จาก ‘พระแม่อุมา’ สู่ ‘เจ้าสาวอาบเลือด’ มหากาพย์ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าหนังของ ‘อูมา เธอร์แมน’

จาก ‘พระแม่อุมา’ สู่ ‘เจ้าสาวอาบเลือด’ มหากาพย์ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าหนังของ ‘อูมา เธอร์แมน’

จากเด็กสาวที่ถูกล้อว่าเป็น ‘ตัวประหลาด’ สู่ไอคอนแห่งฮอลลีวูด ชีวิตของ ‘อูมา เธอร์แมน’ ไม่ได้มีเพียงความสำเร็จบนจอ แต่ยังเต็มไปด้วยบาดแผล การทรยศ และการลุกขึ้นทวงคืนตัวตน จนเรื่องจริงของเธอเข้มข้นไม่แพ้ Kill Bill ที่คนทั้งโลกจดจำ

KEY

POINTS

“ฉันไม่สามารถใช้ชีวิตโดยพยายามปกป้องตัวเองอยู่ตลอดเวลาได้หรอก”

นี่คือคำประกาศกร้าวที่สะท้อนตัวตนของ ‘อูมา เธอร์แมน’ (Uma Thurman) หญิงสาวผู้นำพาชุดแทร็กสูทสีเหลืองและดาบซามูไรไปประทับในความทรงจำของคนทั้งโลก ทว่าเบื้องหลังภาพจำอันแข็งแกร่งและนองเลือดในฐานะดาราแอ็กชันผู้ทรงพลัง อูมาในชีวิตจริงคือผู้หญิงที่ผ่านการล้มลุกคลุกคลานและฟื้นคืนชีพจากบาดแผลครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับเรื่องราวของเธอเองก็เป็นมหากาพย์การล้างแค้นและการทวงคืนตัวตนที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าตัวละคร ‘เจ้าสาว’ ที่เธอเคยสวมบทบาทเลยสักนิด

รากเหง้าอันแปลกแยกและงดงาม

ตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์ของอูมา ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่แรกเกิดผ่านครอบครัวที่ไม่เหมือนใคร พ่อของเธอคือ ‘โรเบิร์ต เธอร์แมน’ (Robert Thurman) ศาสตราจารย์และนักวิชาการพุทธศาสนาทิเบตคนสำคัญของโลกตะวันตก และยังเป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุนิกายทิเบตโดยตรงโดย ‘องค์ดาไลลามะ’

จาก ‘พระแม่อุมา’ สู่ ‘เจ้าสาวอาบเลือด’ มหากาพย์ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าหนังของ ‘อูมา เธอร์แมน’ จาก ‘พระแม่อุมา’ สู่ ‘เจ้าสาวอาบเลือด’ มหากาพย์ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าหนังของ ‘อูมา เธอร์แมน’

ขณะที่แม่ของเธอคือ ‘เนนา ฟอน ชเลบรุกเกอ’ (Nena von Schlebrügge) อดีตนางแบบแฟชั่นชั้นสูงชาวเยอรมัน-สวีเดนผู้สง่างาม ซึ่งผันตัวมาเป็นนักจิตบำบัดในภายหลัง

จาก ‘พระแม่อุมา’ สู่ ‘เจ้าสาวอาบเลือด’ มหากาพย์ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าหนังของ ‘อูมา เธอร์แมน’

โดยชื่อ ‘อูมา’ ของเธอนั้น ตั้งตามพระนามของ ‘พระแม่อุมา’ ในศาสนาฮินดู อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับคำภาษาทิเบตว่า ‘Dbuma Chenpo’ (อูมา เชนโป) ที่หมายถึง ‘หนทางสายกลางอันยิ่งใหญ่’ ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลทางปัญญาและจิตวิญญาณของครอบครัวได้อย่างลึกซึ้ง

อูมาจึงเติบโตขึ้นมาท่ามกลางทางแยกของสามโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ โลกแห่งจิตวิญญาณ โลกแฟชั่นระดับสูง และโลกวิชาการอันเข้มข้น การที่องค์ดาไลลามะเป็นสหายสนิทของครอบครัวที่มักจะมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน และครอบครัวของเธอได้ใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในเมืองอัลโมรา ประเทศอินเดีย ส่งผลให้วิธีคิดและจิตวิญญาณของอูมาได้รับการหล่อหลอมด้วยปรัชญาตะวันออกที่ลึกซึ้ง แข็งแกร่ง แต่ก็สงบเยือกเย็นมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย

วัยเด็กในฐานะ ‘ตัวประหลาด’

แม้ในปัจจุบันเธอจะกลายเป็นไอคอนแห่งความงามและแฟชั่นที่หลายคนยอมรับ แต่ในวัยเด็กนั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ด้วยส่วนสูงที่เกือบ 180 เซนติเมตรตั้งแต่อายุยังน้อย มีความเก้งก้าง โครงหน้ากระดูกแหลมคม และเท้าขนาดใหญ่ถึงไซส์ 11 อูมามักถูกเพื่อน ๆ รุมล้อเลียนว่าเป็น ‘ตัวประหลาด’ จนเคยถูกแม่ของเพื่อนแนะนำให้ทำศัลยกรรมจมูกตอนอายุเพียง 10 ขวบ

ความไม่มั่นใจในร่างกายนี้เคยสร้างความเจ็บปวดจนทำให้เธอเผชิญกับภาวะไม่พึงพอใจในรูปร่างตัวเอง (Body Dysmorphic Disorder) อยู่นานหลายปี แต่มันก็สอนให้เธอเข้าใจความเจ็บปวดและความไม่มั่นใจของผู้หญิงอีกมากมาย และผลักดันให้เธอเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามผ่านคำพูดเหล่านั้นด้วยทัศนคติที่ว่าอวัยวะและร่างกายของเธอไม่ได้ผิดแปลกอะไรเลย

‘มีอา วอลเลซ’ ผู้พลิกโฉมหน้าวงการหนังนัวร์

จุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลกเกิดขึ้นเมื่ออูมารับบท ‘มีอา วอลเลซ’ (Mia Wallace) ในภาพยนตร์ ‘Pulp Fiction’ ปี 1994 ของผู้กำกับ ‘เควนติน แทแรนติโน’ (Quentin Tarantino) ตัวละครมีอาไม่ได้เป็นเพียง ‘แฟนสาวของมาเฟีย’ หรือเหยื่อสาวที่รอคอยการช่วยเหลือ แต่เธอคือไอคอนของความลึกลับ ฉลาด มีเสน่ห์แบบอันตราย และกุมอำนาจในทุกฉากที่ปรากฏตัว

ฉากเต้นทวิสต์เท้าเปล่าคู่กับ ‘จอห์น ทราโวลตา’ (John Travolta) ได้กลายเป็นหนึ่งในภาพจำอันเป็นอมตะที่สุดของโลกภาพยนตร์ อูมาไม่ได้เพียงแค่แจ้งเกิดจนได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่เธอได้ทลายกรอบเดิม ๆ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตัวละครหญิงในภาพยนตร์แนวอาชญากรรมไปตลอดกาล

Q & U ความเชื่อใจและการร่วมสร้างสรรค์

ความสัมพันธ์ระหว่างอูมาและเควนตินไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของ ‘ผู้กำกับ’ และ ‘มิวส์’ แต่คือมิตรภาพและการร่วมมือสร้างสรรค์อย่างแท้จริง ทั้งสองได้ช่วยกันคิดค้นตัวละคร ‘เจ้าสาว’ (The Bride) ขึ้นมาตั้งแต่อยู่ในกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องนั้น จนตัวละครนี้ได้รับเครดิตท้ายเรื่องว่าสร้างสรรค์โดย ‘Q & U’ เควนตินมีความเชื่อมั่นในตัวอูมามากถึงขนาดปฏิเสธที่จะหาใครมาแทน และยอมเลื่อนการเปิดกล้อง ‘Kill Bill’ ออกไปเป็นปีเพื่อรอให้อูมาคลอดลูกและพักฟื้นร่างกาย

จาก ‘พระแม่อุมา’ สู่ ‘เจ้าสาวอาบเลือด’ มหากาพย์ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าหนังของ ‘อูมา เธอร์แมน’

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้งดงามราบรื่น เควนตินเป็นผู้กำกับที่บ้าคลั่งในความสมจริงอย่างรุนแรง ซึ่งในภายหลังมีการเปิดเผยว่า ในฉากโคลสอัพที่ต้องมีบททำร้ายร่างกาย เควนตินเป็นผู้ลงมือดึงโซ่เหล็กที่พันรอบคอของอูมาด้วยมือตัวเองจริง ๆ เพื่อให้ใบหน้าของเธอเปลี่ยนสีและมีน้ำตาไหลออกมาอย่างสมจริงตามคำแนะนำของอูมาเอง รวมถึงเขายังเลือกที่จะเป็นคนถ่มน้ำลายใส่หน้าเธอด้วยตัวเองในฉากที่ตัวละครอื่นต้องทำ เพื่อให้ทิศทางน้ำลายแม่นยำเข้ากล้องและไม่ต้องถ่ายซ้ำหลายรอบ แม้อูมาจะยินยอมทำเพื่อศิลปะ แต่มันก็นำไปสู่เหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงานของเธอ

จาก ‘พระแม่อุมา’ สู่ ‘เจ้าสาวอาบเลือด’ มหากาพย์ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าหนังของ ‘อูมา เธอร์แมน’

อุบัติเหตุเลือดที่ทำลายความเชื่อใจ

ในช่วงท้ายของการถ่ายทำ Kill Bill: Volume 2 ในประเทศเม็กซิโก อูมาแสดงความกังวลว่ารถเปิดประทุนคันที่เธอต้องขับไม่มีความปลอดภัยและขอใช้สตันท์แมนขับแทน ทว่าเควนตินกลับคะยั้นคะยอและกดดันให้เธอขับเองโดยยืนยันว่าเส้นทางปลอดภัย ผลคือรถเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ อูมาได้รับบาดเจ็บสาหัสเรื้อรังที่คอ เข่า และมีอาการสมองกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง

อุบัติเหตุครั้งนั้นทำลายมิตรภาพและความเชื่อใจระหว่างทั้งคู่ไปนานกว่าทศวรรษ ซ้ำร้าย ค่ายหนังและกลุ่มโปรดิวเซอร์ยังพยายามปกปิดวิดีโอบันทึกภาพอุบัติเหตุเพื่อไม่ให้อูมาใช้ฟ้องร้อง เว้นแต่เธอจะยอมเซ็นสัญญาสละสิทธิ์การฟ้องร้อง จนกระทั่ง 15 ปีต่อมา เควนตินพยายามสืบค้นและส่งวิดีโอนี้ให้อูมาเพื่อนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ เควนตินยอมรับความผิดพลาดนี้ต่อสื่อว่า “มันคือหนึ่งในความเสียใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม” บาดแผลนี้กลายมาเป็นคำถามสำคัญในใจของเธอว่า “นักแสดงควรยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อศิลปะหรือไม่” 

จาก ‘พระแม่อุมา’ สู่ ‘เจ้าสาวอาบเลือด’ มหากาพย์ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าหนังของ ‘อูมา เธอร์แมน’

ความเงียบอันเด็ดเดี่ยวในพายุ #MeToo

เมื่อกระแสการเปิดโปงผู้ทรงอิทธิพลของฮอลลีวูดอย่าง ‘ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน’ (Harvey Weinstein)ในขบวนการ #MeToo ปะทุขึ้น อูมาไม่ได้รีบร้อนออกมาให้สัมภาษณ์เหมือนดาราคนอื่น ๆ เธอเลือกที่จะนิ่งเงียบเพื่อจัดการความรู้สึกโกรธของตัวเองก่อนจะประกาศอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “เมื่อฉันพร้อม ฉันจะพูดในสิ่งที่ต้องพูด”

และเมื่อเธอพร้อมในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 อูมาก็ได้เปิดเผยว่าเธอเคยถูกไวน์สตีนคุกคามทางเพศในห้องพักโรงแรมในปารีส บทสัมภาษณ์ของเธอกลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่ทรงอิทธิพลที่สุด เพราะเธอไม่ได้พูดถึงแค่ความเจ็บปวดส่วนตัว แต่เธอชี้ให้เห็นโครงสร้างอำนาจที่เอื้อให้เกิดการปกปิดความจริงในฮอลลีวูด และประณามระบบสมรู้ร่วมคิดที่ช่วยปกป้องผู้กระทำผิด อูมาเลือกที่จะให้อภัยเควนตินสำหรับการตัดสินใจในอดีต แต่สำหรับไวน์สตีนและผู้อยู่เบื้องหลังการปกปิดข้อมูลนั้น เธอไม่มีวันประนีประนอม

‘แม่’ บทบาทที่แท้จริงนอกจอเงิน

ไม่ว่าชีวิตนักแสดงจะหวือหวาเพียงใด อูมากลับมองว่าบทบาทที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอไม่ใช่ดาราดัง แต่คือ ‘การเป็นแม่’ เธอมีลูกสาว ‘มายา ฮอว์ก’ (Maya Hawke) และลูกชาย ‘เลวอน โรแอน เธอร์แมน-ฮอว์ก’ (Levon Roan Thurman-Hawke) ร่วมกับอดีตสามี ‘อีธาน ฮอว์ก’ (Ethan Hawke) รวมถึงลูกสาวคนสุดท้องกับคู่หมั้นเก่าในเวลาต่อมา เธอเคยยอมปฏิเสธบทภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์และลดงานแสดงลงไปหลายช่วงเพื่อทุ่มเวลาดูแลลูก ๆ ของเธออย่างใกล้ชิด

ในวันที่มายาลูกสาวของเธอก้าวเข้ามาเป็นนักแสดงตามรอยเท้าของพ่อแม่ อูมากล่าวด้วยความรักว่าเธอรู้สึกทึ่งและชื่นชม ที่ได้เห็นลูกก้าวเดินบนเส้นทางสายนี้ สำหรับเธอ ความสำเร็จในอาชีพการงานไม่คุ้มค่าที่จะแลกเลยหากต้องสูญเสียเวลาและชีวิตครอบครัวไป

การเดินทางกลับมาเป็น ‘อูมา เธอร์แมน’

ตลอดชีวิต อูมาถูกจำกัดความด้วย ‘คำตีตรา’ มากมาย ทั้งผู้หญิงหน้าประหลาด, เซ็กส์ซิมโบ, มิวส์ของเควนติน, หรือแม้กระทั่งเหยื่ออันน่าเวทนาของไวน์สตีน แต่ในท้ายที่สุด เธอปฏิเสธคำตีตราเหล่านั้น และพยายามต่อสู้เพื่อกลับมาเป็น ‘อูมา เธอร์แมน’ มนุษย์และผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่มีสิทธิ์กำหนดชีวิตตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ

ทัศนคติของเธอสะท้อนผ่านประโยคที่เธอกล่าวไว้อย่างงดงามว่า “เมื่อพูดถึงชีวิตและความรัก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพยายามต่อไปเรื่อย ๆ เพราะไม่ว่าอย่างไร นาน ๆ ครั้ง เรื่องราววิเศษ ๆ ก็จะเกิดขึ้นเสมอ” เธอยังบอกเล่าการเรียนรู้ที่จะเติบโตขึ้นว่า “มันต้องใช้เวลานานถึง 47 ปี กว่าที่ฉันจะเลิกพูดถึงพวกที่ใจร้ายว่า ‘เค้ารักเรา’ เพราะในฐานะเด็กผู้หญิง เรามักถูกสอนให้เชื่อว่าความโหดร้ายและความรักนั้นเชื่อมโยงกัน และนี่คือยุคสมัยที่เราต้องก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้” เธอไม่ได้เยียวยาแผลเป็นของตัวเองด้วยการปฏิเสธความเจ็บปวด แต่เธอยอมรับมัน เรียนรู้จากมัน และก้าวเดินต่อไปด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

 

เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า

ภาพ: Getty Images