The Last Colossus ลมปราณสุดท้ายของ ‘ซันนี  โรลลินส์’ 

The Last Colossus ลมปราณสุดท้ายของ ‘ซันนี  โรลลินส์’ 

‘ซันนี โรลลินส์’ ไม่ใช่เพียงยักษ์ใหญ่แห่งดนตรีแจ๊ส แต่คือมนุษย์ผู้ใช้ทั้งชีวิตออกจาริกค้นหา ‘สุ้มเสียงที่แท้จริง’ ของตนเอง

KEY

POINTS

เช้าวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2026 สายลมแห่งความสูญเสียได้พัดผ่านเมืองวูดสต็อก รัฐนิวยอร์ก เมื่อ ‘เทอร์รี ฮินเทอ’ (Terri Hinte) นักประชาสัมพันธ์ส่วนตัวได้ประกาศข่าวเศร้าอย่างเป็นทางการว่า ‘ซันนี โรลลินส์’ (Sonny Rollins) ยักษ์ใหญ่ผู้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบด้วยวัย 95 ปี 

สิ่งที่ควรค่าแก่การคารวะแด่หัวใจของชายคนนี้คือความจริงที่ว่า ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษในฐานะผู้นำวงและผู้สร้างสรรค์หน้าประวัติศาสตร์แจ๊ส เขาไม่เคยหลงระเริงไปกับยอดเขาแห่งความสำเร็จ ขณะที่โลกภายนอกแซ่ซ้องยกย่องสุ้มเสียงอันหนักแน่นและทรงพลังของเขา ตัวตนภายในของ โรลลินส์ กลับเป็นเพียง ‘นักแสวงหา’ ที่มีความถ่อมตัวอย่างลึกซึ้ง

โรลลินส์ ปฏิเสธการจำกัดความดนตรีของตนเองให้อยู่ในกรอบใดหรือสไตล์ใดสไตล์หนึ่ง และมักจะเดินลงจากเวทีหรือก้าวออกจากห้องอัดด้วยความรู้สึกว่า เขายังสามารถทำมันได้ดีกว่านี้เสมอ ความไม่ยอมจำนนต่อความสมบูรณ์แบบที่โลกสมมุติขึ้น คือเชื้อไฟที่ขับเคลื่อนลมปราณของเขาให้สดใหม่ในทุกครั้งที่ยกเครื่องเป่าขึ้นจรดริมฝีปาก

“หนทางที่ผมต้องการจะมุ่งไป มันอยู่เหนือกว่าตัวตนของ ซอนนี โรลลินส์ ไปไกลล้ำนัก”

สุ้มเสียงแห่งสัจจะ และการจาริกบนสะพาน

ในโมงยามที่กระแสดนตรีแจ๊สช่วงปลายทศวรรษ 1940 กำลังหมุนไปตามความนิยมของสุ้มเสียงที่เบาบาง นุ่มนวล และลดทอนการสั่นรัวของลมปราณ (Minimal vibrato) ซันนี โรลลินส์ กลับเลือกที่จะก้าวเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม เขาจงใจพัฒนาซาวนด์แซ็กโซโฟนที่หนา หนักหน่วง และเต็มไปด้วยเนื้อเสียงที่อวบอิ่ม ซึ่งเป็นเสมือนการสืบทอดมรดกทางสุนทรียศาสตร์มาจาก ‘โคลแมน ฮอว์กินส์’ (Coleman Hawkins) อัครมหาบุรุษแห่งเทเนอร์แซ็กโซโฟน 

อัตลักษณ์ดนตรีของโรลลินส์ จึงเป็นส่วนผสมอันน่าทึ่ง ระหว่างความซับซ้อนเชิงฮาร์โมนีและจังหวะที่เฉียบคมรวดเร็วแบบบ็อพ (Bebop) เข้ากับพละกำลังดิบราวสัญชาตญาณดั้งเดิม สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นศิลปินที่ ‘ไร้ประเภท’ (Unclassifiable) คือความกระหายที่จะได้ยินสิ่งใหม่ ๆ ทุกครั้งที่หยิบเครื่องดนตรีขึ้นมาบรรเลง

“ดนตรีของผมมันใหญ่เกินกว่าจะจับใส่ลงไปในกรอบของสไตล์ไหน ๆ... ทุกครั้งที่หยิบฮอร์นขึ้นมาเป่า สิ่งที่ผมอยากได้ยินคือความสดใหม่แกะกล่อง”

ทว่าเปลวไฟแห่งความสดใหม่และพลังสร้างสรรค์อันล้นปรี่นั้นไม่ได้มาโดยง่าย ยิ่งโรลลินส์ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะดาวเด่นของวงการช่วงปลายทศวรรษ 1950 มากเท่าใด เสียงปรบมือและคำวิจารณ์เชิงยกย่องกลับยิ่งสร้างความตระหนักรู้ภายในจิตใจว่า เขากำลังติดอยู่ในกับดักของความสำเร็จ และดนตรีที่เขากำลังเล่นเริ่มกลายเป็นเพียงการฉายซ้ำของเทคนิควิชาที่ไม่เหลือพื้นที่ให้แก่ ‘ความจริง’

ในปี 1959 เมื่อตารางทัวร์และเงินทองหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย โรลลินส์ กลับทำในสิ่งที่คนในวงการดนตรีและโลกธุรกิจไม่อาจเข้าใจ เขาตัดสินใจหยุดการแสดงและงานอัดเสียงทั้งหมดลงอย่างกะทันหัน แล้วอันตรธานหายไปจากสายตาของสาธารณชนยาวนานกว่าสองปี เพื่อออกจาริกแสวงหาตัวตนที่แท้จริงทางดนตรี (Sabbatical)

สถานที่แห่งการบำเพ็ญตบะของเขา ไม่ใช่สตูดิโอเก็บเสียงราคาแพง หรือกระท่อมอันเงียบสงบในป่าลึก หากแต่เป็นบนทางเดินแคบ ๆ ของ ‘สะพานวิลเลียมส์เบิร์ก’ (Williamsburg Bridge) ที่ทอดข้ามแม่น้ำอีสต์ริเวอร์ เชื่อมระหว่างโลเวอร์อีสต์ไซด์กับย่านบรูกลิน 

ที่นั่น ในยามค่ำคืนอันหนาวเหน็บ มีเพียงเสียงหวีดหวิวของสายลมที่พัดผ่านคุ้งน้ำและเสียงคำรามของรถไฟสายบีเอ็มทีเป็นเพื่อน โรลลินส์ยืนเป่าแซ็กโซโฟนข้ามคืนวันยาวนาน รวมแล้วนับพันชั่วโมง การหลบเร้นขึ้นไปบนสะพานเหล็กแห่งนี้ไม่ใช่การฝึกซ้อมเพื่ออวดอ้างอภินิหารทางเทคนิค ทว่า คือการปลดเปลื้อง ‘อัตตา’ และการลอกคราบความลวงของอุตสาหกรรมดนตรี เพื่อกู่ตะโกนถามตัวเองว่า สุ้มเสียงที่แท้จริงของเขานั้นคืออะไรกันแน่ ห้วงอารมณ์แห่งการเผชิญหน้ากับความว่างเปล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นถ้อยคำที่ลุ่มลึก

“เป็นเวลานานที่ผมรู้สึกว่าตัวเองย่ำอยู่กับที่ และพูดแต่ความลวง ผมจำเป็นต้องกู้คืนตัวตนที่แท้จริงกลับมาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ผมต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่าผมคือใคร และต้องการจะสื่อสารอะไรผ่านเครื่องดนตรีชิ้นนี้”

การกลับคืนสู่เวทีโลกอีกครั้งในปี 1961 พร้อมอัลบั้มที่มีชื่อว่า The Bridge จึงไม่ใช่เพียงการกลับมาทำงานดนตรี แต่คือการก้าวข้ามผ่านสะพานแห่งจิตวิญญาณ ที่ทำให้เขาได้ครอบครองความเชื่อมั่นอันบริสุทธิ์ เพื่อบรรเลงดนตรีที่ก้าวข้ามกาลเวลา

“หลายคนไม่เข้าใจหรอกว่าผมจะหยุดเล่นไปทำไม... แต่ผมได้เรียนรู้แล้วว่านี่คือเรื่องคอขาดบาดตายที่ผมต้องทำ เพื่อให้ได้มาซึ่งความมั่นใจที่จะเล่นดนตรีในระดับนี้”

เกียรติยศที่ไร้อัตตา: นามแห่ง Colossus และท่วงทำนองแห่งจักรวาล 

นับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา ชื่อของ ซันนี โรลลินส์ ได้รับการสลักไว้อยู่บนหอคอยเกียรติยศสูงสุดของวงการดนตรีอเมริกัน อัจฉริยภาพในการด้นสดของเขาเฉียบคมและลุ่มลึกเสียจน ‘ฟรานซิส เดวิส’ (Francis Davis) นักวิจารณ์ดนตรีชื่อดัง ถึงกับเคยบันทึกไว้ในปี 2000 ว่า หากเรานิยามคำว่า ‘Virtuoso’ หรือ ‘ผู้เชี่ยวชาญขั้นปรมาจารย์’ ให้ครอบคลุมไปถึงความฉลาดเฉลียวในการด้นสดด้วยแล้ว โรลลินส์ อาจเป็นปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ดนตรีแจ๊สเคยให้กำเนิดมา

“...ถ้าเราจะนิยามคำว่าปรมาจารย์กันใหม่ โดยนับรวมเอาความเจนจัดในการด้นสดเข้าไว้ด้วยกัน กับความอัจฉริยะเชิงเทคนิค (ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรทำอยู่แล้วเมื่อวิจารณ์ดนตรีแจ๊ส) ซันนี โรลลินส์ ย่อมเป็นสุดยอดอัจฉริยะบุคคลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แจ๊ส”

เมื่ออายุขัยเดินทางเข้าสู่ช่วงปัจฉิมวัย รางวัลระดับชาติอันเป็นตราประทับความสำเร็จต่างหลั่งไหลเข้ามาดั่งสายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นรางวัลเกียรติยศความสำเร็จสูงสุดตลอดชีพ อย่าง Grammy Lifetime Achievement ในปี 2004 การได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์แห่งแจ๊ส อย่าง NEA Jazz Master ในปี 1983 ไปจนถึงรางวัลระดับประธานาธิบดี อย่าง National Medal of Arts และสถาบันระดับชาติ อย่าง Kennedy Center Honor ในปี 2011 รวมไปถึงการถูกจารึกเรื่องราวชีวิตและเสียงดนตรีลงในหนังสือชีวประวัติความยาวกว่าพันหน้าในชื่อ Saxophone Colossus โดย ไอดาน เลวี (Aidan Levy) ในปี 2022

ทว่าในมุมมองของโรลลินส์ ยิ่งอุตสาหกรรมดนตรีและโลกภายนอกพยายามมอบมงกุฎและขนานนามเขาว่า ‘Colossus’ หรือ ‘ยักษ์ใหญ่’ ที่ค้ำจุนโลกแจ๊สมากเท่าใด เขากลับยิ่งมองเห็นความไร้สาระของสิ่งที่เรียกว่า ‘อัตตา’ (Ego) มากเท่านั้น โรลลินส์ค้นพบว่า เกียรติยศเหล่านั้นเป็นเพียงภาพลวงตาทางวัตถุที่เข้ามาจำกัดขอบเขตของจิตวิญญาณอันเป็นสากล สำหรับเขาแล้ว ดนตรีไม่ได้มีไว้เพื่อรับใช้ความยิ่งใหญ่ของบุคคล หากแต่ดนตรีคือเครื่องมือในการหลอมละลายตัวตนเพื่อเชื่อมต่อเข้ากับท่วงทำนองแห่งจักรวาลอันเวิ้งว้างและบริสุทธิ์ ความลุ่มลึกในการปลดเปลื้องอัตตานี้ ถูกเปิดเผยผ่านทัศนะส่วนตัวของเขาในวัยหนุ่มว่า

“ผมไม่สนใจเรื่องอัตตาหรอก... ขอแค่ผมรู้สึกเต็มอิ่มกับเสียงดนตรีก็พอแล้ว มันถึงเวลาที่ผมต้องเริ่มทำดนตรีในระดับสากลจักรวาลเสียที และดนตรีที่ว่านี้ ไม่มีพื้นที่เหลือไว้ให้แก่อัตตาตนเอง”

ความสอดคล้องระหว่างคำพูดนี้กับวิถีชีวิตจริงยังสะท้อนผ่านนวัตกรรมทางดนตรีที่สั่นสะเทือนวงการ เช่น การหันมาเล่นในรูปแบบสามชิ้นไร้เปียโน (Piano-less Trio) ในช่วงปี 1957 โดย โรลลินส์ ให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมาว่า เสียงเปียโนและคอร์ดที่นักดนตรีพยายามยัดเยียดเข้ามานั้น มักจะ ‘กีดขวาง’ และ ‘ขัดขวาง’ การโบยบินอย่างอิสระของท่วงทำนอง การตัดเปียโนออกไปจึงเป็นเสมือนการเปิดพื้นที่ให้สัจจะทางดนตรีได้ทำงานอย่างเต็มที่ โดยปราศจากการตบแต่งทางกรอบทฤษฎี

The Last Colossus ลมปราณสุดท้ายของ ‘ซันนี  โรลลินส์’ 

บุคคลสุดท้ายในภาพถ่ายประวัติศาสตร์ และการโหยหาจิตวิญญาณครู

เมื่อวันเวลาเคลื่อนผ่านไปทีละน้อย กาลเวลาก็มักจะพรากผู้คนและยุคสมัยให้เลือนหายไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ภายหลังการจากไปของ ‘เบนนี โกลสัน’ (Benny Golson) ในปี 2024 ซันนี โรลลินส์ ก็ได้ก้าวขึ้นสู่สถานะอันโดดเดี่ยวของการเป็น ‘ผู้วายชนม์คนสุดท้าย’ (The Last Survivor) จากบรรดานักดนตรีอัจฉริยะ 58 ชีวิตที่รวมตัวกันบนขั้นบันไดหน้าตึกแถวเลขที่ 17 West 126th Street ในย่านฮาร์เล็ม เมื่อช่วงฤดูร้อนปี 1958 สำหรับภาพถ่ายประวัติศาสตร์ระดับตำนานของนิตยสาร Esquire

ทว่าภายใต้แสงสปอตไลต์ที่สาดส่องลงมายังไททันคนสุดท้าย โรลลินส์ ไม่ได้มองว่าตนเองเป็นผู้เหนือกว่าใคร ในทางกลับกัน เขายังคงรักษาความถ่อมตนของเด็กหนุ่มผู้เติบโตมาในวัฒนธรรมแบล็กฮาร์เล็ม (Harlem Renaissance) ไว้อย่างเหนียวแน่น โรลลินส์ รำลึกถึงบ่ายวันนั้นด้วยสายตาของ ‘แฟนเพลง’ คนหนึ่งที่หัวใจพองโต เมื่อได้ยืนอยู่เคียงข้างบุคคลผู้เป็นรากแก้วของดนตรีแจ๊ส โดยเฉพาะ โคลแมน ฮอว์กินส์ และเลสเตอร์ ยัง (Lester Young) ไอดอลในดวงใจผู้กำหนดทิศทางลมปราณดนตรีของเขามาตั้งแต่ต้น

“ผมร่วมอยู่ในภาพนั้น แต่ไม่ใช่ในฐานะนักดนตรีเป็นหลัก—แม้ว่าโดยบังเอิญผมจะอยู่ที่นั่นในฐานะนั้นก็ตาม ทว่าความจริงคือผมเฝ้าหลงใหลในแจ๊สมาตลอดชีวิตวัยหนุ่มจนถึงตอนนั้น ผมจึงรู้จักเรื่องราวของพวกเขาลึกซึ้งเหลือเกิน โดยเฉพาะความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเฟรมเคียงบ่าเคียงไหล่กับไอดอล อย่าง โคลแมน ฮอว์กินส์ และ เลสเตอร์ ยัง”

ความสัมพันธ์เชิงลึกระหว่างโรลลินส์และโคลแมน ฮอว์กินส์ นั้นเป็นมากกว่าการนับถือครูบาอาจารย์ในอุตสาหกรรมดนตรีดั้งเดิม แต่อิทธิพลของฮอว์กินส์ฝังรากลึกอยู่ในทุกอนูแห่งสุนทรียภาพของโรลลินส์ นับตั้งแต่คืนวันในวัยเยาว์ที่เขาแอบยืนฟังเพลง ‘Body and Soul’ จากตู้เพลงริมถนนฮาร์เล็ม เพื่อศึกษาวิธีการสอดประสานคอร์ดและการสร้างท่วงทำนองทดแทน (Improvised countermelody)

แต่บทเรียนที่สำคัญที่สุดที่โรลลินส์ได้รับจากฮอว์กินส์ และส่งต่อมาถึงแนวคิดในการเขียนหนังสือชีวประวัติของเขา คือสัจธรรมที่ว่า ความเคารพต่อครูที่แท้จริง ไม่ใช่การเดินตามรอยเท้าหรือลอกเลียนตัวโน้ตแบบคำต่อคำ (Note-for-note copy) ทว่าคือการพยายาม “สถิตอยู่ในจิตวิญญาณ” (Inhabiting the soul) และทำความเข้าใจวิธีที่ครูตีความโลกและดนตรี เพื่อนำมาสร้างสุ้มเสียงที่เป็นตัวของตัวเองในที่สุด

“ผมไม่เคยพยายามก๊อปปี้ท่อนโซโลของโคลแมน ฮอว์กินส์... เพราะรู้ดีว่าไม่มีทางทำได้สำเร็จ สไตล์ของเขาเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลและเต็มไปด้วยชั้นเชิงที่ยากยิ่ง สิ่งที่ผมทำจึงมีเพียงการพยายามเข้าถึงแก่นแท้ในจิตวิญญาณ และตีความเนื้อหาดนตรีผ่านสายตาแบบเดียวกับเขา”

ศิลปะที่ไม่มีวันตาย

แม้ในท้ายที่สุด ข้อจำกัดทางสรีระและอาการป่วยเรื้อรังจากโรคพังผืดในปอด (Pulmonary fibrosis) จะบีบบังคับให้ ซันนี โรลลินส์ ต้องยุติการแสดงต่อหน้าสาธารณชนในปี 2012 และจำใจต้องวางเครื่องดนตรีคู่วิญญาณลงอย่างถาวรในอีกสองปีต่อมา ทว่าทัศนะที่เขามีต่อความผันแปรของสังขารกลับไม่ได้เต็มไปด้วยความโศกเศร้าฟูมฟายอันเปล่าประโยชน์ มีเพียงความกตัญญูและตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งต่อโอกาสในชีวิต

“การต้องหยุดเป่าแซ็กโซโฟนเป็นเรื่องที่ทรมานใจผมมาก แต่ผมคิดได้ว่าแทนที่จะนั่งเสียใจและร้องไห้ฟูมฟาย ผมควรขอบคุณโชคชะตาด้วยซ้ำ ที่ทำให้ผมได้ใช้ชีวิตอยู่กับดนตรีมาตลอดทั้งชีวิต”

การจากไปในวัย 95 ปีของโรลลินส์ เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านตามสัจธรรมของโลกวัตถุ ลมปราณที่เคยขับเคลื่อนผ่านท่อทองเหลือง จนเกิดเป็นเสียงสั่นสะเทือนที่หนาหนักและทรงพลัง อาจหยุดลงในมิติทางกายภาพ แต่สุนทรียศาสตร์ ปรัชญา และเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณที่เขาฝากไว้ในบทเพลงอมตะ อย่างอัลบั้ม Saxophone Colossus หรือความกล้าหาญในการส่งเสียงเรียกร้องความเท่าเทียมใน The Freedom Suite ได้กลายสภาพเป็นสสารทางวัฒนธรรมที่ไม่มีวันเน่าเปื่อยตามกาลเวลา

จากการสลัดทิ้งกรอบคิดแบบวัตถุนิยมมาตั้งแต่วัยหนุ่ม เขามองเห็นว่าชีวิตมนุษย์และสิ่งปลูกสร้างเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว ทว่าความงามและความจริงที่ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นงานศิลปะต่างหากที่เป็นอนัตตาและไร้จุดสิ้นสุด ดังถ้อยคำอันทรงพลังที่เขาเคยฝากไว้เป็นมรดกทางปัญญาแก่โลกใบนี้ว่า

“เนื้อหนังและวัตถุธาตุมีวันตาย ทว่าศิลปะเป็นนิรันดร์”

บัดนี้ ยักษ์ใหญ่คนสุดท้ายแห่งยุคทองได้ก้าวข้ามสะพานวิลเลียมส์เบิร์กแห่งชีวิตไปสู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของจักรวาลแล้วอย่างสงบ เขาน่าจะได้พบกับคำตอบของ “สุ้มเสียงอันเป็นที่สุด” (The Ultimate Sound) ที่เพียรพยายามค้นหามาตลอดชีวิต เสียงสุดท้ายที่เข้าเติมเต็มจิตวิญญาณจนไร้ซึ่งความกระหายใด ๆ อีกต่อไป

“เมื่อใดที่ผมเจอ ‘ซาวนด์ที่เหนือกว่าซาวนด์ทั้งปวง’ ผมจะรู้ตัวทันที เพราะแค่เสียงของมัน และสิ่งที่เราสามารถทำกับมันได้ผ่านเครื่องเป่าชิ้นนี้ มันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ชีวิตผมเต็มอิ่มอย่างแท้จริง”

กายภาพของ ซันนี โรลลินส์ หวนคืนกลับสู่ผืนดินในวูดสต็อก ทว่าสุ้มเสียงแห่งสัจจะและความลุ่มลึกในสุนทรียภาพทางดนตรีของเขา จักยังคงกู่ก้อง โบยบิน และส่งแรงสั่นสะเทือนเพื่อปลดแอกหัวใจของผู้คนไปชั่วนิรันดร์.

 

เรื่อง: อนันต์ ลือประดิษฐ์ 

ภาพ: Getty Images 

 

ที่มา:

     Levy, Aidan. Saxophone Colossus: The Life and Music of Sonny Rollins. 1st ed., Hachette Books, 2022.

     Keepnews, Peter. "Sonny Rollins, Giant of the Jazz Saxophone, Is Dead at 95." The New York Times, 25 May 2026.