28 มี.ค. 2569 | 19:00 น.

KEY
POINTS
หากคุณไม่ได้เป็นคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการนวนิยายประเภทไซไฟมากนั้น เมื่อพูดถึงนวนิยายประเภทนี้ คุณคงนึกถึงพวกสงครามอวกาศ ยานรบจากต่างดาว การเผชิญหน้ากับเอเลี่ยน และการพูดถึงศัพท์เฉพาะทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ง่ายที่จะเข้าใจ
ทว่าท่ามกลางภาพจำของงานเขียนไซไฟ ชายคนหนึ่งได้สร้างสรรค์ผลงานที่ต่างออกไป มันคือนิยายที่สำรวจทั้งขีดจำกัดของสติปัญญา ความโดดเดี่ยวของมนุษย์ และพลังของการแก้ปัญหาด้วยไม้บรรทัดและเครื่องคิดเลข ผ่านเรื่องราวที่จะเปลี่ยนให้สมการฟิสิกส์กลายเป็นความระทึกขวัญระดับหยุดหายใจ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความเนิร์ดอันทรงพลังนี้มีนามว่า ‘แอนดี เวียร์’ (Andy Weir)
จุดเริ่มต้นของความสนุกในทุกเรื่องราวที่เขาได้รังสรรค์ขึ้นมา เริ่มต้นจากการตั้งคำถามทางวิศวกรรมที่ดูเหมือนจะไม่มีทางออก อย่าง ‘ถ้าเครื่องทำออกซิเจนพังในสภาพไร้อากาศ มนุษย์จะรอดได้กี่นาที?’
ซึ่งสำหรับแอนดีแล้ว วิทยาศาสตร์ไม่ใช่แค่ฉากหลังที่สวยงาม แต่มันคือ ‘ตัวร้าย’ ที่โหดเหี้ยมที่สุด เพราะในสุญญากาศหรือบนดาวเคราะห์ที่ห่างไกล กฎฟิสิกส์ไม่เคยปราณีใคร และไม่มีที่ว่างสำหรับปาฏิหาริย์ ตัวละครของเขาจึงไม่ได้เอาชนะศัตรูด้วยพละกำลังหรือโชคชะตา แต่ต้องสู้กับ ‘กฎของจักรวาล’ ด้วยอาวุธเพียงอย่างเดียวที่มี นั่นคือตรรกะและความเป็นจริงที่กลั่นกรองออกมา
ก่อนที่โลกจะรู้จักชื่อของเขาในฐานะนักเขียนระดับ New York Times Bestseller แอนดี เวียร์ คือโปรแกรมเมอร์ที่คลุกคลีอยู่กับการเขียนโค้ด เขาเคยทำงานที่บริษัทเกมยักษ์ใหญ่อย่าง Blizzard Entertainment และมีส่วนร่วมในเกมระดับตำนานอย่าง Warcraft II (1995)
เส้นทางนักเขียนของเวียร์เริ่มต้นจากการเป็นคนนอกสายตาในวงการนักเขียน เขาเคยถูกสำนักพิมพ์ปฏิเสธงานเขียนมานับสิบปี จนสุดท้ายเขาตัดสินใจเปิดเว็บไซต์ส่วนตัวเพื่อลงผลงานให้อ่านแบบฟรี ๆ เพียงเพราะอยากแชร์สิ่งที่เขารักกับกลุ่มคนเล็กๆ ที่สนใจเรื่องอวกาศเหมือนกัน และนั่นคือจุดกำเนิดของนิยายเรื่องแรกอย่าง ‘The Martian’
เวียร์ใช้วิธีเขียนนิยายทีละตอนทุกๆ 2-3 เดือน จากนั้นเขาจึงค่อยรวมเล่มและนำไปวางขายบน Amazon Kindle ในราคาเพียง 99 เซนต์ (ประมาณ 35 บาท) หลังจากนั้น แอนดีก็ได้ตีพิมพ์นวนิยายอีกสองเรื่อง คือ Artemis ในปี 2017 และ Project Hail Mary ในปี 2021
“เมื่อคุณมีวิธีคิดแบบวิศวกรแล้วก้าวเข้าสู่โลกวรรณกรรม คุณจะชินกับการส่งโปรเจกต์ออกไป แล้วได้รับ ‘คำวิจารณ์เชิงเทคนิค’ (List of bugs) กลับมาแทน”
ความน่าทึ่งคือเขาไม่ได้แค่เขียน แต่เขาใช้พลังของนักอ่านในการตรวจสอบข้อมูล ผู้อ่านยุคแรกที่เป็นนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรตัวจริงจะคอยส่งคำวิจารณ์กลับมาหรือที่เวียร์เรียกว่า ‘List of bugs’ มาให้ เช่น หากเขาคำนวณวงโคจรพลาดหรือปฏิกิริยาเคมีไม่สมเหตุสมผล เขาจะรีบแก้ไขตามตรรกะวิศวกรรมทันที จนนิยายเรื่องนี้กลายเป็นงานเขียนที่แม่นยำในด้านวิทยาศาสตร์ที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยมีมา
ในผลงานขึ้นหิ้งชิ้นถัดมาอย่าง Project Hail Mary เวียร์ได้ยกระดับกระบวนการคิดขึ้นไปอีกขั้น เขาไม่ได้เริ่มจากการคิดพล็อตเรื่องหรือตัวละคร แต่เริ่มจากการตั้งโจทย์วิศวกรรมที่ว่า
‘เราจะหาแหล่งพลังงานมหาศาลจากไหน
เพื่อเดินทางข้ามดวงดาวได้จริง ?’
คำถามดังกล่าวนำไปสู่การออกแบบ ‘แอสโตรเฟส’ (Astrophage) หรือเชื้อรากินดาวที่เก็บกักพลังงานในรูปของมวลสารตามสมการ E=mc^2 ซึ่งเขาออกปากยอมรับว่านี่คือเทคโนโลยี (หรือทางชีววิทยา) ที่ ‘เจ๋งที่สุด’ ในเรื่อง และถ้ามันมีอยู่จริง มันจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์พลังงานของมนุษยชาติไปตลอดกาล
ในขณะเดียวกัน เขาก็ยังไม่ทิ้งกลิ่นอายในการเขียนจากเรื่องเก่า ๆ แต่แค่ยกระดับให้มันไปเป็นอีกขั้น โดยการออกแบบชีววิทยาของเอเลี่ยน อย่างตัวละคร ‘ร็อคกี้’ (Rocky) ผ่านกฎวิวัฒนาการที่ต้องเป็นไป เพื่อให้สอดคล้องกับหลักฟิสิกส์ภายใต้แรงดันมหาศาลและความไม่สิ้นสุดของจักรวาล
แม้เจ้าตัวจะถ่อมตนว่าเขาไม่เก่งเคมีหรือชีววิทยาระดับเซลล์เลย จนต้องทำการบ้านอย่างหนักและส่งอีเมลไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำที่สุด เพราะสำหรับแอนดีแล้ว ความถูกต้องทางเทคนิคต้องมาก่อนเสมอ เขาพร้อมเปิดหน้าให้เหล่านักวิทยาศาสตร์มาเช็กคำนวณได้ทุกเมื่อ เพราะเขาเชื่อว่าวิทยาศาสตร์คือ ‘กติกา’ ของจักรวาลที่ไม่สามารถแหกกฎได้
“ครั้งนี้ผมคิดว่า โอเค ผมอยากพัฒนาในฐานะนักเขียน ผมอยากทำตัวละครให้ลึกและซับซ้อนขึ้น คราวนี้ผมจะสร้างตัวละครที่ไม่ใช่ผม ผมเลยใส่ความไร้เดียงสา ความมองโลกในแง่ดีจนบางครั้งย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง”
ที่น่าสนใจคือ ในขณะที่วิทยาศาสตร์ต้องเป๊ะ แต่ในด้านความเป็นมนุษย์ แอนดีกลับพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของตัวเองด้วยการสร้างตัวละคร ‘ไรแลนด์ เกรซ’ (รับบทโดย Ryan Gosling) ให้มีความซับซ้อนและไม่ตั้งต้นมาจากตัวเขาเป็นครั้งแรก ต่างจากตัวละครเดิม ๆ ที่มักเป็นร่างจำลองด้านดีของเขาเอง อย่างมาร์ค วัตนีย์ (จาก The Martian) ก็คือตัวเขาเอง แต่ขยายข้อดีให้เด่นขึ้น และตัดข้อเสียออกไปหมด ส่วนแจ๊ซ บาชารา (จาก Artemis) ก็ยังคงเป็นเป็นตัวเขาเช่นกัน เพราะเธอมีข้อเสียแบบเดียวกับที่เขาเคยมีตอนอายุ 26 คือฉลาดในเชิงทฤษฎี ในทางกลับกันก็ยังตัดสินใจผิดพลาดในชีวิต แต่ตัวละครไรแลนด์กลับมีความขี้กลัว ขี้กังวล และหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ซึ่งแอนดีตั้งใจใส่ความเปราะบางนี้ลงไปเพื่อให้ตัวละครดูมีมิติสมจริงและหลุดพ้นจากกรอบเดิม ๆ ที่เขาเคยเขียน
ในโลกของแอนดี เวียร์ วิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงวิชาที่อยู่ในตำรา แต่มันคือ ‘ภาษา’ ที่จักรวาลใช้สื่อสารกับเรา และตัวละครของเขาคือกลุ่มคนที่พยายามจะแปลความหมายของภาษานั้นเพื่อให้ผู้คนรับรู้ การที่เขาเลือกสร้างตัวละครอย่าง ไรแลนด์ เกรซ ให้มีความเปราะบาง ขี้กลัว และไม่ใช่ฮีโร่ผู้กล้าหาญมาตั้งแต่ต้น เป็นการตอกย้ำว่าความกลัวนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่การเลือกที่จะหยุดกลัวแล้วหันมา ‘แก้ปัญหาตรงหน้าทีละเปลาะ’ เหมือนเกรซต่างหากคือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่าง
งานเขียนของเขาจึงไม่ใช่แค่ไซไฟที่อ่านเพื่อความสนุก หรืออ่านเพื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่มันคือจดหมายรักถึงมนุษยชาติ ที่บอกเราว่าไม่ว่าโจทย์ของจักรวาลจะยากแค่ไหน หรือเราจะพบว่าตัวเองโดดเดี่ยวอยู่กลางอวกาศที่ห่างไกลเพียงใด ตราบใดที่เรายังมีเครื่องคิดเลขในมือ มีตรรกะในสมอง และมีมิตรภาพในหัวใจ เราก็จะสามารถ ‘Debug’ ทุกอุปสรรคและแก้สมการแห่งชีวิตได้สำเร็จเสมอ
อ้างอิง