27 เม.ย. 2569 | 12:12 น.

KEY
POINTS
ในความทรงจำของคนไทย ภาพจำของ ‘หม่ำ จ๊กมก’ คือชายผู้มาพร้อมกับเสียงหัวเราะ มุกตลกโปกฮา และจังหวะการยิงมุกที่เฉียบขาดรวดเร็วดั่งปืนกล ทว่าในอีกมุมหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย ชายคนเดียวกันนี้เพิ่งได้รับการจารึกรอยมือรอยเท้าเป็น ‘ดาวดวงที่ 208’ แห่งลานดารา หอภาพยนตร์ ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำว่า เขาไม่ได้เป็นเพียง ‘ตลกซูเปอร์สตาร์’ แต่คือ ‘ศิลปิน’ ผู้ขับเคลื่อนวงการศิลปะที่เจิดจรัสที่สุดคนหนึ่งของยุคสมัย
และหากจะเปิดหน้ากระดาษเพื่อค้นหาผลงานชิ้นเอก (Masterpiece) ที่เปลื้องคราบของความเป็นตลกออกจนหมดสิ้น เผยให้เห็นก้นบึ้งของความรวดร้าวและจิตวิญญาณแห่งการแสดงที่ลึกซึ้งที่สุด ย่อมไม่มีผลงานใดที่จะเทียบเคียงได้กับภาพยนตร์เรื่อง ‘เฉิ่ม’ เรื่องราวของ ‘สมบัติ ดีพร้อม’ โชเฟอร์แท็กซี่กะดึกผู้มีชีวิตเนิบช้า หลงใหลในสุนทรียภาพแห่งยุคเก่า ชายผู้ซื่อสัตย์ต่อความรักแต่มักถูกโชคชะตาเล่นตลก
ต่อไปนี้คือ 10 เรื่องจริงเบื้องหลัง ‘เฉิ่ม’ ที่ยังเรียกน้ำตาคนดูได้ตั้งแต่อดีต จนถึงวันนี้
1. เหตุผลที่ต้องเป็น ‘หม่ำ จ๊กมก’ เท่านั้น : จุดเริ่มต้นของตำนานบทนี้ไม่ได้มาจากความตั้งใจของหม่ำ แต่มาจากสายตาอันทะลุปรุโปร่งของ ‘คงเดช จาตุรันต์รัศมี’ ผู้กำกับภาพยนตร์ ที่บังเอิญไปเห็นฉากการตายของตัวละครที่หม่ำแสดงในช่วงท้ายของเรื่อง ‘องค์บาก’ แววตาในวาระสุดท้ายของตัวละครนั้นทรงพลังจนคงเดชเชื่อหมดใจว่า ผู้ชายคนนี้เล่นดราม่าชั้นครูได้สบาย ๆ เขาจึงจรดปากกาเขียนบท ‘สมบัติ ดีพร้อม’ โดยมีใบหน้าของหม่ำลอยวนเวียนอยู่ในหัวเพียงคนเดียว เมื่อถูกตั้งคำถามติดตลกว่า ทำไมตอนนั้นถึงไม่คิดจะเลือก ‘เท่ง’ หรือ ‘โหน่ง’ มารับบทนี้ คงเดชตอบตรงไปตรงมาแต่คงความอ่อนน้อมว่า “บารมีมันต่างกัน” เจอคำตอบแบบนี้เข้าไป หม่ำถึงกับอารมณ์ดีจนเก็บอาการไม่อยู่ พร้อมกับเอ่ยปากยุส่งแบบติดฮาว่า “พูดไป ๆ พูดต่อไปเลยคงเดช” สร้างเสียงหัวเราะครืนใหญ่ให้กับผู้ที่ได้ฟัง
2. สายตรงจาก ‘เสี่ยเจียง’ : แม้ใจหนึ่งหม่ำจะอยากปฏิเสธเพราะรู้ตัวว่าบทนี้มันหนักหนาและห่างไกลจากคอมฟอร์ตโซนของเขาเหลือเกิน แต่เมื่อโทรศัพท์สายตรงที่โทรมาทาบทามคือ ‘เสี่ยเจียง’ (สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ) ผู้เป็นดั่งผู้ใหญ่ที่มีพระคุณ คำว่าปฏิเสธจึงถูกกลืนหายไปในลำคอ หม่ำรับโครงสร้างบทมาเปิดอ่านด้วยความรู้สึกกดดัน พลางรำพึงกับตัวเองเบา ๆ ว่า “เชี่ย... นี่ไม่ใช่ตัวกู” แต่สุดท้าย ความรับผิดชอบและสปิริตของศิลปินก็สั่งให้เขาเดินหน้าลุยกับบทบาทที่ท้าทายที่สุดในชีวิต
3. ผู้กำกับสั่งเบรกกอง : ช่วงเริ่มต้นของการถ่ายทำเป็นเสมือนฝันร้าย เพราะธรรมชาติของตลกคือความรวดเร็วและเสียงหัวเราะ แต่สมบัติ ดีพร้อม คือขั้วตรงข้าม ในช่วง 3-4 คิวแรก หม่ำยอมรับอย่างลูกผู้ชายว่าเขากังวลหนักมาก ไม่เชื่อมั่นเลยว่าตัวเองจะสามารถสวมวิญญาณเป็นชายผู้น่าสงสารคนนี้ได้ ความกดดันแผ่ซ่านจนคงเดชสัมผัสได้ ผู้กำกับจึงตัดสินใจสั่งเบรกการถ่ายทำชั่วคราว เดินเข้าไปนั่งจับเข่าคุยกับหม่ำเพื่อดึงสติและมอบความเชื่อมั่นว่า “เฮ้ย พี่ใจเย็น ๆ พี่ทำได้ มันจะเวิร์ก” ซึ่งนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้หม่ำเริ่มปลดล็อกตัวเอง
4. ซ้อมหนักจนเมียคิดว่าบ้า : เมื่อตัดสินใจกระโจนลงสมรภูมิอารมณ์ หม่ำทุ่มเทลอกคราบความเป็น ‘หม่ำ จ๊กมก’ ออกจนหมดเกลี้ยง เขาเริ่มต้นกระบวนการเวิร์กชอปด้วยตัวเองอย่างบ้าคลั่งที่บ้าน จากคนที่เคยทำทุกอย่างรวดเร็ว เขาเริ่มฝึกกดจังหวะชีวิตให้ช้าลงราวกับเข็มนาฬิกาที่ใกล้หมดลาน เขาไปยืนจ้องตัวเองในกระจก ซ้อมเดินให้เชื่องช้า ซ้อมเคี้ยวข้าวให้ละเอียดและอืดอาดที่สุดเท่าที่จะทำได้ พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันนี้ ทำเอาภรรยาคู่ชีวิตถึงกับตกตะลึงและทนไม่ไหว ต้องเอ่ยปากถามด้วยความมึนงงปนเป็นห่วงว่า “มึงเป็นบ้าอะไรเนี่ย หนังเรื่องอะไรเนี่ย!”
5. เมื่อ ‘เฉิ่ม’ ดลใจให้ภรรยาขอจัด ‘งานแต่งงาน’ : อิมแพกต์ของภาพยนตร์เรื่องเฉิ่ม ไม่ได้หยุดอยู่แค่คำวิจารณ์หรือรายได้บนบ็อกซ์ออฟฟิศ แต่มันยังได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงต่อ ‘หัวใจ’ และชีวิตคู่ของหม่ำ จ๊กมก ด้วย หลังจากที่ภาพยนตร์ตัดต่อเสร็จสมบูรณ์ ภรรยาคู่ชีวิตที่เคยตั้งคำถามตอนเขาซ้อมหน้ากระจก ได้มีโอกาสมานั่งชมภาพยนตร์เรื่องนี้แบบเต็ม ๆ ตา ความรักที่แสนบริสุทธิ์ ความซื่อสัตย์ และชะตากรรมอันน่ารันทดของสมบัติ ดีพร้อม ในช่วงท้ายเรื่อง ได้กระชากอารมณ์ของภรรยาจนเธอร้องไห้ “โอ้โห... เมียผมก็ร้องไห้นะ สงสารตอนสุดท้าย รู้เลยว่าสะอึก” และความซาบซึ้งในความรักอันงดงามจากแผ่นฟิล์มนี้เอง ที่เป็นแรงบันดาลใจครั้งใหญ่และจุดประกายให้ภรรยาของเขาเอ่ยปากขอจัดงานแต่งงาน เพื่อเฉลิมฉลองความรักที่มีต่อกัน หม่ำเล่าย้อนความทรงจำที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มว่า “ผมจัดงานแต่งงานเพราะหนังเรื่องนี้” นี่คือมนต์เสน่ห์ของภาพยนตร์ที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างเรื่องแต่งและชีวิตจริงได้อย่างมหัศจรรย์
6. ถ่ายทำหามรุ่งหามค่ำ และการปิดถนนด้วยความช่วยเหลือจากตำรวจ : เพื่อให้ได้ภาพและบรรยากาศความเหงาของกรุงเทพฯ ยามราตรีอย่างแท้จริง กองถ่ายเฉิ่มจึงต้องทำงานโดยเริ่มต้นตั้งแต่ทุ่มนึงจนถึงตี 5 ทุกวัน หม่ำต้องสวมวิญญาณโชเฟอร์กะดึก ขับแท็กซี่ตระเวนไปตามท้องถนนทั่วเมืองกรุง การถ่ายทำที่ยาวนานกว่า 30 คิวกลางสี่แยกและถนนสายหลัก ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย เบื้องหลังความสำเร็จต้องขอยกเครดิตและขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลากหลาย สน. ที่คอยมาช่วยอำนวยความสะดวก ควบคุมพื้นที่ และปิดถนนให้รถแท็กซี่คันเก่งของสมบัติ ดีพร้อม ได้แล่นผ่านเข้าไปบันทึกภาพสวย ๆ ทั่วกรุงเทพมหานครได้อย่างราบรื่น
7. สุภาพบุรุษจ๊กมก ผู้เกรงใจจนไม่กล้าสบตา ‘นุ่น วรนุช’ : อีกหนึ่งเคมีที่ยอดเยี่ยมของภาพยนตร์คือการได้โคจรมาพบกันของตลกระดับประเทศและนางเอกเบอร์ต้นอย่าง ‘นุ่น วรนุช’ (รับบท ‘นวล’) แต่เบื้องหลังฉากที่แสนจะละเอียดอ่อนนั้น หม่ำกลับเต็มไปด้วยความประหม่าและเขินอายสุดขีด ด้วยความเป็นคนขี้เกรงใจ เมื่อต้องเข้าฉากกอดหรือส่งอารมณ์ใกล้ชิด เขาจึงตั้งกฎกับตัวเองว่าจะไม่ยอมสบตานางเอกตรงๆ “เวลากอดเค้าผมก็เขินอยู่แล้ว... นางเอกทุกเรื่องผมจะไม่ค่อยมองตา มองเฉียดหูไปเลย เพราะผมเป็นคนขี้เกรงใจ”
8. จาก ‘Midnight My Love’ สู่ชื่อสุดช็อก ‘แท็กซี่หน้าหม่ำ’ : รู้หรือไม่ว่า เฉิ่มเกือบจะไม่ได้ชื่อเฉิ่ม! ในช่วงพัฒนาบท คงเดชตั้งชื่อโปรเจกต์นี้ไว้แบบสากลสุด ๆ ว่า ‘Midnight My Love’ แต่แล้วในวันมงคลสมรสของคงเดชเอง เสี่ยเจียง ผู้เป็นเถ้าแก่ในงาน ได้หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งยื่นใส่มือผู้กำกับป้ายแดง พร้อมบอกว่าคิดชื่อหนังได้แล้ว เมื่อคงเดชคลี่กระดาษออกดูและพบกับคำว่า ‘แท็กซี่หน้าหม่ำ’ (ล้อไปกับ ‘บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม’) เขาก็ถึงกับเข่าทรุด น้ำตาแทบไหล
9. ปรมาจารย์นักตั้งชื่อ ผู้ประทานชื่อ ‘เฉิ่ม’ : เมื่อชื่อแรกมันดูฝรั่งไป และชื่อที่สองก็ดูจะเอาฮาเกินลิมิต ท้ายที่สุด บทสรุปอันงดงามของชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไปตกอยู่ในมือของ ‘สุชาติ วุฒิชัย’ ปรมาจารย์นักตั้งชื่อภาพยนตร์ ซึ่งเป็นผู้ตกผลึกและสกัดเอาแก่นแท้ของตัวละครออกมาเป็นคำสั้น ๆ พยางค์เดียวแต่ทรงพลังและอธิบายทุกอย่างได้จบในตัวว่า ‘เฉิ่ม’
10. หนังเรียกน้ำตา : วันเข้าฉาย เฉิ่มสร้างปรากฏการณ์พลิกความคาดหมาย แฟนคลับวัยรุ่นและเด็กน้อยในยุคนั้น (บางคนอายุเพียง 5 ขวบ) ตีตั๋วเข้าไปดูด้วยความหวังว่าจะได้หัวเราะ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นความซึมและเสียงสะอื้น “คนเข้าไปดูคาดหวังว่าจะเป็นหนังตลก... แต่ออกมาซึมเลย ผมเห็นน้ำตาซึมกันทุกคน เฮ้ย กูทำได้นี่หว่า” หม่ำกล่าวด้วยความภูมิใจ ความอินนี้ไม่ได้เกิดแค่กับคนดู เพราะแม้แต่ตัวหม่ำเอง เมื่อได้กลับมายืนทอดสายตาดูผลงานชิ้นนี้บนจอเงินอีกครั้ง เขาก็ไม่อาจกลั้นความรู้สึกได้ “ยืนดูจนน้ำตาไหลเลย ซีนสุดท้ายน่ะครับ... รู้สึกสงสารผู้หญิงคนนี้ สงสารตัวไอ้สมบัติด้วย... คนซื่อ ๆ แล้วก็รักจริง” ภาพของชายที่ยืนปาดน้ำตาให้กับการแสดงของตัวเอง คือเครื่องการันตีถึงอินเนอร์อันเปี่ยมล้นที่เขามอบให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้
หากจะสืบสาวราวเรื่องถึงจุดกำเนิดแพสชันด้านภาพยนตร์ของชายผู้นี้ ต้องย้อนกลับไปในวัยเด็ก ที่บ้านของเขาอยู่ติดกับโรงหนัง หม่ำซึมซับแสงสีจากจอเงินมาตั้งแต่จำความได้ เขานั่งดู จดจำชื่อดาราทั้งฝั่งไทยและฮ่องกงได้แม่นยำ เส้นทางชีวิตของเขาไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบ จากตลกคาเฟ่ที่เล่นหนังเป็น ‘ตัวประกอบ’ วิ่งหนีผีปอบลงตุ่มน้ำและกระโจนลงคลองตั้งแต่เช้าตรู่จนหนาวสั่น
โชคชะตานำพาเขามาถึงจุดพลิกผันสำคัญ เมื่อ ‘ต้อม ยุทธเลิศ’ ตัดสินใจดึงเขามาล้างไพ่ใหม่ในภาพยนตร์เรื่อง ‘มือปืน/โลก/พระ/จัน’ ด้วยคำสั่งว่า “พี่หม่ำไม่ต้องตลก เอาจริงเลย เอาหม่ำโหดเหี้ยมเลย” การได้ปลดปล่อยศักยภาพในวันนั้น เป็นเสมือนกุญแจที่ไขประตูความกล้าหาญให้หม่ำเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางสายผู้กำกับ
ด้วยหัวใจที่บ้าบิ่น หม่ำบุกไปขอเสนอโปรเจกต์ภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตกับเสี่ยเจียง เขานั่งรอตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงตีสี่ และเมื่อเสี่ยเจียงมาถึง หม่ำใช้เวลาพ่นไฟขายไอเดียหนังแอ็กชันสไตล์ฮ่องกงไปเพียงแค่ไม่ถึง 10 นาที เสี่ยเจียงก็พยักหน้าอนุมัติทันที และนั่นคือวินาทีที่จุดระเบิดตำนาน ‘บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม’ ที่สร้างฉากจำด้วยการลงทุนวิ่งแก้ผ้าล่อนจ้อนกลางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแบบเทกเดียวผ่าน พร้อมวาทะบลัฟระดับโลกว่า “เฉินหลงใจไม่ถึงเท่าผมหรอก... เฉินหลงที่วิ่งแถวเทียนอันเหมินมั้ยล่ะ!”
เมื่อก้าวขึ้นมาแท่นผู้กำกับ หม่ำ จ๊กมก ใช้ ‘เซนส์’ และ ‘ความเข้าใจมนุษย์’ เป็นอาวุธหลักในการทำงาน เขาเลือกดึงเอาเสน่ห์ของรากหญ้าและวัฒนธรรมอีสานมาเล่าใหม่อย่างมีชีวิตชีวาใน ‘แหยม ยโสธร’ แม้ในตอนแรกจะถูกมองว่าหนังภูธรแบบนี้ให้ทุนมา 17 ล้านคงเจ๊งแน่ ๆ แต่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นด้วยการโกยรายได้วันแรกทะลุไปเกือบ 12 ล้าน หรือแม้แต่การหยิบเอากลิ่นอายหนังคลาสสิกมาเขย่ารวมกันจนเกิดเป็น ‘วงษ์คำเหลา’
อัจฉริยภาพในการกำกับของหม่ำยังรวมถึงการดึงเอา ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของคนมาใช้ เขาเชื่อว่าการคัดเลือกนักแสดงคือหัวใจสำคัญ “เอาคนไม่พูดมาพูด มันก็ไม่ใช่ มันต้องเอาตัวตนมาจริง ๆ... เวลาผมเลือกคน ผมรู้ว่าใครจะเป็นยังไง”
ความพีคที่สุดของสไตล์การทำงานแบบหม่ำ คือความหลงใหลในการ ‘ด้นสด’ (Improvise) ซึ่งปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนใน ‘โป๊ะแตก’ เขาใช้สายตาอันแหลมคมสังเกตพฤติกรรมสุดแปลกของคนในกองถ่าย ทั้งความเจ้ากี้เจ้าการของผู้กำกับ ไปจนถึงอากัปกิริยาของนักแสดง แล้วจับมาล้อเลียนหน้าตาเฉย หลายฉากในโป๊ะแตกถูกแอบถ่ายด้วยซ่อนกล้อง โดยที่นักแสดงร่วมฉากยังไม่ทันตั้งตัวว่าถูกสั่งเดินกล้องแล้วด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงสัญชาตญาณและการสร้างสรรค์เสียงหัวเราะที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือด
ตลอดระยะเวลากว่าหลายทศวรรษ หม่ำ จ๊กมกได้สร้างมรดกทางวัฒนธรรมป๊อปให้กับคนไทยนับไม่ถ้วน
ดังเช่นที่แฟนคลับคนหนึ่งได้กล่าวไว้ในงานเสวนาว่า “ถ้าในวงการดนตรี ผม respect พี่เสก แต่ถ้าในวงการภาพยนตร์ คนที่ผม respect เป็นแรงบันดาลใจให้ผมสนใจศึกษาเรื่องหนัง ก็คือพี่หม่ำ... พี่กำกับเขียนบท โคตรสุดยอดเลยครับ”
ชายผู้เป็นเจ้าของลานดาวดวงที่ 208 ชายผู้วิ่งแก้ผ้าล่อนจ้อนกลางกรุงเพื่องานหนัง ชายผู้ซ้อมกินข้าวหน้ากระจกจนภรรยาหาว่าบ้า และชายผู้ส่งต่อรอยยิ้มและคราบน้ำตาผ่านแผ่นฟิล์ม... ทุกเรื่องราวเป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดแจ้งแล้วว่า ชื่อของ ‘หม่ำ จ๊กมก’ จะถูกจารึกไว้ในฐานะ ‘ตำนาน’ ของวงการภาพยนตร์ไทยไปอีกนานเท่านาน
เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า
ถ่ายภาพ: ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม