10 พ.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
ไม่ว่าจะเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ เราเชื่อว่าคุณอาจตกหลุมรักงานของ ชินสุเกะ โยชิทาเกะ (Shinsuke Yoshitake) เพราะนิทานเรื่องนี้ไม่ได้สอนให้รู้ว่า… แต่สะกิดต่อมเอ๊ะชวนสงสัย บางเล่มชวนอมยิ้ม ขำขันและฮีลใจไปพร้อมกัน
ชายคนนี้คือนักเขียนและนักวาดหนังสือภาพสำหรับเด็กที่คว้ารางวัลมากมายทั้งในญี่ปุ่น ไปจนถึง New York Times แถมยังมีแฟน ๆ หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย จากลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ เนื้อหาเรียบง่ายแต่ทิ้งบางอย่างไว้ในใจ แถมชื่อเรื่องยังชวนสงสัยจนอดใจไม่ไหวที่จะหยิบมาเปิดอ่าน เช่น อาจจะเป็นแอปเปิ้ลก็ได้นะ ขอเป็นทารกสักแปบได้ไหม ต่อให้ผมยุ่งฟูขนาดนี้ก็เถอะ ถ้าร้อนก็ถอดเสื้อสิ
ความมหัศจรรย์ในงานของโยชิทาเกะ คือการหยิบเรื่องราวแสนธรรมดามาเล่าอย่างเรียบง่าย แต่กลับสะกิดใจผู้อ่านหลายช่วงวัย จนเป็นหนังสือเด็กที่มีแฟนคลับมากมายเป็นผู้ใหญ่
แม้จะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามตั้งแต่ผลงานชิ้นแรกในปี 2013 แต่โยชิทาเกะไม่เคยเขียนหนังสือเด็กมาก่อน ทั้งยังเพิ่งเริ่มต้นเส้นทางนี้ในวัย 40 ปี โดยมีวัตถุดิบมาจากความปวดใจของวัยผู้ใหญ่และความช่างสงสัยในวัยเด็ก
โยชิทาเกะเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1973 ที่จังหวัดคานากาวะ วัยเด็กเขาเป็นคนเงียบ ๆ แล้วเฝ้ามองพี่สาวคนเก่งอย่างชื่นชม ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งอะไรเป็นพิเศษ และพยายามอยู่ในกรอบที่ผู้ใหญ่คาดหวัง เพราะกลัวการถูกดุและชอบการชื่นชมตามประสาเด็ก ๆ
จนช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเข้ามหาวิทยาลัย เขาเลือกสายศิลปะตามที่อาจารย์แนะนำ หลังจากนั้นก็เรียนจบมาทำงานออฟฟิศ แต่งงาน มีลูกตามมาตรฐานสังคม
เขาเป็นนักวาดภาพปกนิตยสาร ทำงานตามโจทย์ที่ได้รับเช่นเคย แม้ไม่ได้เกลียดงานที่ทำ แต่เขาก็ยังหาตัวเองไม่เจอ อีกทั้งศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายใน ก็ยังไม่ได้เฉิดฉายออกมาอย่างเต็มที่ จนรู้ตัวอีกทีก็เดินทางมาถึงวัยกลางคนเสียแล้ว
“ผมมีชีวิตอยู่มาได้จนถึงตอนนี้ ด้วยการลิสต์สิ่งที่ไม่ชอบออกมาให้หมด แล้วเลือกทำเฉพาะสิ่งที่ผมรู้สึกว่า พอจะทนไหว แต่ในที่สุดผมก็ได้พบกับที่ที่ผมรู้สึกสบายใจแล้วครับ” เขาให้สัมภาษณ์กับ Japan Book Bank
จุดเริ่มต้นการค้นพบตัวเอง คือผลงานรวมภาพประกอบของเขาที่ไปเตะตาบรรณาธิการพอดี จึงได้รับคำชวนให้ลองเขียนหนังสือเด็ก แม้โยชิทาเกะไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้ แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธโอกาสใหม่ ซึ่งใครจะรู้ว่าการตอบตกลงจะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปอย่างสิ้นเชิง
ข้อดีของความไม่รู้ คือการไม่มีกรอบมาจำกัดความสร้างสรรค์ เขาใช้วิธีนึกย้อนไปว่าวัยเด็กอยากอ่านหนังสือแบบไหน เมื่อผสมกับวัตถุดิบที่สะสมไว้ตลอด 40 ปีโดยที่ไม่รู้ตัว งานของเขาจึงออกมาแปลกใหม่
แม้ภาพและเนื้อหาจะน่ารักสดใส แต่โยชิทาเกะพูดเสมอว่า เขาเป็นมนุษย์หดหู่ง่าย และมักจะระบายความเครียดออกมาผ่านลายเส้นในสมุดเล่มจิ๋ว
เขาเคยให้สัมภาษณ์กับ Japan Book Bank ว่า “โดยธรรมชาติผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย และตอนนั้นก็แค่รู้สึกเหนื่อยกับชีวิต ผมเลยวาดรูปเพื่อโน้มน้าวตัวเองว่า โลกนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจ ถ้าเรามองดูใกล้พอ จะพบว่าสิ่งเหล่านั้นอยู่รอบตัวเราในทุกๆ ที่ มันเหมือนเป็นการบำบัดฟื้นฟูจิตใจสำหรับผม”
เขาฝันมาตลอดว่าอยากจะเขียนเรื่องราวของผู้คนที่เยียวยาหัวใจ ด้วยความสุขเล็ก ๆ ในยามที่สิ่งรอบตัวเลวร้าย หนึ่งในตัวอย่างที่เจ่มชัด คือหนังสือ Kami wa konnani kucha kucha dakedo (ถึงผมจะยุ่งเหยิงขนาดนี้) ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการนั่งรถไฟแล้วพบว่า ความรู้สึกแย่ ๆ ของเขาเบาบางลง เพียงเพราะเห็นสตรอว์เบอร์รี่สีสดใสในกระเป๋าคุณยายคนหนึ่งโดยบังเอิญ เขาประหลาดใจที่สีสันของผลไม้ทำให้รู้สึกดีขึ้นได้ แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเครียด ๆ ก่อนหน้าเลยก็ตาม
หนังสือเล่มนั้น จึงถ่ายทอดความฝันและแง่บวกในหน้าแรก ส่วนอีกหน้าเป็นแง่ลบ เช่น เด็กหญิงตัวเล็กๆ พูดว่า “สักวันหนึ่งหนูอยากเป็นนักร้อง” แล้วตามด้วย “ถึงแม้ตอนนี้ผมของหนูจะยุ่งเหยิงขนาดนี้ก็เถอะ” หรือชายคนหนึ่งกล่าวว่า “ปอกเปลือกไข่ต้มออกได้เรียบเนียนสุดๆ เลย” แล้วตามด้วย “ถึงแม้ว่าการประชุมในวันนี้จะทำให้พวกเราต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่หมดเลยก็ตาม”
แต่หากเปิดไปยังหน้าท้ายๆ เนื้อหาจะถูกจัดวางแบบตรงกันข้าม โดยวางเรื่องความผิดหวังไว้ทางซ้ายและความสุขไว้ทางขวา วิธีเล่าเรื่องเช่นนี้ทำให้ผู้อ่านค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่ความรู้สึกเชิงบวกมากขึ้นจนจบเล่ม ขณะเดียวกันก็สามารถอ่านจากหลังมาหน้าได้ เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่มีคำตอบว่าควรมองโลกแบบไหน เพียงแต่ชี้ชวนให้เราได้ย้อนกลับมามองชีวิตในหลากหลายแง่มุมมากขึ้น
หากโลกนี้มีเรื่องพิเศษเพียง 1% คนเรามักจะจำ 1% นั้นได้ดีกว่าความธรรมดาที่เหลืออยู่ คงเพราะมันจืดจาง ใกล้ตัว และมีอยู่มากมายเสียจนเลือกไม่ถูกว่าควรจำอะไร ทว่าโยชิทาเกะไม่อยากลืม
“ผมอยากเขียนถึงเรื่องราวแสนธรรมดาเสียจนถ้าไม่รีบจดไว้ทันที ผมก็คงจะลืมมันไปเสียตรงนั้น และเมื่อผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ดูไม่สลักสำคัญอย่างเหลือเชื่อเกิดขึ้น ผมจะแอบอมยิ้ม แล้วรีบจดบันทึกมันไว้ครับ” เขาเอ่ยในบทสัมภาษณ์ของ 1101.com แถมบอกว่าต้องพกสมุดบนทึกไว้ตลอด แม้กระทั่งตอนขับรถยังมีสมุดเล่มจิ๋วเปิดวางไว้บนตัก เจอไฟแดงทีไร เป็นต้องรีบสเก็ตช์ภาพลงไปอย่างรวดเร็ว
อีกมุมที่น่าสนใจคือ เขาสร้างสรรค์ผลงานออกมาในจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพราะมีทั้งมุมมองวัยเด็กของตัวเองที่เต็มไปด้วยความสงสัย และไม่ชอบหนังสือแนวผู้ใหญ่สอนเด็ก พร้อมกับมุมมองของคุณพ่อวัย 40 ปีที่อยากทำหนังสือให้น่าสนใจสำหรับตัวเขาในปัจจุบันเช่นกัน
“ผมอยากให้เด็กๆ อ่านหนังสือภาพของผม แต่คนซื้อคือพ่อแม่ นั่นคือเหตุผลที่ผมอยากทำเรื่องราวที่ทั้งคนอ่าน (พ่อแม่) และคนฟัง (ลูก) สนุกไปด้วยกันได้ สำหรับผม สิ่งที่มีค่าที่สุดคือ การมองภาพเดียวกันด้วยมุมที่แตกต่างไปตามช่วงวัย ผมอยากสร้างภาพประกอบที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถสนุกในแบบของตัวเองได้ครับ” เขาเอ่ยถึงความตั้งใจในสัมภาษณ์บนเว็บไซต์ของ copic
แม้จะประสบความสำเร็จ แต่เขามักพูดถึงความความไม่สมบูรณ์แบบของตนเองเสมอ ทว่าไม่ใช่การกล่าวโทษหรือโกรธเกลียดตัวเอง แต่ยอมรับด้านเว้าแหว่งเหล่านั้นอย่างซื่อตรง
“ผมระบายสีไม่เก่งเลยครับ” นี่คือคำพูดที่เขาเอ่ยกับบรรณาธิการไปจนถึงการสัมภาษณ์หลายหน บรรณาธิการจึงจัดหาดีไซน์เนอร์มาช่วยเรื่องนี้ ซึ่งกลายเป็นข้อดีที่ทำให้หนังสือออกมาสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะโยชิทาเกะเองก็ได้ไปโฟกัสกับส่วนที่ถนัด แล้วถอยให้คนที่ทำหน้าที่ได้ดีมาช่วยเติมเต็มช่องว่างนั้นด้วยความรู้สึกขอบคุณ
แม้กระทั่งบทบาทพ่อ โยชิทาเกะมักส่ายหน้าปฏิเสธเสมอ เมื่อมีคนบอกว่าเขาคงเป็นพ่อที่ดีมากแน่
“ผมยังดุลูกบ่อย ๆ เวลาที่เขาไม่ทำบางอย่าง หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเหมือนการไถ่โทษและแสดงให้เห็นสิ่งที่ผมอยากจะทำ (เพื่อพวกเขา)” เขาเอ่ยในบทสัมภาษณ์กับ Japan News พร้อมบอกว่า งานของเขาเหมือนถ่ายทอดภาพจินตนาการการเป็นพ่อที่ดีของตัวเองมากกว่า เพราะหลายครั้งเขาก็ทำพลาด และบางทีลูก ๆ ก็ไม่ชอบหนังสือเขา เพราะรู้สึกเหมือนถูกจี้จุดจากตัวละครที่ชวนนึกว่าถอดแบบมาจากพวกเขาหรือเปล่า
“มีบางสิ่งที่ผมสื่อสารออกมาได้เพราะผมเป็นพ่อ ขณะเดียวกัน ก็มีบางเรื่องที่ผมพูดออกมาไม่ได้... ก็เพราะผมเป็นพ่อนี่แหละครับ”
ในความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นจุดแข็งอย่างหนึ่งของโยชิทาเกะ เขามักพูดถึงแง่มุมต่าง ๆ ของมนุษย์ ทั้งดีและร้ายโดยไม่ได้ยึดติดหรือวิ่งหนี แต่กลับชวนไปนั่งสังเกต แล้วยอมรับการมีอยู่ของมันอย่างจริงใจและไม่ตัดสิน นั่นอาจเป็นเหตุผลที่หนังสือของเขามีความเป็นมนุษย์และเป็นธรรมชาติสูงมาก
เพราะสุดท้ายแล้วเด็กน้อยในตัวทุกคนอาจโหยหาการยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้นทั้งดีและแย่ โดยไม่ต้องไปยึดถือหรือผลักไส เพียงแต่เฝ้ามองการเกิดขึ้นและดับไปในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
เรื่อง : ธัญญารัตน์ โคตรวันทา
ที่มา