24 ก.ค. 2569 | 10:33 น.

KEY
POINTS
“ฉันไม่สามารถใช้ชีวิตโดยพยายามปกป้องตัวเองอยู่ตลอดเวลาได้หรอก”
นี่คือคำประกาศกร้าวที่สะท้อนตัวตนของ ‘อูมา เธอร์แมน’ (Uma Thurman) หญิงสาวผู้นำพาชุดแทร็กสูทสีเหลืองและดาบซามูไรไปประทับในความทรงจำของคนทั้งโลก ทว่าเบื้องหลังภาพจำอันแข็งแกร่งและนองเลือดในฐานะดาราแอ็กชันผู้ทรงพลัง อูมาในชีวิตจริงคือผู้หญิงที่ผ่านการล้มลุกคลุกคลานและฟื้นคืนชีพจากบาดแผลครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับเรื่องราวของเธอเองก็เป็นมหากาพย์การล้างแค้นและการทวงคืนตัวตนที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าตัวละคร ‘เจ้าสาว’ ที่เธอเคยสวมบทบาทเลยสักนิด
ตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์ของอูมา ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่แรกเกิดผ่านครอบครัวที่ไม่เหมือนใคร พ่อของเธอคือ ‘โรเบิร์ต เธอร์แมน’ (Robert Thurman) ศาสตราจารย์และนักวิชาการพุทธศาสนาทิเบตคนสำคัญของโลกตะวันตก และยังเป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุนิกายทิเบตโดยตรงโดย ‘องค์ดาไลลามะ’
ขณะที่แม่ของเธอคือ ‘เนนา ฟอน ชเลบรุกเกอ’ (Nena von Schlebrügge) อดีตนางแบบแฟชั่นชั้นสูงชาวเยอรมัน-สวีเดนผู้สง่างาม ซึ่งผันตัวมาเป็นนักจิตบำบัดในภายหลัง
โดยชื่อ ‘อูมา’ ของเธอนั้น ตั้งตามพระนามของ ‘พระแม่อุมา’ ในศาสนาฮินดู อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับคำภาษาทิเบตว่า ‘Dbuma Chenpo’ (อูมา เชนโป) ที่หมายถึง ‘หนทางสายกลางอันยิ่งใหญ่’ ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลทางปัญญาและจิตวิญญาณของครอบครัวได้อย่างลึกซึ้ง
อูมาจึงเติบโตขึ้นมาท่ามกลางทางแยกของสามโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ โลกแห่งจิตวิญญาณ โลกแฟชั่นระดับสูง และโลกวิชาการอันเข้มข้น การที่องค์ดาไลลามะเป็นสหายสนิทของครอบครัวที่มักจะมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน และครอบครัวของเธอได้ใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในเมืองอัลโมรา ประเทศอินเดีย ส่งผลให้วิธีคิดและจิตวิญญาณของอูมาได้รับการหล่อหลอมด้วยปรัชญาตะวันออกที่ลึกซึ้ง แข็งแกร่ง แต่ก็สงบเยือกเย็นมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย
แม้ในปัจจุบันเธอจะกลายเป็นไอคอนแห่งความงามและแฟชั่นที่หลายคนยอมรับ แต่ในวัยเด็กนั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ด้วยส่วนสูงที่เกือบ 180 เซนติเมตรตั้งแต่อายุยังน้อย มีความเก้งก้าง โครงหน้ากระดูกแหลมคม และเท้าขนาดใหญ่ถึงไซส์ 11 อูมามักถูกเพื่อน ๆ รุมล้อเลียนว่าเป็น ‘ตัวประหลาด’ จนเคยถูกแม่ของเพื่อนแนะนำให้ทำศัลยกรรมจมูกตอนอายุเพียง 10 ขวบ
ความไม่มั่นใจในร่างกายนี้เคยสร้างความเจ็บปวดจนทำให้เธอเผชิญกับภาวะไม่พึงพอใจในรูปร่างตัวเอง (Body Dysmorphic Disorder) อยู่นานหลายปี แต่มันก็สอนให้เธอเข้าใจความเจ็บปวดและความไม่มั่นใจของผู้หญิงอีกมากมาย และผลักดันให้เธอเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามผ่านคำพูดเหล่านั้นด้วยทัศนคติที่ว่าอวัยวะและร่างกายของเธอไม่ได้ผิดแปลกอะไรเลย
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลกเกิดขึ้นเมื่ออูมารับบท ‘มีอา วอลเลซ’ (Mia Wallace) ในภาพยนตร์ ‘Pulp Fiction’ ปี 1994 ของผู้กำกับ ‘เควนติน แทแรนติโน’ (Quentin Tarantino) ตัวละครมีอาไม่ได้เป็นเพียง ‘แฟนสาวของมาเฟีย’ หรือเหยื่อสาวที่รอคอยการช่วยเหลือ แต่เธอคือไอคอนของความลึกลับ ฉลาด มีเสน่ห์แบบอันตราย และกุมอำนาจในทุกฉากที่ปรากฏตัว
ฉากเต้นทวิสต์เท้าเปล่าคู่กับ ‘จอห์น ทราโวลตา’ (John Travolta) ได้กลายเป็นหนึ่งในภาพจำอันเป็นอมตะที่สุดของโลกภาพยนตร์ อูมาไม่ได้เพียงแค่แจ้งเกิดจนได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่เธอได้ทลายกรอบเดิม ๆ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตัวละครหญิงในภาพยนตร์แนวอาชญากรรมไปตลอดกาล
ความสัมพันธ์ระหว่างอูมาและเควนตินไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของ ‘ผู้กำกับ’ และ ‘มิวส์’ แต่คือมิตรภาพและการร่วมมือสร้างสรรค์อย่างแท้จริง ทั้งสองได้ช่วยกันคิดค้นตัวละคร ‘เจ้าสาว’ (The Bride) ขึ้นมาตั้งแต่อยู่ในกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องนั้น จนตัวละครนี้ได้รับเครดิตท้ายเรื่องว่าสร้างสรรค์โดย ‘Q & U’ เควนตินมีความเชื่อมั่นในตัวอูมามากถึงขนาดปฏิเสธที่จะหาใครมาแทน และยอมเลื่อนการเปิดกล้อง ‘Kill Bill’ ออกไปเป็นปีเพื่อรอให้อูมาคลอดลูกและพักฟื้นร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้งดงามราบรื่น เควนตินเป็นผู้กำกับที่บ้าคลั่งในความสมจริงอย่างรุนแรง ซึ่งในภายหลังมีการเปิดเผยว่า ในฉากโคลสอัพที่ต้องมีบททำร้ายร่างกาย เควนตินเป็นผู้ลงมือดึงโซ่เหล็กที่พันรอบคอของอูมาด้วยมือตัวเองจริง ๆ เพื่อให้ใบหน้าของเธอเปลี่ยนสีและมีน้ำตาไหลออกมาอย่างสมจริงตามคำแนะนำของอูมาเอง รวมถึงเขายังเลือกที่จะเป็นคนถ่มน้ำลายใส่หน้าเธอด้วยตัวเองในฉากที่ตัวละครอื่นต้องทำ เพื่อให้ทิศทางน้ำลายแม่นยำเข้ากล้องและไม่ต้องถ่ายซ้ำหลายรอบ แม้อูมาจะยินยอมทำเพื่อศิลปะ แต่มันก็นำไปสู่เหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงานของเธอ
ในช่วงท้ายของการถ่ายทำ Kill Bill: Volume 2 ในประเทศเม็กซิโก อูมาแสดงความกังวลว่ารถเปิดประทุนคันที่เธอต้องขับไม่มีความปลอดภัยและขอใช้สตันท์แมนขับแทน ทว่าเควนตินกลับคะยั้นคะยอและกดดันให้เธอขับเองโดยยืนยันว่าเส้นทางปลอดภัย ผลคือรถเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ อูมาได้รับบาดเจ็บสาหัสเรื้อรังที่คอ เข่า และมีอาการสมองกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
อุบัติเหตุครั้งนั้นทำลายมิตรภาพและความเชื่อใจระหว่างทั้งคู่ไปนานกว่าทศวรรษ ซ้ำร้าย ค่ายหนังและกลุ่มโปรดิวเซอร์ยังพยายามปกปิดวิดีโอบันทึกภาพอุบัติเหตุเพื่อไม่ให้อูมาใช้ฟ้องร้อง เว้นแต่เธอจะยอมเซ็นสัญญาสละสิทธิ์การฟ้องร้อง จนกระทั่ง 15 ปีต่อมา เควนตินพยายามสืบค้นและส่งวิดีโอนี้ให้อูมาเพื่อนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ เควนตินยอมรับความผิดพลาดนี้ต่อสื่อว่า “มันคือหนึ่งในความเสียใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม” บาดแผลนี้กลายมาเป็นคำถามสำคัญในใจของเธอว่า “นักแสดงควรยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อศิลปะหรือไม่”
เมื่อกระแสการเปิดโปงผู้ทรงอิทธิพลของฮอลลีวูดอย่าง ‘ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน’ (Harvey Weinstein)ในขบวนการ #MeToo ปะทุขึ้น อูมาไม่ได้รีบร้อนออกมาให้สัมภาษณ์เหมือนดาราคนอื่น ๆ เธอเลือกที่จะนิ่งเงียบเพื่อจัดการความรู้สึกโกรธของตัวเองก่อนจะประกาศอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “เมื่อฉันพร้อม ฉันจะพูดในสิ่งที่ต้องพูด”
และเมื่อเธอพร้อมในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 อูมาก็ได้เปิดเผยว่าเธอเคยถูกไวน์สตีนคุกคามทางเพศในห้องพักโรงแรมในปารีส บทสัมภาษณ์ของเธอกลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่ทรงอิทธิพลที่สุด เพราะเธอไม่ได้พูดถึงแค่ความเจ็บปวดส่วนตัว แต่เธอชี้ให้เห็นโครงสร้างอำนาจที่เอื้อให้เกิดการปกปิดความจริงในฮอลลีวูด และประณามระบบสมรู้ร่วมคิดที่ช่วยปกป้องผู้กระทำผิด อูมาเลือกที่จะให้อภัยเควนตินสำหรับการตัดสินใจในอดีต แต่สำหรับไวน์สตีนและผู้อยู่เบื้องหลังการปกปิดข้อมูลนั้น เธอไม่มีวันประนีประนอม
ไม่ว่าชีวิตนักแสดงจะหวือหวาเพียงใด อูมากลับมองว่าบทบาทที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอไม่ใช่ดาราดัง แต่คือ ‘การเป็นแม่’ เธอมีลูกสาว ‘มายา ฮอว์ก’ (Maya Hawke) และลูกชาย ‘เลวอน โรแอน เธอร์แมน-ฮอว์ก’ (Levon Roan Thurman-Hawke) ร่วมกับอดีตสามี ‘อีธาน ฮอว์ก’ (Ethan Hawke) รวมถึงลูกสาวคนสุดท้องกับคู่หมั้นเก่าในเวลาต่อมา เธอเคยยอมปฏิเสธบทภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์และลดงานแสดงลงไปหลายช่วงเพื่อทุ่มเวลาดูแลลูก ๆ ของเธออย่างใกล้ชิด
ในวันที่มายาลูกสาวของเธอก้าวเข้ามาเป็นนักแสดงตามรอยเท้าของพ่อแม่ อูมากล่าวด้วยความรักว่าเธอรู้สึกทึ่งและชื่นชม ที่ได้เห็นลูกก้าวเดินบนเส้นทางสายนี้ สำหรับเธอ ความสำเร็จในอาชีพการงานไม่คุ้มค่าที่จะแลกเลยหากต้องสูญเสียเวลาและชีวิตครอบครัวไป
ตลอดชีวิต อูมาถูกจำกัดความด้วย ‘คำตีตรา’ มากมาย ทั้งผู้หญิงหน้าประหลาด, เซ็กส์ซิมโบ, มิวส์ของเควนติน, หรือแม้กระทั่งเหยื่ออันน่าเวทนาของไวน์สตีน แต่ในท้ายที่สุด เธอปฏิเสธคำตีตราเหล่านั้น และพยายามต่อสู้เพื่อกลับมาเป็น ‘อูมา เธอร์แมน’ มนุษย์และผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่มีสิทธิ์กำหนดชีวิตตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ
ทัศนคติของเธอสะท้อนผ่านประโยคที่เธอกล่าวไว้อย่างงดงามว่า “เมื่อพูดถึงชีวิตและความรัก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพยายามต่อไปเรื่อย ๆ เพราะไม่ว่าอย่างไร นาน ๆ ครั้ง เรื่องราววิเศษ ๆ ก็จะเกิดขึ้นเสมอ” เธอยังบอกเล่าการเรียนรู้ที่จะเติบโตขึ้นว่า “มันต้องใช้เวลานานถึง 47 ปี กว่าที่ฉันจะเลิกพูดถึงพวกที่ใจร้ายว่า ‘เค้ารักเรา’ เพราะในฐานะเด็กผู้หญิง เรามักถูกสอนให้เชื่อว่าความโหดร้ายและความรักนั้นเชื่อมโยงกัน และนี่คือยุคสมัยที่เราต้องก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้” เธอไม่ได้เยียวยาแผลเป็นของตัวเองด้วยการปฏิเสธความเจ็บปวด แต่เธอยอมรับมัน เรียนรู้จากมัน และก้าวเดินต่อไปด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า
ภาพ: Getty Images