‘สแตนลีย์ ทุชชี’: เมื่ออาหาร ความสูญเสีย และบทสมทบ กลายเป็นเรื่องเดียวกัน

‘สแตนลีย์ ทุชชี’: เมื่ออาหาร ความสูญเสีย และบทสมทบ กลายเป็นเรื่องเดียวกัน

จากชายผู้ขโมยซีนในบท ‘ไนเจล’ สู่ชีวิตจริงที่ผ่านทั้งความสูญเสีย โรคมะเร็ง และการค้นพบรสชาติของชีวิตอีกครั้ง เรื่องราวของ ‘สแตนลีย์ ทุชชี’ ไม่ได้พูดถึงแค่การแสดง แต่คือการประคองหัวใจมนุษย์ผ่านอาหาร ความรัก และบทบาทเล็ก ๆ ที่กลับมีความหมายมหาศาลในความทรงจำของผู้คน

KEY

POINTS

“ถ้าคุณพบสิ่งที่คุณรักจริง ๆ แล้ว บางทีมันอาจไม่สำคัญเลยว่าคุณจะทำมันได้ดีหรือไม่ สิ่งสำคัญคือคุณได้ทำมันต่างหาก”

ใน The Devil Wears Prada (2006) โฟกัสหลักของเรื่องอาจอยู่ที่ ‘มิแรนด้า พรีสลีย์’ บรรณาธิการผู้ทรงอำนาจแห่ง Runway Magazine และ ‘แอนดี้ แซคส์’ เด็กใหม่ที่ต้องเรียนรู้กฎอันโหดร้ายของโลกแฟชั่น 

แน่นอนว่า ‘เมอรีล สตรีป’ และ ‘แอนน์ แฮทธาเวย์’ ทำให้ 2 ตัวละครนี้กลายเป็นภาพจำของหนัง แต่หากมองให้ลึกลงไป ตัวละครที่ขโมยซีนเงียบ ๆ และทำให้คนดูรู้สึกผูกพันไม่น้อยไปกว่ากันคือ ‘ไนเจล คิปลิง’ ผู้คอยยืนอยู่เบื้องหลังบรรณาธิการผู้ทรงอำนาจ และคอยจัดระเบียบความงามให้เข้าที่

เขาเป็นคนแรก ๆ ที่มองเห็นความเปราะบางของแอนดี้ และเป็นคนที่เตือนเธอว่า ความฝันในโลกแฟชั่นไม่เคยเป็นจริงแบบฟรี ๆ

เขาอาจไม่ใช่พระเอกของเรื่อง ไม่ใช่ตัวละครที่มีเวลาบนจอมากที่สุด แต่ทุกครั้งที่ปรากฏตัว ไนเจลทำให้โลกของ ‘The Devil Wears Prada’ มีทั้งความคม ความขม และความเป็นมนุษย์มากขึ้น

‘สแตนลีย์ ทุชชี’: เมื่ออาหาร ความสูญเสีย และบทสมทบ กลายเป็นเรื่องเดียวกัน

ไม่มากไม่น้อย บทนี้ทำให้ชื่อของ ‘ทุชชี’ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง หลังจากโลดแล่นอยู่ในวงการมานานกว่าสองทศวรรษ

เกือบ 20 ปีหลังจากหนังภาคแรกออกฉายในปี 2006 ทุชชีกลับมารับบทไนเจลอีกครั้งใน The Devil Wears Prada 2 พร้อมทีมนักแสดงชุดเดิมอย่าง เมอรีล สตรีป, แอนน์ แฮทธาเวย์ และเอมิลี บลันท์ รวมถึงผู้กำกับ ‘เดวิด แฟรงเคล’ และมือเขียนบท ‘เอลีน บรอช แมคเคนนา’

และเช่นเคย เขายังได้บทบาทที่ขโมยซีน และได้ใจมากอีกครั้ง ซึ่งทำให้คนจำนวนพอสมควรที่เคยดูหนังเรื่องนี้ยามที่ยังไม่ประสีประสา ได้อินกับตัวละครและหนังมากขึ้น ในวันที่พวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่ อยู่ในวัยทำงานที่อาจกำลังหมดไฟ หรือสูญเสียความมั่นใจในชีวิตไป

Character Actor: บทเล็กในมือของนักแสดงใหญ่

ในแวดวงการแสดง มีคำที่ใช้เรียกนักแสดงบางประเภทว่า ‘Character Actor’ หมายถึงนักแสดงที่มักรับบทสมทบซึ่งมีคาแรกเตอร์จัด มีเอกลักษณ์ชัดเจน และสามารถทำให้ตัวละครนั้น ๆ เป็นที่จดจำได้ไม่แพ้ หรือบางครั้งอาจมากกว่าตัวละครหลักด้วยซ้ำ

หากมองจากนิยามนี้ สแตนลีย์ ทุชชี คือตัวอย่างของ Character Actor ที่ชัดเจนที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวูด

ทุชชีเกิดที่เมืองพีคสกิล รัฐนิวยอร์ก เมื่อปี 1960 เขาสนใจศาสตร์การแสดงมาตั้งแต่เด็ก ก่อนเข้าเรียนที่ Purchase College และเริ่มต้นเส้นทางอาชีพอย่างเป็นทางการบนเวทีบรอดเวย์ในปี 1982 จากนั้นจึงก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์จากเรื่อง ‘Prizzi’s Honor’ ในปี 1985

นับจากนั้น เขาค่อย ๆ สร้างชื่อจากบทสมทบ งานโทรทัศน์ และตัวละครที่ต้องอาศัยจังหวะการแสดงมากกว่าความโดดเด่นแบบดารานำ

ทุชชีอาจไม่ได้เป็นจุดศูนย์กลางของหนังทั้งเรื่อง แต่เมื่อไหร่ที่ปรากฏตัวมักครองความทรงจำของคนดูเสมอ 

นอกจากบท ไนเจล ใน The Devil Wears Prada แล้ว เขายังเคยคว้ารางวัล Emmy และ Golden Globe จากบท ‘วอลเตอร์ วินเชลล์’ ในหนังที่ฉายทางโทรทัศน์เรื่อง Winchell (1998), ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์จากบทฆาตกรใน The Lovely Bones (2009) ของผู้กำกับ ‘ปีเตอร์ แจ็คสัน’, รับบท ‘พอล ไชลด์’ สามีของเชฟหญิงคนสำคัญ ‘จูเลีย ไชลด์’ ใน Julie & Julia (2009), รับบท ‘ดร. อับราฮัม เออร์สกิน’ นักวิทยาศาสตร์ผู้มองเห็นความดีในตัว ‘สตีฟ โรเจอร์ส’ ก่อนที่เขาจะกลายเป็น Captain America ใน Captain America: The First Avenger (2011) และฝากอีกหนึ่งบทที่เปี่ยมสีสันไว้อย่าง ‘ซีซาร์ ฟลิกเกอร์แมน’ พิธีกรผู้คอยสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมเกมล่าชีวิตใน The Hunger Games (2012-2015)

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุชชีไม่ได้เล่นบทเหล่านี้ด้วยวิธีเดียวกัน

ใน The Lovely Bones เขาทำให้ตัวละครฆาตกรที่น่ากลัวดูมีความเป็นมนุษย์ จนยิ่งชวนขนลุกกว่าเดิม

ใน The Hunger Games เขาเปลี่ยนพิธีกรโทรทัศน์สีฉูดฉาดให้กลายเป็นภาพแทนของความบันเทิงที่รับใช้รัฐเผด็จการ

ส่วนใน Julie & Julia เขาใช้ความอ่อนโยน จังหวะสายตา และเสน่ห์ที่ไม่จำเป็นต้องประกาศตัว ทำให้บทสามีของ ‘จูเลีย ไชลด์’ กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของคู่ชีวิตที่อบอุ่นที่สุดครั้งหนึ่งในหนังร่วมสมัย

‘สแตนลีย์ ทุชชี’: เมื่ออาหาร ความสูญเสีย และบทสมทบ กลายเป็นเรื่องเดียวกัน

ใน Captain America: The First Avenger ทุชชีปรากฏตัวไม่นาน แต่บท ดร. เออร์สกิน คือหนึ่งในตัวละครที่กำหนดความหมายของ Captain America ทั้งหมด เขาไม่ได้เลือกสตีฟ โรเจอร์ส เพราะความแข็งแรง แต่เพราะเห็นว่าเด็กหนุ่มร่างเล็กคนนั้นเข้าใจความอ่อนแอ และจะไม่ใช้พลังเพื่อกดขี่คนอื่น บทนี้เป็นอีกตัวอย่างชัดเจนของสิ่งที่ทุชชีทำได้ดีเสมอ นั่นคือการทำให้ตัวละครสมทบกลายเป็นรากฐานทางอารมณ์และศีลธรรมของเรื่อง

นี่คือเสน่ห์ของเขาในฐานะ Character Actor ที่ไม่ได้ทำให้คนดูจำได้ แต่ทำให้คนดูเชื่อว่าตัวละครทุกตัวที่เขารับบท มีเลือดเนื้อ มีชีวิตจิตใจอยู่จริงบนแผ่นฟิล์มเสมอ

ชายผู้รักอาหารเท่ากับรักชีวิต

นอกจากการเป็นนักแสดงสมทบมือฉมัง อีกสิ่งหนึ่งที่แทบจะแยกออกจากชีวิตของ สแตนลีย์ ทุชชี ไม่ได้เลย คือความรักที่เขามีต่ออาหาร

และความรักนั้นไม่ได้เพิ่งปรากฏในช่วงหลังของชีวิต หากย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1996 ทุชชีเคยกำกับ เขียนบท และนำแสดงในหนังเกี่ยวกับอาหารเรื่อง Big Night โดยมี ‘โจเซฟ โทรเปียโน’ ร่วมเขียนบท และ ‘แคมป์เบลล์ สก็อตต์’ ร่วมกำกับ

Big Night เล่าเรื่องของสองพี่น้องชาวอิตาเลียนอพยพที่เปิดร้านอาหารชื่อ Paradise บนชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์ในยุค 1950s พวกเขาพยายามรักษารสชาติแท้จริงของอาหารอิตาเลียนเอาไว้ ท่ามกลางแรงกดดันทางธุรกิจและความคาดหวังของลูกค้าที่อยากได้ ‘อาหารอิตาเลียน’ ในแบบที่ตลาดอเมริกันคุ้นเคยมากกว่า

Big Night จึงไม่ใช่แค่หนังเกี่ยวกับอาหาร แต่เป็นหนังเกี่ยวกับความทรงจำ ครอบครัว การอพยพ และการต่อรองระหว่างศิลปะกับตลาด ระหว่างการรักษารากเหง้าของตัวเองกับการปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอด

หนังเรื่องนี้ทำให้เห็นว่า ทุชชีมองอาหารเป็นมากกว่าเมนูบนโต๊ะ สำหรับเขา อาหารคือสิ่งที่บ่งบอกรากเหง้าว่าเราเป็นใคร มาจากไหน รักใคร สูญเสียอะไร และยังเหลืออะไรไว้ให้ประคองตัวเองต่อไป

หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างทุชชีกับอาหารก็ยังปรากฏในงานอีกหลายรูปแบบ เขาเขียนหนังสือ Taste: My Life Through Food เพื่อเล่าเรื่องชีวิตของตัวเองผ่านอาหาร ตั้งแต่วัยเด็กในครอบครัวอิตาเลียน-อเมริกัน กองถ่ายหนัง ความรัก ครอบครัว ไปจนถึงความทรงจำที่ผูกพันกับรสชาติในแต่ละช่วงชีวิต

ขณะเดียวกันเขายังมีรายการ Stanley Tucci: Searching for Italy ที่จะพาคนดูออกเดินทางสำรวจอิตาลีผ่านอาหารท้องถิ่น ผู้คน วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของแต่ละภูมิภาค โดยรายการนี้ได้รับรางวัล Emmy สาขา Outstanding Hosted Nonfiction Series และเป็นหนึ่งในงานที่ทำให้ผู้ชมเห็นทุชชีในฐานะ ‘นักเล่าเรื่องอาหาร’ ชัดเจนขึ้น

เขายังต่อยอดแนวทางเดียวกันในสารคดี Tucci in Italy ของ National Geographic ซึ่งยังคงใช้หลักคิดเดิม คือมองอิตาลีผ่านอาหาร ไม่ใช่แค่ในฐานะเมนูหรือของอร่อย แต่ในฐานะประวัติศาสตร์ ภูมิภาค ชนชั้น ความทรงจำ และชีวิตของผู้คน

ทุชชีอาจไม่ใช่เชฟมืออาชีพ แต่เขาโดดเด่นในฐานะคนเล่าเรื่องอาหาร ทำให้เมนูแต่ละจานมีความหมายลึกซึ้ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้อาหารกลายเป็นสิ่งสูงส่งเกินเอื้อม เขาเชื่อมโยงมันกับคนในครอบครัว ความทรงจำอันแสนหวาน และบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ช่วยประคองจิตใจมนุษย์เอาไว้ ในวันที่ชีวิตกำลังเสียศูนย์

วันที่รสชาติหายไป

สำหรับคนที่รักอาหารมาก ๆ การสูญเสียความสามารถในการรับรสไม่ต่างอะไรจากความตาย

และรู้หรือไม่ว่าทุชชีเคยอยู่ในสถานการณ์นั้นมาก่อน จากการล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งบริเวณโคนลิ้น

ในปี 2021 ทุชชีเปิดเผยว่า เขาต้องเข้ารับการรักษาด้วยการฉายรังสีและเคมีบำบัดอย่างหนักช่วงปี 2017 ต้องใช้สายให้อาหารอยู่หลายเดือน การรักษาครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อปาก การกิน การกลืน และร่างกาย

ปัจจุบันมะเร็งของทุชชีอยู่ในภาวะสงบ แต่เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การรักษาทำลายทุกอย่างในปากของเขา และทำให้กินอาหารแข็ง ๆ บางอย่างไม่ได้เหมือนแต่ก่อนแล้ว

ก่อนหน้านั้น ทุชชียังเคยสูญเสีย ‘เคท’ ภรรยาคนแรกจากโรคมะเร็งเต้านมในปี 2009 และเมื่อชีวิตพาเขามาเผชิญโรคมะเร็งด้วยตัวเอง ความเจ็บป่วยจึงไม่ได้พรากเพียงสุขภาพของเขาไปชั่วขณะ แต่ยังท้าทายความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอาหาร สิ่งที่เคยเป็นทั้งความสุข รากเหง้า และภาษาสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต

ในแง่นี้ การกลับมากินได้อีกครั้งของเขาจึงไม่ใช่แค่สัญญาณการฟื้นตัวของร่างกาย แต่เป็นการได้กลับไปสัมผัสรสชาติของชีวิตอีกครั้ง หลังเกือบสูญเสียมันไปตลอดกาล

รักครั้งใหม่ที่ไม่ได้ลบความสูญเสีย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 ก่อนที่ทุชชีจะต้องต่อสู้กับมะเร็งด้วยตัวเอง เคท ภรรยาคนแรกของเขาเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านม หลังใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมายาวนาน และมีลูกด้วยกัน 3 คน ความสูญเสียนั้นทิ้งร่องรอย ทิ้งความโศกเศร้า และทุกวันนี้ก็ยังยอมรับว่ายากที่จะทำใจได้เลย

ทุชชีเคยคิดว่าตัวเองจะไม่กลับไปแต่งงาน หรือมีลูกอีกครั้ง จนกระทั่งชีวิตพาเขาไปพบกับ ‘เฟลิซิตี บลันท์’ ซึ่งไม่ใช่คนอื่นไกล แต่เป็นพี่สาวของ เอมิลี บลันท์ เพื่อนร่วมจอจาก The Devil Wears Prada นั่นเอง

ทั้ง 2 คนเคยพบกันครั้งแรกช่วงที่หนังเรื่องนี้ออกฉาย ก่อนจะกลับมาเจอกันอีกครั้งในงานแต่งงานของเอมิลี บลันท์ กับ ‘จอห์น คราซินสกี’ ในปี 2010 และแต่งงานกันในปี 2012

ถือว่าเส้นทางชีวิตของเขาเชื่อมโยงกับ The Devil Wears Prada อย่างน่าสนใจ หนังเรื่องนี้ไม่ได้เพียงมอบบทไนเจล คิปลิง ที่ทำให้ผู้ชมจำนวนมากจดจำทุชชีได้ชัดขึ้น แต่ยังพาเขาไปสู่ความสัมพันธ์ครั้งใหม่ในชีวิตจริงด้วย

อย่างไรก็ตาม ความรักครั้งใหม่ของทุชชีไม่ได้มาทดแทนความสูญเสียเดิม และไม่ได้ลบความทรงจำของเคทออกไปจากชีวิตเขา มันเป็นความรักอีกบทหนึ่งที่ค่อย ๆ เปิดพื้นที่ให้เขาเดินต่อ สร้างบ้านใหม่ มีครอบครัวใหม่ และมีคนร่วมโต๊ะอาหารในวันที่ชีวิตกลับมามีรสชาติอีกครั้ง

เฟลิซิตีไม่ได้เป็นเพียง ‘พี่สาวของเอมิลี บลันท์’ หรือแค่เกร็ดชีวิตที่เชื่อมเขากลับไปยังจักรวาล The Devil Wears Prada แต่เป็นส่วนหนึ่งของบทใหม่ในชีวิตของทุชชี ทำให้เขายิ่งตระหนักว่าเขาไม่จำเป็นต้องลืมอดีต เขาเพียงหาวิธีอยู่ร่วมกับปัจจุบันและอนาคตให้ได้เป็นพอ

‘สแตนลีย์ ทุชชี’: เมื่ออาหาร ความสูญเสีย และบทสมทบ กลายเป็นเรื่องเดียวกัน

และบางที นี่อาจเป็นเหตุผลที่เรื่องราวของทุชชีมีรสชาติพิเศษกว่าการเป็นเพียงนักแสดงสมทบที่คนดูรัก

เพราะชีวิตของเขาเต็มไปด้วยบทบาทที่ไม่ได้อยู่กลางแสงไฟเสมอไป แต่กลับมีความหมายลึกซึ้ง ทั้งบทสามี บทพ่อ บทคนรักอาหาร บทผู้สูญเสีย และบทของคนที่ยังเลือกจะมีชีวิตต่ออย่างสง่างาม

ทำไมเจ้าของบทสมทบคนนี้ถึงเป็นที่รัก

หลายปีที่ผ่านมา สแตนลีย์ ทุชชี กลายเป็นหนึ่งในภาพแทนของผู้ใหญ่ที่มีเสน่ห์ไปอีกแบบ

เขาดูเป็นคนมีรสนิยม แต่งตัวดี ทำอาหารเป็น พูดน้อยแต่มีคารมคมคาย มีความสุภาพ ความฉลาด ความขี้เล่น และร่องรอยของบาดแผลไว้ในคนเดียว

เสน่ห์ของทุชชีอยู่ที่ความละเอียดละเมียดละไมของชีวิต โดยไม่ได้ขายความสมบูรณ์แบบของชีวิต

และในฐานะนักแสดง เขาไม่จำเป็นต้องยืนกลางเฟรมเสมอไปถึงจะโดดเด่นเสมอไป

เช่นเดียวกับอาหาร ที่สำหรับเขาไม่ใช่แค่ความอร่อย แต่มันผูกอยู่กับความทรงจำ บ้าน ครอบครัว และรากที่คนคนหนึ่งพกติดตัวไปได้ตามระยะทางของการเติบโต

ช่วงที่ป่วย ทุชชีไม่ได้หายไปจากวงการ เขายังรับงานแสดง และปรากฏตัวในผลงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่การกลับมารับบทไนเจลอีกครั้งใน The Devil Wears Prada 2 อาจมีความหมายมากขึ้น เพราะเวลาที่ผ่านไปทำให้คนดูจำนวนไม่น้อยกลับมาเข้าใจตัวละครนี้ และเข้าใจเสน่ห์ของทุชชีชัดกว่าเดิม

หลายคนที่เคยดู The Devil Wears Prada ตอนยังเด็ก ปัจจุบันต่างเติบโตขึ้นมาอยู่ในวัยทำงาน ผ่านความผิดหวัง หมดไฟ สูญเสียความมั่นใจ หรือเริ่มเข้าใจว่าความฝันไม่ได้เป็นจริงได้ง่าย ๆ ดังที่ไนเจลกล่าวเตือนสติแอนดีเอาไว้ และคำกล่าวนั้นก็เป็นการเตือนสติพวกเราได้เป็นอย่างดี

เขากลายเป็นภาพแทนของคนที่ยืนอยู่ข้างหลังระบบ เข้าใจกฎของโลกนั้นดีพอ ๆ กับความเจ็บปวดของคนที่พยายามเอาตัวรอดในนั้น

และนี่คือสิ่งที่ทุชชีทำได้ดีมาตลอด

เขาพิสูจน์ว่า คนที่ยืนอยู่ข้างหลังตัวเอกก็มีเรื่องราวใหญ่พอจะเล่าได้ คนที่ไม่ได้ครองอำนาจสูงสุดก็อาจเข้าใจระบบดีที่สุด และคนที่ดูมีรสนิยมที่สุด อาจไม่ใช่คนที่อยู่เหนือความเจ็บปวด แต่เป็นคนที่รู้ว่าจะประคองความเจ็บปวดนั้นอย่างไร ให้ชีวิตยังมีรสชาติ ไม่จืดชืดเกินไป

 

เรื่อง: รณภัทร

ภาพ: Getty Images 

 

ที่มา:

https://www.imdb.com/name/nm0001804/

https://www.simonandschuster.com/books/Taste/Stanley-Tucci/9781982168018

https://variety.com/2021/film/news/stanley-tucci-cancer-diagnosis-1235056559

https://www.britannica.com/biography/Stanley-Tucci

https://www.purchase.edu/live/profiles/5754-stanley-tucci-82

https://people.com/movies/stanley-tucci-remembers-late-wife-kate-talks-grief

https://www.20thcenturystudios.com/movies/the-devil-wears-prada-2

https://www.tcm.com/articles/941224/big-night

https://www.facebook.com/share/p/1G6uKNayWP/