสูงถึง 15 ล้านคน และถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ทำให้ชื่อของเดวิดกลายเป็นที่รู้จักในระดับสากลและเป็นคุณปู่ที่เป็นเพื่อนกับเด็ก ๆ หลายคนเสมอมา

“มีคนมากมายเดินมาหาผมแล้วพูดว่า ผมกลายเป็นนักชีววิทยาเพราะดู Life on Earth นั่นคือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด การได้รู้ว่าเราได้เปิดตาใครสักคนให้เห็นความมหัศจรรย์ของโลกธรรมชาติ มันคือความภาคภูมิใจ”

Getty Images

มนุษย์คือสายพันธุ์พิเศษ แต่เราไม่ได้เป็นเจ้าของโลกนี้แต่เพียงผู้เดียว

ไม่ว่าจะในสารคดีที่เขาทำ หรือการให้สัมภาษณ์ตามวาระต่าง ๆ เดวิดมักพูดอยู่เสมอว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งจะปรากฏตัวขึ้นในเสี้ยววินาทีสุดท้าย แต่ก็เป็นมนุษย์อีกนั่นแหละที่เป็นสิ่งมีชีวิตแรกที่ทำลายธรรมชาติอย่างสาหัสสากรรจ์

เครดิตภาพ Netflix

“ไม่เคยมีสายพันธุ์ไหนที่สามารถควบคุมทุกสิ่งบนโลกได้เบ็ดเสร็จ ทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต เหมือนที่พวกเราเป็นอยู่ในตอนนี้ สิ่งนี้มอบความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ให้กับเรา ไม่ว่าเราจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม”

คำกล่าวเมื่อครู่ชวนให้เรานึกถึงเหตุการณ์ในปี 2020 ตอนที่เดวิดกำลังเดินสายโปรโมตสารคดี David Attenborough: A Life on Our Planet พระราชวังเคนซิงตันได้ส่งวิดีโอของพระโอรสและพระธิดาทั้ง 3 พระองค์ของเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ที่ตั้งคำถามถึงเดวิด

Getty Images “สวัสดีครับ ผมอยากรู้ว่า สัตว์อะไรจะสูญพันธุ์เป็นชนิดต่อไป” เจ้าชายจอร์จซึ่งขณะนั้นมีพระชรรษา 7 ปีถามเดวิด 

เดวิดตอบว่า “หวังว่าจะไม่มีสัตว์ชนิดไหนสูญพันธุ์อีกนะ เพราะเรายังแก้ไขได้หลายอย่าง เวลาที่สัตว์ชนิดใดเสี่ยงสูญพันธ์ุ เราปกป้องมันได้”

รับชมได้ที่ลิงก์นี้ Princess Charlotte asks Sir David Attenborough if he likes spiders in new video

เดวิดไม่ได้พูดถึงแค่เฉพาะหายนะที่กำลังเกิดกับสัตว์เท่านั้น หากแต่หมายถึงธรรมชาติทั้งหมด โดยหลายครั้งที่เดวิดได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนให้ทุกคนช่วยกันตระหนักต่อสิ่งแวดล้อม ถ้าใครได้ดูสารคดี David Attenborough: A Life on Our Planet มีตอนหนึ่งเดวิดพูดว่า

“โลกใบนี้ไม่ได้เหลือพื้นที่ป่าเหมือนเดิมอีกต่อไป เราทำลายมัน ไม่ใช่โดยอุบัติเหตุ แต่ด้วยความตั้งใจ ตอนนี้เรากำลังเผชิญกับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งครั้งนี้มันไม่ได้เกิดจากอุกกาบาตหรือภูเขาไฟระเบิด แต่เกิดจากฝีมือของพวกเราเอง”

ในแง่นี้ คำกล่าวของเดวิดกำลังชี้ให้เห็นความย้อนแย้งอันน่าหดหู่ว่า มนุษย์คือสายพันธุ์เดียวที่มีสติปัญญามากถึงขั้นจะทำลายล้างโลกใบนี้ลงได้ แต่ในทางกลับกัน มนุษย์ก็เป็นเพียงสายพันธุ์เดียวที่มีเครื่องมือและโอกาสมากพอจะกอบกู้โลกคืนมาเช่นกัน

เชื่อมั่นในคนรุ่นใหม่

หากใครจำกันได้ ในปี 2020 เดวิดตัดสินใจเปิดอินสตาแกรมพร้อมกับโพสต์วิดีโอแรกและพูดอย่างถ่อมตัวว่า  “ผมมาที่นี่เพราะโลกกำลังมีปัญหา และผมอยากสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ผ่านช่องทางที่พวกคุณใช้” 

เกร็ดน่ารัก ๆ คือเดวิดทำลายสถิติโลกด้วยการมียอดผู้ติดตามถึง 1 ล้านคนในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง 44 นาที เร็วกว่าเจ้าของสถิติคนก่อนอย่าง ‘เจนนิเฟอร์ อนิสตัน’ (Jennifer Aniston) เสียอีก

อันที่จริงเดวิดสื่อสารกับคนรุ่นใหม่อยู่เสมอ และพูดอยู่หลายครั้งว่าคนรุ่นใหม่เข้าใจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงดีกว่าคนรุ่นเขา ยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์เมื่อปี 2019 ที่เดวิดออกรายการของ BBC Radio คู่กับเกรต้า ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) ผ่าน Skype คนหนึ่งอายุ 16 อีกคนวัยเฉียดร้อย

เดวิด แอตเทนเบอเรอห์ : วัย 100 ที่ยังเชื่อมั่นในมนุษย์และไม่สิ้นไร้ความหวังกับโลกใบนี้

“เธอคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนทั้งโลกพูดถึงเรื่องโลกร้อนในตอนนี้ เธอทำให้มันกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่เหล่าผู้นำไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป ผมแสดงให้คนเห็นความงามของโลกธรรมชาติมานานหลายปี แต่เธอคือคนที่นำความเร่งด่วนนั้นลงไปสู่ท้องถนน”

หรืออีกเหตุการณ์ในปีเดียวกัน เดวิดโผล่ไปเซอร์ไพรส์ในเทศกาลดนตรี Glastonbury ซึ่งนั่นคือปีแรกที่มีนโยบายห้ามขายเครื่องดื่มในขวดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งภายในงาน เดวิดขึ้นกล่าวสปีชท่ามกลางเสียงกรี๊ดจากคนรุ่นใหม่ประหนึ่งเจอซูเปอร์สตาร์ว่า

“มีฉากหนึ่งใน Blue Planet II ที่สะกิดใจทุกคน นั่นคือภาพของขวดพลาสติกในทะเล และเทศกาลนี้ก็ได้ตอบรับด้วยการแบนมัน นั่นหมายความว่าขวดพลาสติกกว่าหนึ่งล้านใบจะไม่ถูกใช้ที่นี่”

รับชมได้ที่ลิงก์นี้ David Attenborough Presents Seven Worlds One Planet Live From Glastonbury | BBC Earth

คำถามคือการที่เดวิดส่งสารถึงคนรุ่นใหม่นั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไร 

เดวิดใช้ต้นทุนทางสังคมที่สั่งสมมาหลายสิบปี เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมคนระหว่างเจเนอเรชัน เดวิดในฐานะที่เป็นตัวแทนคนรุ่นเก่าและผู้ใหญ่ที่ได้รับความเคารพในวงการธรรมชาติวิทยา การที่เดวิดเอ่ยปากชมเกรต้าหรือแม้แต่ไปปรากฏตัวในงาน Glastonbury คือการรับรองว่าสิ่งที่คนรุ่นใหม่ทำอยู่นั้นมีคุณค่ามากพอที่จะเปลี่ยนทิศทางของโลกได้

“เราเฉลิมฉลองให้กับโลกธรรมชาติได้ แต่เราก็มีความรับผิดชอบที่จะต้องปกป้องมันด้วย อนาคตของโลกใบนี้อยู่ในมือของพวกคุณแล้ว พวกคุณมีพลังที่จะเปลี่ยนโลก และผมเห็นแล้วว่าพวกคุณกำลังทำมันอยู่จริง ๆ”

ใช้เสียงที่มีส่งสารถึงผู้มีอำนาจ

ไม่เพียงแค่เดินสายสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ แต่ยังส่งสารไปถึงผู้นำประเทศหรือผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายอยู่เสมอทุกครั้งที่มีโอกาส สะท้อนให้เห็นว่าตัวเดวิดเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการเปลี่ยนแปลงระดับบุคคลอาจสร้างอิมแพคได้ไม่มากเท่ากับนโยบายในระดับมหาภาค

บ่อยครั้งที่นักการเมืองพูดถึงการอนุรักษ์ในทำนองว่าเราต้องรักษาเศรษฐกิจไว้ก่อน เดวิดมองว่าเรื่องเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ก่อนหน้านี้หลายประเทศมุ่งนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจโลกที่เน้นแต่การเติบโตของ GDP โดยไม่สนขีดจำกัดของธรรมชาติ 

ในงาน The Richard Dimbleby Lecture ของ BBC เมื่อปี 2021 เดวิดได้กล่าวสปีชหนึ่งที่กลายเป็นไวรัลอย่างมากในโลกออนไลน์ “ใครก็ตามที่เชื่อว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดด สามารถดำเนินไปได้ตลอดกาลบนโลกที่มีทรัพยากรจำกัด ถ้าไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ก็คงเป็นคนบ้า”

หรืองาน COP26 ที่กรุงกลาสโกว์ในปีเดียวกัน ที่มีผู้นำจาก 100 ประเทศนั่งฟังอยู่ เดวิดได้ขึ้นกล่าวสปีชถึงพวกเขาเหล่านั้นว่า “พวกคุณมีอำนาจที่จะตัดสินว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่พวกคุณต้องเลิกมองแค่เขตแดนของตัวเอง แล้วมองโลกในภาพรวม ประวัติศาสตร์จะไม่ตัดสินพวกคุณจากสิ่งที่คุณพูด แต่จะตัดสินจากสิ่งที่คุณทำ”
เดวิด แอตเทนเบอเรอห์ : วัย 100 ที่ยังเชื่อมั่นในมนุษย์และไม่สิ้นไร้ความหวังกับโลกใบนี้

หากย้อนมองบทบาทของเดวิด เขาทำให้คนรู้จักและหลงรักธรรมชาติ ก่อกำเนิดใจอนุรักษ์ในใจผู้ชม ถัดมาเป็นยุคที่เดวิดนำเสนอความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับโลก เดวิดฉายให้เห็นวิกฤตสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น น้ำแข็งละลาย ปะการังฟอกขาว หรือขยะพลาสติกในมหาสมุทร

กระทั่งมาถึงยุคหลัง ๆ เดวิดก้าวพ้นไปสู่บทบาทใหม่ นั่นคือการสื่อสารโดยตรงกับผู้นำโลกหรือองค์กรระดับประเทศ เพื่อบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่หันมารับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน ในแง่นี้ถือว่าเป็นเรื่องที่อิมแพคมาก

นอกจากตระเวนพูดบนเวทีต่าง ๆ เดวิดยังทำโปรเจกต์ด้านสิ่งแวดล้อมที่สร้างอิมแพคมากมาย โปรเจกต์ที่อยากพูดถึงคือ The Earthshot Prize กองทุนนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2020 โดยเดวิดและเจ้าชายวิลเลียม เป้าหมายคือมอบเงินรางวัล 1 ล้านปอนด์ (ประมาณ 45 ล้านบาท) ให้กับ 5 ผู้ชนะในทุก ๆ ปีจนถึงปี 2030

เกณฑ์การคัดเลือกคือ เปิดรับนวัตกรรมจากทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล องค์กร หรือบุคคลทั่วไป ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลคอสตาริก้า-ผู้ชนะในปี 2021 สาขา Protect & Restore Nature

ในทศวรรษ 1990s ป่าไม้ของคอสติราก้าหายไปเกือบครึ่งประเทศจากการทำปศุสัตว์และการเกษตร  แทนที่จะออกกฎหมายห้ามตัดไม้หรือมีบทลงโทษรุนแรง รัฐบาลคอสตาริก้าได้กำเนิดแนวคิดหนึ่งขึ้นมา นั่นคือการสร้าง ‘ระบบจ่ายเงินให้ชาวบ้านช่วยปลูกป่า’ หรือ Payment for Environmental Services โดยรัฐบาลหักเงิน 3.5% จากการขายน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศ เพื่อมาเซ็นสัญญาและจ่ายเงินสดให้โดยตรง ตามจำนวนพื้นที่ โดยมีข้อตกลงกันว่า
 
1. ห้ามตัดต้นไม้ที่มีอยู่แล้วเด็ดขาด 

2. ฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมาเป็นป่า 

3. ปลูกพืชควบคู่ไปกับการรักษาไม้ยืนต้น

รัฐบาลคอสตาริก้าใช้ระบบนี้มานานกว่า 30 ปี ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือ ปัจจุบัน คอสตาริก้ามีผืนป่าฟื้นกลับมาครอบคลุมพื้นที่กว่า 52% ของประเทศ กลายเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตหลายแสนชนิด และคนในชุมชนมีรายได้ที่มั่นคงจากการช่วยกันรักษาดูแลป่า อันนำไปสู่ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศมหาศาล

แถลงการณ์ประกาศรางวัลของกองทุน The Earthshot Prize กล่าวถึงโปรเจกต์ของรัฐบาลคอสตาริก้าไว้ว่า “โมเดลของคอสตาริกาแสดงให้เห็นว่า การปกป้องธรรมชาติไม่ได้หมายถึงการยอมลดทอนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ในทางกลับกัน มันคือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ยั่งยืนกว่าเดิม”

The Earthshot Prize ยังจัดขึ้นต่อเนื่องทุกปี อิมแพคที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เงินรางวัล 1 ล้านปอนด์ แต่กองทุนนี้ยังดึงดูดเงินทุนสนับสนุนจากนักลงทุนภายนอก (เช่น Microsoft, Bloomberg, Salesforce) เข้ามาสมทบให้แก่บรรดาผู้ชนะและผู้เข้ารอบสุดท้าย รวมแล้วมากกว่า 50 ล้านปอนด์ เพื่อนำไปขยายขนาดโครงการให้โตขึ้นอย่างรวดเร็ว

มีเกร็ดนิดนึงว่าผู้เข้ารอบสุดท้าย 15 ทีมในแต่ละปี (แม้จะไม่ชนะรางวัลใหญ่) จะได้เข้าเรียนในหลักสูตร Earthshot Prize Fellowship Programme นาน 9 เดือน ซึ่งเป็นการจับคู่พวกเขากับที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง Deloitte เพื่อเปลี่ยนไอเดียจากห้องแล็บหรือชุมชนห่างไกล ให้กลายเป็นธุรกิจที่อยู่รอดได้

ยกตัวอย่างเช่น Notpla แบรนด์บรรจุภัณฑ์สาหร่าย (ผู้ชนะปี 2022) ได้รับการสนับสนุนจาก Deloitte ช่วยจับคู่ธุรกิจและพารีโมเดลการผลิต จนปัจจุบันบรรจุภัณฑ์ไร้พลาสติกของพวกเขาถูกนำไปใช้งานจริงในสนามฟุตบอลใหญ่ ๆ ทั่วอังกฤษ และเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับร้านอาหารทั่วไปเรียบร้อยแล้ว

อุดมการณ์ที่ยังหนักแน่นในวัย 100

ตลอดหลายสิบปีที่เขาออกเดินทางไปทำสารคดีธรรมชาติและสัตว์โลกให้ผู้ชมทั่วโลกได้ดู เดวิดได้ส่งต่อแรงบันดาลใจและสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมให้งอกงามในใจผู้คนเสมอมา ช่างเป็นชีวิตที่น่าทึ่ง วันนี้เขาอายุ 100 ปี แต่หากย้อนไปถึงปี 2000 (ที่ผู้เขียนเกิด) ตอนนั้นเดวิดอายุ 74 ปี 

แม้วัยจะล่วงเลยไปขนาดนั้น แต่เดวิดยังคงยืดหยัดในแนวคิดและเดินสายพูดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมาตั้งแต่เด็ก ๆ และยังคงเหมือนเดิมในวัย 100 ปี ในปี 2000 เดวิดปล่อยสารคดีพิเศษรับสหัสวรรษใหม่ชื่อ State of the Planet ใจความสำคัญคือเดวิดพาไปดูว่าที่ผ่านมา ‘มนุษย์ทำอะไรกับโลกไปบ้าง’

เดวิด แอตเทนเบอเรอห์ : วัย 100 ที่ยังเชื่อมั่นในมนุษย์และไม่สิ้นไร้ความหวังกับโลกใบนี้

เดวิดพูดถึงวิกฤต 3 ด้านที่มนุษย์กำลังเผชิญนั่นคือ การสูญพันธุ์  การทำลายถิ่นที่อยู่ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเดวิดได้พูดประโยคที่มีพลังมาก ๆ เอาไว้ว่า

“อนาคตของชีวิตบนโลกขึ้นอยู่กับความสามารถของเราในการลงมือทำ หลายคนกำลังพยายามทำในสิ่งที่ทำได้ แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของเราเท่านั้น”

“โลกของเรานั้นเล็กและมันกำลังเล็กลงเรื่อย ๆ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องตระหนักว่าเราไม่ใช่เพียงแค่ผู้สังเกตการณ์ธรรมชาติ แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของมันและเราต้องรับผิดชอบต่อมัน อนาคตอยู่ในมือของเราแล้ว”

โลกที่เดวิดเติบโตมากับโลกที่เขาอาศัยอยู่ในวันนี้ถือว่าเสื่อมโทรมลงไปมาก มีหลายครั้งที่เขาเล่าย้อนเพื่อเปรียบเทียบโลกในอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งพอฟังแล้วก็อดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้

อย่างเช่นตอนเขากลับไปถ่ายทำ Great Barrier Reef ในสารคดีชุด Blue Planet II และ A Life on Our Planet เดวิดเล่าว่า 

“ผมจำครั้งแรกที่ไป Great Barrier Reef ในยุค 50 ได้ มันเหมือนเมืองมหัศจรรย์ที่มีหลากสีสัน แต่เมื่อผมกลับไปเมื่อไม่นานมานี้ ผมเห็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบไปจนถึงกระดูก มันคือซากโครงกระดูกสีขาวทอดยาวเป็นไมล์ ๆ มันไม่ได้สวยงามเลยครับ มันคือสุสาน สุสานของโลกที่ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยสีสัน”

หรือแม้แต่ตอนที่เขาไปถ่ายทำสารคดี Our Planet และ Frozen Planet II ซึ่งเขาต้องนั่งเรือฝ่าน้ำแข็งขั้วโลกเข้าไป แต่สิ่งที่เดวิดเห็นกลับเป็นเรื่องน่าสะเทือนใจ 

“เราเคยต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อจะพาเรือผ่านน้ำแข็งไปให้ได้ แต่ตอนนี้เรือกลับแล่นฉลุยผ่านผืนน้ำที่ควรจะเป็นน้ำแข็งแผ่นหนา มันเป็นประสบการณ์ที่หลอกหลอนใจมาก เมื่อคุณตระหนักว่าเหตุผลเดียวที่การเดินทางของคุณมันง่ายขึ้น ก็เพราะโลกใบนี้กำลังพังทลายลง”

จากที่ไล่เรียงมาทั้งหมด เรื่องราวของเดวิดอาจฟังดูไกลตัวเราไปสักหน่อย แต่ถ้าโยงเข้ามาใกล้ผู้อ่านอีกสักนิด อันที่จริง เดวิดก็เคยมาข้องแวะกับประเทศไทยอยู่หลายครั้งหลายคราด้วยกัน

ในปี 1998 เดวิดและทีมงานเดินทางมาถ่ายทำสารคดี The Life of Birds หรือ อัศจรรย์โลกสัตว์ปีก สารคดีชิ้นนี้เดวิดเดินทางไป 42 ประเทศทั่วโลก เพื่อศึกษาพฤติกรรมนกมากกว่า 300 สายพันธุ์ ตั้งแต่การบิน การหาอาหาร การสื่อสาร ไปจนถึงพิธีกรรมการเกี้ยวพาราสี

Getty Images ประเทศไทยเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญ เนื่องจากมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยเฉพาะในเขตป่าดิบชื้นที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกหลากหลายสายพันธุ์ที่มีพฤติกรรมเฉพาะตัว เดวิดกล่าวถึงประเทศไทยในตอนที่นำเสนอเรื่องราวของ นกแอ่นกินรัง (Cave Swiftlets) ที่อาศัยอยู่ตามถ้ำหินปูน น่าเสียดายที่ไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าเดวิดไปถ่ายทำในสถานที่ใดและจังหวัดอะไร

แต่ที่ระบุสถานที่และจังหวัดได้ชัดๆ คือ ช่วงต้นปี 2000 เดวิดได้เดินทางมาที่อุทยานแห่งชาติเขาสก จ.สุราษฎร์ธานี  เพื่อถ่ายทำสารคดีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชุด The Life of Mammals ทริปดังกล่าวเป็นการเข้ามาบันทึกภาพธรรมชาติและศึกษาแนวทางการดูแลช้างป่า/ช้างเลี้ยงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผืนป่าสุราษฎร์ธานีถือเป็นหนึ่งในจุดที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาค

เดวิด แอตเทนเบอเรอห์ : วัย 100 ที่ยังเชื่อมั่นในมนุษย์และไม่สิ้นไร้ความหวังกับโลกใบนี้

จากเด็กที่เก็บหินและซากฟอสซิลเล่นอยู่ละแวกบ้าน สู่การเป็นนักทำสารคดีธรรมชาติและสัตว์โลกระดับตำนาน ที่เปลี่ยนใจผู้คนทั่วโลกให้ตระหนักถึงบ้านหลังเดียวของพวกเรา

สิ่งที่น่าชื่นชมมากของเดวิดคือ เขาใช้เสียงที่ตัวเองมีส่งเสียงออกไปยังผู้นำที่มีอำนาจกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม และยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าคนรุ่นเขาได้ขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติไปมากเสียจนคนรุ่นหลังกำลังพบเจอกับหายนะ ขณะเดียวกัน เดวิดก็ไม่ลืมที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ และสนับสนุนทุกครั้งที่มีโอกาส

ผู้เขียนอยากทิ้งท้ายบทความนี้ด้วยบทสัมภาษณ์ระหว่าง ‘เดวิด แอตเทนเบอเรอห์’ กับ ‘แอนเดอร์สัน คูเปอร์’ (Anderson Cooper) ในรายการ 60 Minutes เมื่อปี 2020 ซึ่งเป็นการถามตอบสั้น ๆ ทว่าสะท้อนตัวตนและวิธีมองโลกของเดวิดได้เป็นอย่างดี
เดวิด แอตเทนเบอเรอห์ : วัย 100 ที่ยังเชื่อมั่นในมนุษย์และไม่สิ้นไร้ความหวังกับโลกใบนี้ ช่วงนี้มีเรื่องอะไรที่ทำให้รู้สึกใจชื้น หรือมีความหวังบ้างไหม

คนรุ่นใหม่

ในวัยนี้ คุณกลัวอะไรที่สุด

เป็นคนแก่ที่ทำอะไรเองไม่ได้ และเริ่มเลอะเลือน

คุณกลัวตายไหม

ไม่นะ ผมกลัวช่วงก่อนตายมากกว่า ถ้ามันผ่านไปอย่างรวดเร็วผมจะขอบคุณมากเลย

มีสิ่งไหนบ้างที่คุณอยากทำอีกครั้ง

เห็นปะการังครั้งแรก เฝ้าดูนกฮัมมิ่งเบิร์ด ขยับเข้าไปนั่งใกล้ ๆ กอริลลา และอุ้มลูกคนแรกครั้งแรก

หนังสือเล่มไหนที่มีอิทธิพลกับคุณมากที่สุด

The Origin of Species

เรื่องอะไรที่คุณคิดว่ามนุษย์ควรรู้ไว้

พวกเราเป็นส่วนหนึ่งของโลก เราต่างเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและทุกชีวิตบนโลกล้วนถักทอเชื่อมโยงถึงกัน

ในปีนี้ มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเองที่ทำให้คุณรู้สึกเซอร์ไพรส์ที่สุด

เรื่องที่ผมยังมีชีวิตอยู่

สุขสันต์วันเกิดอายุ 100 ปี เซอร์ เดวิด แอตเทนเบอเรอห์ ชายผู้ไม่สิ้นไร้ความหวัง

 

อ้างอิง

https://www.bbc.com/news/newsbeat-29738121

https://www.bbc.com/news/newsbeat-56802655

https://www.theguardian.com/music/2019/jun/30/david-attenborough-praises-glastonbury-for-going-plastic-free

https://www.bbc.com/reel/video/p0njwvlc/watch

https://edition.cnn.com/2026/05/08/uk/david-attenborough-100-key-moments-intl-scli