‘อัสนี-วสันต์’: ต้นธาร ‘จิ๊กโก๋อกหัก’ พิมพ์เขียวเพลงร็อคของลูกผู้ชาย

‘อัสนี-วสันต์’: ต้นธาร ‘จิ๊กโก๋อกหัก’ พิมพ์เขียวเพลงร็อคของลูกผู้ชาย

ย้อนรอยกำเนิด ‘จิ๊กโก๋อกหัก’ ผ่านบทเพลงของ อัสนี-วสันต์ โชติกุล จาก ‘ก็เคยสัญญา’ และอัลบั้ม ‘ผักชีโรยหน้า’ สู่พิมพ์เขียวเพลงร็อคอกหักแบบลูกผู้ชาย ที่ผสานเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์กับภาษากีตาร์ จนกลายเป็นหนึ่งในรากสำคัญของเพลงร็อคไทย

KEY

POINTS

'ก็เคยสัญญา' (อัลบั้ม 'ผักชีโรยหน้า' ปี 2530) ว่าจะ 'ยินยอม' อย่างไม่ 'ร่ำไร' (อัลบั้ม 'กระดี่ได้น้ำ' ปี 2531) แต่แล้วเปลี่ยนใจ 'อยากจะลืม' บอกว่า โลกนี้ล้วน 'ได้อย่างเสียอย่าง' จนคน 'หัวใจสะออน' น้ำตานองหน้า (อัลบั้ม 'ฟักทอง' ปี 2532) มารับรู้ทีหลังว่า 'เธอปันใจ' ไม่เหลือเยื่อใยให้ 'เกี่ยวก้อย' คืนดี (อัลบั้ม 'สับปะรด' ปี 2533) แม้ยัง 'รักเธอเสมอ' แต่ขอ 'ลาก่อน' (อัลบั้ม 'รุ้งกินน้ำ' ปี 2536) เธอจะกลับมา 'อย่าเลย ขอบใจ' เพียง 'อยากได้ยินว่ารักกัน' สักครั้ง จากปาก 'คนหลายใจ' (อัลบั้ม 'บางอ้อ' ปี 2540) ทั้งที่รู้เป็น 'สิทธิ์ของเธอ' แต่ 'ไม่รู้' เลยว่า จะ 'รับไม่ไหว' (อัลบั้ม 'จินตนาการ' ปี 2545) เมื่อถูกถามว่า 'อยากให้อยู่ด้วยไหม' ก็ได้แต่บอกกลับไปว่า 'เจ็บแต่ดี' (อัลบั้ม 'เด็กเลี้ยงแกะ' ปี 2549) สุดท้าย ก็ยังห่วงเธอ พะวงใจว่า 'เธอจะเป็นอย่างฉันบ้างหรือเปล่า?' (ซิงเกิล ปี 2567)

นั่นคือส่วนหนึ่งของรายชื่อใน ‘…’ ในรอยจำของยุคสมัยผ่านบทเพลงพาวเวอร์บัลลาดร็อคสไตล์ 'จิ๊กโก๋อกหัก' มรดกเลอค่าที่บุกเบิกแผ่วถางทางของร็อคไทยให้สู่ความเป็นรสนิยมกระแสหลักของมหาชนคนฟังเพลงไทยร่วมสมัยมาตั้งแต่ปี 2530 - ปัจจุบัน ผ่านอัลบั้มต่าง ๆ ของพวกเขา

ในสัมผัสพิเศษของการเขียนและแต่งเพลงจาก ‘อัสนี-วสันต์ โชติกุล’ สามารถจัดเป็นเพลย์ลิสต์บทเพลงจิ๊กโก๋อกหักจริงแท้ดั้งเดิม (Original) ได้อย่างเข้าใจถ่องแท้ถึงบทเพลงรูปแบบนี้ของพวกเขา

คอนเสิร์ตล่าสุดของอัสนี-วสันต์ คือ FAREWELL CONCERT ‘อยากจะย้ำชัด ๆ ครั้งสุดท้าย’ ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตอำลาครั้งสุดท้ายของ ‘สองพี่น้องร็อคเลย’ ระดับตำนาน เพิ่งผ่านพ้นไป ทำให้อยากรื้อฟื้นภาพและโสตในความทรงจำลงไปสู่รากเหง้าบทเพลงจิ๊กโก๋อกหักของเมืองไทยว่า ที่มาที่ไปและการวิวัฒน์พัฒนาการต่อยอดเป็นเช่นไร

3.54 นาที ที่สะกดใจคนฟังเพลงไทยในยุคนั้น ผ่านหน้าปัดคลื่นวิทยุต่างๆ จนกลายเป็นบทเพลงยอดนิยมประจำปี 2530 บทเพลง ‘ก็เคยสัญญา’ ซึ่งเขียนคำร้อง-ทำนอง-เรียบเรียง โดย อัสนี โชติกุล (AKA สุนิสา ศารวรรณ) คือการค้นพบสูตรทำเพลงพาวเวอร์บัลลาดร็อคแบบอัสนี-วสันต์ โชติกุล ก่อนที่จะกลายเป็นพิมพ์เขียวหรือสูตรของการทำเพลงรูปแบบนี้ในอัลบั้มต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และส่งอิทธิพลต่อนักร้องและคณะดนตรีร็อคในยุคเดียวกัน รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจอย่างไฉไลหัวใจให้คนดนตรีร็อครุ่นถัดมาในทำเพลงจิ๊กโก๋อักหักในรูปลักษณ์ของพวกเขาเอง

นักกีตาร์ร็อคที่เอาความรักและความเจ็บปวดมาทำเป็นเพลง สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 และเป็นชุดแรกในสังกัดแกรมมี่ 'ผักชีโรยหน้า' ปี 2530 คือจุดกำเนิดจิ๊กโก๋อกหักอย่างแท้จริง

ตรงนี้คือจุดสำคัญมาก เพราะมีเพลง 'ก็เคยสัญญา' ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแม่แบบของเพลงบัลลาดจิ๊กโก๋อกหัก มีวิธีเขียนเพลงที่สำคัญมากที่ทำให้อาการอกหักและความเจ็บปวดของผู้ชายมีศักดิ์ศรี เป็นเพลงจิ๊กโก๋อกหักสูตรสมบูรณ์ที่เกิดขึ้นเป็นต้นแบบและเป็นเพลงในระดับอภิมหาโคตรยอดนิยมในปีนั้น

หากจะย้อนหลังกลับไปเมื่อเกือบ 4 ทศวรรษก่อน เพลงร็อคกรีดกินใจทลายทรวงทะลักไหลของน้ำตาลูกผู้ชายแบบ 'จิ๊กโก๋อกหัก' หากจะอ้างอิงกัน บทเพลงแบบนี้ไม่ใช่ชื่อแนวเพลงเชิงดนตรีวิทยา (Musicology) ที่ตรงไปตรงมาในระดับสากล แต่เป็นแนวเพลงย่อย (Sub-genre) ทางวัฒนธรรมของไทยที่กำเนิดขึ้นเฉพาะตัว โดยเป็นการผสมผสานระหว่างแนวดนตรีพาวเวอร์บัลลาด / ซอฟต์ร็อค Power Ballad / Soft Rock) ของโลกดนตรีพาณิชย์ศิลป์ตะวันตก ผนวกเข้ากับวิถีชีวิต อารมณ์และภาษาของชนชั้นกลางและวัยรุ่นไทย ในช่วงยุคทศวรรษที่ 2530 ถึง 2540

พาวเวอร์บัลลาด เป็นเพลงช้าจังหวะหนักแน่นที่เน้นเสียงร้องคร่ำครวญ ผ่านการเปล่งเสียงร้องอัสนีมีความ แหบ ห้าว กดเสียง และลากคำ เสียงกีตาร์ไม่ได้เป็นแค่การบรรเลงประกอบแต่ทำหน้าที่เป็นเสียงที่สองของทัศนคติทางอารมณ์ความรู้สึกและเสียงโซโล่กีตาร์โหยหวน

อัสนีนำโครงสร้างเพลงแนวนี้จากโลกดนตรีร็อคร่วมสมัยมาปรับเนื้อหาให้เข้ากับโสตคนไทย เกิดเป็นสูตรสำเร็จของ 'ร็อคจิ๊กโก๋อกหัก' ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงร้องเพลงแทนใจผ่านพื้นที่ระบายอารมณ์สาธารณะของผู้ชายไทยในยุคที่สังคมคาดหวังให้ผู้ชายต้องเข้มแข็งและห้ามร้องไห้

บทเพลงพาวเวอร์บัลลาดจิ๊กโก๋อกหักจึงกลายเป็นตัวแทนที่บอกว่า ต่อให้เป็นคนแข็งแกร่งแค่ไหน แต่เรื่องความรัก ย่อมร้องไห้และเจ็บปวดเป็นเรื่องธรรมดาและยังคงเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของวงการเพลงร็อคไทยมาจนถึงปัจจุบัน

อัสนี-วัสันต์ โชติกุล กับเพลงบัลลาดร็อคจิ๊กโก๋อกหัก นับได้ว่าพวกเขาคือ ต้นธารและรากแก้ว ที่ส่งอิทธิพลให้เกิดแนวเพลงร็อคจิ๊กโก๋อกหักในไทย คือผู้สร้างพิมพ์เขียวของเพลงบัลลาดร็อคอกหักแบบติดดิน ภาษาพูด ตรงไปตรงมา และมีความเป็นผู้ชายอกหักแต่ใจยังเป็ยนักเลงพอให้กับวงการเพลงไทยอย่างแท้จริง

‘อัสนี-วสันต์’: ต้นธาร ‘จิ๊กโก๋อกหัก’ พิมพ์เขียวเพลงร็อคของลูกผู้ชาย

จุดสำคัญที่น่าสังเกตคือ ภาษาแบบจิ๊กโก๋ภาษาไทย หรือบุกเบิกการใช้ภาษาพูดตรง ๆ ในเพลงร็อค ง่าย ๆ แต่สละสลวยออกมาจากใจช้ำ ไม่ฟูมฟายแบบทำร้ายตัวเอง หรือเกลียดชังฝ่ายหญิง แต่เป็นอารมณ์แบบเจ็บนะ... แต่รับได้ / เสียใจ... แต่เป็นลูกผู้ชายพอที่จะยอมรับความจริง ซึ่งกลายเป็นรากฐานความคิดของเพลงจิ๊กโก๋อกหักในเวลาต่อมา

เมื่อมาผนวกรวมกับภาคดนตรีที่เป็นต้นแบบพาวเวอร์บัลลาดสไตล์ไทยผสมผสานกับท่วงทำนองที่ติดหูคนไทย เกิดเป็นโครงสร้างเพลงร็อคบัลลาดช้า ๆ ที่มีองค์ประกอบชัดเจน ทั้งเสียงกีตาร์โปร่งผสมกีตาร์ไฟฟ้าคลีนในท่อนเวิร์ส สร้างบรรยากาศเหงา ๆ ล่องลอย เล่าเรื่องแบบชายหนุ่ม และทีเด็ดทีขาดคือเสียงกีตาร์โซโล่โหยหวน (Signature Solo) ไลน์กีตาร์ของ อัสนี โชติกุล มีเอกลักษณ์สูงมาก เน้นการเค้นอารมณ์ (Bending & Sustain) โน้ตลากยาว ๆ โน้มน้าวนำพากรีดใจ ราวกับเสียงร้องไห้ของลูกผู้ชายที่พูดไม่ออกแต่ระบายผ่านเสียงกีตาร์

บทเพลงพาวเวอร์บัลลาดร็อคของอัสนีจะมีสูตรเริ่มต้นการไต่ระดับความหนักแน่น เริ่มจากช้า ๆ แล้วค่อย ๆ เติมเบสและกลองจังหวะหนักแน่นในท่อนฮุก เพื่อปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจ

พาวเวอร์บัลาดร็อคจิ๊กโก๋อกหักแบบอัสนี-วสันต์เป็นเสมือนสะพานเชื่อมสู่ยุคต่อ ๆ มา อิทธิพลการร้องและการทำเพลง ได้ส่งต่อดีเอ็นเอไปยังนักร้องและคณะดนตรีร็อคยุคหลังอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น อัสนี-วัสันต์ โชติกุล จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ดูโอร็อคระดับตำนาน แต่เป็นผู้บุกเบิกภาษาและท่วงทำนองร็อคอกหักสไตล์ไทยที่ทำให้คำว่าอกหักของผู้ชายไทย มีทั้งความเก๋า ความซื่อ และความศักดิ์ศรีในแบบของลูกผู้ชาย

มิติของตัวละครจิ๊กโก๋ อัสนี-วสันต์ เป็นจิ๊กโก๋รุ่นใหญ่ปลงแต่ยังเก๋าผู้ชายที่ผ่านโลกมาประมาณหนึ่ง เมื่อเจอความรักที่ไม่สมหวัง แม้จะเสียใจแต่จะไม่ฟูมฟายจนเสียทรง เป็นการอกหักแบบยักไหล่แล้วบอกว่า เจ็บแต่เข้าใจสัจธรรมชีวิต ผ่านภาษาและศิลปะการเล่าเรื่องและนักแต่งเพลงมือหนึ่งของแกรมมี่ 'นิติพงษ์ ห่อนาค' เป็นส่วนใหญ่ สอดประสานภาคดนตรีและการส่งผ่านอารมณ์ที่ใช้หัวใจสำคัญคือ เสียงกีตาร์ของอัสนี โชติกุล ในเพลงบัลลาดร็อค เสียงโซโล่กีตาร์จะทำหน้าที่เหมือนเสียงร้องไห้ของลูกผู้ชายที่ลากโน้ตยาว โหยหวน และมีสำเนียงเฉพาะตัว เมื่อบวกกับน้ำเสียงการร้องลากเสียงยียวน ทำให้เพลงมีทั้งความหนักแน่นและความนุ่มลึกทางดนตรีสูงมาก

เพราะฉะนั้น จิ๊กโก๋อกหัก ไม่ใช่แค่บทเพลงพาวเวอร์บัลลาดร็อคที่มาจากภาษาและซาวด์ร็อคแบบอัสนี แต่เป็นคำเรียกเชิงวัฒนธรรมของคนฟังไทย ที่ค่อย ๆ กลายเป็นคำอธิบายเพลงบัลลาดร็อคไทยแบบหนึ่งโดยเฉพาะ

จุดกำเนิดทาง บุคลิกภาพ ของจิ๊กโก๋อกหัก ซึ่งเป็นแนวเพลงพาวเวอร์บัลลาดร็อค โครงสร้างพื้นฐานคือ Verse → Pre-Chorus → Chorus → Guitar Fill/Solo → Chorus ใหญ่ ดนตรีเริ่มจากความนิ่ง แล้วค่อย ๆ เพิ่มพลัง แต่สิ่งที่อัสนี โชติกุล เอามาเติมคือ เนื้อร้องและบุคลิกแบบไทย จนได้รับความนิยมสูงมาก

‘จิ๊กโก๋อกหัก’ จึงไม่ใช่แค่เพลงเศร้าแต่มีศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายอยู่ด้วย รัก → เจ็บ → โกรธ → ประชด → เสียใจ → ตั้งสติ → ยังรักอยู่ เป็นทิศทางอารมณ์ความรู้สึกแบบผู้ชายที่พยายามรักษาฟอร์ม ผสานผนึกแน่นด้วยเสียงกีตาร์โซโล่ที่เปรียบเสมือนเสียงร้องไห้ที่กรีดร้องออกมาจากห้วงลึกภายในของจิ๊กโก๋ เพราะกีตาร์ทำหน้าที่แทนอารมณ์ความรู้สึก ภาษากีตาร์จึงมักมีท่อนขึ้นต้นหรือโซโล่ช้า ๆ หนืดเนือยจำง่าย ริฟฟ์ที่บาดหู และการปล่อยพื้นที่ให้เสียงร้อง เสียงประสานที่โอบอุ้มบรรยากาศในเพลง ท่อนโซโล่ของกีตาร์ที่เหมือนระเบิดความรู้สึกให้พรั่งพรูออกมาอย่างมากมาย

บทเพลงพาวเวอร์บัลลาดจิ๊กโก๋อกหักที่เริ่มต้นจากอัสนี-วสันต์ โชติกุล กลายเป็นสูตรของร็อคไทยยุคทศวรรษที่ 2530-2540 ถูกนำไปต่อยอดโดยนักร้องและคณะดนตรีจำนวนมากกลายเป็นภาษากลางของเพลงร็อคอกหักไทย

‘อัสนี-วสันต์’: ต้นธาร ‘จิ๊กโก๋อกหัก’ พิมพ์เขียวเพลงร็อคของลูกผู้ชาย

อีกส่วนที่น่าสนใจและใส่ใจ คือจังหวะเวลาที่สำคัญที่มีคำอธิบายได้ว่าทำไมเพลง 'จิ๊กโก๋อกหัก' จึงเดินทางข้ามตลาดไปถึงตลาดเพื่อชีวิตได้อย่างนวลเนียนกล่อมเกลา นั่นคือบทเพลง 'หัวใจสะออน' ในอัลบั้ม 'ฟักทอง' ปี 2532 ซึ่งเขียนคำร้องโดย 'ยืนยง โอภากุล' หรือ 'แอ๊ด คาราบาว' จากสายสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องผ่านเพลง 'ชีวิตสัมพันธ์' ปี 2530 ของอัลบั้มพิเศษชุด ‘สายธารสู่อิสานเขียว’ เพื่อสนับสนุนโครงการ ‘อีสานเขียว’ ของกองทัพบก เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือคอนเสิร์ตใหญ่ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2530 ณ สนามกีฬากองทัพบก

บทเพลง ‘หัวใจสะออน’ คือจิ๊กโก๋ในอีกมิติหนึ่ง คำว่า ‘สะออน’ เองก็สำคัญเพราะมันนำภาษาและอารมณ์จากโลกอีสานเข้ามาผสมกับร็อคสมัยใหม่ อัสนี โชติกุล จึงกลืนกลายเป็นหนึ่งเดียวกับวงการเพลงเพื่อชีวิตที่เจริญรุ่งเรืองพุ่งสูงในห้วงเวลาโมงยามนั้น คอเพลงเพื่อชีวิตจึงฟังเพลงรักอกหักและเพลงอื่น ๆ อย่างเปิดใจรับ รวมทั้งในสตูดิโออัลบั้มชุดแรก 'บ้าหอบฟาง' มีบทเพลง 'เดือนเพ็ญ' บรรจุอยุ่ในอัลบั้มด้วย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเพลงชาติของวงการเพลงเพื่อชีวิต

หากคำว่า 'จิ๊กโก๋อกหัก' กลายเป็นคำเรียกทางวัฒนธรรม บอกทั้งดนตรี ตัวละคร ชนชั้นทางวัฒนธรรม ท่าที อารมณ์ทำให้นึกถึงการจำลองตัวตนชายหนุ่มชนชั้นกลางที่รักอิสระ มีเพื่อน แต่งตัวง่าย ๆ แต่เท่ ชอบกีตาร์ ไม่กลัวใคร ปากแข็ง แต่เมื่อถูกผู้หญิงทิ้งก็เจ็บเหมือนกัน อกหัก แต่ยังรักษาความเท่ ศักดิ์ศรี และความเป็นตัวเองเอาไว้

'ผู้ชายที่เจ็บแต่ยังเท่ เสียใจแต่ไม่ยอมแพ้ รักแต่ไม่ยอมลดศักดิ์ศรี ถูกทิ้ง แต่ยังมีประชด และถ้าจะร้องไห้ ก็ให้กีตาร์ร้องแทน'

เสียงขับร้องแบบจิ๊กโก๋ของอัสนี แตกต่างจากนักร้องบัลลาดทั่วไปคือ เนื้อเสียงที่ไม่ได้สวยแต่มีบุคลิกเฉพาะทางเสียงที่ออกแบบหรือดีไซน์ออกมาได้เฉพาะตัวมีความแหบห้าว อัดแน่น หยาบกร้าน ร้องเหมือนเสียงสนทนา และมีการลากคำ ทำให้เวลาอัสนีร้องเพลงรักอกหัก เราไม่ได้ยินนักร้องกำลังร้องเพลง แต่ได้ยินผู้ชายคนหนึ่งกำลังพูดกับผู้หญิงที่ทำให้เขาเจ็บ

กีตาร์ของอัสนีคือหัวใจของเรื่อง ถ้าเอาเสียงร้องออกจากอัสนี ยังเหลือสิ่งที่สำคัญมากคือ ภาษากีตาร์ที่ร้องเพลงออกมา รับรู้ผ่านโสตได้ถึงตัวตนที่สอดผสานกับคำร้อง และระเบิดสิ่งที่ร้องไม่ได้ผ่านการโซโล่ซึ่งเป็นภาษาของพาวเวอร์บัลลาดร็อคอย่างแท้จริง

อัสนีไม่ได้เป็นเพียงราชาเพลงจิ๊กโก๋อกหัก แต่เขาช่วยสร้างแก่นแท้ของภาษาอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชายไทยในเพลงร็อค ผ่านบุคลิกเจ็บได้ รักได้ ร้องไห้ได้ แต่ยังเป็นจิ๊กโก๋และมีศักดิ์ศรีอยู่

 

พอล เฮง