ปราชญ์ผู้คืนสู่ผืนดิน ‘เวนเดลล์ เบอร์รี’ ผู้ปฏิเสธคอมพิวเตอร์

ปราชญ์ผู้คืนสู่ผืนดิน ‘เวนเดลล์ เบอร์รี’ ผู้ปฏิเสธคอมพิวเตอร์

ในวันที่เทคโนโลยีกำลังเร่งโลกให้เร็วขึ้น ‘เวนเดลล์ เบอร์รี’ กลับเลือกเดินสวนทาง ด้วยการใช้ชีวิตบนผืนดิน เขียนหนังสือด้วยดินสอ และปฏิเสธคอมพิวเตอร์ เพื่อย้ำเตือนว่า ความก้าวหน้าอาจไม่ใช่การมีเทคโนโลยีมากขึ้น แต่อาจเป็นการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ผืนดิน และโลกจริงเอาไว้

การจากไปของ ‘เวนเดลล์ เบอร์รี’ (Wendell Berry 1934-2026) ในวัย 92 ปี เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 2026 ณ พอร์ตโรยัล รัฐเคนทักกี ไม่เพียงเป็นการปิดฉากชีวิตของ ‘ยักษ์ใหญ่แห่งวรรณกรรม’ ผู้ล่วงลับ แต่ยังส่งเสียงเพรียกหาความสัตย์จริงที่กำลังเลือนหายไปในโลกยุคใหม่ 

นักวิจารณ์วัฒนธรรมชื่อดังอย่าง ‘เท็ด จิโอยา’ (Ted Gioia) ผู้ดำเนินการจดหมายข่าว The Honest Broker ได้เขียนไว้อย่างคมคายเพื่อเป็นเกียรติแก่เบอร์รีว่า

“เวนเดลล์ เบอร์รี ซึ่งเสียชีวิตที่บ้านของเขาในรัฐเคนทักกีเมื่อวานนี้ คือส่วนผสมที่หาได้ยากยิ่งระหว่างกวีและเกษตรกร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในโลกวรรณกรรมยุคก่อน แต่ความสัตย์จริงของบทกวีแนวเกษตรกรรมและกวีนิพนธ์พรรณนาชีวิตชนบทนั้นเสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ นับตั้งแต่ยุคของเฮสิโอด แม้กระทั่งเวอร์จิลก็ยังดูเป็นเพียงผู้แสร้งทำ แต่เบอร์รีคือ 'ของจริง' ในทุกตารางนิ้ว นั่นทำให้เขาแตกต่างและโดดเด่นในทุกยุคสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่พวกเราจำนวนมาก (รวมถึงเหล่านักเขียน) ถูกตัดขาดจากธรรมชาติและระบบนิเวศที่เป็นองค์รวมของวิถีชีวิตแบบกสิกรรม"

คำกล่าวยกย่องนี้ชี้ให้เห็นถึงแก่นแท้ในชีวิตของเบอร์รี เขาไม่ได้เป็นเพียงกวีที่นั่งเขียนถึงทุ่งหญ้าป่าเขาจากห้องทำงานในเมืองใหญ่ แต่เขาคือผู้ที่ทำงานด้วยมือบนผืนดินจริง ๆ ตลอดอารยธรรมมนุษย์ บทกวีเกี่ยวกับผืนดินมักถูกเขียนขึ้นโดยชนชั้นนำผู้มีการศึกษาที่มองภาพชนบทด้วยความโหยหาอย่างโรแมนติก ทว่าเบอร์รีเลือกที่จะทิ้งชีวิตที่รุ่งโรจน์ในเมืองหลวง เพื่อกลับไปหยั่งรากลึกในดินแดนบรรพบุรุษ

การปฏิเสธกระแสอารยธรรมสมัยใหม่ของเบอร์รี โดยเฉพาะการต่อต้านลัทธิบูชาเทคโนโลยีและการปฏิเสธการซื้อคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เรื่องของการหลงยุคหรือความขลาดเขลา แต่อีกด้านหนึ่งอาจจะเป็นวิสัยทัศน์ของ ‘ศาสดาพยากรณ์แห่งการเยียวยา’ ผู้มองเห็นว่าอารยธรรมที่พึ่งพาเทคโนโลยีอย่างไร้ขีดจำกัด กำลังตัดขาดวิญญาณของมนุษย์ออกจากผืนดิน ชุมชน และความสัมพันธ์ที่เป็นครอบครัว

ในใมงยามที่สังคมปัจจุบันกำลังเผชิญกับการรุกคืบของเอไอ และระบบสังเคราะห์ที่จงใจลดทอนคุณภาพชีวิตและผลิตผลงานที่ไร้จิตวิญญาณเพื่อแสวงหาผลกำไรสูงสุด ชีวิตและงานเขียนของ เวนเดลล์ เบอร์รี อาจทำหน้าที่เป็นเข็มทิศนำทางที่นำพาเรากลับไปสู่ดินที่จริง คนที่จริง และความหมายของชีวิตที่ไม่ถูกกลืนหายไปในจักรวรรดิเทคโนโลยี

การหันหลังให้วงวรรณกรรมนิวยอร์ก สู่เลนส์แลนดิง

เวนเดลล์ เบอร์รี เกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 1934 ณ เมืองลุยวิลล์ รัฐเคนทักกี โดยเขาเติบโตขึ้นในเฮนรีเคาน์ตี ท่ามกลางครอบครัวเกษตรกรยาสูบที่หยั่งรากลึกในผืนดินแห่งนี้มาอย่างยาวนาน อย่างน้อยห้าชั่วอายุคน ในวัยเยาว์ เบอร์รีเข้ารับการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาที่ Millersburg Military Institute ก่อนจะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยเคนทักกีจนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีเมื่อปี ค.ศ. 1956 และปริญญาโทสาขาวรรณคดีอังกฤษในปี ค.ศ. 1957 และในปีเดียวกันนั้นเอง เขาได้เข้าพิธีวิวาห์กับ ทัญญา เอมิกซ์ (Tanya Amyx) หญิงสาวผู้จะกลายมาเป็นคู่ชีวิตและบรรณาธิการคู่คิดคนสำคัญที่สุดตลอดเส้นทางวรรณศิลป์ของเขา

เส้นทางวิชาการและวรรณกรรมของเบอร์รีเริ่มต้นด้วยความรุ่งโรจน์ ในปี ค.ศ. 1958 เขาได้รับทุน วอลเลซ สเตกเนอร์ (Wallace Stegner) เพื่อเข้าร่วมโปรแกรมการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งที่นั่นเขาได้เรียนร่วมชั้นสัมมนากับนักเขียนระดับตำนานหลายคน 

ในปี ค.ศ. 1961 เขาได้รับทุนกุกเกนไฮม์ (Guggenheim) ซึ่งพาเขาและครอบครัวเดินทางไปศึกษาเรียนรู้ศิลปะและวัฒนธรรมที่เมืองฟลอเรนซ์ แคว้นทัสคานี ประเทศอิตาลี ประสบการณ์ในทัสคานีที่ซึ่งผู้คนทำเกษตรกรรมบนเนินเขาลาดชันอย่างเป็นมิตรและอุดมสมบูรณ์ ได้ทิ้งรอยประทับทางความคิดอันลึกซึ้งไว้ในใจของเขา

หลังจากกลับมา เบอร์รี ได้เข้าสอนวรรณคดีอังกฤษที่วิทยาเขตยูนิเวอร์ซิตี้ ไฮท์ส (University Heights) ในย่านเดอะ บรองซ์ ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ระหว่างปี ค.ศ. 1962 ถึง ค.ศ. 1964 แม้ช่วงเวลาในนิวยอร์กจะตื่นเต้นเร้าใจและสร้างโอกาสในวงวรรณกรรมระดับชาติ แต่เสียงเพรียกจากบ้านเกิดในเคนทักกีกลับดังก้องในใจมากกว่าเสียงปรบมือของคนเมืองใหญ่ จนกระทั่งเขาได้รับข้อเสนอให้กลับไปสอนการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่มหาวิทยาลัยเคนทักกี

จุดเปลี่ยนชีวิตที่กล้าหาญเกิดขึ้นในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1965 เมื่อเบอร์รีตัดสินใจแพ็คข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดใส่รถโฟล์คสวาเกน บีเทิล แล้วออกเดินทางกลับสู่ดินแดนชนบทเคนทักกีบ้านเกิด เขาเล่าถึงความรู้สึกในตอนนั้นว่ามันคือความโล่งใจอย่างลึกซึ้ง ราวกับว่าในที่สุดเขาก็ได้ก้าวเดินบนเส้นทางที่แท้จริงของตนเอง

เบอร์รีและครอบครัวย้ายเข้าสู่ เลนส์แลนดิง (Lane's Landing) ฟาร์มขนาดเล็กเพียง 12 เอเคอร์ (ราว 30 ไร่เศษ) ใกล้กับพอร์ตโรยัล และค่อย ๆ ลงแรงหว่านไถ ปลูกข้าวโพดและธัญพืช จนผืนดินแห่งนี้ขยายตัวเป็นฟาร์มขนาด 117 เอเคอร์ (เกือบ 296 ไร่) ในเวลาต่อมา 

เพื่อนพ้องและนักเขียนในวงวรรณกรรมนิวยอร์กส่วนใหญ่ต่างมองว่าการย้ายจากเมืองหลวงกลับสู่ชนบทของเขาเป็นการก้าวที่ ‘ถอยหลังและดิ่งลง’ และเชื่อว่านจะเป็นจุดจบของอนาคตนักเขียน ทว่าสำหรับเบอร์รีแล้ว การได้หยั่งราก ณ เลนส์แลนดิง คือการค้นพบ ‘แก่นสาร’ ที่แท้จริงของผลงานทุกชิ้นที่เขาจะเขียนขึ้นในเวลาต่อมา

สุนทรียศาสตร์และเป้าหมายชีวิต ณ ฟาร์มแห่งนี้ ตกผลึกกลายมาเป็นปรัชญาเกษตรกรรมเชิงนิเวศ ที่เรียกว่า ‘ฮัสแบนดรี’ (Husbandry) หรือ ‘สามีศาสตร์’ ซึ่งเบอร์รีอธิบายว่า เป็นการผสานพันธะสัญญาแห่งชีวิตคู่และการครองเรือน เข้ากับความรับผิดชอบอย่างลึกซึ้งในการดูแลปกป้องผืนดิน พืชพรรณ และสัตว์เลี้ยง 

สำหรับเบอร์รี ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับผืนดินเปรียบเสมือนการแต่งงาน ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงใจที่จะผูกพันเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างสม่ำเสมอ ผืนดินจะคอยตอบสนองต่อการกระทำของเราด้วยการป้อนกลับทางธรรมชาติ หากเราทำรุนแรงหรือละเลย ผืนดินก็ตอบกลับมาด้วยราคาที่แสนแพง จริยธรรมแห่ง ‘สามีศาสตร์’ จึงไม่ใช่การกอบโกยประโยชน์จากธรรมชาติเพื่อผลกำไรระยะสั้น แต่เป็นการตั้งหลักแหล่งและดูแลเอาใจใส่ด้วยความรักความผูกพันอันแท้จริง เพื่อทำให้การตั้งถิ่นฐานในที่แห่งนั้นเป็นไปอย่างเป็นมิตรและยั่งยืนที่สุด

ดินสอ บทกวี และ ‘อุตสาหกรรมในครัวเรือน’

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคข้อมูลข่าวสารในช่วงทศวรรษ 1980 เวนเดลล์ เบอร์รี ได้ทำสิ่งที่ขัดแย้งกับยุคสมัย ด้วยการตีพิมพ์ความเรียงชื่อ “ทำไมผมถึงจะไม่ซื้อคอมพิวเตอร์” (Why I Am Not Going to Buy a Computer) ในปี ค.ศ. 1987 ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกในวารสาร New England Review and Bread Loaf Quarterly ในความเรียงนี้ เบอร์รี ได้เปิดเผยกระบวนการรังสรรค์วรรณศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์ของเขาว่า ในขณะที่คนทั้งโลกกำลังตื่นตัวกับเทคโนโลยีการประมวลผลคำ แต่ตัวเขาในฐานะนักเขียนยังคงยืนหยัดที่จะเขียนงานทุกชิ้นด้วยมือโดยใช้ดินสอหรือปากกาและแผ่นกระดาษเท่านั้น

กระบวนการทำงานของเบอร์รีไม่ได้ดำเนินไปอย่างโดดเดี่ยว แต่ขับเคลื่อนผ่านความร่วมมือภายในครอบครัว โดยมี ทัญญา ภรรยาของเขา เป็นผู้พิมพ์เขียวและร่วมเกลาข้อความผ่านเครื่องพิมพ์ดีด Royal standard ซึ่งซื้อมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1956 ทัญญาไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นคนพิมพ์ดีด แต่เธอคือผู้วิจารณ์ที่ดีที่สุด ที่คอยตรวจจับจุดบกพร่องและแก้ไขข้อผิดพลาดซ้ำ ๆ ของเขา รวมถึงมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในบางครั้งว่า สิ่งใดคือสิ่งที่ควรจะสื่อสารออกไป 

เบอร์รีจำกัดความระบบการทำงานร่วมกันอันน่ารื่นรมย์นี้ว่า เป็น ‘อุตสาหกรรมวรรณศิลป์ในครัวเรือน’ (Literary Cottage Industry) ที่ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและเปี่ยมสุข โดยไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์

ทั้งนี้ เบอร์รี ได้ระบุเหตุผลสำคัญหลายประการที่ปฏิเสธการซื้อคอมพิวเตอร์ ซึ่งก้าวลึกไปถึงมิติทางจริยธรรม สิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม

1. การต่อต้านการทำลายธรรมชาติผ่านพลังงานไฟฟ้า เบอร์รีไม่ต้องการให้งานเขียนต้องพึ่งพิงพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจาก ถ่านหินจากเหมืองเปิด (Strip-mined coal) เพราะเขาเห็นว่าตนเองไม่สามารถเขียนงานคัดค้านการทำลายธรรมชาติได้อย่างซื่อสัตย์ หากในขณะที่พิมพ์งานเขากลับมีส่วนร่วมในการทำลายธรรมชาตินั้นเสียเอง ด้วยเหตุนี้เขาจึงเลือกเขียนงานเฉพาะในเวลากลางวันโดยใช้ประโยชน์จากแสงสว่างตามธรรมชาติ

2. ความคลางแคลงใจต่อผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ เขามองว่าบริษัทผู้ผลิตพยายามใช้โฆษณาชวนเชื่อเพื่อล่อลวงให้เกษตรกรที่กำลังดิ้นรนและล้มเหลวหลงเชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาชีวิตได้ด้วยการซื้ออุปกรณ์ราคาแพง และเขายังปฏิเสธแคมเปญนำคอมพิวเตอร์เข้าไปในโรงเรียนรัฐบาลที่ยังขาดแคลนหนังสือเรียนจริง

3. การสูญเสียคุณค่าของมนุษย์เพื่อแลกกับความล้ำสมัย การรับเทคโนโลยีใหม่มักหมายถึงการละทิ้ง ‘โมเดลเก่า’ ซึ่งในกรณีนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องพิมพ์ดีดเครื่องเดิม แต่หมายถึงภรรยา ผู้วิจารณ์ และเพื่อนร่วมงานที่เขารักและต้องพึ่งพา เบอร์รีมองว่าการอัพเกรดคอมพิวเตอร์คือการเสียสละสายสัมพันธ์อันมีค่าของมนุษย์

4. ความเชื่อมั่นในดินสอและข้อท้าทายต่อนักบูชาคอมพิวเตอร์ เบอร์รีปฏิเสธความเชื่อที่ว่าคอมพิวเตอร์จะช่วยให้เขียนงานได้ดีขึ้นหรือเร็วขึ้น และได้ทิ้งคำท้าทายอันเผ็ดร้อนและลือเลื่องไว้ว่า 

“เมื่อใดก็ตามที่มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์เขียนงานที่ยอดเยี่ยมและดีงามกว่างานของดันเต (Dante) ได้อย่างชัดเจน และพิสูจน์ได้ว่าความยอดเยี่ยมนั้นเกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อนั้นผมถึงจะเริ่มพูดถึงคอมพิวเตอร์ด้วยน้ำเสียงที่เคารพมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังไม่ซื้ออยู่ดี”

หลังจากความเรียงนี้ถูกเผยแพร่ซ้ำในนิตยสาร Harper's ได้เกิดข้อพิพาทและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากกลุ่มนักคิดสตรีนิยม ผู้อ่านบางส่วนเขียนจดหมายเชิงประชดประชันว่า เบอร์รีใช้ภรรยาเป็นเสมือน ‘อุปกรณ์ประหยัดพลังงานระดับต่ำ’ หรือใช้ ‘แรงงานฟรีภายใต้ระบบปิตาธิปไตย’ เพื่อให้ตนเองสามารถอ้างความบริสุทธิ์ทางศีลธรรมในการปฏิเสธคอมพิวเตอร์ได้

เบอร์รีกระทำการโต้ตอบจดหมายวิจารณ์เหล่านั้นอย่างตรงไปตรงมาและดุเดือด เขาแสดงความประหลาดใจต่อความเกรี้ยวกราดและท่าทีเย่อหยิ่งของกลุ่มคนที่บูชาเทคโนโลยี ซึ่งแสดงให้เห็นถึง ‘ลัทธิพื้นฐานนิยมทางเทคโนโลยี’ (Technological Fundamentalism) ที่ไม่สามารถยอมรับความคิดเห็นต่างแม้เพียงเล็กน้อยได้ 

สำหรับข้อหาเรื่องการกดขี่ภรรยา เบอร์รีตอบโต้ว่าเป็นการตัดสินที่ไร้ไมตรีจิตและเป็นการตีตราผู้หญิงที่พวกเขาไม่รู้จัก เขายืนยันว่า ทัญญาทำงานนี้ด้วยความสมัครใจและมีความสุข เป็นการทำงานร่วมกันในฐานะหุ้นส่วนชีวิตในระบบเศรษฐกิจครัวเรือนที่ทั้งคู่ร่วมกันสร้างขึ้น การพยายามจำกัดการใช้เทคโนโลยีที่ทำลายโลกไม่ใช่ความคลั่งไคล้ แต่คือการตระหนักรู้และรับผิดชอบในฐานะผู้บริโภคที่พยายามลดการทำลายล้างโลกเริ่มต้นจากชีวิตของตนเอง

สารตราแห่ง ‘พอร์ต วิลเลียม’ และเสียงเพรียกหาความยั่งยืน

นอกเหนือจากความเรียงเชิงวิพากษ์สังคมและสิ่งแวดล้อมแล้ว มรดกทางวรรณกรรมชิ้นหนึ่งของ เวนเดลล์ เบอร์รี คือโลกนวนิยายจำลองขนาดใหญ่ที่เขาใช้เวลาสร้างสรรค์นานกว่าครึ่งศตวรรษ โดยฉากหลังของเรื่องราวทั้งหมดตั้งอยู่ใน พอร์ต วิลเลียม เมืองสมมติริมแม่น้ำเคนทักกี ที่ตั้งอยู่ใกล้บ้านเกิดจริงของเขา 

โลกจำลองนี้ประกอบไปด้วยนวนิยาย 8 เรื่อง และเรื่องสั้นอีกกว่า 57 เรื่อง ซึ่งได้รับการยกย่องและนำไปเปรียบเทียบกับงานสร้างโลกสมมติ Yoknapatawpha ของ วิลเลียม ฟอล์คเนอร์ (William Faulkner) ทว่าในขณะที่เรื่องราวของฟอล์คเนอร์มักเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่รุนแรงและชะตากรรมอันน่าเศร้า โลกพอร์ต วิลเลียม ของเบอร์รีกลับดำเนินไปด้วยท่วงทำนองที่แฝงความหวัง อบอุ่น และมุ่งเน้นไปที่สายใยความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นของมนุษย์

หัวใจหลักของนวนิยายชุดนี้ คือแนวคิดเรื่อง "สมาชิกภาพ" (Membership) ซึ่งเบอร์รีอธิบายว่ามันคือกลุ่มคนที่ร่วมแบ่งปันชีวิต ผูกพัน ดูแลรักษาผืนดิน และโอบอุ้มซึ่งกันและกันอย่างไม่ทอดทิ้ง แม้ในยามพลัดพรากหรือเผชิญความสูญเสียจากสงครามโลกครั้งที่สองก็ตาม ผ่านตัวละครอันเป็นที่รักอย่าง เจย์เบอร์ โครว์ ช่างตัดผมผู้เดียวดายแต่หยั่งรากลงในชุมชน, ฮันนาห์ โคลเตอร์ หญิงม่ายผู้เผชิญความเจ็บปวดแต่ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา, แมต เฟลต์เนอร์ เกษตรกรผู้สูญเสียลูกชายในสงคราม และ โอล์ด แจ็ก บีแชม ผู้เฒ่าผู้เป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ เบอร์รีใช้พื้นที่จำลองนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าอารยธรรมและเศรษฐกิจชุมชนที่ขับเคลื่อนด้วย "ความรักและความสัตย์จริงต่อกัน" นั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไรในโลกแห่งความเป็นจริง

กระนั้น โลกอันสงบงามของพอร์ต วิลเลียม ก็ต้องเผชิญกับการรุกรานเชิงโครงสร้างจากภายนอก นั่นคือการเปลี่ยนผ่านของเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง (Agribusiness) ซึ่งเบอร์รีได้วิเคราะห์วิกฤตการณ์นี้อย่างลึกซึ้งผ่านหนังสือประวัติศาสตร์เกษตรกรรมระดับคลาสสิก คือ The Unsettling of America  ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1977

ในหนังสือเล่มนี้ เบอร์รีชี้ให้เห็นว่า ระบบอุตสาหกรรมเกษตรที่เน้นแต่ตัวเลขกำไรและประสิทธิภาพสูงสุด ได้เปลี่ยนสถานะของเกษตรกรจากผู้ดูแลเอาใจใส่ผืนดิน ให้กลายเป็นเพียงผู้กอบโกยผลประโยชน์ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการพังทลายของหน้าดิน การสะสมสารเคมีพิษ และที่สำคัญที่สุดคือ การล่มสลายของสถาบันครอบครัวและชุมชนชนบท ที่เคยเป็นรากฐานอันมั่นคงของสังคม 

เขาวิพากษ์ว่าสังคมอุตสาหกรรมร่วมสมัยตั้งอยู่บนรอยร้าวและรอยตัดขาดที่แสนอันตราย ทั้งรอยแยกแผลลึกระหว่างร่างกายกับจิตวิญญาณ, สามีกับภรรยา, ชุมชนกับการดูแลผืนดิน โดยเสนอให้แก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการหันกลับมาประยุกต์ใช้จริยธรรมแบบกสิกรรม (agrarian standard) ที่เคารพในขีดจำกัดของธรรมชาติ และใช้ระบบเกษตรกรรมแบบผสมผสานในสเกลท้องถิ่นเป็นทางออก

แนวคิดก้าวหน้าของเบอร์รีได้แปรเปลี่ยนเป็นถ้อยคำอมตะที่ว่า ‘การกินคือการกระทำทางเกษตรกรรม’ (Eating is an agricultural act) ซึ่งปลุกเร้าให้ผู้บริโภคในเมืองใหญ่หันมาตระหนักว่าอาหารทุกคำที่พวกเขากินมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดินและชีวิตของเกษตรกร วาทะนี้ได้กลายมาเป็นเข็มทิศและรากฐานของขบวนการอาหารท้องถิ่น และเกษตรกรรมยั่งยืนทั่วโลก โดยส่งอิทธิพลอย่างสูงต่อนักเขียนและนักเคลื่อนไหวชื่อดังยุคหลัง เช่น ไมเคิล พอลลัน (Michael Pollan) ผู้เขียนหนังสือขายดีระดับโลก และ อลิส วอเตอร์ส (Alice Waters) เชฟระดับตำนานผู้บุกเบิกขบวนการอาหารสะอาดปลอดสารเคมี

นอกจากนวนิยายเชิงสะท้อนภาพและบทวิเคราะห์เชิงโครงสร้างแล้ว เบอร์รียังกลั่นกรองความสงบงามและการตระหนักรู้ในตนเองออกมาเป็นกวีนิพนธ์ชุด Sabbath Poems ซึ่งเขาเริ่มต้นเขียนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 บทกวีเหล่านี้เกิดขึ้นจากกิจวัตรประจำวันอาทิตย์ของเขาที่จะละทิ้งภาระงานและเครื่องมือทำฟาร์มทั้งหมดไว้เบื้องหลัง แล้วเดินลึกเข้าไปในป่าเพื่อเฝ้าสังเกตความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ

กวีนิพนธ์เหล่านี้สะท้อนถึงการฝึกฝนจิตวิญญาณและการตระหนักรู้ตามแนวทางของ เฮนรี เดวิด ธอโร (Henry David Thoreau) ในการปลดแอกตัวเองออกจากความเร่งรีบอันไร้สาระของสังคมเมือง บทกวีซับบาธของเบอร์รีเปิดประตูให้ผู้อ่านได้เห็นว่า เมื่อมนุษย์ยอมลดทอนความต้องการลง และชะลอความเร็วของชีวิตลงเพื่อกลับสู่ผืนป่า สิ่งต่าง ๆ ในชีวิตจะกลับคืนสู่ระเบียบและเสถียรภาพที่งดงามในตัวเอง ดังที่เขาเขียนไว้ในบทกวีว่าการหยั่งรากในธรรมชาตินั้นช่วยจัดวางชีวิตของเขาให้อยู่ในระเบียบที่ไม่มีวันหาได้ในพื้นที่อันวุ่นวายของมนุษย์

กฎเก้าประการในการประเมินเทคโนโลยี

และการต่อสู้กับ ‘ลัทธิพื้นฐานนิยมทางเทคโนโลยี’

ในตอนท้ายของความเรียงปี ค.ศ. 1987 เวนเดลล์ เบอร์รี ได้ประกาศเกณฑ์หรือมาตรฐานส่วนตัวในการประเมินเพื่อเลือกรับนวัตกรรมและเครื่องมือใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในชีวิตและการทำงานของเขา เพื่อเสนอทางเลือกเชิงจริยธรรมที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด เขาได้บัญญัติ ‘กฎเก้าประการสำหรับเทคโนโลยีใหม่’ เอาไว้ดังนี้

1. เครื่องมือใหม่ต้องมีราคาถูกกว่าเครื่องมือเดิมที่มันเข้ามาแทนที่ 

2. มันควรมีขนาดหรือมาตราส่วนที่เล็กอย่างน้อยเท่ากับเครื่องมือเดิม (It should be at least as small in scale as the one it replaces.)

3. มันต้องทำหน้าที่เขียนหรือทำงานที่เห็นได้อย่างชัดเจนและพิสูจน์ได้ว่าดีกว่าเครื่องมือเดิม 

4. มันควรใช้พลังงานน้อยกว่าเครื่องมือเดิม 

5. หากเป็นไปได้ มันควรใช้พลังงานสะอาดในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานจากร่างกายมนุษย์

6. มันต้องสามารถซ่อมแซมได้โดยบุคคลที่มีระดับสติปัญญาทั่วไปทั่วไป หากมีเครื่องมือที่จำเป็น 

7.มันควรสามารถจัดซื้อและซ่อมแซมได้ในพื้นที่ที่ใกล้บ้านที่สุด 

8. มันควรมาจากร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่เป็นเอกเทศ ซึ่งยินดีรับเครื่องมือคืนเพื่อบำรุงรักษาและซ่อมแซม 

9. มันต้องไม่เข้ามาแทนที่หรือทำลายสิ่งที่ดีงามใด ๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งรวมถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนด้วย 

หากนำกฎเก้าประการนี้มาพิจารณาร่วมกับสภาพความเป็นจริงทางเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 เราจะพบความล้มเหลวอันน่าหดหู่ของอุตสาหกรรมดิจิทัลร่วมสมัยที่พ่ายแพ้ต่อบททดสอบของเบอร์รีแทบทุกข้อ

ไม่ว่าจะเป็นการบีบบังคับด้วยระบบสมัครบริการ (Subscription) หรือจะเป็นการรวมศูนย์ข้อมูลบน คลาวด์ และการทำลายล้างพลังงาน แทนที่เทคโนโลยีจะรักษาสเกลขนาดเล็กและใช้พลังงานต่ำลง อุตสาหกรรมไอทียุคใหม่กลับพึ่งพาการประมวลผลระยะไกลผ่านศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมาที่ผลาญพลังงานไฟฟ้ามหาศาลและสร้างความร้อนสะสมที่เร่งวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก

การปฏิเสธสิทธิ์ในการเข้าถึงและซ่อมแซม โดยอุปกรณ์พกพาสมัยใหม่ถูกออกแบบมาอย่างปิดผนึกและล็อกอะไหล่เฉพาะ เพื่อให้ยากต่อการแกะซ่อมแซมด้วยตัวเอง บีบให้ผู้ใช้ต้องทิ้งเครื่องเก่าและซื้อรุ่นอัปเกรดใหม่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ซึ่งขัดต่อหลักการเรียกร้องRight to Repair หรือ สิทธิในการซ่อมแซมอุปกรณ์ของตนเองอย่างสิ้นเชิง

เช่นเดียวกันกับแอปพลิเคชันที่จงใจทำลายความสัมพันธ์ จากกฎข้อที่เก้าอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของการรักษาความสงบสุขร่วมกัน กลับถูกเพิกเฉยโดยสิ้นเชิง บรรษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จงใจออกแบบแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันเสพติดเพื่อดักจับเวลาและความสนใจของผู้ใช้ ดึงมนุษย์ให้ออกห่างจากโลกจริง และส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจและความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างรุนแรง

นวัตกรรมใหม่ ๆ มักไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อขจัดความทุกข์ยากหรือเพิ่มพูนสุนทรียภาพแห่งการทำงาน แต่ขับเคลื่อนเพื่อแสวงหาผลกำไรสูงสุดบนลัทธิบริโภคนิยมล้นเกิน ผู้คนกลายสภาพจาก ‘พลเมืองผู้ตระหนักรู้และควบคุมเครื่องมือ’ ไปเป็นเพียงเศษเสี้ยวทางสถิติและฐานข้อมูลให้แก่บรรษัทไอทีกอบโกยผลประโยชน์อย่างไร้แรงต้านทาน

จาก เวนเดลล์ เบอร์รี สู่ เทด จิโอยา

วิกฤตการณ์ AI และทางรอดของความเป็นมนุษย์

รอยแยกอันน่าสะพรึงกลัวที่สุดของโลกยุคดิจิทัลถูกเวนเดลล์ เบอร์รี ทำนายไว้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำเมื่อเขาเขียนเตือนสติว่า

“รอยแยกครั้งใหญ่ครั้งต่อไปของโลก จะเป็นการแบ่งแยกประเภทระหว่างผู้ที่ปรารถนาจะใช้ชีวิตในฐานะ ‘สิ่งมีชีวิต’ หรือ ครีเอเจอร์ กับผู้ที่ปรารถนาจะใช้ชีวิตในฐานะ ‘เครื่องจักร’”

คำทำนายนี้สะท้อนความจริงในปัจจุบัน เมื่อมนุษยชาติกำลังถูกท้าทายด้วยความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของ Generative AI ซึ่งแทรกซึมลึกเข้าไปในทุกมิติของความคิด จริยธรรม และวิถีชีวิต โดย เทด จิโอยา นักวิจารณ์วัฒนธรรมร่วมสมัย ได้หยิบยกสัจพจน์ของเบอร์รีขึ้นมาวิเคราะห์เพื่อเปิดโปงสภาวะ ‘จักรวรรดิเทคโนโลยี’ ที่ลักพาตัวสุนทรียศิลป์ของมนุษย์ไปอย่างแนบเนียน

จิโอยา ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวเชิงจริยธรรมที่รุนแรงและป่าเถื่อนที่สุดในอุตสาหกรรมดนตรีสังเคราะห์ของปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มอย่าง Suno ซึ่งเขาตราหน้าว่า “เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ” บริษัทเหล่านี้ไม่ได้ทำเพียงแค่ดักจับและกวาดต้อนคลังเพลงที่มีลิขสิทธิ์ของมนุษย์ไปใช้ฝึกสอนปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่าคือผลลัพธ์สุดท้าย หรือ ‘เอาต์พุต’ ที่ระบบเอไอผลิตออกมานั้น มีพฤติกรรมการลอกเลียนแบบ ซ้ำรอย และผลิตซ้ำท่วงทำนองศิลปินดั้งเดิมอย่างน่าละอาย 

การโจรกรรมทางวัฒนธรรมเช่นนี้ ไม่เพียงฉีกทึ้งสิทธิ์และปฏิเสธค่าตอบแทนอันชอบธรรมของศิลปินที่เป็นมนุษย์ แต่ยังเป็นการเจาะทะลุเส้นแบ่งทางศีลธรรม ซึ่งเมื่อเรายอมก้าวข้ามเส้นไปแล้วแม้เพียงนิดเดียว เส้นแบ่งนั้นจะค่อย ๆ เลือนรางจนกลายเป็นสีเทา และสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยในที่สุด

ในด้านพัฒนาการทางจิตวิญญาณและความคิด วาทกรรมว่าด้วย เอจีไอ (Artificial General Intelligence) และขบวนการแนวคิด ทรานส์ฮิวแมนนิสม์ (Transhumanism) ที่มุ่งหวังยกระดับมนุษย์ให้พ้นข้อจำกัดทางชีวภาพเพื่อก้าวสู่สถานะดั่งพระเจ้า กลับเป็นแนวคิดที่อยู่ตรงข้ามกับครรลองของธรรมชาติและศาสนธรรมแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง เวนเดลล์ เบอร์รี ตระหนักดีว่า มนุษย์จะเติบโตและเข้าถึงปัญญาญาณได้ก็ต่อเมื่อผ่านกระบวนการครุ่นคิด ดิ้นรน และผ่านความเจ็บปวดทางปัญญาด้วยตนเองเท่านั้น ทว่าในปัจจุบัน เมื่อผู้คนเลือกใช้เอไอเป็นทางลัดในการคิดแทนและตอบคำถามทางจริยธรรม พวกเขาจึงถูกพรากโอกาสในการเกิด ‘การเปลี่ยนแปลงการรับรู้ภายใน’ (cognitive transformation) ไปอย่างถาวร

เพื่อลดกระแสความวิตกกังวลและเยียวยาสังคมจากภัยคุกคามเหล่านี้ เทด จิโอยา ได้ร่วมเสนอแนวทางพิทักษ์จริยธรรม 3 ประการ ที่บรรษัทเทคโนโลยีต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความโปร่งใส (Transparency), ความถูกต้องตามหลักนิติธรรม (Legality) และ การขอความยินยอมจากเจ้าของสิทธิ์ (Permission)

อย่างไรก็ดี นับเป็นเรื่องยากที่บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติจะยอมน้อมรับหลักเกณฑ์เหล่านี้มาขัดขวางขีดความสามารถในการทำกำไรมหาศาลของตนเอง และทุกครั้งที่มีนักเขียน เกษตรกร หรือมนุษย์ผู้ตระหนักรู้ลุกขึ้นมาวิจารณ์เพื่อประท้วงการรุกล้ำของเทคโนโลยีที่ไม่เป็นมิตร กลุ่มผู้คลั่งไคล้เทคโนโลยีและทุนนิยมล้นเกินก็มักจะออกมาปฏิเสธและปกป้องอย่างเกรี้ยวกราด ดังที่  บอร์รี เคยตอบโต้พฤติกรรมนี้ไว้อย่างเจ็บแสบว่า

“พวกเขารุมตะโกนซ้ำ ๆ ราวกับเสียงร้องระงมประสานกันของฝูงคางคกที่คอยร้องตามโน้ตเพลงที่ผู้มีอำนาจในบรรษัทและอุตสาหกรรมเป่าหัวมา เพื่ออวยความก้าวหน้าและการมีชีวิตที่เร่งรีบ สะดวกสบาย แต่กลวงโบ๋”

การกอบกู้เสถียรภาพและจิตวิญญาณแห่งโลกจริง

ในบั้นปลายชีวิต เวนเดลล์ เบอร์รี นอกจากการสร้างสรรค์งานเขียนแล้ว เขายังได้ลงมือปฏิบัติจริงเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย ร่วมกับ เวส แจ็กสัน (Wes Jackson) โดยในปี ค.ศ. 2009 ทั้งคู่ได้ร่วมกันเสนอร่าง ‘กฎหมายฟาร์ม 50 ปี’ (50-Year Farm Bill) เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์การสูญเสียหน้าดิน มลพิษจากสารเคมี และการล่มสลายของชุมชนชนบทอย่างเป็นรูปธรรม 

นอกจากนี้ ปรัชญาและคำกล่าวอันเลื่องชื่อของเขาที่ว่า “การกินคือการกระทำทางเกษตรกรรม” (Eating is an agricultural act) ยังกลายมาเป็นรากฐานสำคัญของขบวนการอาหารท้องถิ่นยั่งยืน ซึ่งส่งอิทธิพลไปถึงการผลักดันเชิงนโยบายสิ่งแวดล้อมระดับประเทศในยุคต่อมา

หนทางการกอบกู้เสถียรภาพทางสังคมและจิตวิญญาณของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่การเร่งความเร็วตามแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยี แต่เป็นการดึงตนเองกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงทางกายภาพ มนุษยชาติในปัจจุบันจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะที่จะ “ชะลอความเร็วของชีวิตลง” (Slowing down) ปิดรับเสียงรบกวนอันไร้สาระของโลกออนไลน์ และเริ่มปกป้องอวัยวะสำคัญของตนเองด้วยการเก็บสมาร์ตโฟนไว้ในที่ที่หยิบใช้ได้ยาก เพื่อหลีกเลี่ยงการเสพติดระบบสังเคราะห์เสมือนจริง

การต่อต้านและปฏิเสธสิ่งสังเคราะห์ที่ทรงพลังที่สุด คือการฝึกฝนและหันกลับมาทำในสิ่งที่เครื่องจักรไม่มีวันที่จะเลียนแบบได้ นั่นคือการออกไปเดินเล่นในพื้นที่ธรรมชาติ การฝึกฝนทักษะงานฝีมือ การอ่านหนังสือเล่มจริง และการสร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นจริงใจกับผู้คนรอบข้างในโลกจริง 

สิ่งเหล่านี้นำเรากลับไปสู่แง่คิดอันลึกซึ้งของ ‘อเล็กซานเดอร์ โซลเซนิตซิน’ (Aleksandr Solzhenitsyn) นักเขียนรางวัลโนเบล ที่เคยเตือนใจมนุษย์ไว้ว่า มนุษย์ควรครอบครองเพียงสิ่งที่ตนสามารถพกพาติดตัวไปได้เสมอ นั่นคือ ความรู้ ภาษา และมิตรภาพ โดยยอมให้ความทรงจำและหัวใจทำหน้าที่เป็นกระเป๋าเดินทางใบสำคัญที่สุดในการเดินทางผ่านยุคสมัยอันมืดมนและพร่าเลือนนี้

ชีวิตและมรดกที่ เวนเดลล์ เบอร์รี ทิ้งไว้เบื้องหลังจึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวของกวีกสิกรแห่งเคนทักกีผู้หนึ่ง แต่คือสัจธรรมชี้นำทางอันสง่างาม เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้ คืนกลับ และรักษาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์เอาไว้ในฐานะ “สิ่งมีชีวิตที่แท้จริง” บนผืนดินโลกใบนี้สืบไปอย่างยั่งยืน

 

เรื่อง: เอกประภู บรรณสรณ์