17 มิ.ย. 2569 | 15:13 น.

KEY
POINTS
วันที่ 18 มิถุนายนของทุกปี อาจเป็นแค่วันธรรมดาสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับแฟนเพลงฮิปฮอปและวัยรุ่นที่จิตใจเคย ‘แตกสลาย’ วันนี้คือวันแห่งการรำลึกถึง ‘XXXTentacion’ หรือ ‘จาห์เซห์ ดเวย์น ริคาร์โด ออนฟรอย’ เด็กหนุ่มผู้จากไปก่อนวัยอันควร แต่กลับทิ้งมรดกทางดนตรีที่พลิกโฉมวงการ Emo Rap จากโลกใต้ดินให้กลายเป็นกระแสหลักไปตลอดกาล
แม้เขาจะจากโลกนี้ไปหลายปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่วันครบรอบวนมาถึง คำถามสำคัญที่มักถูกหยิบยกมาถกเถียงกันเสมอคือ สุดท้ายแล้วเราควรจดจำเขาในรูปแบบไหน? ระหว่าง ‘ศิลปินอัจฉริยะ’ ผู้ใช้เสียงเพลงเป็นสะพานเชื่อมและเยียวยาวัยรุ่นที่กำลังเผชิญวิกฤติสุขภาพจิตในยุค 2010s หรือ ‘เด็กมีปัญหา’ ที่ชีวิตเต็มไปด้วยความรุนแรงและบาดแผลจากการขาดความรัก?
บทความนี้จะพาย้อนไปสำรวจชีวิตของเขา เพื่อค้นหาคำตอบว่า แท้จริงแล้ว ‘ความผิดพลาด’ และ ‘พรสวรรค์’ อาจเป็นสองตัวตนที่แยกออกจากกันไม่ได้ เพราะบาดแผลอันแสนสาหัสนั้นเองคือสิ่งที่หล่อหลอมตัวเขาขึ้นมา และตราบใดที่เพลงของเขายังถูกเปิดฟัง ‘เด็กน้อยจาห์เซห์’ ก็จะไม่มีวันถูกทอดทิ้งอย่างที่เขาเคยหวาดกลัวอีกต่อไป
‘จาห์เซห์ ดเวย์น ออนฟรอย’ (Jahseh Dwayne Onfroy) เกิดเมื่อปี 1998 ที่รัฐฟลอริดา ในครอบครัวที่คุณแม่มีอายุเพียง 17 ปี ด้วยต้นทุนชีวิตที่ยังไม่พร้อม เด็กชายตัวน้อยจึงต้องเผชิญหน้ากับปัญหาตั้งแต่เริ่มจำความได้
ตามหลักพัฒนาการแล้ว เด็กทุกคนควรได้รับ ‘ความเอาใจใส่’ และ ‘สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย’ เพื่อเป็นรากฐานสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจที่แข็งแรง แต่สิ่งเหล่านั้นกลับกลายเป็น ‘ความหรูหรา’ ที่จาห์เซห์แทบไม่มีวันได้สัมผัส
เขาเติบโตมาโดยปราศจากความรักและต้องจมอยู่กับความโดดเดี่ยวเพราะพ่อแม่มักจะออกไปทำงานนอกบ้าน ยิ่งไปกว่านั้น สภาพแวดล้อมรอบตัวเขายังเต็มไปด้วยความรุนแรง เขาถูกพ่อแท้ ๆ และลุงทำร้ายร่างกายเพื่อระบายอารมณ์อยู่บ่อยครั้ง ซ้ำร้ายยังต้องคลุกคลีกับวงจรยาเสพติดตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อเป็นคนขายยา
จุดเริ่มต้นความรุนแรงของจาห์เซห์ไม่ได้มาจากความโกรธเกลียด แต่เริ่มจาก ‘การปกป้องแม่’ จากการทะเลาะวิวาทกับคนขายยา เด็กชายตัวน้อยพยายามใช้มีดแทงชายคนดังกล่าว หลังเหตุการณ์สงบ แม้ผู้เป็นแม่จะตกใจและดุด่าอย่างหนัก แต่สำหรับเด็กที่โหยหาความเอาใจใส่มาตลอด การถูกด่ากลับถูกตีความว่าตนเองได้รับความสนใจ
เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สอนให้เขารู้ว่า ‘ความรุนแรง’ คือเครื่องมือเรียกร้อง ‘ความใส่ใจ’ เขาจึงเริ่มก่อเหตุชกต่อยที่โรงเรียนบ่อยครั้ง เพื่อดึงดูดสายตาผู้คนและใช้เป็นทางออกหลีกหนีจากความรู้สึกแย่ ๆ ที่บ้าน จนความรุนแรงได้หลอมรวมกลายเป็นอีกหนึ่งตัวตนของเขาไปโดยปริยาย
ซ้ำร้าย เขายังต้องเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนใจขั้นสุด เมื่อต้องเห็นภาพลุงจบชีวิตอยู่ที่ระเบียงบ้าน ภาพอันน่าสลดใจนั้นทำให้เด็กน้อยกลายเป็นคนที่มีภาวะอารมณ์ตายด้าน และกลายเป็นโรคไบโพลาร์ในเวลาต่อมา บาดแผลนี้ฝังลึกและไม่เคยจางหายไป ดังที่เขาเคยระบายไว้บนโลกออนไลน์ว่า
“ผมจำได้เป็นอย่างดีถึงภาพของลุง ที่ไร้วิญญาณและถูกแขวนอยู่ที่ระเบียง”
ท่ามกลางชีวิตที่เต็มไปด้วยบาดแผล ‘ดนตรี’ คือสิ่งเดียวที่เปรียบเสมือนยาเยียวยาจิตใจของจาห์เซห์ แม้ครอบครัวจะพยายามผลักดันเขาเข้าสู่วงประสานเสียงเพื่อขัดเกลาจิตใจ แต่ปัญหาการควบคุมอารมณ์และความรุนแรงก็ทำให้เขาถูกไล่ออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชีวิตของเด็กหนุ่มดิ่งลงเหวถึงขั้นถูกแม่ไล่ออกจากบ้านจนกลายเป็นคนไร้บ้าน หันไปพึ่งพายาเสพติด และจบลงด้วยการถูกตำรวจจับกุมเข้าสถานพินิจในที่สุด
แต่ใครจะเชื่อว่า ในสถานที่ที่มืดมิดที่สุด เด็กหนุ่มกลับได้พบ ‘แสงสว่าง’ ที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล ที่นั่นเขาได้รู้จักกับ ‘สโตคลีย์ โกลบอร์น’ (Stokeley Goulbourne) ชายผู้กลายมาเป็นเพื่อนรักและเป็นคนสำคัญที่จุดประกายให้จาห์เซห์หันมาเอาจริงเอาจังกับเส้นทางดนตรี
หลังได้รับอิสรภาพ ทั้งคู่ตัดสินใจก้าวเข้าสู่เส้นทางศิลปินอิสระอย่างเต็มตัว ‘สโตคลีย์ โกลบอร์น’ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม Very Rare ได้ชักชวนจาห์เซห์ให้มาร่วมกลุ่มด้วย ก่อนที่ในเวลาต่อมาจาห์เซห์จะแยกตัวออกมาตั้งกลุ่ม Members Only พร้อมก้าวขึ้นมาแจ้งเกิดในฐานะศิลปินภายใต้ชื่อ ‘XXXTentacion’ เคียงข้างเพื่อนรักอย่าง ‘Ski Mask the Slump God’
นั่นคือช่วงเวลาที่เด็กชายผู้แตกสลายตัดสินใจทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง
หากย้อนฟังเพลงยุคแรกของ X บน SoundCloud จะพบว่ามันฉีกกฎเกณฑ์ของแร็ปกระแสหลักที่มักวนเวียนอยู่กับความสำเร็จและเงินทองอย่างสิ้นเชิง เขาเลือกเปิดเผย ‘ความอ่อนแอ’ และ ‘บาดแผล’ ผ่านดนตรีแนว Emo Rap โดยผสมผสานเสียงไมค์คุณภาพต่ำ เบสที่แตกพร่า และเสียงตะโกนดิบเถื่อน ความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านี้ได้กลายเป็นภาษาที่สื่อสารกับวัยรุ่นที่กำลังแตกสลาย และเป็นการกบฏต่อความเนี้ยบของวงการดนตรีในขณะนั้น
สำหรับจาห์เซห์ บทเพลงเหล่านี้ไม่ใช่แค่บันไดสู่ชื่อเสียง แต่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เขาใช้แปรเปลี่ยนรูปแบบความรุนแรงจากการทำร้ายผู้อื่น มาเป็นการสาดอารมณ์ลงในท่วงทำนอง
ความดิบเถื่อนนี้เข้ามาถูกที่ถูกเวลาในช่วงทศวรรษ 2010s ซึ่งเป็นยุคที่วิกฤตสุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่กำลังปะทุชัดเจน เพลงของ X ไม่ได้พยายามทำตัวเป็น ‘ยารักษา’ หรือพูดจาปลอบประโลมโลกสวย แต่ทำหน้าที่เป็น ‘สะพานเชื่อมความรู้สึก’ ที่คอยตะโกนบอกวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยบาดแผลว่า พวกเขาไม่ได้กำลังเผชิญกับความมืดมิดนี้อยู่เพียงลำพัง ทว่ายังมีใครอีกคนที่เข้าใจและดิ่งลึกไปกับความรู้สึกเหล่านั้นเช่นกัน
“Who am I? Someone that's afraid to let go, uh
Suicide if you ever try to let go, uh
I'm sad, I know, yeah, I'm sad, I know, yeah”
หากมองเผิน ๆ SAD! อาจเป็นเพียงเพลงที่บอกเล่าความเจ็บปวดจากความสัมพันธ์ที่แตกร้าว ทว่าหากพิจารณาลึกลงไปถึงบาดแผลของคนแต่ง ความหมายของเพลงนี้จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ท่อนที่ร้องว่า “ฉันจะจบชีวิตตัวเองหากเธอปล่อยมือฉันไป” ไม่ใช่แค่คำขู่เพื่อรั้งใครสักคนไว้ แต่มันคือเสียงแทนความรู้สึกของเด็กน้อยจาห์เซห์ที่หวาดกลัว ‘การถูกทอดทิ้ง’ อย่างสุดหัวใจ
เพราะเติบโตมากับการขาดความเอาใจใส่ เมื่อต้องเผชิญกับความรู้สึกแตกสลาย เขาจึงไม่รู้จักวิธีรับมืออื่นใด นอกจากการทำร้ายตัวเองเพื่อแลกกับความสนใจ
การเปิดเผยความอ่อนแออย่างซื่อตรงนี้เอง ที่เข้าไปสะท้อนกับชีวิตของวัยรุ่นยุค 2010s ที่เติบโตมาท่ามกลางวิกฤตสุขภาพจิต เพลงนี้เข้าไปอยู่ในใจผู้คนมากมาย เพราะมันไม่ได้ทำหน้าที่สั่งสอนหรือยัดเยียดทางออกให้ แต่กลับ ‘อนุญาต’ ให้เด็กเหล่านั้นได้ปลดปล่อยความพังทลายออกมาอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องฝืนเข้มแข็ง
‘SAD!’ จึงเป็นการโอบกอดความรู้สึกไร้ค่า ด้วยการบอกกับคนฟังอย่างจริงใจที่สุดว่า “คุณไม่ได้แตกสลายอยู่คนเดียว เพราะเราเองก็รู้สึกไม่ต่างจากคุณ”
“Shawty, heard you bad, word, so profane
Something like a bad word, want your love”
มองผิวเผิน เพลง BAD! อาจเป็นแค่การพรรณนาถึงความหลงใหลในหญิงสาวที่เต็มไปด้วยอันตราย แต่ลึกลงไป มันคือภาพสะท้อนความเปราะบางของ X ที่คุ้นชินกับความรุนแรง มาตั้งแต่เด็ก จนบาดแผลนั้นย้อนกลับมาทำร้ายความสัมพันธ์ และกดทับให้เขารู้สึกว่าตนเองพังทลายเกินกว่าจะคู่ควรกับความรักดี ๆ
ความรู้สึกไร้ค่านี้ไม่ได้กัดกินแค่ตัวเขา แต่ยังไปสัมผัสใจกลุ่มคนที่กำลังติดอยู่ในวังวนความสัมพันธ์ที่มีปัญหา เพลงนี้จึงไม่ได้มอบแค่จังหวะดนตรีติดหู แต่ทำหน้าที่เสมือน ‘เพื่อน’ ที่คอยตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว เพื่อปลอบประโลมคนที่กำลังหลงทางและจมปลักว่า ต่อให้คุณจะรู้สึกว่าตัวเองพังทลายแค่ไหน คุณก็ไม่ได้ติดอยู่ในความสัมพันธ์แย่ ๆ นี้เพียงลำพัง
ในช่วงเวลาที่เป็นจุดสูงสุดของชีวิตที่ผลงานกำลังไต่ชาร์ตระดับโลก จาห์เซห์กลับถูกพรากชีวิตไปอย่างกะทันหันในวัยเพียง 20 ปี จากเหตุการณ์ลอบยิงเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2018 เมื่อเขาถูกดักปล้นทรัพย์และลอบยิงหน้าร้านขายรถมอเตอร์ไซค์ Riva Motorsports ในรัฐฟลอริดา โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุ 4 คน ซึ่งได้ขโมยกระเป๋าหลุยส์วิตตองที่บรรจุเงินสดกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐหนีไป
ข่าวช็อกโลกนี้ไม่เพียงสร้างความโศกเศร้า แต่ยังสร้างปรากฏการณ์ให้ผู้คนแห่กลับไปฟังเพลงของเขาอย่างมหาศาล โดยเฉพาะเพลง SAD! ซึ่งเปิดตัวบนชาร์ตที่อันดับ 17 ในสัปดาห์หลังจากที่เขาเสียชีวิต เพลงนี้ได้กระโดดจากอันดับ 52 ขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100
แม้จะมีเวลาสร้างสรรค์ผลงานเพียงสั้น ๆ แต่เขาคือผู้ที่ทลายกรอบเดิม ๆ ของฮิปฮอปไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการจับเอาความเกรี้ยวกราดของ Punk Rock ความหม่นหมองสไตล์ Emo และจังหวะดิบเถื่อนมาผสมผสานกันจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ผลักดันให้คอมมูนิตี้ใต้ดินอย่าง SoundCloud Rap ก้าวขึ้นมาผงาดเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักได้สำเร็จ
อิทธิพลของเขายังคงหยั่งรากลึกและสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านศิลปินเบอร์ต้น ๆ ของยุค ไม่ว่าจะเป็น ‘Juice WRLD’ ที่รับเอาสไตล์การสร้างเมโลดี้ที่สวยงามแต่ปนเปื้อนด้วยบาดแผล มาผสมกับการแร็ปที่เล่าถึงความเจ็บปวดอย่างตรงไปตรงมาจนแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัว หรือ ‘Trippie Redd’ ที่นำเอาความเกรี้ยวกราดและการตะโกนสไตล์พังก์ร็อกมาสาดใส่บีตฮิปฮอปได้อย่างลงตัว
อิทธิพลของ XXXTentacion ยังถูกส่งต่อไปยังป็อปสตาร์แห่งยุคอย่าง ‘Billie Eilish’ ที่นำเสนอแนวดนตรีซึ่งสอดแทรกความหม่นหมองและเรื่องราวของความตาย มากไปกว่าการเป็นศิลปินต้นแบบ จาห์เซห์ยังเป็นเพื่อนสนิทที่เคยช่วยพูดเกลี้ยกล่อมไม่ให้เธอคิดจบชีวิต ความผูกพันนี้ลึกซึ้งจนเมื่อวันที่เขาจากไป บิลลี่ได้แต่งเพลง ‘6.18.18’ (ซึ่งคือวันที่เขาถูกฆาตกรรม) เพื่ออุทิศให้กับเขาโดยเฉพาะ เธอกล่าวยกย่องเขาว่าเป็น ‘มนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เธอเคยรู้จัก’ และเป็นเสมือน ‘ลำแสงสว่างที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อคนอื่น’ บทบาทในการใช้ดนตรีเพื่อโอบกอดและปลอบประโลมวัยรุ่นที่กำลังแตกสลาย จึงเปรียบเสมือนมรดกทางอารมณ์ที่ถูกส่งทอดจากเขา มาสู่ผลงานของเธอที่คอยเยียวยาผู้คนอยู่ในปัจจุบัน
สิ่งเหล่านี้คือเครื่องยืนยันชั้นดีว่า แม้ดาวดวงนี้จะร่วงหล่นไปแล้ว แต่ไม้ผลัดแห่งการทำหน้าที่ ‘ปลอบประโลมผู้คน’ ได้ถูกส่งต่อจากเขาไปสู่ศิลปินรุ่นใหม่ เพื่อขับเคลื่อนโลกดนตรีต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น
และตราบใดที่ท่วงทำนองของ X ยังคงถูกเปิดฟังซ้ำ ๆ ‘เด็กน้อยจาห์เซห์’ ก็จะยังคงทำหน้าที่เยียวยาผู้คน เพื่อไม่ให้ใครต้องรู้สึกแตกสลายและถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง เหมือนกับที่เขาเคยหวาดกลัวมาตลอดชีวิต
Rest in peace X.
เรื่อง : รัฐศาสตร์ สรรพกุล (The People Junior)
อ้างอิง
“Nurturing Care.” Nurturing Care Framework, World Health Organization, https://nurturing-care.org/about/why-nurturing-care/. Accessed 16 June 2026.
“Stimulating Environment and Child Development.” YMCA of Philadelphia & Vicinity, https://www.philaymca.org/news/stimulating-environment-child-development. Accessed 16 June 2026.
Thanalog. “XXXTentacion: Darkness into Blackness Behind the Mask (4).” Medium, 30 June 2020, https://medium.com/@thanalog/xxxtentacion-darkness-into-blackness-behind-the-mask-4-46bd744c2fa2. Accessed 16 June 2026.
“XXXTentacion's Influence on Modern Artists.” Capital XTRA, https://www.capitalxtra.com/news/xxxtentacion-influence-modern-artists/. Accessed 16 June 2026.
“XXXTentacion's ‘Look at Me!’: Songs That Defined the Decade.” Billboard, 21 Nov. 2019, https://www.billboard.com/music/music-news/xxxtentacion-look-at-me-songs-that-defined-the-decade-8544253/. Accessed 16 June 2026.
“Review: ‘SAD!’ by XXXTentacion.” In The Loop 92.9, 2 Aug. 2018, https://intheloop929.wordpress.com/2018/08/02/review-sad-by-xxxtentacion/. Accessed 16 June 2026.