Kraftwerk : อัจฉริยะสมองกล บรรพบุรุษแห่งดนตรี ‘อิเล็กทรอนิกส์’

Kraftwerk : อัจฉริยะสมองกล บรรพบุรุษแห่งดนตรี ‘อิเล็กทรอนิกส์’

เรื่องราวของ Kraftwerk อัจฉริยะสมองกล เรื่องราวของบรรพบุรุษแห่งดนตรี ‘อิเล็กทรอนิกส์’ กับความกำกวมระหว่าง ‘มนุษย์’ และ ‘หุ่นยนต์’

KEY

POINTS

ดนตรี ‘อิเล็กทรอนิกส์’ อาจไม่ใช่ดนตรีกระแสหลักเมื่อเปรียบเทียบเทียบกับ ‘ร็อก’ หรือ ‘ป็อป’ แต่ก็ใช่ว่ามันจะห่างไกลจากความเคยชินสำหรับหูของผู้ฟังสมัยนี้ เพราะแม้ได้เป็นนักฟังที่หลงใหลกับท่วงทำนองสังเคราะห์กับจังหวะย้ำซ้ำ แต่กลิ่นอายของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ก็กลายเป็นส่วนผสมในผลงานของศิลปินมากมาย ตั้งแต่ Radiohead, Daft Punk, Nine Inch Nails, The Prodigy หรือแม้แต่ Linkin Park 

อย่างไรก็ตามหากย้อนกลับไปในตอนที่เสียงเหล่านี้อุบัติขึ้นมาครั้งแรก ๆ ไม่เพียงแต่เสียงที่ราวกับเปล่งมาจากกล่องเสียงของหุ่นยนต์ (ตามหลักก็ไม่ผิดนักถ้าจะกล่าวเช่นนั้น) ทำให้ผู้คนไม่คุ้นหู แต่ผู้ฟังมากมายไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควร ‘รู้สึก’ อย่างไรกับเสียงอันแปลกประหลาดนี้ บ้างอาจเคลิบเคลิ้มและโยกย้ายตามจังหวะเพลง แต่แน่นอนว่าอีกหลายคนย่อมงุนงงกับสุ้มเสียงที่สดใหม่เพียงนี้

และหากจะต้องกล่าวถึงวงดนตรีหนึ่งที่มีความสำคัญต่อดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่หลายคนยกย่องให้เป็น ‘บิดา’ แห่งสายธารดนตรีนี้ชื่อของวงดนตรีสัญชาติเยอรมันนาม ‘Kraftwerk’ ย่อมถูกกล่าวถึงอย่างปฏิเสธไม่ได้ ไม่เพียงแต่พวกเขาทำให้ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ‘เข้าหู’ ผู้คนอย่างแพร่หลายมากขึ้น แต่ยังทวงคืนสุ้มเสียงของเยอรมนีกลับมา

ท่ามกลางเสียงดนตรีล้ำสมัยนั้น Kraftwerk ได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจที่ดูจะเป็นภาพแทนของยุคปัจจุบันนี้อย่างน่าทึ่ง เพราะในวันที่เครื่องจักรสามารถสร้างท่วงทำนองได้ ในวันที่หุ่นจำลองยืนแทนมนุษย์บนเวที และในวันที่เสียงร้องถูกกรองผ่านเครื่องจนแยกไม่ออกว่ามาจากปากคนหรือจากวงจรไฟฟ้า เส้นแบ่งระหว่าง ‘มนุษย์’ กับ ‘เครื่องจักร’ นั้นอยู่ตรงไหนกันแน่?

ตลอดระยะเวลากว่าห้าทศวรรษที่ผ่านมา Kraftwerk ได้ทิ้งรอยประทับไว้ในทุกซอกมุมของโลกดนตรี ตั้งแต่การบุกเบิกเสียงที่กลายเป็นรากฐานของฮิปฮอปและเทคโน การสร้างคอนเซ็ปต์การแสดงสดที่ลบเส้นแบ่งระหว่างคอนเสิร์ตกับงานศิลปะ ไปจนถึงการทำนายโลกดิจิทัลล่วงหน้าหลายสิบปี เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากเมืองอุตสาหกรรมเล็ก ๆ ริมแม่น้ำไรน์ในเยอรมนี

 

Kraftwerk : อัจฉริยะสมองกล บรรพบุรุษแห่งดนตรี ‘อิเล็กทรอนิกส์’

 

สุ้มเสียงของดนตรีเยอรมัน!

หากกล่าวถึงเมือง ‘ดึสเซิลดอร์ฟ’ (Düsseldorf) ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 แน่นอนว่าไม่ใช่เมืองที่ใครอาจนึกถึงนักเมื่อกล่าวถึงดนตรี โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรุงลอนดอนหรือซานฟรานซิสโก ทว่าภายใต้พื้นผิวของเมืองอุตสาหกรรมริมแม่น้ำไรน์แห่งนี้ กระแสศิลปะร่วมสมัยกำลังเบ่งบาน ขบวนการอย่าง Fluxus และ Pop Art กระตุ้นให้ผู้คนทดลองสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ 

และท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้เองที่ได้พัดพาให้ชายหนุ่มสองคนจากโลกดนตรีคลาสสิกได้มาพบกัน

ในช่วงเวลานั้น ‘ราล์ฟ ฮึทเทอร์’ (Ralf Hütter) และ ‘โฟลเรียน ชไนเดอร์’ (Florian Schneider) ทั้งคู่กำลังเรียนดนตรีคลาสสิก และได้พบกันที่ Akademie Remscheid ในปี 1968 ก่อนจะเริ่มเล่นดนตรีและสร้างสรรค์ทดลองในสุ้มเสียงร่วมกัน แต่นอกเสียจากห้องเรียนแล้ว ตัวแปรสำคัญที่หล่อหลอมมันสมองของพวกเขาคือฉากศิลปะรอบตัว โดยเฉพาะเสรีภาพทางความคิดที่เบ่งสะพรั่งในเมืองแห่งนั้น

ขณะเดียวกัน วงการเพลงป็อปในเยอรมันเวลานั้นถูกครอบงำโดยเพลงร็อกอังกฤษ-อเมริกันและเพลงชลาเกอร์ (Schlager) ฮึทเทอร์เคยกล่าวว่า ภายหลังจากสงคราม วัฒนธรรมบันเทิงเยอรมันถูกทำลาย คนเยอรมันถูกพรากวัฒนธรรมของตัวเองและถูกครอบด้วยรสนิยมแบบอเมริกัน และเขาเชื่อว่าพวกเขาคือคนรุ่นแรกหลังสงครามที่จะสลัดสิ่งเหล่านี้ออกได้

ฮึทเทอร์กับชไนเดอร์เริ่มลงทุนกับเทคโนโลยีใหม่อย่าง Minimoog และ EMS Synthi AKS ทิ้งเครื่องดนตรีดั้งเดิมไปทีละชิ้น และเริ่มสร้างสรรค์ผลงานที่ให้เสียงสังเคราะห์ (synthesizer) เป็นหลัก คอนเซปต์ที่พวกเขาหยิบมาเล่าก็ไม่ใช่เรื่องที่วิเศษหรือมหัศจรรย์อะไรมาก เพียงแค่ประสบการณ์ขับรถบนทางด่วนเยอรมัน แต่ถ่ายทอดผ่านเสียงที่ไม่คุ้นหูของผู้คนในสมัยนั้นมาก่อน จนเกิดเป็นเพลงยาว 22 นาทีครึ่ง ที่แม้จะแปลกประหลาดแต่กลับสามารถขึ้นชาร์ต Billboard ในอเมริกา และติด Top 20 ในอังกฤษ 

โดยอัลบั้มดังกล่าวมีนามว่า ‘Autobahn’ วางแผงในเดือนพฤศจิกายน 1974

 

โรงไฟฟ้าเดินเครื่องเต็มกำลัง

ฟลัวร์เคยบอกว่าศิลปินเยอรมันมักไม่ได้รับการยอมรับจนกว่าจะประสบความสำเร็จในต่างประเทศก่อน แต่ในอเมริกาและอังกฤษ ผู้ฟังกลับหลงใหลอัลบั้ม Autobahn ในทันที แม้ซาวด์จะเคลื่อนด้วยซินธ์และมีความเป็นหุ่นยนต์ แต่ในขณะเดียวกันก็กลับมีความเป็นมนุษย์อย่างน่าประหลาด!

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ไม่ได้ให้ Kraftwerk เพียงแต่ชื่อเสียง แต่ความสำเร็จที่ว่านั้นได้ให้ทุนและอิสรภาพทางการสร้างสรรค์กับพวกเขา ฮึทเทอร์กับชไนเดอร์นำรายได้กลับมาอัปเกรดสตูดิโอ Kling Klang ลดการพึ่งพาโปรดิวเซอร์ภายนอก และเริ่มควบคุมทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง และในการที่จะสานภาพการทดลองสร้างสรรค์ให้สมบูรณ์ขึ้นไปกว่าเดิม Kraftwerk จึงต้องการพลพรรคเพิ่มเพื่อสานให้วิสัยทัศน์ของโรงไฟฟ้าแห่งนี้เกิดขึ้นจริง

ด้วยเหตุนั้นจึงตามมาด้วยสมาชิกใหม่อีกสองคนที่ประกอบไปด้วย ‘คาร์ล บาร์ทอส’ (Karl Bartos) ผู้ศึกษาร่ำเรียนและฝึกฝนทางด้านดนตรีคลาสสิกมาอย่างช่ำชองผู้ที่จะเข้ามาผสมผสานมิติของการเรียงร้อยเสียงดนตรีให้น่าสนใจไปมากกว่าเดิม และ ‘โวล์ฟกัง ฟลัวร์’ (Wolfgang Flür) ในฐานะมือกลองที่จะกลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการกำกับจังหวะและทำให้เสียงดนตรีของ Kraftwerk เชิญชวนให้ผู้ฟังอยากขยับเขยื้อนเนื้อตัว

อัลบั้ม Radio-Activity (1975) คือก้าวแรกหลัง Autobahn ที่พวกเขาเริ่มหันมาทำเพลงที่สั้นลงและมีท่อนฮุคที่คมขึ้น ห่างจากดนตรีทดลองยาวเหยียดของยุคแรกซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงผู้ฟังมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นหมุดหมายเสียงที่จะกลายเป็นเอกลักษณ์ของ Kraftwerk ในเวลาต่อมา

กระทั่งในปี 1977 อัลบั้มอย่าง ‘Trans-Europe Express’ ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อยกระดับทุกมิติไปสู่อีกขั้น โดยทางวงเลือกหยิบยกเอาภาพจำและระบบของรถไฟข้ามทวีปยุโรปมาใช้เป็นผืนผ้าใบในการแต่งแต้มสุ้มเสียงสังเคราะห์ ซึ่งอัลบั้มชุดนี้เองที่ขับเน้นให้ Kraftwerk ถูกเปรียบเปรยว่าเป็น ‘แอนดี วอร์ฮอล’ (Andy Warhol) ในเวอร์ชันเยอรมัน ถึงขนาดที่ ‘เดวิด โบวี’ (David Bowie) ยังต้องดั้นด้นเดินทางมาเยี่ยมเยือนสตูดิโอ Kling Klang ด้วยตัวเอง พร้อมทั้งอุทิศบทเพลง ‘V-2 Schneider’ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ชไนเดอร์อีกด้วย

เส้นทางการทดลองเหล่านี้นำไปสู่การถือกำเนิดของ ‘The Man-Machine’ ในปี 1978 อัลบั้มที่หลอมรวมจังหวะจะโคนแบบดนตรีเต้นรำเข้ากับสุ้มเสียงของกลไกได้อย่างไร้รอยต่อยิ่งกว่าผลงานชุดใดที่เคยปรากฏมา โดยเฉพาะบทเพลงอย่าง ‘The Model’ (Das Model) ที่กลายเป็นงานป็อปอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งติดหูผู้คนมากที่สุดในยุคสมัย จนสามารถทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งในชาร์ตฝั่งอังกฤษ ขณะที่นิตยสาร NME ถึงขั้นยกย่องให้อัลบั้มชุดนี้เป็นหนึ่งในจุดสูงสุดแห่งหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีร็อกในทศวรรษ 1970

เพียงสี่ปีให้หลังจากจุดเริ่มต้นของ Autobahn บัดนี้... โรงไฟฟ้าแห่งดึสเซิลดอร์ฟได้เดินเครื่องขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลังแล้ว!

 

เมื่อมนุษย์กลายเป็นเครื่องจักร

ทว่า ‘The Man-Machine’ กลับเป็นมากกว่าแค่อัลบั้มเพลง เพราะมันได้กลายเป็นหมุดหมายแห่งการประกาศตัวตนครั้งใหม่ที่สั่นสะเทือนโลกดนตรี ในงานเปิดตัว ณ กรุงปารีส Kraftwerk ปรากฏกายบนเวทีพร้อมกับ ‘หุ่นจำลองเสมือนจริง’ ของสมาชิกทั้งสี่ โดยตัวจริงสวมเสื้อเชิ้ตสีดำผูกไทแดง ขณะที่เหล่าหุ่นยนต์สวมเสื้อสีแดงผูกไทดำ ทุกคนต่างแต่งหน้าขาวซีดและตัดผมทรงเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ จนยากที่สายตาผู้คนจะจำแนกได้ว่าใครคือมนุษย์และสิ่งใดคือเครื่องจักร... 

เพราะคอนเซปต์ ‘มนุษย์-เครื่องจักร’ นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ธีมของบทเพลงอีกต่อไป แต่มันได้หลอมรวมจนกลายเป็นจิตวิญญาณและตัวตนที่แท้จริงของ Kraftwerk อีกด้วย

แนวคิดดังกล่าวนั้นหาได้อุบัติขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่เป็นการหยิบเอาสายธารทางวัฒนธรรมที่ไหลเวียนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะกับภาพยนตร์ Metropolis (1927) ของ ‘ฟริตซ์ ลัง’ (Fritz Lang) ที่ได้ถูกหยิบมาเจียระไนใหม่ในแบบฉบับของ Kraftwerk เพื่อให้มีความเป็นป็อปที่เข้าถึงง่าย ทรงพลัง และชวนให้ผู้คนตั้งคำถามไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในบทเพลง ‘The Robots’ กับถ้อยแถลงที่ว่า “We are the robots” 

แม้จะฟังดูคล้ายคำล้อเลียน แต่กลับสะท้อนให้ฉุกคิดว่า... ในโลกที่เครื่องจักรเริ่มเข้ามาทำหน้าที่แทนมนุษย์ในทุกมิติเช่นนี้ เส้นแบ่งอันพร่าเลือนระหว่างสิ่งมีชีวิตและกลไกนั้นแท้จริงแล้วตั้งอยู่ ณ แห่งหนใด (และอย่าลืมว่าคำถามที่ว่านี้ผุดขึ้นมาจากอัลบั้มในปี 1978 ห่างไกลจากยุคของ Generative AI เกินสี่ทศวรรษ!)

สามปีให้หลัง คำถามที่ว่านี้ก็ได้ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นผ่านอัลบั้มอย่าง ‘Computer World’ (1981) ที่นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ว่าด้วยเรื่องราวของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และบทบาทของมันในสังคม ซึ่งถูกมองว่าเป็นทั้งการเฉลิมฉลองและการสั่นระฆังเตือนถึงพลานุภาพของการเฝ้าระวังทางดิจิทัล ในยุคสมัยที่คอมพิวเตอร์ยังคงเป็นเพียงเครื่องจักรขนาดมหึมาในห้องแล็บ

ทว่า Kraftwerk กลับสามารถมองเห็นภาพล่วงหน้าถึงการอุบัติขึ้นของฐานข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนการเก็บข้อมูลโดยรัฐและองค์กรขนาดใหญ่ ขณะที่บทเพลงอย่าง ‘Computer Love’ ก็ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของคนเหงาที่ต้องหันไปพึ่งพิงเทคโนโลยีเพื่อเสาะแสวงหาคู่ครอง ซึ่งเป็นการทำนายโลกในยุคสมัยของเดทติ้งแอปพลิเคชันล่วงหน้าถึงหลายสิบปี! (อีกทั้งยังชวนให้นึกถึงกลิ่นอายในคอนเซปต์ทำนองเดียวกันกับ OK Computer โดย Radiohead ที่ออกมาให้หลัง 16 ปี)

 

โรงไฟฟ้ายังจ่ายกระแสไฟ

ในปี 1982 บทเพลงอย่าง ‘Planet Rock’ ของ ‘อาฟริกา บัมบาตา’ (Afrika Bambaataa) ที่หยิบเอาเศษเสี้ยวทำนองจากโรงไฟฟ้าแห่งดึสเซิลดอร์ฟมาเจียระไนใหม่ ก็ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สั่นสะเทือนวงการ electro และ techno ไปทั่วทุกมุมโลก ขณะที่ในดีทรอยต์ สามผู้บุกเบิกแนวเพลง techno ก็ได้นำเอาซาวด์ของ Kraftwerk มาผสมผสานเข้ากับจังหวะฟังก์จนอุบัติเป็นแนวเพลงขั้วใหม่ขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ ส่วนในฝั่งอังกฤษ วง synth-pop นับไม่ถ้วนต่างก็หยิบเอา ‘พิมพ์เขียว’ ของพวกเขาไปเป็นรากฐานในการสร้างสรรค์ 

ย้อนกลับไปในตอนนั้น ใครจะคิดว่าวงดนตรีเยอรมันที่ร้องเพลงเป็นภาษาตัวเอง สร้างคอนเซ็ปต์เรื่องหุ่นยนต์และทางด่วน กลับกลายเป็นต้นธารของฮิปฮอป เทคโน ซินธ์ป็อป และเพลงเต้นรำทั่วโลก New York Times เคยเขียนว่า หาก The Beatles เป็นอะไรต่อเพลงร็อก Kraftwerk ก็เป็นอย่างนั้นต่อเพลงอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในปี 2014 พวกเขาได้รับ Grammy Lifetime Achievement Award และในปี 2021 ถูกบรรจุเข้า Rock & Roll Hall of Fame

ชไนเดอร์จากโลกนี้ไปเมื่อเดือนเมษายน 2020 ด้วยวัย 73 ปี ระฆังของมหาวิหาร St. Martin's ในเมืองอูเทร็คท์บรรเลงทำนองเพลง ‘Das Model’ เพื่อไว้อาลัย ถึงกระนั้นโรงไฟฟ้าแห่งเดิมนามว่า Kraftwerk ก็ยังไม่ได้ดับไป แม้สมาชิกอาจเปลี่ยนไป แต่แก่นสารดั้งเดิมยังคงเดิม Kraftwerk ยังออกทัวร์โลกอยู่จนถึงปี 2026 และโรงไฟฟ้าที่ตั้งขึ้นในลานหลังบ้านแห่งดึสเซิลดอร์ฟเมื่อปี 1970 ยังคงจ่ายกระแสไฟให้โลกดนตรีอยู่จนถึงวันนี้