26 พ.ค. 2569 | 17:00 น.

/ บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์ ‘The Boys’ /
รอยยิ้มพิมพ์ใจที่ส่งผ่านหน้าจอ ผ้าคลุมลายธงชาติอเมริกันที่โบกสะบัด และพลังอำนาจเบ็ดเสร็จที่เทียบเคียงได้กับเทพเจ้า หากมองเพียงผิวเผิน องค์ประกอบเหล่านี้คือสูตรสำเร็จของเหล่า ‘วีรบุรุษ’ ตัวแทนแห่งความหวังละความดีที่คนทั้งโลกพร้อมจะฝากชีวิตไว้ แต่เบื้องหลังหน้ากากแห่งความสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งความด่างพร้อยที่ถูกปั้นแต่งขึ้น เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ผู้ที่เกิดมาพร้อมพละกำลังเหนือมนุษย์ จะยอมเลือกยืนอยู่ข้างความถูกต้องเสมอไป
แล้วจะเกิดอะไรขึ้น หากยอดมนุษย์ในโลกที่แท้จริง ไม่ใช่ตัวแทนแห่งความหวัง ไม่ใช่ผู้ผดุงคุณธรรมแบบในโทรทัศน์ที่บอกให้เราเชื่อมาตั้งนมนาน แต่เป็นเพียง ‘ทรัพย์สิน’ และ ‘สินทรัพย์’ ของกลุ่มผูกขาด ชายสวมผ้าคลุมขวัญใจเด็ก ๆ เป็นเพียงอาวุธทางการทหาร และเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง เบื้องหลังความสมบูรณ์แบบทั้งมวล กลับซุกซ่อนความจริงที่มืดมิดและสะอิดสะเอียนยิ่งกว่าวายร้ายหน้าไหน
ในซีรีส์ ‘The Boys’ ของ Prime Video ซูเปอร์ฮีโรไม่ได้มาจากต่างดาว แต่พวกเขาคือผลผลิตที่ล้มเหลวที่สุดจากการเฉยเมยต่อความเป็นมนุษย์ คือรูปธรรมของแนวคิดชาตินิยมสุดโต่งที่ทำอะไรก็ได้ด้วยเหตุผลว่ารักชาติ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาคือเด็กโข่งผู้มีบาดแผลทางจิตใจ หิวกระหายความรักจนพร้อมจะแผดเผาโลกทั้งใบให้เป็นเถ้า หากไม่เป็นไปตามที่เขาต้องการ นี่ไม่ใช่เรื่องราว The Begins ของซูเปอร์ฮีโร แต่เป็นเรื่องราวของชายวิปลาศที่มีชื่อว่า โฮมแลนเดอร์ (Homelander)
“ผมไม่มีวันทำพลาด ผมไม่เหมือนกับพวกคุณทุกคน
ผมแข็งแกร่งกว่า ผมฉลาดกว่า ผมดีกว่า!”
โฮมแลนเดอร์ปรากฎตัวครั้งแรกในฉบับคอมิกที่เขียนเรื่องโดย ‘การ์ธ เอนนิส’ (Garth Ennis) และวาดภาพโดย ‘ดาริก โรเบิร์ตสัน’ (Darick Robertson) เนื้อหาเป็นการล้อขนบซูเปอร์ฮีโรอเมริกันที่คล้ายกับจัสติสลีก (Justice League) ของ DC และวิพากษ์สังคมการเมืองอเมริกัน พร้อมกับการตั้งคำถามว่า “ถ้ามีคนพลังระดับเทพเจ้าอยู่จริง พวกเขาจะยังเป็นฮีโรอยู่ไหม?” และคำตอบก็สะท้อนผ่านเรื่องราวของ The Boys ว่าพลังล้นเหลือเหล่านั้น ท้ายที่สุดจะทำให้พวกเขากลายไปเป็น ‘ทรัพย์สิน’ ขององค์กรยักษ์ใหญ่และกองทัพ
หากจะดำดิ่งไปในเรื่องราวของฮีโร่ที่มีพลกำลังดุจเทพผู้นี้นั้น โฮมแลนเดอร์มีชื่อจริงว่า ‘จอห์น กิลแมน’ (John Gillman) ถือกำเนิดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1981 ภายใต้โครงการโปรเจกต์โอเดสซา (Project Odessa) ของบริษัทวอท (Vought) เขาเกิดจาก DNA ที่สกัดจากอสุจิของโซลเจอร์บอย (Soldier Boy) ซูปส์คนแรกของอเมริกา และถูกอุ้มท้องโดยหญิงเร่ร่อนที่ยอมฉีดสารคอมพาวนด์วี (Compound V) แลกกับเงิน 2,000 เหรียญ แต่ด้วยพลังมหาศาล ทารกกลับใช้เลเซอร์ผ่าครรภ์ออกมาเอง ก่อนจะลอยตัวกลางอากาศทั้งที่ยังมีสายสะดือติดอยู่
จอห์นในวัย 5 ขวบถูกเลี้ยงดูโดยนักวิจัย ‘โจนาห์ โวเกลบอม’ (Jonah Vogelbaum) ที่เรียกเขาว่าจอห์น เด็กชายในตอนนั้นยังอ่อนโยน ชอบฟังนิทาน และมีผ้าห่มเก่า ๆ คู่ใจ แต่ภารกิจที่แท้จริงของเขาคือต้องการเปลี่ยนจอห์นให้กลายเป็นมนุษย์ที่ทรงพลังที่สุด จอห์นจึงถูกขังอยู่ในบังเกอร์ใต้ดิน ถูกทดลองทั้งร่างกายและจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อทดสอบขีดจำกัดของพลัง ตั้งแต่การเผาร่างกายทั้งเป็นในเตาเผา ไปจนถึงการล้างสมองด้วยภาพที่เกี่ยวกับอเมริกาและพระเยซูเพื่อกล่อมเกลาความรักชาติ รวมทั้งให้ดูหนังของโซลเจอร์บอยซ้ำนับร้อยครั้ง โดยไม่เคยรู้เลยว่าคนในจอคือพ่อแท้ ๆ ของตัวเอง
แม้จะมีพลังเหนือมนุษย์จนฆ่าพี่เลี้ยงตายหลายคน แต่ลึก ๆ แล้วจอห์นไม่เคยคิดอยากหนี เขายอมถูกทรมานเพียงเพื่อให้ได้รับการยอมรับ เพราะเชื่อว่านักทดลองคือสิ่งที่ใกล้เคียงคำว่า ‘ครอบครัว’ มากที่สุด เมื่อโตขึ้น ความโดดเดี่ยวและการถูกเหยียดหยามยิ่งบ่มเพาะความผิดปกติในจิตใจของเขาทีละน้อย จนหลายปีต่อมา เขาได้เข้าร่วมกลุ่มเดอะเซเว่น (The Seven) ในนาม ‘โฮมแลนเดอร์’ ที่ถูกฝ่ายการตลาดโปรโมตให้เป็นวีรบุรุษรักชาติผู้ทรงพลัง ในขณะเดียวกันก็ยังต้องรักษาภาพลักษณ์ในฐานะ ‘อินฟลูฯ’ เพื่อขายคาแรกเตอร์ไปด้วย
“พวกแกทุกคนถอยไปนะโว้ย
ไม่งั้นฉันยิงเลเซอร์ใส่แม่-ให้หมดทุกตัวเลย!”
ซูเปอร์ฮีโรคือผู้อุทิศช่วยเหลือผู้คนด้วยหน้าที่ แต่ไม่ใช่กับโฮมแลนเดอร์ เพราะแม้เขาจะรู้หน้าที่ในการช่วยเหลือคน แต่ทุกการตัดสินใจให้ใครรอดหรือตาย ล้วนขึ้นอยู่กับอารมณ์ล้วน ๆ ยกตัวอย่างตอนที่โฮมแลนเดอร์และควีนเมฟ (Queen Maeve) พยายามช่วยเหลือเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบิน โฮมแลนเดอร์ใช้เลเซอร์จัดการผู้ก่อการร้ายตายเรียบ แต่ดันไปสังหารนักบินและทำให้เครื่องบินขัดข้อง หากเป็นซูเปอร์แมน คงตัดสินใจบินไปพยุงใต้ท้องเครื่องบินให้ลอยตัว แต่ไม่ใช่กับโฮมแลนเดอร์ ที่นอกจากจะเฉยเมย ข่มขู่ผู้โดยสาร ยังอ้างกฎฟิสิกส์ว่าทำไม่ได้เพราะไม่มีอะไรพยุงบนท้องฟ้า จนทำให้เครื่องบินตกลงสู่ทะเล ผู้โดยสารเสียชีวิตยกลำ แน่นอนว่านอกจากโฮมแลนเดอร์จะไม่สนไม่แคร์อะไรใด ๆ ยังปัดความรับผิดชอบ โทษหน่วยงานรัฐว่าตอบสนองช้าจนเครื่องบินตกอีกต่างหาก
“เธอจะโดนปลดเมื่อไหร่ก็ได้
นั่นแปลว่าเธอต้องฟังฉัน”
โฮมแลนเดอร์ในฐานะเจ้านายไม่ได้ใช้อำนาจสร้างความไว้วางใจ แต่สร้างความหวาดกลัวให้กับคนรอบข้าง เขาไม่ได้ต้องการลูกน้องที่มีความสามารถ หากแต่ต้องการเพียงคนที่เชื่อฟังและยึดเขาเป็นศูนย์กลางเท่านั้น ใครก็ตามที่เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง เริ่มเด่นเกินหน้าเกินตา หรือทำให้เขารู้สึกไม่ไว้ใจ คนนั้นจะถูกทำร้ายจิตใจ ทำให้อาย หรือทำให้ตายโดยไม่ลังเล สำหรับโฮมแลนเดอร์ คนรอบข้างเขาคือ ‘เครื่องใช้ไม้สอย’ ที่มีค่าก็ต่อเมื่อยังรับใช้ผลประโยชน์ของเขาได้เท่านั้น
หนึ่งในเหยื่อสภาพแวดล้อมการทำงานเป็นพิษนี้คือแอชลีย์ บาร์เร็ตต์ พนักงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Vought ที่ถูกดันขึ้นเป็นประธานบริษัทคนใหม่ โฮมแลนเดอร์รับน้องด้วยการสังหารซูปส์ตาบอดเพียงเพราะแอชลีย์คัดสมาชิกคนใหม่เข้า The Seven ไม่ถูกใจเขา ก่อนจะข่มขู่ว่าเธอจะโดนปลดเมื่อไรก็ได้ และต้องฟังคำสั่งเขาเท่านั้น ตำแหน่งประธานของเธอจึงแทบไม่ต่างอะไรจากฝันร้ายที่ทำให้เธอวิตกกังวลจนถึงขั้นผมร่วงจากศีรษะ
ความเป็นพิษของโฮมแลนเดอร์ยังลุกลามไปถึงสมาชิก The Seven เขาทำทุกอย่างเพื่อย่ำยีศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ของเหล่าซูปส์ด้วยกันเอง ทั้งการลดความสำคัญของสมาชิกที่หมดประโยชน์ บีบบังคับให้พิสูจน์ความภักดี ทำให้อับอายต่อหน้าคนอื่น หนักที่สุดคือตอนที่บังคับให้เดอะดีพ (The Deep) ล่วงละเมิดทางเพศเอเทรน (A-Train) ต่อหน้าสมาชิกคนอื่น ๆ และหากใครถูกมองว่าเป็นภัยต่ออำนาจ เขาก็พร้อมปลดทิ้งหรือสังหารทันที
“กูคือโฮมแลนเดอร์
และกูจะทำอะไรก็ได้ที่กูอยากทำโว้ย!”
ภาพของโฮมแลนเดอร์ที่ยืนช่วยตัวเองบนยอดตึกอาจดูเป็นฉากตลกร้ายสะใจ แต่แท้จริงแล้วมันเผยให้เห็นตัวตนของชายผู้เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม เย่อหยิ่ง หลงตัวเอง หน้าไหว้หลังหลอก ใช้อำนาจโดยไร้ความรู้สึก เต็มไปด้วยความเป็นชายที่เป็นพิษ (Toxic Masculinity) รวมถึงความอาฆาตพยาบาทที่พร้อมทำลายทุกคนที่ขัดใจเขา โฮมแลนเดอร์คือภาพแทนของภาวะหลงตัวเองแบบเป็นพิษ (Malignant Narcissism) เขามองคนอื่นต่ำต้อย แต่กลับเสพติดคำชื่นชมอย่างหนัก
ทุกครั้งที่สูญเสียการควบคุม เขาจะต้องคอยย้ำกับตัวเองว่าเหนือกว่ามนุษย์ทุกคน เพื่อกลบความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงภายในใจ ทางออกเดียวที่ทำได้คือการ ‘ตัดทิ้ง’ ความเป็นมนุษย์นั้นทิ้งไปราวกับก้อนมะเร็ง เพราะตราบใดที่ยังต้องการการยอมรับ เขาก็ยังคงอ่อนแอ ดังที่อีริก คริปเก (Eric Kripke) ครีเอเตอร์ของซีรีส์อธิบายว่า โฮมแลนเดอร์คือส่วนผสมอันตรายระหว่าง ‘ความอ่อนแอและไม่มั่นคงอย่างที่สุด’ กับ ‘อำนาจและความทะเยอทะยานอันน่าสะพรึง’
โฮมแลนเดอร์ยังเป็นตัวแทนของแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง (Extreme Nationalism) ในคราบวีรบุรุษผู้ปกป้องประเทศ เขาใช้ความถูกต้อง เสรีภาพ และความยุติธรรมเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงในหลาย ๆ ครั้งโดยที่ไม่ต้องถูกตรวจสอบหรือรับผิดชอบใด ๆ หลายครั้ง ความเสียหายจากการช่วยเหลือของเขาจะแทบไม่ต่างจากภัยพิบัติ แต่สังคมกลับยอมรับได้ ตราบใดที่ยังอ้างว่า ‘ทำเพื่อชาติ’ นี่คือการเสียดสีสังคมอเมริกันและผู้นำฝ่ายขวาจัดอย่างชัดเจน ซึ่งคริปเกยอมรับตรง ๆ ว่าโฮมแลนเดอร์ถูกสร้างให้เป็นภาพสะท้อนของประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ (Donald Trump)
“สำหรับผม โฮมแลนเดอร์เป็นภาพตัวแทนของทรัมป์มาโดยตลอด... แต่ปัญหามันไม่ได้มีแค่เรื่องของทรัมป์หรอกครับ ยิ่งบุคคลสาธารณะมีพฤติกรรมเลวร้ายมากเท่าไหร่ พวกเขากลับยิ่งมีแฟนคลับมากขึ้นเท่านั้น มันคือปรากฏการณ์ที่เราอยากสำรวจผ่านตัวละครโฮมแลนเดอร์”
“ฉันไม่ต้องการให้ใครมารักฉัน
ฉันไม่ต้องการใครเลย ฉันไม่ต้องการแกด้วย”
แม้โฮมแลนเดอร์จะอยู่ในร่างผู้ใหญ่ แต่จิตใจภายในแทบจะไม่ต่างอะไรจากเด็กโข่ง (Man-child) ที่ไม่เคยได้รับความรักและอบอุ่น เขาจึงโหยหาอ้อมกอดของแม่ และหมกมุ่นกับนม ไม่ว่าจะเป็นนมจากขวดหรือเต้านม ซึ่งสะท้อน ‘ปมอิดิปัส’ (Oedipus Complex) เพื่อเติมเต็มไออุ่นที่เขาไม่เคยได้รับ แต่ที่ประหลาดก็คือ เขาไม่เข้าใจเส้นแบ่งระหว่าง ‘ความรักแบบแม่ลูก’ กับ ‘แรงขับทางเพศ’ เขาจึงมักสนใจผู้หญิงที่ตอบสนองทางเพศและมีความเป็นแม่อยู่ในคนเดียวกัน ดังเช่นความสัมพันธ์ลับ ๆ ของเขากับเมเดอลีน สติลเวลล์ อดีตประธานของ Vought ที่สามารถทำให้ฮีโรเทพเจ้ากลายเป็นลูกแหง่ได้อย่างง่ายดาย ความเป็นเด็กของเขายังสะท้อนผ่านฉากที่เขาขโมยขวดนมที่เธอปั๊มไว้เลี้ยงลูกมากินเองราวกับเด็กชายขี้อิจฉาที่กำลังแย่งชิงความรักจากแม่
“ไม่มีพระเจ้า
ฉันคือชายผู้เดียวบนท้องฟ้า”
แม้โฮมแลนเดอร์จะเป็นตัวละครที่หลายคนเกลียดเข้าไส้ แต่หลังจากซีรีส์ออกฉาย กลับได้รับความนิยมมหาศาลจนกลายเป็นมีมบนอินเทอร์เน็ต มีมโฮมแลนเดอร์กลายเป็นตัวแทนของความกระอักกระอ่วน ความน่ากลัวของสังคม การเมือง วัฒนธรรมองค์กรเป็นพิษ และอำนาจนิยมในโลกยุคใหม่ เครดิตสำคัญที่ทำให้ตัวละครนี้ฮิตติดลมบนก็คือการแสดงของ ‘แอนโธนี สตาร์’ (Antony Starr) นักแสดงชาวนิวซีแลนด์ที่ตอนแรกเกือบปฏิเสธบทนี้ เพราะมองว่าตัวเองไม่มีภาพลักษณ์ฮีโรอเมริกันแบบเฮนรี คาวิลล์ (Henry Cavill) ผู้เคยรับบทซูเปอร์แมน
แต่สุดท้าย วิดีโอออดิชันดิบ ๆ ที่ถ่ายแบบไม่ได้คาดหวังอะไรของสตาร์กลับทำให้คริปเกประทับใจอย่างมาก โดยเฉพาะการแสดงผ่านสีหน้า ทั้งสายตาอันว่างเปล่า หรือรอยยิ้มกว้างที่ดูกระอักกระอ่วน จนคริปเกถึงกับกล่าวว่า “ความสามารถของแอนโธนีคือการแสดงสีหน้าออกมาได้ถึง 16 แบบ มันเป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก ผมว่ายกรางวัล Emmy Awards ให้เขาไปเลยเหอะ ผมไม่เข้าใจจริง ๆ เลยว่าทำไมเขาถึงยังไม่ได้รางวัลนี้สักที"
สิ่งที่ทำให้บทบาทโฮมแลนเดอร์ทั้งน่ากลัวและน่าสงสาร คือการที่สตาร์ไม่ได้มองตัวละครนี้เป็นเพียงฮีโรโรคจิต แต่เป็นเด็กโข่งที่เต็มไปด้วยบาดแผลทางจิตใจ ถูกใช้ประโยชน์มาตลอดชีวิต และโหยหาการยอมรับจากผู้คน จนกลายเป็นภาพสะท้อนของฮีโรที่ถูกครอบงำด้วยอำนาจ ทุนนิยม และภาพลักษณ์แบบอเมริกัน ดังที่เอนนิสเคยสรุปแก่นแท้ของโฮมแลนเดอร์ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า
“บางที วิธีที่ดีที่สุดในการเข้าใจโฮมแลนเดอร์ก็คือ การมองว่าเขามีความสามารถในการควบคุมตัวเองได้พอ ๆ กับเด็กอายุประมาณ 14 ปี”
เรื่องราวของโฮมแลนเดอร์ คงไม่ใช่แค่การล้อเลียนซูเปอร์ฮีโร แต่ยังเป็นทั้งกระจกสะท้อนให้เห็นภาพของสังคมทุนนิยมที่ให้ค่ากับ ‘อำนาจ’ และ ‘ผลกำไร’ เป็นสำคัญ และสังคมที่ยินยอมให้คนคนหนึ่งถูกพราก ‘ความเป็นมนุษย์’ จนกลายเป็นเพียงสินค้าและอาวุธ เขากลายเป็นประจักษ์พยานที่สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างเทพเจ้าขึ้นมาโดยไร้ซึ่งความรักและความเป็นมนุษย์ ก็ไม่ต่างอะไรจากการสร้างปีศาจ และเมื่ออำนาจตกอยู่ในมือปีศาจเด็กโข่ง โลกทั้งใบก็พร้อมที่จะย่อยยับได้ทุกเมื่อ