24 มี.ค. 2569 | 08:56 น.

KEY
POINTS
ในโลกของศิลปะและนวัตกรรม บ่อยครั้งที่ "ความอัจฉริยะ" มักมาพร้อมกับ "ความโดดเดี่ยว"
ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1814 ณ เมืองดินองต์ (Dinant) เมืองเล็กๆ ในเบลเยียมที่ขนาบข้างด้วยหน้าผาหินและสายน้ำมิวส์ เด็กชายคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวช่างทำเครื่องดนตรี อดอล์ฟ แซ็กซ์ (Adolphe Sax 1814-1894) เติบโตขึ้นมาท่ามกลางกลิ่นไม้ที่ถูกกลึง และไอความร้อนจากเตาหลอมโลหะในโรงเวิร์กชอปของพ่อ เขาไม่ได้เพียงแค่เรียนรู้วิธีการสร้างเครื่องดนตรี แต่เขาเรียนรู้ที่จะ "ฟัง" ในสิ่งที่คนอื่นไม่ได้ยิน
ในยุคสมัยที่ความเชื่อเรื่องดนตรีถูกแช่แข็งไว้ด้วยจารีต บรรดาช่างทำเครื่องดนตรีต่างปักใจเชื่อว่า "วัสดุ" คือพระเจ้า ไม้ให้เสียงนุ่มนวล ทองเหลืองให้เสียงแผดดังกังวาน แต่เด็กหนุ่มอย่างแซ็กซ์กลับมองเห็นความจริงที่ลึกซึ้งกว่านั้น เขาเฝ้าสังเกตและพิสูจน์จนพบว่า "สัดส่วนของลำอากาศภายในท่อลมต่างหาก คืออีกปัจจัยหนึ่งที่ร่วมกำหนดคุณภาพของเสียง"
ความเข้าใจนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของจิตวิญญาณขบถ แซ็กซ์ไม่ได้ต้องการแค่เดินตามรอยเท้าของพ่อ แต่เขาต้องการท้าทายกำแพงแห่งความรู้เดิม ผลงานชิ้นแรกที่สั่นสะเทือนวงการคือการปฏิวัติ "เบสคลาริเน็ต" (Bass Clarinet) ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่แทนที่จะได้รับคำชื่นชม เขากลับเผชิญหน้ากับแรงต้านจากนักดนตรีรุ่นเก่าที่ยึดติดกับความคุ้นชินเดิมๆ
มีเรื่องเล่าที่เป็นตำนานแห่งความกล้าหาญ เมื่อนักดนตรีผู้หนึ่งปฏิเสธที่จะใช้เบสคลาริเน็ตแบบใหม่ของเขา โดยอ้างว่ามันเล่นยากและไม่มีทางให้เสียงที่ดีได้ แซ็กซ์ไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำด่าทอ แต่เขาเลือกที่จะ "ท้าดวล" บนเวทีประชันดนตรี ผลลัพธ์ในวันนั้น ไม่เพียงแต่พิสูจน์ว่านวัตกรรมของเขาเหนือกว่า แต่ยังเผยให้เห็นบุคลิกของชายผู้ไม่ยอมจำนนต่ออคติ
เฮคเตอร์ เบอร์ลิโอซ (Hector Berlioz) คีตกวีผู้เป็นสหายและมองเห็น "แสงสว่าง" ในตัวแซ็กซ์ เคยกล่าวถึงจิตวิญญาณของชายผู้นี้ไว้ ด้วยประโยคที่ทรงพลังว่า
"เขาเป็นคนที่มีจิตใจทะลุปรุโปร่ง มุ่งมั่น ดื้อรั้น และมีความพยายามที่ไม่มีสิ่งใดทำลายได้..."
สำหรับแซ็กซ์แล้ว การสร้างเครื่องดนตรีไม่ใช่แค่เรื่องของช่างฝีมือ แต่คือการแสวงหา "เสียงที่สมบูรณ์แบบ" ซึ่งยังไม่มีที่ยืนในโลกใบเดิม และนั่นคือเหตุผลที่เขาตัดสินใจทิ้งความสำเร็จที่เบลเยียม มุ่งหน้าสู่ปารีส มหานครแห่งศิลปะ... ที่ซึ่งเขาจะได้พบว่า "นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลก" นั้น มีราคาที่ต้องจ่ายด้วยหยาดน้ำตาและไฟริษยาที่แผดเผาไปชั่วชีวิต
ในปี ค.ศ. 1842 อดอล์ฟ แซ็กซ์ ตัดสินใจทิ้งความมั่นคงในเบลเยียม มุ่งหน้าสู่ปารีสด้วยเงินติดตัวเพียงน้อยนิดแต่พกพาความทะเยอทะยานที่ไม่มีขีดจำกัดมาด้วย ปารีสในยุคนั้น คือสมรภูมิแห่งศิลปะที่ใครๆ ก็อยากพิชิต และแซ็กซ์ก็รู้ดีว่าเครื่องดนตรีที่เขาฟูมฟักอยู่ในใจจะกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่วงออร์เคสตราขาดหายไป
หัวใจของนวัตกรรมที่เขาสร้าง คือการทลายกำแพงระหว่าง "เครื่องลมไม้" (Woodwind) และ "เครื่องลมทองเหลือง" (Brass) เขาปรารถนาจะสร้างเสียงที่มีความนุ่มนวล คล่องตัว และมีเทคนิคแพรวพราวแบบคลาริเน็ต แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องทรงพลังและกึกก้องพอที่จะยืนหยัดท่ามกลางกลุ่มเครื่องทองเหลืองได้
วินาทีที่เขาประกอบท่อโลหะรูปทรงกรวยเข้ากับปากเป่าแบบลิ้นเดี่ยว คือวินาทีประวัติศาสตร์ที่ "แซ็กโซโฟน" เริ่มส่งเสียงคำรามเป็นครั้งแรก
ความสำเร็จก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาเกิดขึ้นที่ Champ de Mars ในปี ค.ศ. 1845 ท่ามกลางผู้ชมเรือนหมื่นและทหารหาญ โดยกระทรวงสงครามฝรั่งเศส ได้จัดการประชันดนตรีเพื่อมองหารูปแบบใหม่ของวงดุริยางค์ทหาร วงดนตรีของแซ็กซ์ต้องประชันกับวงแบบดั้งเดิมของ มิเชล คาราฟา (Michel Carafa) ที่ได้รับความนิยมอยู่ก่อนแล้ว
ผลปรากฏว่า Saxhorn เสียงที่ทรงพลังและแปลกใหม่ของเครื่องดนตรีตระกูล 'แซ็ก' (Sax family) ได้คว้าชัยชนะอย่างท่วมท้น นำไปสู่การสั่งการให้กองทัพฝรั่งเศสเปลี่ยนมาใช้เครื่องดนตรีของเขาอย่างเป็นทางการ ชัยชนะครั้งนี้ควรจะเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่งคั่ง แต่กลับกลายเป็นชนวนเหตุที่ดึง "ศัตรู" จากทั่วทุกสารทิศให้มารวมตัวกัน
ศัตรูของเขา ไม่ใช่แค่คนที่ไม่เห็นด้วย แต่คือกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ที่รวมหัวกันบดขยี้ชายผู้มาก่อนกาลคนนี้อย่างเยือกเย็น
เฮคเตอร์ เบอร์ลิโอซ ผู้เฝ้าสังเกตการณ์ความรุ่งโรจน์ที่มาพร้อมมรสุมนี้ ได้บันทึกถึงความประทับใจที่มีต่อ "เสียง" ใหม่นี้ไว้อย่างคมคายว่า
"สุ้มเสียงของมันมีลักษณะพิเศษที่ผมไม่รู้จะเปรียบเทียบกับเครื่องดนตรีชิ้นไหนในปัจจุบัน... ทั้งเต็มอิ่ม นุ่มนวล สั่นไหว มีพลังมหาศาล แต่ก็สามารถทำให้แผ่วเบาจนเหลือเพียงเสียงกระซิบได้"
และนี่คือความงามที่ถูกสร้างขึ้นในวันที่ศัตรูเริ่มลับดาบเพื่อทำลายเขาทุกวิถีทาง
เมื่อนวัตกรรมของแซ็กซ์เริ่มสั่นคลอนความยิ่งใหญ่เดิม เหล่าช่างทำเครื่องดนตรีในปารีสก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย พวกเขารวมตัวกันเป็น "สมาคมพันธมิตร" เพื่อเป้าหมายเดียว คือการทำลาย อดอล์ฟ แซ็กซ์
กลเม็ดที่พวกเขาใช้เลวร้ายยิ่งกว่าสงครามกลางที่แจ้ง มีการลักลอบขโมยแบบแปลนในโรงงาน การจูงใจคนงานฝีมือดีให้ลาออกด้วยเงินก้อนโต และสิ่งที่หนักหน่วงที่สุดคือการ "สาดสี" ผ่านกระบวนการยุติธรรม
แซ็กซ์ต้องใช้เวลาเกือบ 15 ปีในชีวิต เดินเข้าออกห้องพิจารณาคดีเพื่อปกป้องสิทธิบัตรของตัวเองจากการถูกกล่าวหาว่าเป็น "ของปลอม" หรือ "ลอกเลียนแบบ" เขาถูกฟ้องร้องจากคนที่ไม่เคยสร้างอะไรใหม่ แต่ต้องการฉวยโอกาสจากหยาดเหงื่อของเขา
แต่กำแพงที่แซ็กซ์ข้ามผ่านได้ยากที่สุด ไม่ใช่คดีความ แต่เป็น "ความมืดบอดจากความคุ้นชิน" ของเหล่านักดนตรี
เหตุการณ์ที่เจ็บปวดที่สุดเรื่องหนึ่ง คือกรณีของ "แซ็กโซโฟนคีย์ C/F" ซึ่งแซ็กซ์ออกแบบมาอย่างวิจิตรเพื่อให้เป็นเครื่องดนตรีหลักสำหรับวงซิมโฟนีออร์เคสตรา นักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่ อย่าง มาสเนต์ (Massenet) และ แซ็ง-ซ็องส์ (Saint-Saëns) ต่างตกหลุมรักน้ำเสียงนี้และเขียนบทเพลงโซโล่ที่งดงามขึ้นมา
แต่ทว่า... นักดนตรีออร์เคสตราในยุคนั้นกลับรวมตัวกันคว่ำบาตร พวกเขาปฏิเสธที่จะเรียนรู้วิธีการจับนิ้วและคีย์แบบใหม่ โดยอ้างว่า ตนคุ้นชินกับเครื่องคีย์ Bb/Eb จากวงดุริยางค์ทหารไปเสียแล้ว การปฏิเสธสิ่งใหม่เพียงเพราะ "ความสะดวกสบายส่วนตัว" ทำให้นักประพันธ์ต้องยอมจำนนและตัดส่วนของแซ็กโซโฟนออกจากงานเพลงออร์เคสตราหลายต่อหลายชิ้น
นวัตกรรมของเขาต้องถูกแช่แข็งไว้ใต้เงาของความเคยชินมืดบอดนี้ จนทำให้แซ็กโซโฟนในคีย์อื่นๆ ที่เขาตั้งใจให้โดดเด่นในสายดนตรีคลาสสิก ค่อยๆ เลือนหายไป และเหลือเพียงเครื่องคีย์ Bb และ Eb ที่ยังคงมีลมหายใจอยู่ในค่ายทหารจนถึงปัจจุบัน
แซ็กซ์ บรรยายถึงความอัดอั้นนี้ไว้ในจดหมายเมื่อปี 1883 ว่า
"ผู้คนเอาแต่ปิดกั้นนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ของเหล่านักแต่งเพลง ด้วยการยึดติดอยู่กับความเคยชินที่ไร้ดวงตา..."
ในขณะที่ชื่อเสียงของเขาดังกึกก้องไปทั่วโลกผ่านเสียงเพลง แต่ในชีวิตจริง แซ็กซ์กำลังถูกบีบให้ติดอยู่ในมุมมืด ทั้งจากการเมืองที่ผันผวนและคู่แข่งที่จ้องจะเหยียบย่ำเขาในวันที่เขาล้มลง
เส้นทางชีวิตของ อดอล์ฟ แซ็กซ์ เดินทางมาถึงจุดที่ความสำเร็จและหายนะเกลียวเข้าหากันอย่างน่าพิศวง แม้นวัตกรรมของเขาจะได้รับรางวัล Grande Médaille d’Honneur จากงาน Exposition Universelle ในปี 1855 แต่ในโลกของความเป็นจริง ค่าใช้จ่ายมหาศาลจากการต่อสู้คดีความที่ยาวนานกว่า 20 ปี และความผันผวนทางการเมืองจากการปฏิวัติและสงคราม ได้ผลักให้อัจฉริยะผู้นี้เผชิญกับคำสั่ง "ล้มละลาย" จากศาลถึง 3 ครั้ง
ครั้งแรกในปี 1852 ธุรกิจต้องหยุดชะงักหลังความวุ่นวายจากการปฏิวัติ ตามมาด้วยครั้งที่สองในปี 1873 จากมรสุมหนี้สินจากค่าเช่าโรงงานที่สั่งสมมานาน และครั้งที่สามในปี 1877 ซึ่งเป็นจุดที่บีบคั้นที่สุดของชีวิตนักนวัตกรรม
ความเจ็บปวดที่บาดลึกที่สุดของแซ็กซ์ไม่ใช่เพียงการสูญเสียทรัพย์สิน แต่คือการที่เขาถูกบังคับให้ต้องนำ "พิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีส่วนตัว" ซึ่งเขาสะสมเครื่องดนตรีหายากจากทั่วโลกเกือบ 500 ชิ้น ออกประมูลขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ ของรักของหวงที่สะท้อนถึงการอุทิศตนทั้งชีวิตถูกตีราคาและเปลี่ยนมือไปในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างมหาศาล
แต่ในวันที่ไร้ชื่อเสียงและไร้เงินตรา จิตวิญญาณของผู้สร้างยังคงเต้นระรัว แซ็กซ์ไม่เคยหยุดคิดค้นนวัตกรรม เขาหันมาประดิษฐ์ "กูตรอนนิแยร์" (Goudronnière) หรือเครื่องสูดดมไอระเหยจากกูตรอนเพื่อรักษาโรคทางเดินหายใจ ซึ่งได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ จนคว้าเหรียญทองมาได้ในหลายการแสดงนิทรรศการ
ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต แซ็กซ์ ยังคงต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของนวัตกรรม เขาเขียนจดหมายด้วยความเด็ดเดี่ยวเพื่อปกป้องตำแหน่งศาสตราจารย์ (professor of saxophone) ในวิทยาลัยดนตรี (Paris Conservatoire) ที่เขาดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 1857 และสู้จนชนะคดีในที่สุด
อดอล์ฟ แซ็กซ์ เสียชีวิตลงในปี 1894 ในวัย 79 ปี ณ ห้องเช่าเล็กๆ บนถนน Frochot ในปารีส เขาจากไปในสภาพที่ไม่ได้ร่ำรวย และทิ้งมรดกเป็นเพียง "ทางเลือกที่ถูกปฏิเสธ" ในวงซิมโฟนีออร์เคสตรา
หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ อดอล์ฟ แซ็กซ์ คือชายที่เราให้คำนิยามว่า "สู้จนหยดสุดท้าย" ได้ชัดเจนที่สุด เขาผ่านความทุกข์ทนและความลำบากที่บีบคั้นชีวิตเขาอย่างสาหัส ดังนี้
1. ความเจ็บปวดจากการถูก "ปล้น" จิตวิญญาณ
ความทุกข์ทนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักนวัตกรรม คือการเห็นสิ่งที่ตนสร้างถูกทำลายหรือบิดเบือน แซ็กซ์ ต้องทนเห็นคู่แข่งรวมตัวกันเป็น "สมาคมพันธมิตร" เพื่อขโมยแบบแปลนและโกงสิทธิบัตร เขาต้องใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตไม่ได้อยู่ในโรงเวิร์กชอปเพื่อสร้างสรรค์ แต่ต้องไปนั่งอยู่ในห้องพิจารณาคดีเพื่อแก้ต่างคดีความนับไม่ถ้วน ซึ่งเป็นการบั่นทอนพลังชีวิตและจิตใจอย่างรุนแรง
2. วิกฤตศรัทธาและความโดดเดี่ยว
เขาถูกตราหน้าว่าเป็นคนลวงโลกและถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนบ้า ความลำบากในการประคองตัวในสังคมของเขา คือการที่นักดนตรีคลาสสิกชั้นครูปฏิเสธนวัตกรรมของเขา เพียงเพราะ "ความคุ้นชินมืดบอด" ลองนึกภาพความทุกข์ของชายที่นำเสนอ "เสียงที่สมบูรณ์แบบ" (คีย์ F) แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย เพียงเพราะนักดนตรีไม่อยากเปลี่ยนวิธีวางนิ้ว นั่นคือความโดดเดี่ยวของอัจฉริยะที่แท้จริง
3. การสูญเสียสิ่งที่รักเพื่อใช้หนี้
ความลำบากถึงที่สุดปรากฏชัดเมื่อเขาต้องเผชิญกับการล้มละลายถึง 3 ครั้ง โดยเฉพาะในปี 1877 ที่เขาถูกบีบให้ประมูลขาย "พิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีส่วนตัว" เกือบ 500 ชิ้น เครื่องดนตรีเหล่านี้คือความภูมิใจ คือบันทึกการเดินทาง และคือชีวิตของเขา การต้องเห็นของรักถูกขายไปในราคาถูกเพื่อจ่ายคืนหนี้สินที่เกิดจากการถูกแกล้งในศาล คือจุดที่สะท้อนถึงหยาดน้ำตาและความขมขื่นได้อย่างดีที่สุด
4. ร่างกายที่ถูกทดสอบด้วยโรคร้าย
นอกจากมรสุมชีวิต เขายังต้องทนทุกข์กับมะเร็งที่ริมฝีปาก ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่สุดของนักเป่า เขาต้องทนความเจ็บปวดและเกือบจะเสียชีวิต แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือแม้ร่างกายและสถานะทางการเงินจะพังทลายเพียงใด เขาก็ยังคงมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ (เช่นเครื่องรักษาโรคปอด) จนถึงวาระสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม 11 ปีก่อนเสียชีวิต แซ็กซ์ ได้เขียนข้อความที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจและคล้ายจะเป็นคำทำนายถึงอนาคตว่า
"ฉันมีชีวิตอยู่มานานพอที่จะได้เห็นเครื่องดนตรีของฉันได้รับการจัดประเภทอย่างถาวร ได้รับการยอมรับ และถูกตระหนักว่ามีความจำเป็น กาลเวลาไม่สามารถทำลายมันได้ และการใช้งานของมันก็จะมีแต่เพิ่มพูนขึ้น..."
คำกล่าวของเขากลายเป็นความจริง เมื่อดนตรีแจ๊สในศตวรรษที่ 20 ได้หยิบเครื่องดนตรีของแซ็กซ์ขึ้นมาป่าวร้องถึงอิสรภาพของมนุษย์ นวัตกรรมที่เคยถูกมองว่าเป็น "ภัยคุกคาม" หรือ "ความผิดเพี้ยน" ได้กลายเป็น Niagara of Sound ที่ไหลท่วมโลกดนตรีจนถึงปัจจุบัน
จากการเดินทางที่เต็มไปด้วยขวากหนามของ อดอล์ฟ แซ็กซ์ นวัตกรรมชิ้นนี้ไม่ได้จบลงเพียงแค่การเป็นส่วนหนึ่งของดุริยางค์ทหาร แต่แซ็กโซโฟนได้แปรสภาพจากเครื่องดนตรีที่ถูกนักดนตรีคลาสสิกปฏิเสธ เพราะ "ความเคยชินที่มืดบอด" กลายเป็นอาวุธทางจิตวิญญาณชิ้นสำคัญในดนตรีแจ๊ส
ความนิยมที่พุ่งทะยานนี้เริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อเหล่านักดนตรีในนิวออร์ลีนส์และชิคาโกเริ่มมองเห็น "อิสรภาพ" ในน้ำเสียงที่แซกซ์เคยนิยามไว้ว่าต้องนุ่มนวลเหมือนไม้แต่ทรงพลังเหมือนทองเหลือง
ในยุคสมัยของดนตรีสวิงและบีบ็อพ แซ็กโซโฟนได้สถาปนาตัวเองเป็น "พระเอก" ของวงการอย่างเต็มภาคภูมิ ความยืดหยุ่นของเสียงที่สามารถระบายลมได้อย่างละเอียดอ่อนเหมือนเสียงถอนหายใจ ไปจนถึงการแผดเสียงที่ดุดันคล่องแคล่วว่องไว ได้เปิดโอกาสให้นักดนตรีอย่าง ชาร์ลี พาร์คเกอร์ และ จอห์น โคลเทรน ใช้เป็นสื่อกลางในการอิมโพรไวเซชันเพื่อทลายกรอบดนตรีแบบดั้งเดิม
แซ็กโซโฟน ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่บรรเลงทำนอง แต่กลายเป็น "ปากเสียง" ที่ป่าวร้องถึงความเป็นปัจเจกภาพและความเท่าเทียมของมนุษย์ผ่านยุคสมัยแห่งความกดดันทางสังคม
จวบจนปัจจุบัน แซ็กโซโฟนได้ไหลบ่าเข้าไปสู่ทุกอณูของวัฒนธรรมดนตรีโลก ไม่ว่าจะเป็นป๊อป ร็อก หรือฟิวชั่นแจ๊ส ความนิยมนี้ไม่ได้วัดกันเพียงแค่ยอดขายแผ่นเสียงหรือจำนวนนักดนตรีหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นในนามของ "Young Lions" แต่คือชัยชนะเหนือกาลเวลาของ อดอล์ฟ แซ็กซ์ ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า นวัตกรรมที่มีคุณภาพและความจริงใจจะสามารถก้าวข้ามผ่าน "แรงต้านมหาศาล" และ "การดูแคลนจากยุคสมัย" จนกลายเป็นมรดกทางสุนทรียภาพที่มอบความหวังและพลังใจให้แก่ผู้คนทั่วโลกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงแซ็กโซโฟนที่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง ขอให้ระลึกถึงหยาดน้ำตาและความกล้าหาญของชายผู้นี้ ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องเตือนใจว่า หากคุณกำลังต่อสู้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ จงอย่าได้ยอมจำนน เพราะความมุ่งมั่นที่แท้จริง ย่อมพิสูจน์ตัวเองผ่านกาลเวลาเสมอ.
เรื่อง: อนันต์ ลือประดิษฐ์
ภาพ: Getty Images