30 เม.ย. 2569 | 20:00 น.

คำว่า ‘Dangerous’ แปลตรงตัวว่า ‘อันตราย’ แต่สำหรับ ‘ไมเคิล แจ็คสัน’ (Michael Jackson) แล้ว นอกจากจะเป็นชื่ออัลบั้มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สุด มันยังเป็นคำทำนายที่ขมขื่นที่สุดในชีวิตของเขา เพราะหลังจากผลงานชุดนี้ออกวางจำหน่ายไม่นาน ตัวเขาเองก็ได้กลายเป็นบุคคลที่ถูกตราหน้าว่า ‘อันตราย’ ในสายตาของโลกทั้งใบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ในขณะเดียวกัน อัลบั้มที่ถูกตั้งชื่อว่า ‘อันตราย’ นี้เอง ก็นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนการเติบโตที่ชัดเจนที่สุดในชีวิตของเขา
บนเส้นทางการสร้างสรรค์ผลงานที่ได้ก่อร่างกลายเป็นมงกฎราชันเพลงป็อปของ ไมเคิล แจ็คสัน นั้น สตูดิโออัลบั้มอย่าง Thriller (1983) และต่อด้วย Bad (1987) นับว่าเป็นแกนหลักสำคัญ ไม่เพียงแต่บทเพลงเหล่านั้นได้กลายเป็นผลงานคลาสสิคอันไร้เทียมทาน แต่ยังสถาปนาอิทธิพลของแจ็คสันที่ขยายขอบข่ายไปสู่ป็อปคัลเจอร์ในภาพรวมจากแฟชั่นถึงโลกภาพยนตร์
จวบจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครสามารถทาบรัศมียอดขายของอัลบั้ม Thriller ได้ ไม่ว่าจะเป็นเพลงอย่าง Billie Jean หรือ Smooth Criminal จากอัลบั้มถัดมา ต่างก็ถ่ายทอดความมหัศจรรย์ผ่านท่าเต้นอันเป็นเอกลักษณ์ ทั้ง ‘มูนวอล์ก’ (Moonwalk) และท่าเอน 45 องศา (Anti-Gravity Lean) จนกลายเป็นภาพจำของไมเคิล แจ็คสัน มาจนถึงทุกวันนี้
จากอัลบั้มเดี่ยวแรกอย่าง Off The Wall มาจนถึง Bad จึงเป็นการพิสูจน์ฝีมือและความยิ่งใหญ่ของแจ็คสันอย่างประจักษ์ชัด โดยเฉพาะเมื่อไอเดียของเขาได้ถูกถ่ายทอดและสร้างสรรค์ร่วมกับโปรดิวเซอร์คู่บุญนามว่า ‘ควินซี โจนส์’ (Quincy Jones) กระทั่งทุกวันนี้ ก็เรียกได้ว่าการร่วมงานกันของทั้งสองก็ได้สร้างอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการดนตรีจากสหรัฐอเมริกาส่งต่อไปทั่วทั้งโลก
ไมเคิล แจ็คสัน ได้กลายเป็นราชันเพลงป็อปผ่านสามอัลบั้มที่สมบูรณ์แบบที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีแห่งยุค 1980s
แต่เมื่อก้าวสู่ทศวรรษสุดท้ายแห่งศตวรรษที่ 20 นั้น ไมเคิล แจ็คสัน ก็ได้ก้าวสู่ขั้นถัดไปของการเป็นราชัน ซึ่งก็คือการ ‘ทำลายตนเอง’ เพื่อ ‘เกิดใหม่’ ในแบบฉบับของตัวเองที่ ‘เติบโต’ กว่าที่เคยเป็น ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มรสุมชีวิตครั้งใหญ่กำลังจ่อรออยู่หน้าประตูบ้านของเขา จะเรียกได้ว่านี่ถือเป็นห้วงเวลาที่ ‘อันตราย’ ที่สุดในชีวิตของเขาก็ไม่เกินความเป็นจริงนัก
นักวิจารณ์ดนตรีหลายคนได้ยกให้ ‘Dangerous’ (1991) สตูดิโออัลบั้มลำดับที่สี่ของไมเคิล แจ็คสัน ถือเป็นอัลบั้มคลาสสิกชิ้นสุดท้ายของเขา แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อกล่าวถึงอิทธิพลและความนิยมที่ก้องกังวาลเฉกเช่นผลงานก่อนหน้า บรรดาบทเพลงและความวิเศษใน Dangerous ดูจะถูกมองข้ามอยู่ไม่น้อย แม้แต่แฟนคลับบางคนของแจ็คสันก็เลือกที่จะหยุดอยู่เพียงอัลบั้ม Bad เพียงเท่านั้น
แต่หารู้ไม่ว่าหากเพ่งจ้องลึกลงไปในหน้าปกของอัลบั้มที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและงานศิลปะสไตล์เซอร์เรียล ผ่านทะลุดวงตาของแจ็คสันที่เร้นหลบอยู่หลังลวดลายของความยุ่งเหยิงที่สวยงามจนค้นพบกับบทเพลงที่ดิบ กระชาก และรุนแรงกว่าผลงานก่อนหน้า คือหมุดหมายของการเติบโตที่ชัดเจนที่สุดบนเส้นทางศิลปินของเขา
Dangerous คืออัลบั้มที่ตัวของเขาทุบทำลายทุกเซฟโซน ทุกสูตรสำเร็จ ทุกตัวจนที่พันธนาการ เพื่อเติบโตและถ่ายทอดผลงานเพลงในรสชาติที่ขมเข้มและสากเฝื่อน แต่ลุ่มลึกและสะท้อน ‘ความเป็นผู้ใหญ่’ ในวัยเลขสามของราชันอย่างแท้จริง จากเพลงรักหวาน ๆ และเนื้อหาแฟนตาซีชวนจินตนาการ สู่การประจันหน้ากับปัญหาการเมือง สังคม ตัณหา และศรัทธาอย่างตรงไปตรงมา เลียบเคียงไปกับช่วงเวลาอัน ‘อันตราย’ ที่สุดในชีวิตของเขา
แต่เพื่อจะเข้าใจว่าการเติบโตผ่านอัลบั้ม Dangerous นั้นยิ่งใหญ่และสำคัญเพียงไหน จำเป็นต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจก่อนว่าเหตุใด ไมเคิล แจ็คสัน จึง ‘ไม่เคยเติบโต’ มาก่อนหน้านั้นเลย
ชีวิตของราชันเพลงป็อปที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ในหอคอยที่สูงลิ่วนั้น ในขณะเดียวกันก็ถูกรายล้อมไปด้วยขวากหนามของสื่อที่คอยหาช่องทิ่มแทงและพันธนาการไปด้วยชื่อเสียงของตนเอง แม้แต่การไปเดินซุปเปอร์มาร์เก็ตเยี่ยงคนปกติก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเขา ชีวิตในวัยเด็กถูกพรากออกไปด้วยบิดาผู้มุ่งแต่จะฝึกฝน เฆี่ยนตี บีบคั้น และบังคับให้เขาเป็นศิลปิน ก่อนจะถูกขังรั้งจากชีวิตจากอุตสาหกรรมดนตรีเรื่อยมา
ในแง่หนึ่ง ไมเคิล แจ็คสัน “ไม่เคยเติบโต” ในความหมายที่ว่าตัวเขานั้นไม่เคยได้ใช้ชีวิตเฉกเช่นเด็กธรรมดาในวัยเยาว์ ไม่เคยได้ไปโรงเรียน วิ่งเล่นกับเพื่อน ฉลองฮาโลวีนและคริสมาสอย่างที่จิตวิญญาณของเด็กคนหนึ่งจะหิวกระหายความสุข แจ็คสันได้สะท้อนออกมาบ่อยครั้งว่าวัยเด็กของเขาได้หายไปเพื่อแลกกับความสำเร็จของเขาในปัจจุบัน ดังนั้น แจ็คสันไม่เคยเติบโตเพราะตัวเขาเกิดมาก็ต้องเป็นผู้ใหญ่เลย
ในอีกแง่หนึ่ง ราชันเพลงป็อปคนนี้ก็ “ไม่เคยเติบโต” แต่ในนิยามที่แตกต่างกันออกไป ไม่เคยเติบโตในความหมายที่ว่าตัวของเขาแทบไม่เคยหลุดพ้นจากเงาของใคร ตั้งแต่เงาจากพ่อของเขาในช่วงแรก เงาของค่ายโมทาวน์ในช่วงเวลาต่อมา หรือแม้แต่เงาของโปรดิวเซอร์คู่บุญของเขาในช่วงที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามแล้วก็ตาม
แม้ว่าในแต่ละอัลบั้มที่ผ่านไป เขาจะสลัดพ่อคนก่อนออกไปได้ แต่ก็ดันไปอยู่ใต้ชายคาของพ่อคนใหม่อยู่ดี แม้ว่าควินซี โจนส์ จะไม่ได้ควบคุมแจ็คสันเหมือนพ่อคนอื่น ๆ ที่ผ่านมา แต่ผลงานของเขานั้นก็นับว่ามีส่วนผสมที่สำคัญของวิสัยทัศน์ทั้งสองผสมคู่กันอยู่เรื่อยมา ด้วยเหตุนั้นจึงสรุปได้ว่า ไมเคิลแจ็คสันนั้น ก็ไม่เคยเติบโตด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์เลย
แต่ไม่ใช่กับ Dangerous
ในสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สี่นี้ แจ็คสันเลือกที่จะตัดสายพันธนาการทุกเส้นออกเพื่อกระเทาะเปลือกตนเองและเติบโตในแบบที่เขาอยากจะเป็น Dangerous จึงเป็นอัลบั้มแรกที่ ไมเคิล แจ็คสัน ไม่ได้สร้างสรรค์มันร่วมกับ ควินซี โจนส์ แต่เลือกที่จะร่วมงานกับโปรดิวเซอร์เลือดใหม่ไฟแรงนามว่า ‘เท็ดดี ไรลีย์’ (Teddy Riley) จาก New Jack Swing และทำหน้าที่เป็น Executive Producer และควบคุมทิศทางของเพลงเองทั้งหมด (ซึ่งก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่มองว่าการแยกทางกับโจนส์คือการที่เขาร่วงหล่นจากมาตรฐานเดิม)
การทำลายกรอบเดิมเช่นนี้ จึงทำให้ไมเคิล แจ็คสันสามารถสำรวจความเป็นไปได้ทางดนตรีในทิศทางที่แตกต่างไปจากเดิม รวมไปถึงในเชิงเนื้อหาที่ถูกตีแผ่ด้วย ในต้นทศวรรษที่ 1990 อันเป็นปฐมบทความนิยมของดนตรีแนวฮิปฮอปและอัลเทอร์เนทีฟ แจ็คสันจึงซาวด์ใหม่ที่แตกต่างจากความเป็นป็อปแบบเดิมที่ตัวเขาและผู้ฟังคุ้นเคย
จากความเพริศพราย สนุก และสดใสในสไตล์ดิสโก้-R&B ใน Off The Wall ขยับสู่ความเป็นป็อป ร็อค R&B พ่วงกับซินธ์อันเป็นเอกลักษณ์ของยุค 80s ใน Thriller และขยับสู่ความดุดัน ยิ่งใหญ่ และเปล่งชัดในตัวตนกับ Bad เมื่อก้าวมาถึงอัลบั้ม Dangerous แจ็คสันได้ขยับสู่ความดิบ กระชาก หยาบกร้าน กระแทกกระทั้นโสตประสาทของผู้ฟัง ซึ่งแตกต่างชัดเจนกว่าอัลบั้มก่อนหน้า — แม้ว่าในอัลบั้ม Bad จะดูมีความดิบเพิ่มมากขึ้น แต่ก็เทียบไม่ได้กับความหยาบกร้านที่เพิ่มพูนขึ้นมาใน Dangerous
อัลบั้ม Dangerous สะท้อนก้าวสำคัญของ ไมเคิล แจ็คสัน ไม่ใช่แค่แง่ของการกระเทาะเปลือกทางดนตรีของตัวเอง แต่โดยเฉพาะกับการถ่างขยายความเป็นไปได้ของดนตรีป็อป ผ่านการผนวกรวมเอาสไตล์และเทคนิคทางดนตรีฮิปฮอปที่เป็นที่นิยมในตอนนั้น ไปจนถึงการเปล่งเสียงร้องแบบสตักกาโต (Staccato) ที่กระชับซับซ้อน หวนให้นึกถึงกลิ่นอายการร้องแบบ ‘เจมส์ บราวน์’ (James Brown) ในอดีตมาผสมผสานและสร้างสรรค์ออกมา
ดังนั้นก็สามารถกล่าวได้ว่า Dangerous ถือเป็นอัลบั้มที่ ไมเคิล แจ็คสัน ได้หยิบเอาซาวด์ดนตรีของคนผิวดำมาหยิบใช้ ผสมผสาน และเชิดชูได้อย่างน่าสนใจ ไม่เพียงแต่หยิบเอามาเรียงร้อยเป็นเพลงที่ทำให้โลกได้ยิน แต่ยังนำทั้งอดีตกับปัจจุบันมาบรรจบกันได้อย่างน่าสนใจ อัลบั้มนี้จึงเป็นการหวนคืนสู่รากทางวัฒนธรรมของตัวเขาที่ชัดเจนที่สุดอัลบั้มหนึ่ง
แม้ว่าในอัลบั้มนี้ สีผิวของแจ็คสันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนจากโรคด่างขาว (vitiligo) จนมีเรื่องเล่าที่ถูกส่งต่อและแผ่ขยายกันออกมาว่าแจ็คสันได้ฟอกสีผิวและพยายามทำให้ตัวเองขาว หรือแม้แต่ทรยศต่อชาติพันธุ์ของตัวเองโดยการละทิ้งตัวตนที่ผูกโยงกับวัฒนธรรมผิวดำ หากคิดเช่นนั้น สงสัยว่าคงถึงเวลาที่เขาเหล่านั้นต้องเปิดอัลบั้ม Dangerous ฟังอีกครั้ง เพื่อให้เห็นว่าราชันเพลงป็อปหลงใหล เชิดชู และเห็นคุณค่าของดนตรีจากคนผิวดำมากเพียงไหน
ดนตรีคือมิติหนึ่งที่สะท้อนการเติบโตของ ไมเคิล แจ็คสัน ผ่านอัลบั้ม Dangerous แต่นอกเสียจากดนตรีแล้ว หากลองมองลึกลงไปในเนื้อหาที่ถูกถ่ายทอดผ่านความหยาบกร้านของดนตรีนั้น เราจะพบกับการเติบโตขึ้นทั้งทางความคิดและการแสดงออกของแจ็คสันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะความกล้าในการพูดความจริง
ในช่วงที่ทำอัลบั้ม Dangerous ไปจนถึงช่วงที่เผยแพร่มันออกมา ก็เป็นช่วงเวลาที่ไมเคิล แจ็คสันได้ขยับเข้าสู่ช่วงอายุเลขสามเป็นที่เรียบร้อย แม้ว่าในอัลบั้มก่อนหน้าอย่าง Bad จะมีเพลง Man in the Mirror ที่ชวนเราทุกคนหันมองปัญหาที่มีอยู่บนโลกทั้งใบและเริ่มเปลี่ยนแปลงมันจากคนที่อยู่ที่หน้ากระจก แต่ในภาพรวมนั้น เนื้อหาที่ถูกถ่ายทอดก็ยังมีความแฟนตาซี โรแมนติค และบันเทิงเริงรมย์ตามธรรมชาติของเพลงป็อปอยู่
แต่เมื่อมาถึงอัลบั้ม Dangerous แจ็คสันก็ได้เลือกที่จะแตกเนื้อหาอย่างปัญหาสังคม การเมือง และความขัดแย้ง อย่างชัดเจนขึ้น ความเป็นสัจนิยมที่ถูกถ่ายทอดผ่านตัวตนของเขาใน Dangerous จึงไม่เพียงถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของเขาต่อโลกที่ไม่สดใสเท่าในอดีต และแน่นอน ขมกว่าที่เคยเป็น กล่าวให้ง่ายไปกว่านั้น ในอัลบั้มนี้ ราชันไม่ได้ ‘โลกสวย’ เท่าไหร่นัก
อีกทั้งแจ็คสันยังตีแผ่มิติของความรักและความสัมพันธ์ในมิติที่ลึกซึ้งขึ้นมากกว่าก่อน ความรักไม่ได้ถูกมองเพียงในมิติของความพิศมัยและหลงใหลอีกต่อไป แต่แจ็คสันกล้าที่จะกล่าวถึง ‘ความปรารถนา’ และ ‘ภวตัณหา’ ในแบบที่ตรงไปตรงมากว่าเดิม ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ถูกซ่อนไว้หลังม่านอีกต่อไป แต่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการเติบโตที่ต้องเผชิญหน้ากับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ท่ามกลาง ‘ความดาร์ก’ ที่มากขึ้นของราชันเพลงป็อป ตัวเขาเองก็ได้ขีดเขียนเพลงที่ให้ ‘ความหวัง’ ที่ชัดเจนและยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน เป็นภาพฝันของอุดมคติที่แจ็คสันมุ่งฝันและพยายามทะยานไปให้ถึงและใช้มันเป็นสื่อกลางตลอดมา (ซึ่งเราจะกล่าวถึงในรายละเอียดในส่วนต่อไป)
ภาพการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ทั้งในแง่ของ ‘ดนตรี’ และ ‘เนื้อหา’ ถูกสะท้อนชัดผ่านอัลบั้ม Dangerous ไม่ว่าจะเป็นความกล้าจะสำรวจและทดลองทางดนตรี หรือการหยิบยกประเด็นที่เวียนล้อมอยู่ในสายตาและชีวิตของผู้ใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แจ็คสันได้ย่างกรายไปสู่อาณาบริเวณที่กว้างขึ้น และแน่นอน ‘อันตราย’ กว่าเดิม
ไมเคิล แจ็คสัน ได้ขยับจาก ‘Bad’ สู่ ‘Dangerous’
ไม่ได้เพียงในแง่ของการเติบโตทางดนตรีเท่านั้น
แต่ในแง่ของภาพจำของโลกทั้งใบที่เพียงมองไปที่เขา ในฐานะบุคคลที่
‘อันตราย’
ในปี 1993 เพียงสองปีหลังจากอัลบั้ม Dangerous ออกวางจำหน่าย ชีวิตของ ไมเคิล แจ็คสัน ก็ได้พลิกผันเข้าสู่ห้วงเวลาที่ ‘อันตราย’ ครั้งหนึ่งในชีวิต เมื่อ เอวาน แชนด์เลอร์ (Evan Chandler) กล่าวหาว่าแจ็คสันล่วงละเมิดทางเพศ จอร์แดน แชนด์เลอร์ (Jordan Chandler) บุตรชายวัย 13 ปีของเขา ข้อกล่าวหาปะทุขึ้นท่ามกลางช่วงที่แจ็คสันกำลังออกทัวร์คอนเสิร์ต Dangerous World Tour อยู่พอดิบพอดี ราวกับว่าจังหวะชีวิตเลือกที่จะทดสอบเขาในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด
เรื่องราวเริ่มต้นจากมิตรภาพระหว่างแจ็คสันกับเด็กชายคนหนึ่ง ที่นับเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับราชันเพลงป็อปผู้เปิดประตู Neverland Ranch ต้อนรับเด็ก ๆ อยู่เสมอ ในฐานะสวนสนุกแห่งความฝันที่สร้างขึ้นเพื่อชดเชยวัยเด็กที่ไม่เคยมี แต่มิตรภาพครั้งนี้กลับถูกตีความใหม่ในมุมที่มืดมิดกว่า เมื่อฝ่ายแชนด์เลอร์เรียกร้องเงิน 20 ล้านดอลลาร์แลกกับการไม่นำเรื่องสู่สาธารณะ
เมื่อข้อตกลงไม่เกิดขึ้น ข้อกล่าวหาก็ถูกเปิดเผยจนกลายเป็นข่าวที่กัมปนาทไปทั่วโลก การสอบสวนไม่พบหลักฐานทางกายภาพ แต่แจ็คสันเลือกยุติคดีแพ่งด้วยเงินราว 23 ล้านดอลลาร์ โดยยืนยันว่านั่นไม่ใช่การยอมรับผิด คดีอาญาถูกยุติลงในเวลาต่อมาเมื่อผู้เสียหายปฏิเสธที่จะขึ้นให้การ
ทัวร์คอนเสิร์ตถูกยกเลิก ภาพลักษณ์ของราชันเพลงป็อปผู้เปี่ยมเสน่ห์ถูกแทนที่ด้วยภาพของชายผู้ถูกตั้งคำถามอย่างไม่มีวันจบสิ้น สื่อที่เคยเชิดชูเขาพลิกกลับมาเป็นฝ่ายไล่ล่า แจ็คสันเริ่มพึ่งพายาแก้ปวดมากขึ้นจนต้องเข้ารับการบำบัด ร่างกายและจิตใจถูกบดขยี้ไปพร้อมกับพาดหัวข่าวที่ถาโถมไม่หยุดหย่อน บ้านของเขาถูกคุ้ยค้นทุกซอกทุกมุม ไม่เว้นแม้แต่ตัวของเขาที่ถูกหมายค้นสั่งให้แก้ผ้าล่อนจ้อนและถ่ายภาพบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐาน
และไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าแจ็คสันจะเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อของการรีดไถ หรือเป็นผู้กระทำที่หนีรอดมาได้ด้วยอำนาจของเงิน ภาพจำที่โลกเลือกจดจำกลับไม่ใช่คำตัดสินของศาลหรือผลสอบสวน แต่เป็นภาพของ ‘ความผิดปกติ’ ที่ถูกปะติดปะต่อจากชีวิตอันแปลกประหลาดของเขา ใบหน้าที่เปลี่ยนไป ผิวพรรณที่ขาวขึ้น สวนสนุกส่วนตัวที่มีเด็ก ๆ มาค้างคืน ทั้งหมดถูกร้อยเรียงให้กลายเป็นเรื่องเล่าของ ‘ความอันตราย’ ที่ฝังแน่นในจิตสำนึกของสาธารณชน แม้ในวันที่เขาไม่หายใจอีกต่อไปแล้ว มันก็ยังดำเนินต่อเรื่อยมานับจากตรงนั้น
ใครจะคิดว่า Dangerous
คือคอนเซปต์อัลบั้ม?!
จะคิดแบบนั้นก็ไม่ผิดเสียทีเดียว เพราะ Dangerous ก็ไม่ได้เป็น ‘คอนเซปต์อัลบั้ม’ (Concept Album) ในตัวของมันเองที่มีการดำเนินเรื่องราวเรียงต่อกันหรืออยู่ภายใต้ธีมเดียวกันโดยสมบูรณ์ อัลบั้มอันตรายของราชันเพลงป็อปไม่ได้มีความเป็นเอกภาพเฉกเช่น Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band (1967) โดย The Beatles หรือ The Dark Side of the Moon (1973) ของ Pink Floyd และก็ไม่ได้เรียงร้อยต่อกันเป็นเรื่องราวแบบ The Rise and Fall of Ziggy (1972) โดย เดวิด โบวี (David Bowie) หรือ The Black Parade (2006) โดย My Chemical Romance
แต่ในแง่ของการนำเสนอประเด็น สไตล์ทางดนตรี และการเรียบเรียงลำดับของเพลงที่ถูกนำเสนอ เมื่อลองจุ่มหูลงไปฟังอย่างละเอียดแล้ว Dangerous ก็ได้ให้กลิ่นอายความเป็นคอนเซปต์อัลบั้มที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนความเป็นสัจนิยมและการเติบโตได้อย่างน่าสนใจดังที่เราได้กล่าวไปก่อนหน้า
ในหนังสือวิเคราะห์อัลบั้ม Dangerous โดย ซูซาน ฟาสต์ (Susan Fast) เธอได้ให้มุมมองเกี่ยวกับอัลบั้มนี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะจำแนกบทเพลงทั้งหมดออกเป็นสี่หมวดหมู่ ซึ่งจะสะท้อนคุณลักษณะทางดนตรีและเนื้อหาของแต่ละแทร็กในอัลบั้มนี้
เริ่มต้นจาก ‘Noise’ ที่จะประกอบไปด้วยสองแทร็กแรกอย่าง ‘Jam’ และ ‘Why You Wanna Trip Me’ ดังที่เราได้กล่าวไปถึงรสชาติทางดนตรีที่หยาบกร้านและกระแทกกระทั้น เพียงแค่สองเพลงแรกของอัลบั้มก็ฉายภาพคุณลักษณะดังกล่าวเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรีที่หนักและกระแทกกระทั้น เสียงแก้วแตกซึ่งเป็นเสียงแรกสุดที่ผู้ฟังจะได้ยิน ไปจนถึงสไตล์การร้องที่ราวกับกำลังจะขาดใจของแจ็คสันจึงฉายภาพ ‘ซาวด์’ ของ Dangerous ได้อย่างชัดเจน ในบางมิติ เสียงเหล่านี้ที่ผสมผสานความยุ่งเหยิงและความหนักเอาไว้ด้วยกันก็แฝงไปด้วยอารมณ์ ‘โกรธ’
เมื่อผนวกรวมกับเนื้อหาที่เปิดมาด้วยมุมมองต่อโลกกับปัจจุบันก็ยิ่งสอดคล้องกันเข้าไปใหญ่ ในเพลง ‘Jam’ แจ็คสันได้กล่าวถึงการร่วมไม้ร่วมมือกันของแต่ละประเทศหรือสังคมที่กำลังปริแยกออกจากกันท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ ปัญหาต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ชัดเจนตรงหน้าก็ไม่มีใครเลือกที่จะแก้ ทั้ง ๆ ที่คุยกันไว้ตั้งแต่ทีแรกว่าจะผ่านมันไปด้วยกัน หรือแม้แต่ในเวิร์สถัดมาที่แจ็คสันพยายามจะกล่าวถึงโลกที่ผันเปลี่ยนไปทุกวัน แต่ในขณะที่คนเราไม่ได้เปลี่ยนไปไหนมากเพราะ “ถูกจำกัดโดยระบบ” (conditioned by the system)
ไมเคิล แจ็คสัน ถ่ายทอดออกไปว่านี่คือปัญหาที่โลกของเรากำลังเผชิญอยู่ แล้วจะแก้มันยังไงล่ะ?
ก็มา ‘แจม’ กันไง!
มาร่วมแก้ไขปัญหาร่วมกันผ่านสารพันวิธีที่เราต่างพอจะคิดกันออก ใช้ความสร้างสรรค์ต่อกรกับมัน
ในเพลงอย่าง ‘Why You Wanna Trip Me’ ที่มีซาวด์ในโทนเดียวกับเพลงก่อนหน้า แจ็คสันก็ตั้งคำถามว่า ในขณะที่โลกนี้เต็มไปด้วยปัญหามากมาย ความยากจนอดอยากหิวโหย ผู้คนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ โรคระบาดที่รักษาไม่หาย และปัญหาความรุนแรงที่มนุษย์ฆ่าฟันกัน แต่แทนที่จะแก้ปัญหา
แต่แทนที่จะแก้ปัญหา… เอ็งกลับมาขัดแข้งขัดขาข้าเนี่ยนะ?! (Why you wanna trip on me?)
ในอัลบั้มก่อนหน้า แจ็คสันเองก็ส่งต่อความในใจต่อบรรดาสื่อที่จ้องจะหาเรื่องโจมตีเขาไปในทำนองเดียวกันในเพลง Leave Me Alone ว่าอย่ามายุ่งกันเลย ปล่อยข้าพเจ้าไปเถิด พอมาถึงอัลบั้มนี้ แจ็คสันก็ถ่ายทอดมันออกไปผ่านคำถามและตัวอย่างว่า ในห้วงเวลาที่โลกทุกข์ยากเช่นนี้ ไฉนเรื่องของเขากลับไปเป็นเป้าสายตาและน่าสนใจขนาดนั้น?
ในมิติของดนตรีที่ชวนขบคิดเพิ่มคือเราจะเห็นได้ว่า แจ็คสัน ‘ให้เวลา’ กับหลายเพลงในอัลบั้มนี้มากขึ้น ดังที่กล่าวกันไปก่อนหน้าว่าแจ็คสันได้หยิบยกเอาองค์ประกอบความเป็นฮิปฮอปมาหยิบใช้อย่างชัดเจนในอัลบั้มนี้ อย่างเพลง Jam ที่มีการหยิบเอาโครงสร้างทางดนตรีจำนวน 8 ห้องเพลง (8-Bar Pattern) มาใช้ ซึ่งหากลองฟังดูแล้ว กว่าเราจะได้ยินเสียงของแจ็คสันหลังจากผ่านโครงสร้าง 8 ห้องเพลงนี้ไปสามครั้ง และกว่าจะได้ยินเสียงของเขาก็ผ่านไปกว่าหนึ่งนาที
การให้เวลาที่ว่านี้อาจสะท้อนจากการที่ตัวของแจ็คสันไม่ต้องคานอิสรภาพทางการสร้างสรรค์กับควินซี โจนส์แล้วก็เป็นได้ หรืออาจเป็นเพราะตัวเขาอยากทดลองสร้างสรรค์ดนตรีไปในทิศทางเดียวกับที่เขาต้องการ โดยในสารคดี This Is It (2009) แจ็คสันได้เคยกล่าวระหว่างซ้อมว่า “คุณต้องปล่อยให้มัน (ดนตรี) กลืนกินคุณ คุณต้องถูกเคี่ยวด้วยมัน ราวกับว่ากำลังอาบแสงจันทรา” สะท้อนว่าอินโทรที่ยาวเหยียดในอัลบั้ม Dangerous อาจมาจากทิศทางการสร้างสรรค์ที่กำเนิดขึ้นมาจากตัวเขาเองที่พิสมัยการถูกกลืนกินเป็นเนื้อเดียวกันกับเสียงดนตรี
ในช่วงถัดมา ฟาสต์นิยามกลุ่มเพลงเหล่านี้ว่า ‘Desire’ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ ‘In the Closet’, ‘She Drives Me Wild’, ‘Remember the Time’ ไปจนถึง ‘Can’t Let Her Get Away’ ซึ่งนับเป็นบรรดาแทร็กที่แจ็คสันถ่ายทอดเรื่อง ‘ความรัก’ ในมิติที่ลึกซึ้งกว่าผลงานชุดก่อน ๆ และยังเป็นหมุดหมายการเติบโตที่กล้าแตะความรักในอาณาบริเวณที่เกี่ยวโยงกับ ‘เพศ’ มากกว่าในอดีต
ในเพลง ‘In the Closet’ ก็เป็นการถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และความปรารถนาที่ต้องเก็บงำเอาไว้ในใจ — เอาไว้ในตู้เสื้อผ้า — ท่ามกลางแรงเร้าที่อาจยับยั้งมันเอาไว้ไม่อยู่ แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เรื่องของความโรแมนติคอีกต่อไป แต่ขยับเขยื้อนชิดใกล้กับความสัมพันธ์ทางกายมากขึ้นกว่าเดิม และยิ่งผนวกรวมกับมิวสิควิดีโอที่ถ่ายทำร่วมกับนางแบบ นาโอมิ แคมป์เบล (Naomi Campbell) ก็ยังทำให้สิ่งที่สื่อสารนี้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม
เพลงเหล่านี้จึงสะท้อนการเติบโตทางมุมมองต่อความรักและความสัมพันธ์ของแจ็คสันที่ถ่ายทอดมันด้วยความซับซ้อนมากกว่าอดีต ที่ไม่ได้มีเพียงความรักที่โรแมนติค แต่ยังผนวกรวมไปถึงความรักที่เย้ายวนชวนเสน่หา หรือบางคราวก็เป็นพิษต่อผู้ตกหลุมรักแบบหัวปักหัวปำด้วย เพราะเมื่อเติบโตขึ้น ความรักย่อมยุ่งเหยิงและซับซ้อนตามกันไป
เมื่อก้าวผ่านความยุ่งเหยิงทั้งในสถานการณ์ของโลกทั้งใบและความรักความสัมพันธ์แล้ว แจ็คสันก็ได้พาผู้ฟังขยับเข้าสู่ส่วนถัดไป ซึ่งฟาสต์นิยามเพลงในส่วนนี้ว่า ‘Utopia’ ซึ่งประกอบไปด้วยสองเพลง (ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในอัลบั้มนี้) อย่าง ‘Heal the World’ และ ‘Black or White’
การจัดวางเพลงทั้งสองเอาไว้ตรงกลางอัลบั้มภายหลังจากผ่านเพลงทั้งหกมาแล้วนับว่าเป็นวิธีที่น่าสนใจ เพราะภายหลังจากผ่านทั้งสองประเด็นที่มีความมืดหม่นและขมขื่น แจ็คสันก็ได้พาเราเข้าสู่เสียงดนตรีชวนฝัน ชวนจินตนาการถึงโลกที่ดีกว่า (หรือในอีกนัยหนึ่ง ชวนเราหลบหนีจากโลกแห่งความจริงอันขมขื่น) ผ่านเพลง Heal the World ที่เป็นข้อความชวนผู้คนทั้งโลกโอบกอดโลกทั้งใบและส่งต่อโลกใบนี้ให้กับคนรุ่นหลังในแบบที่ดีกว่าที่เคยเป็น
ก่อนจะต่อด้วยเพลง Black or White ที่เกิดมาเพื่อชะล้างการแบ่งแยกเชื้อชาติในสังคมและประกาศชัดว่าไม่ว่าจะสีผิวไหน ๆ วัฒนธรรมใด ๆ ก็คนเหมือนกันทั้งสิ้น!
แต่เมื่อพ้นจากยูโทเปียที่สวยงามแล้ว แจ็คสันก็ไม่ได้ปล่อยให้เราลอยอยู่กลางอากาศด้วยความฝันอันสดใส เพราะส่วนถัดมาที่ฟาสต์นิยามว่า ‘Soul’ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ ‘Who Is It’, ‘Give In To Me’, ‘Will You Be There’ ไปจนถึง ‘Keep the Faith’ คือการทิ้งดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของจิตวิญญาณอย่างไม่ยั้งมือ นี่คือส่วนที่แจ็คสันหันเข้าหาตัวเองอย่างแท้จริง ไม่มีคำปราศรัยเรื่องโลกทั้งใบ ไม่มีท่าทีของ 'ซูเปอร์สตาร์' ที่ยืนอยู่เหนือปัญหา แต่เป็นชายคนหนึ่งที่กำลังเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยว การถูกทรยศ และคำถามที่ว่าจะมีใครอยู่เคียงข้างเขาจริง ๆ หรือไม่?
สิ่งที่น่าทึ่งคือแจ็คสันไม่ได้เลือกที่จะถ่ายทอดความเจ็บปวดเหล่านี้ผ่านภาษาทางดนตรีเพียงแบบเดียว แต่กลับสลับข้ามไปมาระหว่างสไตล์ดนตรีที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ราวกับบอกว่าไม่ว่าจะร้องไห้ในภาษาไหน ความเจ็บปวดก็คือความเจ็บปวดอยู่ดี…
‘Who Is It’ เปิดด้วยเสียงประสานที่บริสุทธิ์คล้ายบทสวดจากยุคกลาง ก่อนจะถูกฉีกขาดด้วยกรูฟที่มืดทึบและหนักหน่วง ‘Give In To Me’ พลิกไปสู่ภาษาของเมทัลบัลลาด พร้อมกีตาร์โซโลจาก สแลช (Slash) แห่ง Guns N' Roses ที่โหมกระหน่ำราวกับจะระเบิดทุกอารมณ์ที่กักเก็บไว้ออกมาจนหมดสิ้น ก่อนจะมาถึง ‘Will You Be There’ ที่แจ็คสันเปิดด้วยการอ้างอิงบทเพลง ‘Ode to Joy’ ของ เบโธเฟน (Beethoven) อย่างอาจหาญ แล้วค่อย ๆ ละลายมันเข้าสู่ภาษาของดนตรีกอสเปลจากโบสถ์ผิวดำ ซึ่งนับเป็นการนำสองโลกที่ต่างกันสุดขั้วมาบรรจบกันอย่างแยบยลเพื่อถ่ายทอดการแสวงหาทางจิตวิญญาณที่ข้ามพ้นกรอบของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง พร้อมคำถามที่เรียบง่ายว่า
“เมื่อเวลาที่ข้าต้องการ เจ้าจะอยู่ตรงนั้นไหม?”
นับเป็นส่วนที่เปลือยเปล่าที่สุดของอัลบั้ม และอาจเป็นส่วนที่เปลือยเปล่าที่สุดในผลงานทั้งหมดของไมเคิล แจ็คสัน ก็ว่าได้ เพราะราชันเพลงป็อปคนนี้ไม่เพียงถ่ายทอดอาการบาดเจ็บ แต่เลือกที่จะฉีกแผลเปิดออกให้ผู้ฟังมองเห็นทุกซอกทุกมุมของมัน จนเมื่อ ‘Keep the Faith’ พยายามจะฉุดลากเราขึ้นมาจากก้นเหว มันก็ทำได้เพียงพอให้หายใจได้สักพัก ก่อนที่ ‘Gone Too Soon’ จะตามมาทิ้งท้ายด้วยความสูญเสียอีกครั้ง
ราวกับแจ็คสันกำลังบอกเราว่า ในโลกของผู้ใหญ่นั้น ความหวังไม่เคยเป็นคำตอบสุดท้าย และความเจ็บปวดก็ไม่เคยหายไปจริง ๆ มันเพียงเปลี่ยนรูปร่างเท่านั้นเอง
ภายหลังจากผ่านมวลอารมณ์และหลากหลายแง่มุมในชีวิตมาถึง 13 เพลง ท้ายที่สุดนั้นแจ็คสันก็พาเราหวนกลับมา ณ จุดเริ่มต้น กับซาวด์กระแทกกระทั้นและหยาบกร้านแบบเดิมดังที่เราได้ยิน ณ จุดเริ่มต้น เพลงที่ปล่อยให้เราแช่กับดนตรีนานหนึ่งนาทีก่อนที่เราจะได้ยินเสียงของเขา
ไมเคิล แจ็คสัน ได้พาเรากลับมาจุดเริ่มต้นอีกครั้งกับเพลง ‘Dangerous’
เนื้อหาของ Dangerous คือการบอกเล่าเรื่องราวของประเภทตัวละครที่ถูกนิยามว่า ‘femme fatale’ หรือหญิงสาวลึกลับเย้ายวนเปี่ยมเสน่ห์ ซึ่งนับเป็นท่าถนัดของแจ็คสันดังที่ถูกถ่ายทอดผ่านเพลงก่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็น Billie Jean, Dirty Diana หรือ Smooth Criminal กับการพร่ำเพ้อและกล่าวถึงหญิงสาวที่ปรารถนา
แต่ในเชิงการเล่าเรื่องนั้น การวาง Dangerous เอาไว้ ณ จุดนี้ ภายหลังจาก Gone Too Soon ณ เพลงสุดท้ายของอัลบั้ม เปรียบเสมือนการกระชากผู้ฟังจากตัวตนที่เปลือยเปล่าและกลับสู่ฉากหน้าของการแสดง จากดนตรีที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์และความจริงใจ สู่ฉากหน้าของการแสดงแบบที่เรารู้จักเขา ณ จุดเริ่มต้น
เราได้ตั้งต้นจากการถูกนำเสนอตัวตนและบทเพลงด้วยโทนของความเป็นหน้าฉาก ก่อนจะค่อย ๆ กระเทาะเปลือกให้เห็นไส้ในของตัวตนและความเปราะบาง ก่อนจะประกอบมันกลับคืนอีกครั้งในท้ายสุด
การฟัง Dangerous ต่อเนื่องตลอดอัลบั้มจึงเปรียบเสมือนได้เริ่มต้นบทสนทนากับ ไมเคิล แจ็คสัน ที่ตั้งต้นจากซุปเปอร์สตาร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ความเป็นหน้าฉาก (theatricality) ก่อนจะค่อย ๆ กระเทาะเปลือกลึกเข้าไปในตัวตนจนเปลือยเปล่า แต่ก่อนที่จะจบไปนั้น แจ็คสันก็ได้ค่อย ๆ ประกอบตัวตนกลับคืนสู่จุดแรกเริ่มเพื่อกลับไปแสดงอีกครั้ง
การได้ลองเปิด Dangerous ฟังอย่างเข้าถึงนี้จึงทำให้เราเห็นตัวตนของ ไมเคิล แจ็คสัน ได้ชัดเจนขึ้นไม่แพ้อัลบั้มไหน ๆ ไม่เพียงแต่มันได้สะท้อนการเติบโตทางดนตรี ความคิด และการแสดงออกของเขา แต่มันยังถูกเรียงร้อยมาเพื่อสะท้อนความเปราะบางและเปลือยเปล่า แต่ในขณะเดียวกันก็แข็งกร้าวและต้องเดินหน้าต่อไปของเขาอย่างสมบูรณ์ที่สุด