Owner of a Lonely Heart ซิงเกิลต่อชีวิต และดาบสองคมที่แบ่งวง Yes ออกเป็นสองขั้ว  

Owner of a Lonely Heart ซิงเกิลต่อชีวิต และดาบสองคมที่แบ่งวง Yes ออกเป็นสองขั้ว  

จากวงโปรเกรสซีฟร็อกที่ขึ้นชื่อเรื่องเพลงยาวซับซ้อน สู่เจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 อย่าง Owner of a Lonely Heart เรื่องราวของ Yes คือบทพิสูจน์ว่าการเปลี่ยนแปลงอาจช่วยให้วงรอดพ้นจากความล้มหายตายจาก แต่ในเวลาเดียวกันก็อาจสร้างรอยร้าวที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

KEY

POINTS

หากพูดถึงวงดนตรีโปรเกรสซีฟร็อกแห่งยุค 70s ชื่อของ ‘Yes’ คือหนึ่งในยอดพีระมิดของวงการ พวกเขาสร้างชื่อจากมหากาพย์บทเพลงที่ประกอบสร้างขึ้นจากโครงสร้างดนตรียาวเหยียดอันซับซ้อนสลับจังหวะไปมา และเนื้อเพลงเชิงปรัชญาที่งดงามราวกับงานศิลปะ แต่ก็ต้องยอมรับในอีกมุมหนึ่งว่า เพลงของพวกเขาไม่ใช่เพลงแนวฟังง่ายติดหู ฉะนั้น หากมีใครสักคนมาบอกว่า วงดนตรีที่เคยทำเพลงมหากาพย์ยาว 20 นาทีวงนี้ คือเจ้าของเพลงป๊อปร็อกความยาว 4 นาทีที่เคยครองอันดับ 1 บนชาร์ตยุค 80s ใครหลายคนอาจรู้สึกว่าไม่น่าเป็นไปได้ 

แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาปล่อยซิงเกิล ‘Owner of a Lonely Heart’ ออกมาในปี 1983 เพลงนี้ไม่ได้มีดีแค่ฮิตติดหูไปทั่วโลก แต่ยังช่วยชุบชีวิตวงที่ครั้งหนึ่งเคยถูกจำศีล ให้ฟื้นคืนกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง เบื้องหลังคือ พวกเขากล้าที่จะกระเทาะตัวตนเดิมไปสู่ตัวตนใหม่ แม้จะต้องยอมแลกมาด้วยการปะทะกันระหว่างตัวตน อุดมคติทางดนตรี กับตลาดในยุค MTV ครองเมือง ที่ก่อตัวเป็นความกดดัน และผลักให้วงถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้วมาแล้วครั้งหนึ่ง

เมื่อวงโปรเกรสซีฟร็อกกลายเป็นวงร้าง

หากเพลงแนวโปรเกรสซีฟร็อกขึ้นชื่อเรื่องความซับซ้อน วงดนตรีที่ใช้ชื่อเรียบง่ายว่า Yes ก็มีประวัติศาสตร์ซับซ้อนไม่แพ้กัน นับตั้งแต่ก่อตั้งวงในปี 1967 สมาชิกของวงมีการสลับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าออกอยู่ตลอด ทั้งจากปัญหาส่วนตัวและความเห็นด้านความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ลงตัว จุดเปลี่ยนสำคัญของวงเกิดขึ้นครั้งแรกในอัลบั้ม ‘Fragile’ (1971) ที่มีเพลงฮิต ‘Roundabout’ และต่อยอดด้วยสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 5 ‘Close to the Edge’ (1972) ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีซของวง ทำให้ไลน์อัปยุคนั้นที่ประกอบไปด้วย จอน แอนเดอร์สัน (Jon Anderson - ร้องนำ), คริส สไควร์ (Chris Squire - เบส), สตีฟ ฮาว (Steve Howe - กีตาร์), ริก เวคแมน (Rick Wakeman - คีย์บอร์ด) และบิล บรูฟอร์ด (Bill Bruford - กลอง) ถูกยกให้เป็นคลาสสิกไลน์อัปของ Yes

แต่ด้วยกระบวนการทำงานที่อาศัยทักษะทางดนตรีชั้นสูง ความกดดันที่เกิดจากการคิด ซ้อม และบันทึกเสียงเพื่อให้ได้งานที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด ทำให้สมาชิกทยอยลาออกหรือถูกแทนที่อยู่เสมอ ตั้งแต่มือคีย์บอร์ดยุคก่อตั้ง ‘โทนี เคย์’ (Tony Kaye), เวคแมน มือคีย์บอร์ดที่ลาออกไปทำอัลบั้มเดี่ยว และบรูฟอร์ดที่ลาออกหลังจากบันทึกเสียงกลองอัลบั้ม Close to the Edge เสร็จสิ้น ก่อนจะได้ ‘อลัน ไวต์’ (Alan White) มาแทนที่ เวคแมนกลับมาอีกครั้งใน ‘Going for the One’ (1977) และ ‘Tormato’ (1978) ในช่วงที่โปรเกรสซีฟร็อกเริ่มถูกกระแสพังก์ร็อกเข้ามาบดบัง แต่ท้ายที่สุด ด้วยปัญหาความแตกต่างด้านความคิด ส่งผลให้แอนเดอร์สันและเวคแมนลาออก อัลบั้ม Tormato จึงกลายเป็นจุดสิ้นสุดของยุคคลาสสิกไลน์อัป

เข้าสู่ทศวรรษ 1980 โปรเกรสซีฟร็อกเริ่มเข้าสู่ช่วงอัสดง ถูกมองว่าเยิ่นเย้อ ล้าสมัย เนื้อหาเข้าถึงยาก ในขณะที่แนวเพลงใหม่ที่กระชับ เร้าใจ เข้าถึงง่ายกว่าอย่างพังก์ร็อก, นิวเวฟ (New Wave), ซินธ์ป็อป (Synth-pop) และแนวเต้นรำเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น วงโปรเกรสซีฟร็อกจึงต้องปรับตัวขนานใหญ่ ทั้งการปรับโครงสร้างเพลงให้สั้นลง ปรับเนื้อหาจากแนวปรัชญา หันมาเล่าเรื่องความรักหรือแนวคิดที่ฟังง่าย มีความเป็น Radio Friendly หรือ ‘เป็นมิตรกับวิทยุ’ มากขึ้นกว่าเดิม

ทางด้านของวง Yes สมาชิกที่ยังเหลืออยู่ ฮาว, สไควร์ และไวต์ ตัดสินใจทำงานต่อไป โดยดึงเอา ‘เทรเวอร์ ฮอร์น’ (Trevor Horn) และ ‘เจฟฟ์ ดาวน์ส’ (Geoff Downes) จากวงนิวเวฟ The Buggles เจ้าของซิงเกิลฮิต ‘Video Killed the Radio Star’ มาร่วมงานในอัลบั้ม ‘Drama’ (1980) แต่หลังจบทัวร์ ฮอร์นตัดสินใจถอนตัว สมาชิกต่างแยกย้ายไปทำโปรเจกต์อื่น และเมื่อเหลือเพียงดาวน์สกับฮาว ทั้งคู่ก็ตัดสินใจไม่ไปต่อ ทำให้ในปี 1981 วง Yes จึงอยู่ในสถานะ ‘ร้าง’ ดาวน์สและฮาวแยกไปก่อตั้งวงซูเปอร์กรุ๊ป ‘Asia’ ที่ประสบความสำเร็จพอสมควร ส่วนสไควร์และไวต์หันไปจับมือกับ ‘จิมมี เพจ’ (Jimmy Page) อดีตมือกีตาร์ Led Zeppelin ก่อตั้งซูเปอร์กรุ๊ปอีกวงชื่อ ‘XYZ’ (eX-Yes-Zeppelin) แต่โชคร้ายกว่า เพราะโปรเจกต์ถูกล้มเลิกไปก่อนจะได้มีอัลบั้ม

‘90125’  

หลังจากที่วงไร้สมาชิก ในที่สุด สไควร์และไวต์ก็กลับมาปัดฝุ่นบ้านเก่าหลังนี้อีกครั้ง โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อ ‘ฟิล คาร์สัน’ (Phil Carson) ผู้บริหารค่ายเพลง Atlantic Records ได้แนะนำให้พวกเขารู้จักกับ ‘เทรเวอร์ เรบิน’ (Trevor Rabin) นักดนตรีและโปรดิวเซอร์ชาวแอฟริกาใต้ อดีตสมาชิกวง Rabbitt ก่อนหน้านี้เรบินตระเวนส่งเดโมอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 4 ไปหลายค่าย แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ผู้บริหารของค่าย Arista Records ที่เขาเคยส่งเดโมไป ส่งจดหมายตอบกลับมาว่าเพลงของเขาดู “แปลกแหวกแนว” และ “ไม่น่าจะฮิต” โดยที่ไม่รู้เลยว่าเพลงที่เรบินแต่งเล่น ๆ ในห้องน้ำ จะกลายมาเป็นเพลงระดับปรากฏการณ์ เรบินเคยเล่าถึงเบื้องหลังการแต่งริฟฟ์กีตาร์สุดฮิตของเพลง Owner of a Lonely Heart ว่า

“ตอนนั้นผมนั่งอยู่ในห้องน้ำพร้อมกีตาร์โปร่งครับ แล้วผมก็เริ่มเล่นริฟฟ์นี้ขึ้นมา ตอนแรกผมคิดว่ามันอาจจะเป็นแค่โน้ตมั่ว ๆ ที่ไม่ได้มีความหมายอะไร หรือมันอาจจะกลายเป็นอะไรที่เจ๋งมาก ๆ ก็ได้ จนถึงวันรุ่งขึ้น ริฟฟ์นั้นมันยังวนอยู่ในหัวผม ผมเลยคิดว่า ถ้ามันไม่ยอมหายไปไหน แสดงว่ามันน่าจะมีอะไรดีแน่ ๆ ...มันเกิดมาจากความรู้สึกตอนเวลาถูกแฟนทิ้ง แล้วก็นั่งขับรถไปเรื่อย ๆ พร้อมกับความว่างเปล่าในใจ แล้วคำว่า ‘Owner of a Lonely Heart’ มันก็ฟังดูดีกว่าคำว่า ‘อกหัก’ ด้วยน่ะนะครับ”

 

คาร์สันประทับใจและมองเห็นศักยภาพของเดโมชุดนี้ เขาจึงชักชวนเรบินให้มาร่วมทีมกับสไควร์และไวต์ วงเริ่มต้นบันทึกเสียงในเดือนมกราคม ปี 1982 โดยหยิบเอาเดโมของเรบินทั้งเพลง ‘Hold On’, ‘Changes’ รวมทั้ง ‘Owner of a Lonely Heart’ มาต่อยอด แต่ด้วยแนวเพลงที่เน้นความป๊อป รวดเร็ว กระฉับกระเฉง และเข้าถึงง่ายกว่าสไตล์โปรเกรสซีฟร็อก พวกเขาจึงตั้งใจตัดขาดจากภาพจำของวง Yes โดยตั้งชื่อวงดนตรีขึ้นมาใหม่ในนามคณะ ‘Cinema’

เพื่อให้ภาพรวมออกมาสมบูรณ์ พวกเขาชักชวนเคย์ มือคีย์บอร์ดดั้งเดิมของวง Yes และฮอร์น นักร้องนำจากยุคอัลบั้ม Drama ให้กลับมาร่วมงานด้วย เดิมทีฮอร์นถูกวางตัวให้เป็นนักร้องนำ แต่ท้ายที่สุดเขากลับเหมาะกับบทบาทโปรดิวเซอร์มากกว่า โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เขาเริ่มสนใจเทคโนโลยีการบันทึกเสียงยุคใหม่อย่างจริงจัง และก็เป็นฮอร์นนี่เองที่มองเห็นศักยภาพของเพลง Owner of a Lonely Heart ว่ามีโอกาสที่จะเป็นเพลงฮิตอันดับ 1 แม้ในตอนแรกเรบินจะไม่ค่อยอยากทำเพลงนี้นัก เพราะรู้สึกว่าเพลงมีความป๊อปร็อกมากจนเกินไป จึงตั้งใจจะเก็บไว้ใช้กับอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองมากกว่า  

แม้เพลงนี้จะถูกนำมาทำเป็นเพลงแรก ๆ แต่กระบวนการบันทึกเสียงกลับเต็มไปด้วยความล่าช้า เพราะหลังจากฟังเดโม ฮอร์นตัดสินใจรื้อโครงสร้างเพลงนี้แบบขนานใหญ่ เขาค่อย ๆ เพิ่มลูกเล่นทางดนตรีด้วยการนำเอาซินธิไซเซอร์และดิจิทัลแซมเพลอร์ล้ำสมัยราคาแพงลิบลิ่วทั้ง Fairlight CMI และ Synclavier มาใช้อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะท่อน Orchestra hit หรือเสียงกระแทกในเพลง Owner of a Lonely Heart ที่ดัดแปลงมาจากเสียงเครื่องเป่าในเพลง ‘Kool Is Back’ ของวง Funk, Inc. ซึ่งตอนแรกสมาชิกของวงถึงกับหัวเราะร่วนเมื่อได้ยิน เพราะมันแตกต่างจากแนวทางของวงอย่างสิ้นเชิง รวมทั้งการใช้ Drum machine ควบคู่ไปกับการตีกลองสด ทำให้ไวต์ที่ปกติมักคุ้นกับการตีกลองแบบเป็นธรรมชาติถึงกับปวดหัว เพราะต้องตีให้ตรงตามจังหวะแบบเป๊ะ ๆ แต่สุดท้ายเขาก็ยอมช่วยตั้งโปรแกรมดรัมแมชชีนและปรับจูนกลองให้ได้เสียงที่หนักแน่นขึ้น กระบวนการอันซับซ้อนทำให้เพลงนี้ใช้เวลาในการบันทึกเสียงลากยาวไปจนถึงช่วงท้ายของโปรเจกต์ 

เพื่อให้วงเติมเต็มยิ่งกว่าเดิม พวกเขาได้ชวนเคย์ มือคีย์บอร์ดดั้งเดิมของวง Yes และดึงตัวแอนเดอร์สันกลับมาร้องนำอีกครั้ง สไควร์เป็นคนชักชวนและเปิดเพลงเดโมของวง Cinema ให้เขาลองฟัง “ตอนนั้นคริส (สไควร์) โทรมาหาผม ผมไม่ได้คุยกับเขามา 3 ปีแล้ว เขาเปิดเพลงบางอย่างให้ผมฟังในรถ แล้วผมก็ชอบมันมาก เหมือนประตูบานใหม่ถูกเปิดออก มันสดใหม่มาก... ผมคิดทันทีเลยว่าเพลงนี้ต้องฮิตแน่นอน ผมถามไปว่า ‘อยากให้ฉันร้องด้วยใช่ไหม ?’ คริสตอบว่าใช่ ผมเลยบอกว่า ‘แต่ถ้าฉันร้องมันจะกลายเป็นวง Yes ไปนะ’ แล้วคริสก็ตอบว่า ‘ใช่เลย นี่แหละที่พวกเราต้องการ’”

แอนเดอร์สันเข้ามาร่วมงานในช่วงโค้งสุดท้ายของอัลบั้ม โดยรับหน้าที่ร้องนำ ร้องคอรัส และช่วยปรับแก้เนื้อร้อง โดยเฉพาะท่อน “Move yourself, you always live your life never thinking of the future...” ที่เข้าคู่กับท่อน “Prove yourself...” ของเรบินได้อย่างลงตัว ทั้งคู่ช่วยเติมเต็มเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงทางเลือกในความรักและความสัมพันธ์ ระหว่างการปิดกั้นตัวเองเพื่อเป็น ‘เจ้าของหัวใจที่โดดเดี่ยว’ อันปลอดภัยแต่ว่างเปล่า หรือยอมเสี่ยงเปิดใจจนกลายเป็น ‘เจ้าของหัวใจที่แตกสลาย’ แม้จะต้องเผชิญความไม่แน่นอนและความเจ็บปวดก็ตาม

ภาพลักษณ์ของ Yes ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน เดิมทีภาพจำของวงคงหนีไม่พ้นภาพปกทิวทัศน์แนวแฟนตาซีจากฝีมือการรังสรรค์ของ ‘โรเจอร์ ดีน' (Roger Dean) ศิลปินผู้วาดภาพปกและออกแบบโลโก้วงมาตั้งแต่ยุคแรก แต่เมื่อแนวดนตรีเปลี่ยนไป เรบินจึงต้องการลบภาพจำเดิมของวง โดยมอบหมายให้ศิลปิน ‘แกร์รี มูแอต’ (Garry Mouat) ออกแบบกราฟิกปกด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ Apple IIe ปกอัลบั้ม 90125 จึงมีเพียงโลโก้วง ชื่อวงและอัลบั้มวางบนพื้นหลังสีเทาเรียบ ๆ ส่วนชื่ออัลบั้มที่แฟนเพลงบางคนคิดว่าเป็นรหัสลับเชิงปรัชญา แท้จริงแล้วมาจากหมายเลขแคตตาล็อกแผ่นเสียงในสารบบของค่าย Atco Records เดิมทีอัลบั้มเคยใช้ชื่อชั่วคราวว่า ‘The New Yes Album’ ก่อนจะเปลี่ยนไปใช้ชื่อ ‘90124’ ซึ่งเป็นหมายเลขแคตตาล็อกที่ค่ายเพลงกำหนดไว้ให้ในตอนแรก แต่เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนกับอัลบั้มอื่น พวกเขาจึง ‘ข้าม’ ไปใช้รหัส 90125 ที่ยังว่างอยู่แทน  

อีกสิ่งสำคัญที่ทำให้เพลงฮิตไปทั่วโลกคือมิวสิกวิดีโอที่ฉายทาง MTV กำกับโดย ‘สตอร์ม ธอร์เกอร์สัน’ (Storm Thorgerson) กราฟิกดีไซน์เนอร์เจ้าของสำนักกราฟิกชื่อดัง Hipgnosis แหวกแนวด้วยลูกเล่นการเปิดท่อน Intro ซ้ำสองรอบ และเรื่องราวเหนือจริงของชายวัยทำงานที่ถูกลักพาตัว และสมาชิกวงที่แปลงร่างกลายเป็นสัตว์ แม้เนื้อหาจะลึกชวนตีความตามสไตล์วง แต่มันก็ช่วยเปิดประตูให้แฟนเพลงรุ่นใหม่และหน้าใหม่รู้จักกับวงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เมื่อแอนเดอร์สันกลับมา วง Cinema จึงมีอดีตสมาชิกจาก Yes ถึง 4 คน ทำให้คาร์สันเสนอให้นำชื่อ Yes กลับมาใช้ด้วยเหตุผลการตลาด เพราะวงที่มีชื่ออยู่แล้วย่อมขายได้ง่ายกว่าวงหน้าใหม่ แม้เรบินจะไม่เห็นด้วย เพราะไม่ต้องการถูกเปรียบเทียบกับไลน์อัปในอดีต แต่เมื่อค่ายนำชื่อ Cinema ไปโปรโมต กลับพบปัญหาว่ามีวงอื่นใช้ไปก่อนแล้ว พวกเขาจึงยินยอมกลับมาใช้ชื่อ Yes อีกครั้ง ส่วนชื่อ Cinema ถูกนำไปใช้กับเพลงบรรเลงในอัลบั้มเดียวกันแทน

สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 11 วางแผงในวันที่ 7 พฤศจิกายน 1983 ด้วยอานิสงส์ของซิงเกิล Owner of a Lonely Heart ประกอบกับภาพลักษณ์ของวงและดนตรีที่แปลกใหม่ทันสมัย จนทำยอดขายเฉพาะในสหรัฐฯ ได้กว่า 3 ล้านก็อปปี้ แอนเดอร์สันเล่าถึงปรากฏการณ์ในเวลานั้นว่า “ทั้งค่ายเพลงและคริสรู้ดีครับว่า ถ้าเราออกในนามวง Yes แฟนเพลงหน้าเดิมคงสงสัยว่า ‘นี่มันอะไรวะ ?’ แต่สุดท้ายมันกลับเป็นผลดี เพราะหลายคนก็ออกไปซื้ออัลบั้ม แล้วเราก็ได้แฟนหน้าใหม่ที่รักเพลง Owner of a Lonely Heart เยอะมาก มันเปลี่ยนภาพจำของวง Yes ไปเลยครับ”

ซิงเกิล Owner of a Lonely Heart กลายเป็นเพลงเดียวของวงที่ขึ้นอันดับ 1 บน Billboard Hot 100 ในปี 1984 อยู่นาน 2 สัปดาห์ และด้วยแรงส่งจาก MTV เพลงนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุค 80s แม้จะถูกแฟนโปรเกรสซีฟร็อกดั้งเดิมวิจารณ์ว่าวงหักหลังแฟนเพลงด้วยการ ‘ขายวิญญาณ’ ไปทำดนตรีป๊อปก็ตาม ดังที่เรบินเล่าว่า “ผมค่อนข้างมั่นใจว่าจะเป็นแบบนั้น แล้วมันก็เป็นจริง ต้องใช้เวลาพอสมควร ขนาดตอนแสดงสดก็ยังมีคนด่าผมอยู่เลย มันเป็นแบบนี้อยู่ประมาณเดือนหนึ่ง พวกเขาวิจารณ์แม้แต่เสื้อผ้าของผม คือผมชอบใส่แจ็กเก็ตหนัง ดูมีความเป็นเมทัล ทั้งที่จริง ๆ ผมไม่ใช่นักดนตรีเมทัลสักหน่อย ที่น่าหงุดหงิดคือตอนที่แฟนเพลงบางคนพูดว่า ‘ไอ้หมอนี่มันก็แค่ศิลปินป๊อปแหละวะ’”

เมื่อความฮิตกลายเป็นดาบสองคม 

หลังปรากฏการณ์ความสำเร็จ พวกเขาเดินหน้าทำงานต่อในสตูดิโออัลบั้มที่ 12 ‘Big Generator’ (1987) แต่ความสำเร็จจากอัลบั้มที่แล้วก็กลายเป็นดาบสองคม เมื่อค่ายเพลงคาดหวังให้วงสร้างเพลงฮิตอันดับ 1 ให้ได้อีกครั้ง จากชุดที่แล้วที่ค่ายยอมลงทุนมหาศาลถึง 300,000 ปอนด์ และให้อิสระในการทำงานอย่างเต็มที่ ชุดนี้กลับตรงกันข้าม ฝ่ายบริหารเริ่มกดดันและพยายามแทรกแซงทิศทางการทำงานของวงอย่างหนัก การบันทึกเสียงย้ายไปยังสตูดิโอหลายแห่งทั้งในลอสแองเจลิส อังกฤษ และอิตาลีจนทำให้การทำงานล่าช้ากว่ากำหนด แรงกดดันต่าง ๆ นานาทำให้ฮอร์นตัดสินใจถอนตัวจากตำแหน่งโปรดิวเซอร์ ก่อนที่เรบินจะกระโดดเข้ามารับช่วงต่อจนเสร็จสมบูรณ์

Big Generator กลายเป็นอัลบั้มที่มีความเป็น ‘ป็อปร็อก’ มากที่สุดของวง แม้ซิงเกิล ‘Love Will Find a Way’ และ ‘Rhythm of Love’ จะได้รับความนิยม และอัลบั้มทำยอดขายในสหรัฐฯ แตะระดับ 1 ล้านก็อปปี้ แต่ก็ไม่อาจเทียบเท่าความสำเร็จที่ Owner of a Lonely Heart ทำได้ ในขณะที่นักวิจารณ์มองว่าอัลบั้มนี้ ‘ตั้งใจขาย’ มากเกินไป ความตึงเครียดยังทำให้แอนเดอร์สันรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบทบาทในวงมากนัก ดังที่เขากล่าวว่า “พอถึงตอนที่เรากำลังทำอัลบั้ม Big Generator กัน ตอนนั้นผมนี่พร้อมจะออกจากวงแล้วครับ เพราะว่าไม่มีใครมีความสุขเลย เราต้องพยายามดิ้นรนเพื่อจะทำให้เพลงมันฮิตให้ได้ แล้วค่ายเพลงรวมถึงผู้บริหารก็เอาแต่พูดถึงเรื่องนี้ พวกเขาจะมาเปิดแผ่นเพลงให้ฟังแล้วพูดว่า ‘แบบนี้นี่แหละเพลงฮิต ทำให้มันได้ออกมาแบบนี้บ้างสิ’”

จนกระทั่งปี 1988 แอนเดอร์สันจึงออกจากวงอีกครั้งเพื่อไปก่อตั้งวง ‘Anderson Bruford Wakeman Howe’ หรือ ‘ABWH’ ร่วมกับบรูฟอร์ด เวกแมน และฮาว อดีตสมาชิก Yes ยุคดั้งเดิม ส่งผลให้สมาชิกของ Yes แบ่งออกเป็นสองขั้ว ฝั่งของเรบิน ไลน์อัปปัจจุบันถูกแฟนเพลงเรียกว่า ‘Yes-West’ อันมีที่มาจากการที่พวกเขาทำงานกันในลอสแองเจลิสเป็นหลัก ส่วน ABWH รวมตัวกันในสหราชอาณาจักร และยังคงยึดแนวดนตรีโปรเกรสซีฟร็อกแบบดั้งเดิม จนถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า ‘Yes-East’ กลายเป็นยุค ‘สองนครา’ ของวง Yes ที่ถูกแฟนเพลงและนักวิจารณ์มักยกมาเปรียบเทียบกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

ตลอดกว่า 43 ปีที่ผ่านมา ซิงเกิล Owner of a Lonely Heart กลายเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงของวง Yes เพื่อความอยู่รอดของวง จากวงโปรเกรสซีฟร็อกระดับตำนาน สู่การผสมผสานซาวนด์ดนตรีทันสมัยที่เข้าถึงคนฟังในวงกว้าง แม้ต้องแลกมาด้วยการการเปลี่ยนแปลงสมาชิก ความขัดแย้ง และการสูญเสียตัวตนบางส่วนไป แต่เพลงนี้ก็ส่งให้ชื่อของ Yes กลายเป็นวงร็อกระดับโลกอย่างแท้จริง ขณะที่ตัวเพลงเองยังคงถูกเปิดซ้ำ ถูกนำไปใช้ในสื่อบันเทิงหลากหลายแขนง และกลายเป็นหนึ่งในเพลงประจำบรรยากาศยุค 80s ของชาวจิ๊กโก๋ยามบ่ายมาจนถึงทุกวันนี้

 

เรื่อง: ประภาส อยู่เย็น

ภาพ: www.yesworld.com

 

อ้างอิง:

Wikipedia contributors. "90125." Wikipedia, The Free Encyclopedia, Wikimedia Foundation, https://en.wikipedia.org/wiki/90125. Accessed 22 June 2026.

Wikipedia contributors. "Owner of a Lonely Heart." Wikipedia, The Free Encyclopedia, Wikimedia Foundation, https://en.wikipedia.org/wiki/Owner_of_a_Lonely_Heart. Accessed 22 June 2026.

Greene, Andy. "Flashback: Yes Enter the 1980s With 'Owner of a Lonely Heart'." Rolling Stone, 14 Nov. 2018, https://www.rollingstone.com/music/music-news/flashback-yes-enter-the-1980s-with-owner-of-a-lonely-heart-118837/. Accessed 22 June 2026.

Alper, Eric. "5 Surprising Facts About Yes' 90125." That Eric Alper, 8 Jan. 2025, https://www.thatericalper.com/2025/01/08/5-surprising-facts-about-yes-90125/. Accessed 22 June 2026.

"90125." Culture Wiki, Fandom, https://culture.fandom.com/wiki/90125. Accessed 22 June 2026.

Rosen, Steven. "Yes: How I Wrote 'Owner of a Lonely Heart'." Guitar Player, https://www.guitarplayer.com/players/yes-how-i-wrote-owner-of-a-lonely-heart. Accessed 22 June 2026.

Moran, Tyler Golsen. "The 1983 Hit Song That Killed Prog Icons Yes." Far Out Magazine, https://faroutmagazine.co.uk/1983-hit-song-that-killed-prog-icons-yes/. Accessed 22 June 2026.

"Yes: 90125 – The Album That Reinvented a Progressive Rock Giant." Louder, https://www.loudersound.com/features/yes-90125. Accessed 22 June 2026.

"90125." Yesworld Official Website, https://www.yesworld.com/discography/90125-2/. Accessed 22 June 2026.

"90125." Forgotten Yesterdays, https://www.forgotten-yesterdays.com/discography.asp?qbandid=1&qcategoryid=2&qtypeid=6&qrtypeid=1&ftype=1&qreleaseid=19. Accessed 22 June 2026.