‘ร็อบ ไรเนอร์’ ผู้กำกับที่เปลี่ยนตอนจบหนัง และเปลี่ยนโลกรอมคอมตลอดกาล 

‘ร็อบ ไรเนอร์’ ผู้กำกับที่เปลี่ยนตอนจบหนัง และเปลี่ยนโลกรอมคอมตลอดกาล 

เพียงประโยคว่า “ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว” ร็อบ ไรเนอร์ เปลี่ยนตอนจบของ When Harry Met Sally… และเผลอเปลี่ยนทิศทางของหนังรอมคอมทั้งโลก ชีวิตจริง ความรักจริง และความเจ็บปวดจริง หลอมรวมเป็นงานศิลปะของผู้กำกับที่เชื่อว่าความสัมพันธ์ต้องซื่อสัตย์ต่อความเป็นมนุษย์ แม้ตอนจบของชีวิตเขาจะโหดร้ายเกินกว่าหนังเรื่องไหนจะเขียนถึงได้ก็ตาม

KEY

POINTS

“ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว”

ประโยคสั้น ๆ ที่ ‘ร็อบ ไรเนอร์’ (Rob Reiner) กล่าวไว้เมื่อปี 1989 กลายเป็นจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์รอมคอม เขาเพิ่งตกหลุมรักช่างภาพคนหนึ่งในกองถ่าย และความรู้สึกนั้นทำให้เขาตัดสินใจเปลี่ยนตอนจบของภาพยนตร์ที่กำลังสร้างอยู่ จากการที่ตัวละครแยกทาง เป็นการกลับมารักกัน

ภาพยนตร์เรื่องนั้นคือ ‘When Harry Met Sally…’ และหญิงสาวที่เขาพบคือ ‘มิเชล ซิงเกอร์’ (Michele Singer) ผู้ที่ต่อมากลายเป็นภรรยาของเขา และได้ใช้ชีวิตร่วมกันยาวนานถึง 36 ปี จนกระทั่งพวกเขาถูกพบเสียชีวิตพร้อมกันในบ้านที่ลอสแอนเจลิส เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2025

นี่คือเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตส่วนตัวหล่อหลอมผลงาน และในท้ายที่สุด ชีวิตนั้นก็จบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครเขียนบทไว้

ใต้เงาของความยิ่งใหญ่

โรเบิร์ต ไรเนอร์ (Robert Reiner) เกิดที่เดอะบร็องซ์ นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 1947 ในครอบครัวที่ความบันเทิงไหลเวียนอยู่ในสายเลือด พ่อของเขาคือ ‘คาร์ล ไรเนอร์’ (Carl Reiner) นักแสดงตลกและผู้กำกับผู้ยิ่งใหญ่ที่สร้าง ‘The Dick Van Dyke Show’ แม่คือ ‘เอสเตล ไรเนอร์’ (Estelle Reiner) นักร้องและนักแสดง

การเติบโตในเงาของพ่อที่ได้รางวัลเอ็มมีมาแล้วหลายครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย ร็อบรู้สึกกดดันที่ต้องสร้างความสำเร็จให้ทัดเทียม เขาเข้าศึกษาต่อที่ UCLA Film School พร้อมความตั้งใจที่จะสร้างเส้นทางของตัวเอง

‘Meathead’ และจุดเริ่มต้น

ปี 1971 กลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ร็อบได้รับบทบาท ไมเคิล ‘มีตเฮด’ สติวิค (Michael ‘Meathead’ Stivic) ในซิทคอม ‘All in the Family’ โดยชนะการคัดเลือกเหนือนักแสดงหน้าใหม่อย่าง ‘ริชาร์ด ไดร์ฟัส’ (Richard Dreyfuss) และ ‘แฮร์ริสัน ฟอร์ด’ (Harrison Ford)

เขาแสดงเป็นลูกเขยหัวเสรีนิยมที่เป็นคู่ปรับของ ‘อาร์ชี บังเกอร์’ (Archie Bunker) อย่างลงตัว บทบาทนี้ทำให้เขาคว้ารางวัลเอ็มมีสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมถึงสองครั้ง ในปี 1974 และ 1978

‘ร็อบ ไรเนอร์’ ผู้กำกับที่เปลี่ยนตอนจบหนัง และเปลี่ยนโลกรอมคอมตลอดกาล 

ในช่วงเวลาเดียวกัน เขาแต่งงานกับ ‘เพนนี มาร์แชล’ (Penny Marshall) และรับ ‘เทรซี ไรเนอร์’ (Tracy Reiner) ลูกสาวของเธอมาเป็นลูกบุญธรรม

‘ร็อบ ไรเนอร์’ ผู้กำกับที่เปลี่ยนตอนจบหนัง และเปลี่ยนโลกรอมคอมตลอดกาล 

ปฏิวัติคอมเมดี้ด้วย Mockumentary

หลังจากซีรีส์ในปี 1978 ร็อบใช้เวลาหลายปีในการหาทิศทาง จนกระทั่งปี 1984 เขากำกับภาพยนตร์เรื่องแรกที่จะเปลี่ยนแปลงวงการคอมเมดี้ตลอดกาล

‘This Is Spinal Tap’ เป็น mockumentary (สารคดีล้อเลียน) เกี่ยวกับวงเฮฟวีเมทัลสมมติจากสหราชอาณาจักร ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้เทคนิคการด้นสดอย่างปฏิวัติวงการ ร็อบเองแสดงเป็น ‘มาร์ตี้ ดิเบอร์กี’ (Marty DiBergi) ผู้กำกับสารคดี ซึ่งเป็นการล้อเลียน ‘มาร์ติน สกอร์เซซี’ (Martin Scorsese) ใน ‘The Last Waltz’

ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้รูปแบบ mockumentary กลายเป็นที่นิยมอย่างสูง และเป็นเครื่องการันตีว่าร็อบไม่ได้เป็นเพียงนักแสดงตลก แต่เป็นผู้กำกับที่มีวิสัยทัศน์

งานที่สะท้อนตัวตน

‘Stand by Me’ (1986) กลายเป็นงานที่เปลี่ยนชีวิตของเขา ดัดแปลงจากเรื่องสั้น ‘The Body’ ของ ‘สตีเฟน คิง’ (Stephen King) ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของร็อบ ไรเนอร์ ครั้งแรก มันเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ความโศกเศร้า และความคิดถึงอดีต ในแบบที่งานของพ่อไม่เคยทำ

‘ร็อบ ไรเนอร์’ ผู้กำกับที่เปลี่ยนตอนจบหนัง และเปลี่ยนโลกรอมคอมตลอดกาล 

เขารักภาพยนตร์เรื่องนี้มากจนตั้งชื่อบริษัทโปรดักชั่นของตัวเองว่า ‘Castle Rock’ ตามชื่อเมืองสมมติที่คิงสร้างขึ้นในงานเขียน

ปีถัดมา เขากำกับ ‘The Princess Bride’ (1987) ภาพยนตร์แฟนตาซีที่ดัดแปลงจากนิยายของ ‘วิลเลียม โกลด์แมน’ (William Goldman) ภาพยนตร์เรื่องนี้ผสมผสานเรื่องราวความรักเข้ากับการเสียดสีมุกตลกอย่างชาญฉลาด กลายเป็นผลงานคลาสสิกที่คนรักจนถึงทุกวันนี้

จากหย่าร้างสู่ความรักที่เปลี่ยนโลก

หลังจากหย่ากับ ‘เพนนี มาร์แชล’ ร็อบประสบปัญหาในการออกเดท ความยากลำบากนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ ‘โนราห์ เอฟรอน’ (Nora Ephron) เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง ‘When Harry Met Sally…’

ในตอนแรก ร็อบวางแผนให้ตอนจบของภาพยนตร์เป็นการที่ ‘แฮร์รี’ (Billy Crystal) และ ‘แซลลี’ (Meg Ryan) บังเอิญเจอกันที่นิวยอร์ก พูดคุยกันเล็กน้อย แล้วเดินแยกจากกันไปคนละทาง เพราะเขาไม่เชื่อว่าความรักแบบนั้นจะได้ผล

แต่แล้วเขาก็ได้พบ ‘มิเชล ซิงเกอร์’ ในกองถ่าย

มิเชลเป็นช่างภาพ พวกเขาเริ่มคบกันในระหว่างการถ่ายทำ และทันใดนั้นเอง ร็อบก็เข้าใจถึงความรู้สึกที่ได้อยู่กับใครสักคน เขากล่าวว่า “ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว” และตัดสินใจเปลี่ยนตอนจบ

เขาถ่ายซ่อมให้ แฮร์รี วิ่งไปหา แซลลี ในงานปาร์ตี้ส่งท้ายปีเก่า เพื่อบอกว่าเขารักเธอและต้องการใช้ชีวิตที่เหลือกับเธอ

‘ร็อบ ไรเนอร์’ ผู้กำกับที่เปลี่ยนตอนจบหนัง และเปลี่ยนโลกรอมคอมตลอดกาล 

การเปลี่ยนแปลงวงการรอมคอม

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนตอนจบของภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง แต่เปลี่ยนแปลงวงการรอมคอมทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ ภาพยนตร์รักตลกส่วนใหญ่จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งที่ดูไม่สมจริง หรือจบแบบแยกทางอย่างสิ้นหวัง When Harry Met Sally... สร้างทางเลือกใหม่ เป็นตอนจบที่เต็มไปด้วยความหวัง แต่มาจากการเผชิญหน้ากับความจริงของชีวิต

ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ตัวละครพูดคุยกันจริงจัง เกี่ยวกับเซ็กส์ มิตรภาพ และความเหงา แซลลีไม่ใช่แค่วัตถุของความรัก เธอมีความคิดเห็น มีอาชีพการงาน และมีปัญหาของตัวเอง ในยุคที่ความเท่าเทียมระหว่างเพศในที่ทำงานกำลังเริ่มต้น ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างตรงไปตรงมา

หลังจากนั้น ภาพยนตร์รักตลกไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความโรแมนติกอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของคนสองคนที่คุยกันได้ เข้าใจกัน และเลือกที่จะอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่เพราะโชคชะตา แต่เพราะพวกเขาตัดสินใจเอง

และฉากที่โด่งดังที่สุด? ฉากนี้เกิดในร้านอาหาร แซลลี กำลังพิสูจน์ให้ แฮร์รี เห็นว่าผู้หญิงสามารถแกล้งสำเร็จความใคร่ได้โดยที่ผู้ชายไม่รู้ โดยหลังจากที่เธอแสดงจบ ผู้หญิงสูงอายุที่โต๊ะข้าง ๆ (รับบทโดยแม่ของร็อบ ไรเนอร์) เห็นเธอดูมี ‘ความสุข’ มาก ก็เลยบอกพนักงานเสิร์ฟว่า “I'll have what she's having” (ฉันขอแบบเดียวกับเธอ) วลีนี้กลายเป็นหนึ่งในบทสนทนาที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ฮอลลีวูดเลยทีเดียว

ร็อบและมิเชลแต่งงานกันในเดือนพฤษภาคม 1989 และมีลูกด้วยกันสามคน: เจค (Jake), นิค (Nick) และ โรมี่ (Romy)

จักรวรรดิแห่งความคิดสร้างสรรค์

ปี 1987 ร็อบร่วมก่อตั้ง ‘Castle Rock Entertainment’ กับ มาร์ติน เชเฟอร์ (Martin Shafer), แอนดรูว์ ชายน์แมน (Andrew Scheinman), เกล็นน์ แพดนิค (Glenn Padnick) และ อลัน ฮอร์น (Alan Horn) บริษัทนี้ไม่ได้ผลิตเพียงภาพยนตร์ของเขา แต่ยังสร้างผลงานที่เปลี่ยนแปลงวงการบันเทิง

ปี 1989 พวกเขาผลิตตอนนำร่องของรายการที่แทบไม่มีใครสนใจ ชื่อ ‘The Seinfeld Chronicles’ ซึ่งออกอากาศในปีต่อมาในชื่อ ‘Seinfeld’ และกลายเป็นหนึ่งในรายการทีวีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล เป็นจุดเริ่มต้นยุคทองของโทรทัศน์

Castle Rock ยังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการผลิตภาพยนตร์ดัดแปลงจากงานของสตีเฟน คิง โดยเฉพาะ ‘The Shawshank Redemption’ (1994) และ ‘The Green Mile’ (1999) ซึ่ง The Shawshank Redemption มักถูกยกให้เป็นภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลในการสำรวจความคิดเห็นของผู้ชม

‘ร็อบ ไรเนอร์’ ผู้กำกับที่เปลี่ยนตอนจบหนัง และเปลี่ยนโลกรอมคอมตลอดกาล 

บริษัทยังผลิตภาพยนตร์สำคัญอื่นๆ เช่น In the Line of Fire, Michael Clayton, City Slickers และ Lone Star

ร็อบขายบริษัทให้ Turner Broadcasting ในปี 1993

ความหลากหลายที่น่าทึ่ง

ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ร็อบพิสูจน์ว่าเขาสามารถกำกับได้ทุกแนว

‘Misery’ (1990) ภาพยนตร์ระทึกขวัญที่ดัดแปลงจากนิยายของสตีเฟน คิงอีกครั้ง  ‘เคธี เบตส์’ (Kathy Bates) ได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากบท ‘แอนนี่ วิลค์ส’ (Annie Wilkes)

‘A Few Good Men’ (1992) ภาพยนตร์ดราม่าในศาลทหารจากบทของ ‘แอรอน ซอร์คิน’ (Aaron Sorkin) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ความสำเร็จนี้นำไปสู่การทำงานร่วมกันอีกครั้งในเรื่อง ‘The American President’ (1995)

ผลงานที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ในช่วงหลังคือ ‘The Bucket List’ (2007) นำแสดงโดย ‘แจ็ค นิโคลสัน’ (Jack Nicholson) และ ‘มอร์แกน ฟรีแมน’ (Morgan Freeman)

นักเคลื่อนไหวที่โดดเด่นแห่งฮอลลีวูด

ร็อบไม่ได้เป็นเพียงผู้กำกับ เขายังเป็นนักเคลื่อนไหวเสรีนิยมที่โดดเด่นในฮอลลีวูด

เขาร่วมก่อตั้ง ‘American Foundation For Equal Rights’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนสิทธิในการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน เขาและมิเชลต่อสู้เพื่อล้มล้าง ‘Proposition 8’ ซึ่งเป็นกฎหมายของแคลิฟอร์เนียที่ระบุให้เฉพาะชายและหญิงเท่านั้นที่สมรสกันได้

เขายังสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในประเด็นต่าง ๆ เช่น ความรุนแรงในครอบครัว และการใช้ยาสูบ

เมื่อถูกถามว่าทำไมไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง เขาตอบว่า “ผมไม่อยากเป็นเจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมอยากทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ”

เมื่อศิลปะกลายเป็นการเยียวยา

ปี 2015 ร็อบและลูกชาย นิค ไรเนอร์ ร่วมกันเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง ‘Being Charlie’

‘ร็อบ ไรเนอร์’ ผู้กำกับที่เปลี่ยนตอนจบหนัง และเปลี่ยนโลกรอมคอมตลอดกาล 

เนื้อหาเป็นเรื่องราวที่อิงจากชีวิตจริงของนิคเกี่ยวกับการดิ้นรนกับการติดยาและการบำบัด นิคมีประวัติติดยามาตั้งแต่วัยรุ่น ภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของครอบครัวในการเผชิญปัญหา และการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการเยียวยา

มันเป็นภาพยนตร์ที่เจ็บปวดและสวยงามในเวลาเดียวกัน เป็นการยอมรับว่าความรักของครอบครัวไม่ได้รักษาทุกอย่างได้เสมอไป แต่มันคือสิ่งที่เราต้องยึดเหนี่ยว

ปี 2025 ร็อบกลับมากำกับภาคต่อของภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา ‘Spinal Tap II: The End Continues’ หลังจาก 41 ปี

มันเป็นการกลับมาของตัวละครในตำนาน และเป็นการพิสูจน์ว่าแม้จะอายุ 78 ปีแล้ว เขายังคงมีไฟในการสร้างสรรค์

นี่กลายเป็นผลงานสุดท้ายของเขา

โศกนาฏกรรม

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2025 ในช่วงเกือบ 4 โมงเย็น ตำรวจลอสแอนเจลิสตอบรับการแจ้งเหตุที่บ้านของร็อบ ไรเนอร์ ในย่านเบรนท์วูด

ร็อบ ไรเนอร์ และ มิเชล ซิงเกอร์ ไรเนอร์ ถูกพบเสียชีวิตด้วยบาดแผลที่น่าจะเกิดจากมีดแทง

คืนวันเดียวกัน นิค ไรเนอร์ วัย 32 ปี บุตรชายของพวกเขา ถูกจับกุม เขาถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมและถูกคุมขัง 

ในแถลงการณ์ของตำรวจระบุว่า “การสืบสวนพบว่า นิค ไรเนอร์ บุตรชายของ โรเบิร์ต และ มิเชล ไรเนอร์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตของพวกเขา”

คดีจะถูกส่งไปยังสำนักงานอัยการเขตในวันอังคารที่ 16 ธันวาคม 2025 นิคอาจเผชิญกับโทษจำคุกตลอดชีวิต

ตอนจบที่ไม่มีใครเขียนไว้

ร็อบ ไรเนอร์ เปลี่ยนตอนจบของภาพยนตร์ได้ เพราะเขาเชื่อในความรัก เขาเปลี่ยนวงการรอมคอมได้ เพราะเขากล้าที่จะให้ความจริงมีที่ยืน เขาสร้าง mockumentary รูปแบบใหม่ กล้าที่จะทำดราม่าที่เจ็บปวดและจริงใจ และไม่กลัวที่จะนำประสบการณ์ส่วนตัวมาใส่ในงาน

เขาและมิเชลใช้ชีวิตร่วมกัน 36 ปี เลี้ยงลูกสามคน สร้างผลงานที่เปลี่ยนแปลงโลก และต่อสู้เพื่อสิ่งที่พวกเขาเชื่อ

แต่ตอนจบของชีวิตเขา ไม่ใช่ตอนจบที่เขาเลือก ไม่ใช่ตอนจบที่เขาเขียนไว้ และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนมันได้

 

เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า

ภาพ: Getty Images 

 

อ้างอิง:

Britannica, The Editors of Encyclopaedia. “Rob Reiner.” Britannica, Encyclopædia Britannica, 16 Dec. 2025, www.britannica.com/biography/Rob-Reiner. Accessed 16 Dec. 2025. 

BBC News. “Rob Reiner, ‘All in the Family’ Star and Director, Dead at 78 Along with Wife in Apparent Homicide.” BBC.com, 15 Dec. 2025, www.bbc.com/news/articles/c87l5xlz4rvo. Accessed 16 Dec. 2025. 

CNN. “Homicide Detectives Investigating at Address Connected with Hollywood Director Rob Reiner.” CNN.com, 16 Dec. 2025, https://edition.cnn.com/entertainment/live-news/homicide-detectives-investigating-at-address-connected-with-hollywood-director-rob-reiner. Accessed 16 Dec. 2025. 

IMDb. “Rob Reiner.” IMDb, Internet Movie Database, www.imdb.com/name/nm0001661/. Accessed 16 Dec. 2025.

The Guardian. “Rob Reiner Obituary.” TheGuardian.com, 15 Dec. 2025, www.theguardian.com/film/2025/dec/15/rob-reiner-obituary. Accessed 16 Dec. 2025. 

Variety. “Rob Reiner, Legendary Comedic Actor and ‘Princess Bride’ Director, Found Dead in His Home.” Variety.com, 2025, https://variety.com/2025/film/news/rob-reiner-dead-princess-bride-spinal-tap-1236608541/. Accessed 16 Dec. 2025. 

The New York Times. “Rob Reiner, Son of a Comedy Giant Who Became One in Turn, Dies at 78.” APNews.com, 15 Dec. 2025, apnews.com/article/rob-reiner-dead-9a87be595a7da742394829afc6f1132e. Accessed 16 Dec. 2025.