07 มี.ค. 2569 | 11:02 น.

KEY
POINTS
ในแวดวงงานศิลป์เมื่อศตวรรษที่ 20 ยุคสมัยเดียวกันกับไอคอนิกของศิลปะแบบป๊อบ ๆ อย่างแอนดี วอร์ฮอล ยังมีศิลปินป๊อบอาร์ตอีกคนหนึ่งที่ร่วมสมัยกับเขา เธอคือ ‘โคริตา เคนท์’ (Corita Kent) ศิลปินหญิงควบสถานะแม่ชีผู้รื้อเส้นแบ่งระหว่างศิลปะ ศาสนา และการเมือง
สำหรับโคริตา ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังในการยืนหยัดเพื่อเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการนำสโลแกนโฆษณา เนื้อเพลง คำสอน หรือถ้อยคำในชีวิตประจำวันมาสร้างสรรค์เป็นภาพพิมพ์ ทั้งภาพเชิงศาสนาหรือภาพเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ท่ามกลางสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกา ประเทศบ้านเกิดที่เต็มไปด้วยการริดรอนสิทธิของคนในและนอกประเทศ ซึ่งจุดไฟให้งานศิลปะของเธอลุกโชนด้วยอุดมการณ์อันแรงกล้าภายใต้ข้อจำกัดเมื่อเป็นแม่ชี
‘โคริตา เคนท์' หรือ ‘ฟรานเซส เอลิซาเบธ เคนท์’ (Frances Elizabeth Kent) เกิดปี 1918 ในครอบครัวคาทอลิกดั้งเดิมที่รัฐไอโอวา ก่อนจะย้ายไปเซาท์เทิร์นแคลิฟอร์เนียและตั้งรกรากที่ลอสแอนเจลิส (Los Angeles) ซึ่งเวลานั้นเป็นศูนย์กลางชุมชนคาทอลิกที่กำลังเติบโต ที่นี่มีเครือข่ายและโรงเรียนสำหรับผู้หญิง โดยเฉพาะเครือข่ายของ ‘Immaculate Heart of Mary (IHM)’ คณะแม่ชีซึ่งมีวิสัยทัศน์แน่วแน่ในการมอบโอกาสทางการศึกษา มีโรงเรียนของตัวเองคือ Immaculate Heart High School (1906) และ Immaculate Heart College (1916) ที่นี่เป็นวิทยาลัยแรก ๆ ที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเรียนต่อชั้นปริญญาตรีและปริญญาโท
โคริตาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายที่ Los Angeles Catholic Girls’ High School (ปัจจุบันคือ Bishop Conaty หรือ Our Lady of Loretto) กระทั่งอายุ 18 ปี เธอตัดสินใจเข้าสู่คณะแม่ชีที่ IHM และถูกเรียกว่า ‘ซิสเตอร์ โคริตา เคนท์’ (Sister Corita Kent) เธอสร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อน ๆ เพราะปกติเธอแทบไม่พูดถึงชีวิตแม่ชีเลย แต่หากพิจารณาบริบทช่วงนั้น การบวชคือ ‘ใบเบิกทาง’ ของเด็กหญิงคาทอลิกฐานะธรรมดาคนหนึ่งให้เข้าถึงการศึกษาที่จำกัดได้
เธอเรียนจบปริญญาตรีที่ Immaculate Heart College และก้าวขึ้นเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะในปี 1947 จะเห็นได้ว่ายุคที่ผู้หญิงมีทางเลือกจำกัด พื้นที่แบบ IHM จึงทำหน้าที่มากกว่าสถาบันศาสนา อาจมองได้ว่าที่นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าถึงการศึกษาและการสร้างตัวตนได้แบบที่ข้อจำกัดภายนอก IHM นั้นอาจมากกว่าข้อจำกัดของการอยู่ในสถานะแม่ชีด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตามในช่วงที่เธอเป็นอาจารย์ก็ได้เรียนต่อปริญญาโทด้านประวัติศาสตร์ศิลปะที่ University of Southern California พร้อมเริ่มสร้างสรรค์งานภาพพิมพ์ในช่วงเดียวกัน
ช่วงแรกเธอท้าทายขนบศิลปะศักดิ์สิทธิ์แบบดั้งเดิมโดยเฉพาะการนำเสนอภาพพระแม่มารีผ่านเทคนิคซิลค์สกรีน หรือที่เรียกว่า ‘Serigraphy’ ซึ่งขณะนั้นถูกใช้ในงานเชิงพาณิชย์ เช่น การทำป้ายโฆษณาและฉลากสินค้า อย่างภาพ ‘The Lord is With Thee’( 1952) ภาพรูปองค์พระแม่มารีท่ามกลางเหล่านักบุญ เทวดา กษัตริย์ และคนเลี้ยงแกะผู้มีรัศมีเหนือศีรษะ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะยุคกลางและไบเซนไทน์
เป้าหมายของการเลือกใช้เทคนิค Serigraph คือเธอต้องการทำลายกำแพงที่สูงส่งของศิลปะให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ สะท้อนแนวคิดความเท่าเทียมในโลกศิลปะของโคริตา ส่วนเอกลักษณ์ในงานของเธอมีนักประวัติศาสตร์ศิลปะอย่างดอนนา สตีล (Donna Steele) ได้วิเคราะห์จุดเด่นผลงานศิลปะของโคริตาไว้ว่า เธอมักผสานงานศิลปะแนว Abstract กับศาสนาเข้าด้วยกัน สานต่อไปสู่จุดที่ใช้ข้อความมาประกอบงานศิลป์ หรือใช้ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นแนวทางศิลปะพื้นฐานของเธอซึ่งเราจะเห็นได้บ่อย
นอกจากนี้ผลงานของเธอยังโดดเด่นด้วยสีสันที่ฉูดฉาดและการวางตัวอักษรซ้อนทับกัน และเธอค่อนข้างให้ความสำคัญกับถ้อยคำมาก ดังคำกล่าวของเธอที่ว่า “ถ้อยคำนั้นมีชีวิตและต้องได้รับการดูแล หากพวกมันถูกขโมยไปใช้เป็นเพียงคำสแลงที่น่าเกลียดหรือบิดเบือนในการโฆษณา ถ้อยคำเหล่านั้นก็จำเป็นต้องได้รับการดึงกลับคืนสู่ความหมายที่แท้จริง กลับคืนสู่รากเหง้าดั้งเดิมของพวกมัน”
และด้วยความเชื่อที่ว่าความศักดิ์สิทธิ์ปรากฏอยู่ทุกหนแห่ง โคริตาจึงนำสโลแกนและตราสินค้ามาตีความใหม่ในเชิงเทววิทยา เช่น ผลงาน That They May Have Life (1964) ที่ได้แรงบันดาลใจจากบรรจุภัณฑ์ขนมปัง Wonder Bread ซึ่งนำรูปทรงวงกลมและคำว่า enriched bread มาตีความใหม่ให้เชื่อมโยงกับศีลมหาสนิท ซึ่งชาวคาทอลิกเชื่อว่าขนมปังคือพระกายของพระคริสต์ ขณะเดียวกันก็สะท้อนปัญหาความหิวโหยในสังคม โดยโคริตาแทรกคำบอกเล่าของภรรยาคนงานเหมืองในเคนตักกี้ที่ต้องเลี้ยงดูลูก ๆ ที่หิวโหย และคำกล่าวของมหาตมา คานธีที่ว่า “มีคนหิวโหยมากมายจนพระเจ้าไม่อาจปรากฏแก่พวกเขาได้นอกจากในรูปของขนมปัง”
โคริตาเปลี่ยนกิจกรรมธรรมดา ๆ อย่างการซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ดูเป็นสิ่งน่าเบื่อหน่ายของชีวิตประจำวันให้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ศิลปะอย่างที่เธอเคยกล่าวไว้ว่า “การซื้อของชำกลายเป็นเรื่องน่าทึ่ง ผู้คนออกมาพร้อมกับห่ออาหารมากมาย ซึ่งเป็นเหมือนกับพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่ และความน่าเบื่อหน่ายของการช้อปปิ้งนี้เองกลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ฉัน”
ภาพที่เก๋สวยมีเอกลักษณ์ด้วยการพิมพ์ของโคริตาเต็มไปด้วยความหมายและการค้นหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ในวิถีชีวิตงานของเธอในช่วงนี้จึงเป็นการหลอมรวมของศิลปะ ศาสนา และชีวิตประจำวัน ก่อนจะก้าวไปสู่สมัยถัดไปที่เธอหยิบจับประเด็นสังคมและการเมืองที่ตึงเครียดขึ้น
ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา ศิลปะของโคริตาเริ่มเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนทั้งในและนอกสหรัฐอเมริกา เธอใช้ศิลปะสื่อสารประเด็นสังคมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเหยียดเชื้อชาติ ความหิวโหย ความยากจน เช่น ประเด็นสิทธิพลเมืองที่ขณะนั้นบรรยากาศค่อนข้างคุกรุ่นจากเหตุการณ์ที่มาร์ติน ลูเธอร์ คิง (Martin Luther King) ถูกลอบสังหาร เป็นที่มาของภาพ ‘king’s dream’ (1969) หรือเหตุการณ์จราจลอย่าง Watts Riots ที่มีประเด็นเรื่องการเหยียดเชื้อชาติในลอสแอนเจลิส จนเกิดเป็นภาพ ‘my people’ (1965)
ที่โดดเด่นมากคือการแทรกภาพเหตุการณ์การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองหรือภาพถ่ายในสงครามเข้ากับสโลแกนที่มีนัยทางการเมืองที่เธอต้องการสื่อสาร ยิ่งในประเด็นสงครามเวียดนามที่สหรัฐฯ เข้าไปมีส่วนร่วมจนนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมหาศาลแก่กลุ่มทหารและพลเรือนจากทั้งสหรัฐฯ และเวียดนามที่ได้รับผลกระทบจากการทิ้งระเบิดและสารเคมี
ตัวอย่างเช่น ชุดภาพพิมพ์ ‘Heroes and Sheroes’ (1969) ประกอบด้วย 2 ภาพ คือ ‘Moonflowers’ พูดถึงความสำเร็จของมนุษย์ในการเหยียบดวงจันทร์ อีกภาพคือ ‘Manflower’ ตีแผ่ความบอบช้ำจากสงครามผ่านภาพนายทหารที่กำลังปฐมพยาบาลเพื่อนทหารอีกคน พร้อมข้อความ ‘MAN POW-ER’ และ ‘Where have all the flowers gone’ ที่หยิบยกมาจากบทเพลงโฟล์คของ Peter Seeger ตั้งคำถามถึงการสูญเสียวัยเยาว์ในสงครามและการเรียนรู้สันติภาพจากความตายจากสงคราม
นอกจากนี้โคริตายังใช้เทคนิคสื่อสารด้วยภาพสีสดสะดุดตาแต่แฝงความเจ็บปวดของสงครามใอย่างภาพ ‘news of the week’ (1969) เธอใช้สีคู่ตรงข้ามอย่างสีแดงสดย้อมภาพชายเวียดกงและสีเขียวย้อมภาพชายที่ดูเหมือนกำลังถูกอพยพพร้อมแทรกข้อความบรรยายถึงความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสของผู้ที่ติดอยู่ในวงจรสงครามเวียดนามนี้ เช่นประโยคที่ว่า "ฉันคือทาสผู้ถูกไล่ล่า" และ "ตีฉันอย่างรุนแรงด้วยแส้"
ถึงกระนั้น โคริตาก็ยังไม่ได้ทิ้งงานศิลปะเกี่ยวกับศาสนาไป เธอยังคงสร้างสรรค์ผลงานทางศาสนาอยู่เพียง แต่ช่วงนี้มักเป็นการวิพากษ์ถึงศาสนจักร เช่นภาพ ‘Let the Sunshine In’ (1968) ซึ่งเป็นภาพของสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 23 วางคู่กับวลีจากละครเพลงเรื่อง Hair เพื่อเรียกร้องให้คริสตจักรเปิดรับทัศนคติใหม่ ๆ ในโลกยุคปัจจุบัน เธอมองว่าคาทอลิกไม่ควรปิดกั้นโอกาสในการปฏิรูปตนเองให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในขณะที่ศาสนาอื่น ๆ สามารถทำได้
จากการอุทิศตนสร้างสรรค์ผลงานเป็นปากเสียงให้แก่สังคมอย่างต่อเนื่องนี้เอง ทำให้โคริตาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะศิลปินผู้ขับเคลื่อนสังคม จนกระทั่งในปี 1966 หนังสือพิมพ์ The Los Angeles Times ได้ประกาศยกย่องให้เธอเป็นหนึ่งใน ‘Women of the Year’
ตลอดชีวิตการเป็นศิลปิน โคริตายังครองสถานะการเป็น ‘แม่ชี’ ส่งผลให้เธอถูกคริสตจักรเพ่งเล็งอย่างหนัก ผลงานศิลปะและวิธีการสอนนักเรียนถูกติเตียนว่าไร้สาระและอาจเข้าข่ายดูหมิ่นศาสนา แรงกดดันเหล่านี้ลุกลามไปถึงการส่งจดหมายร้องเรียนซึ่งพยายามจำกัดบทบาทและความเคลื่อนไหวทางการแสดงออกของเธอให้เกิดขึ้นในห้องเรียนเท่านั้น
สถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อผลงาน That They May Have Life (1964) ที่หยิบยกคำโฆษณา Enriched Bread มาเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงพิธีมหาสนิท ทำให้เธอได้รับจดหมายตำหนิที่ว่าผลงานของเธอนั้นหยาบคายและสร้างความขุ่นเคืองใจต่อสายตาผู้ศรัทธา รวมทั้งยังไม่พ้นการพยายามแทรกแซงสั่งระงับกิจกรรมทางการเมืองภายในวิทยาลัยที่เธอสอนอยู่
ทั้งความเหนื่อยล้าจากตารางงานที่ยุ่งประกอบกับแรงกดดันของคริสตจักรที่จำกัดเสรีภาพการแสดงออกซึ่งขัดกับจุดยืนของโคริตา ทำให้ในปี 1968 โคริตาตัดสินใจยื่นเรื่องขอละเว้นคำปฏิญาณตนทั้งหมด และจบเส้นทางชีวิตของแม่ชีที่ IHM อย่างถาวร
โคริตาย้ายไปอยู่ที่บอสตันพร้อมโฟกัสเส้นทางการศิลปินเต็มตัว ขณะเดียวกันคณะแม่ชีจาก IHM ก็หลุดพ้นจากการควบคุมโดยศาสนจักรคาทอลิกหลังจากได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับแนวการสอนของแม่ชีคนอื่น ๆ เช่นเดียวกับโคริตา
การพ้นสถานะแม่ชีและกรอบของคริสตจักรนั่นหมายความว่าโคริตาหลุดจากกรอบเดิมโดยเฉพาะกับการเซ็นเซอร์ เธอมีอิสระมากขึ้น งานศิลปะของเธอก็มีอิสระมากขึ้น ผลงานวิพากษ์สังคมการเมืองก็ตรงไปตรงยิ่งกว่าเดิม เธอเคยกล่าวถึงจุดยืนของตนเองไว้ว่า "ฉันชื่นชมคนที่เดินขบวนประท้วง คนที่ยอมติดคุก ฉันไม่มีความกล้าพอที่จะทำเช่นนั้น ฉันจึงเลือกทำในสิ่งที่ฉันทำได้" สำหรับเธอก็คือการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสารจุดยืนนี้เอง
โคริตาเริ่มมีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมในแวดวงที่กว้างขวางขึ้น เธอมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์อย่างบาทหลวง ‘แดเนียล เบอร์ริแกน’ (Daniel Berrigan) ผู้ที่ถูกมองว่าหัวรุนแรงจากความเคลื่อนไหวทางสังคมก่อนหน้า ทั้งสองร่วมมือกันในหลายโครงการและโคริตายังออกแบบปกหนังสือหลายเล่มให้กับแดเนียล เช่น ‘The Trial of the Catonsville Nine’ (1970) บทละครที่ว่าด้วยการพิจารณาคดีและตัดสินลงโทษแดเนียลในข้อหาเผาแฟ้มรายชื่อเกณฑ์ทหารด้วยระเบิดนาปาล์มที่สำนักงานเกณฑ์ทหารในรัฐแมริแลนด์ ปี 1968
ไม่ใช่แค่แดเนียล โคริตายังผลิตสื่อให้กับองค์กรเพื่อความยุติธรรมและต่อต้านสงครามอีกมากมาย ตั้งแต่ป้ายบิลบอร์ด โปสเตอร์ ไปจนถึงเข็มกลัดคำขวัญ เช่น ผลงานที่เธอออกแบบให้กับกลุ่ม Physicians for Social Responsibility ซึ่งเขียนว่า “เราสามารถสร้างชีวิตที่ไม่มีสงครามได้”
เมื่อย่างเข้าสู่ปี 1969 ถึงต้นทศวรรษ 1970 ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ (ซึ่งในช่วงนั้นพบว่านักขับเคลื่อนหลายคนก็เป็นเหมือนกัน) บวกกับอายุที่มากขึ้นประกอบกับอาการป่วยด้วยโรคมะเร็ง ทำให้โคริตาเริ่มทำงานด้านปรัชญาชีวิตและการต่อสู้ภายในใจของตนเอง งานศิลปะช่วงนี้เธอมักจะสื่อสารด้วยการรวมเอาข้อความสันติภาพและความรักไว้ด้วยกันเพื่อเพิ่มพลังบวกในชีวิตส่วนภาพศิลปะของก็เข้าสู่การผสมผสานระหว่างภาพพิมพ์สีอ่อนกับภาพสีน้ำพาสเทล เช่น ‘Life is a Succession’ (1977) ซึ่งมีข้อความแทรกว่า "ชีวิตคือลำดับของช่วงเวลา การใช้ชีวิตในแต่ละช่วงเวลาคือความสำเร็จ" อย่างไรก็ตามจนถึงตอนนี้เธอก็ไม่ได้ละทิ้งสีสันฉูดฉาดอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอไปซะทีเดียว
ผลงานในช่วงหลังของเธอยังคงได้รับความนิยมถึงปัจจุบัน เช่น แสตมป์ LOVE ของไปรษณีย์สหรัฐฯ (1985) ที่มียอดจำหน่ายสูงถึง 700 ล้านดวง และผลงาน Rainbow Swash บนถังแก๊สของบริษัท Boston Gas Company ซึ่งถือเป็นงานศิลปะที่มีลิขสิทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกชิ้นหนึ่ง
หลังจากโคริตาจากไปในปี 1986 สิบกว่าปีต่อมา Immaculate Heart ก็ได้สร้าง Corita Art Center เพื่อส่งเสริมงานด้านศิลปะ งานสอน และการขับเคลื่อนความยุติธรรมในสังคมที่สานต่อจากเจตจำนงของโคริตา รวมทั้งเก็บรวบรวมผลงานของเธอเอาไว้และเผยแพร่ลงบนเว็บไซต์ซึ่งสำหรับใครที่สนใจสามารถชมผลงานของโคริตาได้ที่ https://collection.corita.org/
รวมถึงในฐานะอาจารย์ด้านศิลปะ เธอได้ทิ้งหลักการสอนศิลปะ ‘10 Rules for Students and Teachers’ ซึ่งยังคงถูกใช้ในการเรียนการสอนศิลปะมาจนถึงปัจจุบัน
สุดท้ายนี้มรดกที่เธอฝากไว้ไม่ใช่เพียงผลงานศิลปะที่น่าทึ่ง แรงบันดาลใจและอุดมการณ์ที่ส่งต่อถึงคนรุ่นหลังคือสิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ชัด ภายใต้สถานะแม่ชีท่ามกลางระเบียบและข้อจำกัดของยุคสมัยอันเคร่งครัด เสรีภาพทางความคิดของเธอกลับยิ่งผลิบานบนจุดยืนอันแน่วแน่สะท้อนผ่านผลงานของเธอ
ภาพ: Corita Art Center
อ้างอิง
About Corita /. Corita Website
Immaculate Heart Community: A Story for the Ages / Discover HOLLYWOOD MAGAZINE
Corita Kent and the Language of Pop / Harvard Art Museum
Sister Corita Kent: Painting the world with the colors of justice / Care Harder