18 ม.ค. 2569 | 09:15 น.

KEY
POINTS
ในวงการบันเทิงญี่ปุ่น ชื่อเสียงเปรียบเสมือนดาบสองคม โดยเฉพาะกับนักแสดงระดับแถวหน้า การประพฤติผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาที โดยเฉพาะหากมีเรื่องอื้อฉาวที่เกิดจากแอลกอฮอล์ อาจหมายถึงการปิดฉากอาชีพที่ตั้งใจสร้างมานับทศวรรษได้ทันที
ช่วงสิ้นปี 2024 ‘เรียว โยชิซาว่า’ นักแสดงหนุ่มมากฝีมือดื่มแอลกอฮอล์จนมึนเมา (เป็นกิจวัตรที่เขาทำเป็นปกติ) แต่ระหว่างกลับอพาร์ตเมนต์เขาเผลอเข้าห้องผิด ไปเข้าห้องของหญิงสาวข้างเคียง จนเจ้าของโทรแจ้งตำรวจในข้อหาบุกรุก แม้เหตุการณ์จะไม่ลุกลามรุนแรง ไม่มีการใช้กำลังหรือการคุกคามใด ๆ แต่ก็ทำให้ตัวเขาต้องและต้นสังกัด Amuse ต้องออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเร่งด่วนต่อสาธารณะ
ผลของการเมามายเกินไปนี้ ทำให้เขาถูกถอนจากการเป็นพรีเซนเตอร์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เจ้าหนึ่ง และหนังเรื่อง ‘Baban Baban Bang Vampire’ ที่เขานำแสดงและมีกําหนดฉายในเดือนกุมภาพันธ์ก็โดนเลื่อนไปฉายหลังจากนั้นอีกหลายเดือน
โชคยังดีที่เหตุการณ์ในวันนั้นไม่ได้ทำให้เขาเสียบทสำคัญที่สุดในชีวิตการแสดง จากภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ ‘Kokuho’ หรือชื่อไทยว่า ‘สมบัติชาติ’ เพราะหากผู้สร้างตัดสินใจถอดชื่อเขาออก หรือยอมถ่ายซ่อมใหม่ทั้งหมดแม้ว่าจะปิดกล้องไปแล้วล่ะก็ เราอาจไม่มีโอกาสได้เห็นเขารับบท ‘คิคุโอะ’ นักแสดงละครคาบุกิผู้ซับซ้อน ผู้ถ่ายทอดความงดงามอ่อนช้อยกับความเจ็บปวดภายในออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
เรียว โยชิซาว่า เกิดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1994 ที่กรุงโตเกียว ในครอบครัวที่มีพี่น้อง 4 คน ความสนใจแรกของเขาคือศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว โดยเขาฝึกวิชาเคนโด้อย่างจริงจังนาน 9 ปี และสอบได้สายดำระดับ 2
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2009 ขณะเขาอายุ 15 ปี เมื่อโยชิซาว่าเข้าร่วมการออดิชั่น ‘The Push!’ ของค่าย Amuse ซึ่งจัดขึ้นเพื่อค้นหาดาวรุ่งหน้าใหม่ในวงการบันเทิง และสามารถคว้ารางวัล ‘Right-on Award’ เอาชนะผู้สมัครกว่าหลายหมื่นคน นับเป็นก้าวแรกที่พาเขาเข้าสู่เส้นทางนักแสดงอย่างเป็นทางการ
2 ปีหลังจากนั้น เขาได้รับบทที่ทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างครั้งแรกในฐานะนักแสดงรุ่นใหม่น่าจับตา คือบท ‘ริวเซย์ ซากุตะ’ ผู้สามารถแปลงร่างเป็น ‘คาเมนไรเดอร์ เมเทโอ’ (Kamen Rider Meteor) ในซีรีส์ ‘Kamen Rider Fourze’ เรื่องเดียวกับที่ส่งให้ ‘โซตะ ฟูกุชิ’ ดังเป็นพลุแตก จากนั้นเส้นทางสายการแสดงก็เปิดกว้าง ได้รับโอกาสแสดงทั้งในละครและภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง
แม้ในช่วงปี 2013–2016 บทบาทส่วนใหญ่ที่เขาได้รับมักอยู่ในกรอบของหนังและซีรีส์วัยรุ่นแนวโรแมนติกและคอมเมดี้ และยังไม่ใช่บทนำที่ท้าทายศักยภาพมากนัก จนกระทั่งปี 2017 โยชิซาว่าตัดสินใจเปลี่ยนเกม เขาเริ่มเลือกบทที่หลากหลายและแตกต่างจากภาพจำเดิมว่าเป็นหนุ่มหน้าหล่อแบบเดิม ๆ
ผลงานเด่นในปีนั้นคือ ‘Gintama’ ที่เขารับบท ‘โอคิตะ โซโก’ นายตำรวจหนุ่มแห่งชินเซ็นงุมิ และ ‘Psychic Kusuo’ ในบท ‘ชุน ไคโด’ เด็กมัธยมผู้จินตนาการว่าตัวเองคือยอดวีรบุรุษ เพื่อต่อสู้กับองค์กรลับ ทั้ง 2 บทบาทต้องการการแสดงที่สุดโต่ง และโยชิซาว่าก็เลือกทุ่มสุดตัว ยอมสลัดภาพลักษณ์พระเอกหน้าหล่อโดยไม่ห่วงหล่อแม้แต่น้อย
ผลลัพธ์คือเสียงหัวเราะและการยอมรับจากผู้ชมจำนวนมาก เป็นหลักฐานชั้นดีว่าเขาไม่ใช่นักแสดงที่มีเสน่ห์แค่หน้าตา แต่เขากล้าเสี่ยง กล้าทลายกรอบเดิม ๆ จนแฟน ๆ เริ่มมองเห็นว่า ใต้ใบหน้าของเขายังมีศักยภาพอีกมากที่รอวันถูกปลดปล่อยออกมา
ปี 2018 ถือว่าเป็นปีทองของ โยชิซาว่า ก็ว่าได้ เมื่อเขามีผลงานแสดงภาพยนตร์ออกมาถึง 8 เรื่องในปีเดียว! และไม่ใช่แค่ปริมาณที่น่าจับตา แต่คุณภาพของบทที่ได้รับก็ยกระดับสถานะของเขาให้สูงขึ้นในวงการด้วย
หนึ่งในเรื่องที่ทุกคนกล่าวขวัญถึงคือ ‘River's Edge’ ที่เขารับบทเป็น ‘ยามาดะ อิจิโร่’ เด็กหนุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน ความท้าทายของบทนี้คือการถ่ายทอดตัวละครที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและซับซ้อนภายใน แต่โยชิซาว่าก็สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของ อิจิโร่ ที่ถูกกดทับและบอบช้ำได้อย่างลึกซึ้ง
บทนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจากหลายเวที รวมถึงออสการ์แดนปลาดิบ ‘Japanese Academy Awards’ ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าเขาก้าวข้ามจากการเป็นดาราวัยรุ่น สู่การเป็นนักแสดงคุณภาพที่วงการให้การยอมรับแล้ว
ผลงานเรื่องต่อมาที่สร้างชื่อให้เขาคือ ‘Kingdom’ ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ที่ดัดแปลงจากการ์ตูนอิงประวัติศาสตร์จีนชื่อดังในปี 2019 เมื่อเขาต้องแสดงเป็นตัวละคร 2 ตัว คือ ‘เฮียว’ เด็กกำพร้าเพื่อนสนิทของพระเอก (รับบทโดย ‘เคนโตะ ยามาซากิ’) และ ‘เอเซ’ กษัตริย์จอมโฉด ผู้มีเป้าหมายหลักคือการรวมแผ่นดินจีนไว้ในมือตัวเอง และแม้ 2 ตัวละครนี้จะมีหน้าตาเหมือนกัน แต่นิสัยของพวกเขาก็แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
นอกจากการถ่ายทอดบทบาททั้ง 2 ออกมาได้โดดเด่น เขายังได้โชว์ทักษะการต่อสู้ด้วยดาบที่ฝึกมานานให้หลายคนได้เห็น ทั้งหมดทั้งมวลส่งให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก ‘Japanese Academy Awards’ ครั้งที่ 43
ก้าวสำคัญอีกขั้นมาถึงในปี 2021 เมื่อเขาได้รับเลือกให้แสดงนำในละคร ‘ไทกะ’ (Taiga Drama) หรือละครอิงประวัติศาสตร์ของ NHK เรื่อง ‘Seiten wo Tsuke’ รับบทเป็น ‘เออิจิ ชิบูซาวะ’ นักธุรกิจและนักการเงินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเมจิ การได้รับบทตัวละครที่มีอยู่จริงในหน้าประวัติศาสตร์แดนอาทิตย์อุทัย และออกอากาศยาวตลอด 1 ปี ถือเป็นเกียรติสูงสุดอย่างหนึ่งในชีวิตนักแสดง และเป็นเครื่องพิสูจน์ทั้งความสามารถ ความน่าเชื่อถือ และชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน
และเมื่อพิจารณาว่าเส้นทางอาชีพของ โยชิซาว่า เริ่มต้นอย่างเป็นทางการมาได้เพียง 10 ปี การก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ได้อย่างมั่นคงย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา และเป็นบทพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงดาวดังตามกระแส แต่เป็นนักแสดงที่เติบโตด้วยฝีมืออย่างแท้จริง
เบื้องหลังความสำเร็จของเรียว โยชิซาว่า มาจากทัศนคติในการทำงานที่จริงจังและพร้อมพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และเขาคงไม่มาถึงจุดนี้ หากในปี 2016 ไม่ได้รับบทเป็นอดีตนักเลงวัยรุ่นที่กลับใจในภาพยนตร์แอ็กชั่นดราม่า ‘Saraba Abunai Deka’
บทนี้อาจถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้เล่นเป็นตัวละครที่มีความซับซ้อน และมีหลายเลเยอร์ซ่อนอยู่ เขาเองพยายามเล่นออกมาได้ดีที่สุดแล้ว แต่ในสายตาของผู้กำกับมากประสบการณ์ ‘โทรุ มุระคาวะ’ มองว่ายังไม่ดีพอแล้วเตือนให้เขา “เล่นให้เต็มที่กว่านี้!”
คำพูดของผู้กำกับในวันนั้น ทำให้ โยชิซาว่า ตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเอง และทำให้รู้ตัวว่าแม้เขาจะเป็นดาวรุ่งฝีมือดี แต่ทักษะด้านการแสดงนั้นยังต้องผ่านการขัดเกลาและฝึกฝนอีกเยอะ
นักแสดงรุ่นใหญ่ ‘เคียวเฮ ชิบาตะ’ ยังปลูกฝังแนวคิดในการทำหนังว่า การจะทำหนังให้สำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักแสดงคนใดคนหนึ่งเพียงเท่านั้น แต่เพราะทุกคนร่วมใจกันสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาต่างหาก แนวคิดนี้เปลี่ยนมุมมองของโยชิซาว่าที่เคยมีต่องานแสดงไปอย่างสิ้นเชิง และทำให้เขาเห็นคุณค่าของการทำงานเป็นทีมมากขึ้น
หลังจากนั้น โยชิซาว่าก็เปลี่ยนท่าทีในการทำงานใหม่ เขาให้ความสำคัญกับการเตรียมตัว ศึกษาทำความเข้าใจแรงบันดาลใจของตัวละคร ไปจนถึงการสังเกตการทำงานของนักแสดงรุ่นพี่ในกองถ่าย แล้วหยิบยืมมาปรับใช้ในงานของตัวเองมากขึ้น
ไม่มากไม่น้อย มันทำให้เขากล้าที่จะก้าวออกจาก Safe Zone ของตัวเอง และไม่ลังเลที่จะเลือกรับบทที่ท้าทายความสามารถมากขึ้น เขาตระหนักแล้วว่าไม่ต้องการให้คนดูจดจำเขาได้แค่ในฐานะหนุ่มหล่อ แต่ต้องการให้จดจำว่าเป็นนักแสดงมากฝีมือ
หาก เรียว โยชิซาว่า ต้องการให้ผู้ชมจดจำเขาในฐานะนักแสดงที่ขายฝีมือมากกว่าภาพลักษณ์ ภาพยนตร์เรื่อง ‘Kokuho’ (国宝) ที่กำกับโดยผู้กำกับ ‘อีซังอิล’ และดัดแปลงจากนิยายชื่อเดียวกันของ ‘ชูอิจิ โยชิดะ’ ก็คือผลงานมาสเตอร์พีซที่เขาเลือกใช้ปลดปล่อยศักยภาพออกมาอย่างถึงที่สุด
Kokuho เล่าเรื่องของ ‘คิคุโอะ ทาจิบานะ’ เด็กหนุ่มผู้เติบโตมาในฐานะลูกชายยากูซ่า จากชีวิตที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและแรงปรารถนาจะล้างแค้นให้พ่อ เขาถูกนำเข้าสู่โลกของศิลปะชั้นสูงอย่างละคร ‘คาบุกิ’ และถูกฝึกให้รับบท ‘อนนะงาตะ’ (おんながた - 女形]) หรือนักแสดงคาบุกิที่เล่นบทผู้หญิง (ละครคาบุกิ สงวนไว้ให้ผู้ชายเล่นเท่านั้น) ปรากฏว่า คิคุโอะ มีพรสวรรค์โดดเด่นเกินใคร และทำให้เขาได้รับการยกย่องให้เป็นอนนะงาตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็ว่าได้
แต่เส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ชีวิตของ คิคุโอะ เต็มไปด้วยบททดสอบ ทั้งในฐานะศิลปินที่แม้จะอุทิศทั้งชีวิตให้ละครคาบุกิ และทุกคนรู้ดีว่าเขามีความสามารถมากแค่ไหน แต่เขากลับไม่อาจได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง เพราะไม่มีสายเลือดนักแสดงคาบุกิ การไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดจึงต้องแลกด้วยการทำสัญญากับปีศาจ เขาต้องสูญเสียทั้งศักดิ์ศรี สูญเสียความเป็นตัวเอง และบางสิ่งที่ไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้
การรับบท คิคุโอะ ถือเป็นโจทย์หินที่สุดในชีวิตการแสดงของโยชิซาว่า แม้การถ่ายทำจริงจะใช้เวลาเพียงราว 3 เดือน (เขาเรียกว่า “3 เดือนแห่งความเป็นความตาย”) แต่ที่ยาวนานกว่าต้องใช้เวลากว่า 1 ปีครึ่งในการเตรียมกาย ฝึกฝนการแสดงคาบุกิและระบำโบราณหลายแขนง
โยชิซาว่าต้องเริ่มปรับพื้นฐานร่างกายใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การเสริมความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว การควบคุมท่วงท่า ไปจนถึงการสร้างความสง่างามในทุกการเคลื่อนไหว เพื่อให้ภาพของอนนะงาตะบนเวทีออกมางดงามและน่าเชื่อถือที่สุด
ขณะเดียวกัน การเตรียมใจไม่แพ้กันการเตรียมกาย เขาศึกษาคิคุโอะในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่หลงใหลในศิลปะคาบุกิอย่างหมดหัวใจ ใช้ชีวิตเพื่อขัดเกลาตัวเองให้ถึงขีดสุด
ช่วงแรกของการฝึกเต็มไปด้วยแรงฮึดและความตื่นเต้น ทว่าพอใกล้วันเปิดกล้อง ความกดดันกลับทับถมหนักขึ้นเรื่อย ๆ โยชิซาว่า ตระหนักว่า ต่อให้พยายามฝึกฝนเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบได้กับนักแสดงคาบุกิตัวจริงที่ฝึกฝนมาตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเขาจึงยอมรับความจริงข้อนี้ ก็ปลดล็อควิธีคิดใหม่ทันที
“ในเมื่อเราไม่ใช่นักคาบุกิโดยสายเลือด แต่ยังต้องยืนอยู่บนเวทีให้ได้ ไม่ว่าซ้อมมากแค่ไหนก็ต้องขึ้นแสดง นั่นแหละครับคือศักดิ์ศรีและความดื้อรั้นที่เราต้องมี”
ความท้าทายอีกขั้นเกิดขึ้นในฉากการแสดงคาบุกิบนเวทีจริง ตอนซ้อม โยชิซาว่า เน้นร่ายรำให้ถูกต้องและงดงามตามแบบแผนนักแสดงคาบุกิ ที่จะสวมวิญญาณตัวละครเข้าไปแบบ 100% แต่ผู้กำกับต้องการความซับซ้อนกว่านั้น เขาไม่ต้องการเพียงนักแสดงที่รำได้สวย เขาต้องการให้โยชิซาว่าจดจำไว้ว่า ต่อให้อยู่บนเวที เขาก็ยังคงเป็นคิคุโอะ ไม่ใช่แค่นักแสดงคาบุกิ
“อย่าคิดแค่ว่าจะรำให้สวย ตอนอยู่บนเวที คุณยังรับบทเป็นคิคุโอะ ขอให้แสดงชีวิตและความรู้สึกของเขาออกมาระหว่างที่ร่ายรำด้วย”
แม้ตอนแรก โยชิซาว่าจะกังวลว่าการใส่อารมณ์ภายในของตัวละครลงไปจะขัดกับขนบการแสดงคาบุกิ แต่เมื่อเขาลองปล่อยให้ความรู้สึกที่สั่งสมมาตลอดเรื่องไหลซึมออกมา การแสดงก็เปิดมิติใหม่ทันที ละครคาบุกิใน Kokuho จึงไม่ได้งดงามเพียงในเชิงรูปแบบ หากยังเปี่ยมพลังทางอารมณ์อย่างลึกซึ้ง
“เราอาจไม่ใช่นักคาบุกิมืออาชีพ แต่เราสามารถนำเสนอชีวิตและหัวใจของตัวละครออกมาบนเวทีได้ นั่นคือสิ่งที่นักแสดงอย่างพวกเรามอบให้หนังเรื่องนี้ครับ”
ตลอด 2 ปีที่ โยชิซาว่า ทุ่มเทให้กับ Kokuho ไม่สูญเปล่า หลังภาพยนตร์ออกฉายครั้งแรกในเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งที่ 78 ในสาย ‘Directors' Fortnight’ ทั้งตัวหนังและการแสดงของเขาได้รับคำชื่นชมอย่างท่วมท้นจากทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์ หลายเสียงยกย่องว่าโยชิซาว่าสามารถถ่ายทอดการเติบโตของ คิคุโอะ จากเด็กหนุ่มไร้เดียงสาไปสู่ศิลปินคาบุกิกิผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างน่าเชื่อถือและมีพลัง
ทั้งอิริยาบถบนเวที ทั้งท่วงท่าการร่ายรำและจังหวะการเคลื่อนไหว ล้วนประณีตจนแทบแยกไม่ออกจากนักแสดงคาบุกิกิมืออาชีพ ขณะเดียวกัน เมื่อคิคุโอะก้าวลงจากเวที ความเดือดดาล ความคุกรุ่นในใจ และไฟแห่งการพิสูจน์ตัวเองก็ปะทุออกมาอย่างชัดเจน ชายผู้ไม่มีเลือดนักแสดงคาบุกิแท้ ๆ กลับต้องการแสดงให้โลกเห็นว่า ความสามารถและความทุ่มเทอาจมีพลังเหนือชาติกำเนิด
ปมขัดแย้งนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับตัวละครคู่ขนาน ผู้สืบสายเลือดคาบุกิกิโดยตรง ซึ่งรับบทโดย ‘ริวเซย์ โยโกฮาม่า’ (นักแสดงที่เคยร่วมงานกับโยชิซาว่ามาตั้งแต่ Kamen Rider Fourze) การปะทะกันของ 2 ตัวละครจึงไม่ใช่แค่การแข่งขันทางฝีมือ แต่ยังการตั้งคำถามถึงคุณค่าของศิลปะและตัวตนของศิลปินด้วย
โยชิซาว่ายังจดจำประสบการณ์การรับชม Kokuho หลังการฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ได้อย่างชัดเจนว่า ผู้ชมตั้งใจดูภาพยนตร์ความยาวเกือบ 3 ชั่วโมงโดยไม่ละสายตา
“ผมรับรู้ได้ถึงสมาธิของคนดู พอหนังจบ เสียงปรบมือและพลังความตื่นเต้นมันถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง ผมทั้งโล่งใจและดีใจที่หนังญี่ปุ่นซึ่งพูดถึงศิลปะการแสดงดั้งเดิมของเราได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น สำหรับผม นี่คือความสุขที่สุดในฐานะนักแสดงญี่ปุ่นครับ”
เมื่อ Kokuho เข้าฉายในญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายน 2025 ภาพยนตร์ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง เมื่อทำรายได้รวมกว่า 1.9 หมื่นล้านเยน และก้าวขึ้นเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ใช้คนแสดงซึ่งทำเงินสูงสุดในประวัติศาสตร์
ไม่เพียงเท่านั้น หนังยังมีแผนนำไปฉายในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และยังได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศญี่ปุ่นส่งเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมในงาน ‘Academy Awards’ ครั้งที่ 98 ด้วย
ความสำเร็จของ Kokuho คือผลลัพธ์จากความทุ่มเทของนักแสดงและทีมงานเบื้องหลังทุกคน ขณะเดียวกัน ความมุ่งมั่นของเรียว โยชิซาว่าก็เปล่งประกายถึงขีดสุด จากการสั่งสมประสบการณ์ตลอดเส้นทางการแสดง ทุกบทเรียน ความพยายาม และการไม่ยอมประนีประนอมกับตัวเอง หล่อหลอมให้เขามาถึงจุดนี้
บทบาทคิคุโอะจึงไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงที่ยอดเยี่ยม หากคือเหตุผลที่ทำให้คำว่า ‘สมบัติชาติ’ มีความหมายขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในฐานะภาพยนตร์ และในฐานะนักแสดงผู้คู่ควรกับการจดจำ
เรื่อง: รณภัทร
ภาพ: ภาพยนตร์ Kokuho
ที่มา:
https://www.cinematoday.jp/news/N0121646
https://www.imdb.com/name/nm4877001/?ref_=ev_nom
https://asianwiki.com/Ryo_Yoshizawa
https://www.gqjapan.jp/article/20250603-yoshizawa-ryo-kokuhou-interview
https://en.namu.wiki/w/%EC%9A%94%EC%8B%9C%EC%9E%90%EC%99%80%20%EB%A3%8C/%EC%97%AC%EB%8B%B4
https://book.asahi.com/article/15814531
https://fansvoice.jp/2025/06/13/kokuho-cannes-interview/
https://www.walkerplus.com/article/1303745/
https://www.vice.com/en/article/japanese-actor-fired-from-beer-ad-following-wild-drunken-escapade/