ประวัติศาสตร์ ‘อาหารกระป๋อง’ มรดกจากสงครามสู่การปฏิวัติครัวโลก

ประวัติศาสตร์ ‘อาหารกระป๋อง’ มรดกจากสงครามสู่การปฏิวัติครัวโลก

คอลัมน์มื้อนี้ว่าด้วยเรื่องราวของ ‘อาหารกระป๋อง’ ที่เริ่มต้นจากนวัตกรรมทางอาหารในช่วงสงครามสู่ความสะดวกสบายที่ปฏิวัติครัวโลก

KEY

POINTS

เสียงท้องร้องโครกครากยามดึก ขณะกำลังเร่งปั่นงานตัวเป็นเกลียว ซ้ำร้ายยังถูก ‘โรคทรัพย์จาง’ รุมเร้า ที่เมื่อใกล้สิ้นเดือนก็เหมือนจะสิ้นใจทุกที สุดท้ายทำได้แค่หอบร่างหิวโซ เดินตุปัดตุเป๋ไปควานหาอะไรในครัว หวังเพียงช่วยประทังชีวิตให้รอดจนถึงวันเงินเดือนออก
    
และแล้วสายตาก็สะดุดเข้ากับวัตถุทรงกระบอกฝุ่นจับชิ้นหนึ่ง... จะเป็นอะไรไปได้นอกจาก ‘ปลากระป๋อง’ มิตรแท้ในยามยากของคนเบี้ยน้อยหอยน้อย หากจะพูดให้น่าเอ็นดู 

เสียง “แกร๊ก...” ทันทีที่ปลายนิ้วเกี่ยวห่วงเหล็กแล้วดึง เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นซอสมะเขือเทศโชยชวนน้ำลายสอ มันคือเสียงสวรรค์สำหรับคนหิวในยามดึกที่ผู้คนจะนึกถึง อันนอกเหนือไปจากเจ้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อนยาก ทว่าในระหว่างที่กำลังเติมพริกแดงซอย และบีบมะนาวซีกพันปีที่เกือบลืมในตู้เย็นอยู่นั้น จู่ๆ พ่อก็เดินเข้ามาในครัวพลันพูดว่า...

รู้ไหม... กว่าที่เราจะได้ดึงห่วงเปิดกระป๋องง่ายแบบนี้ มันต้องแลกด้วยความหิวโหย และความตายของผู้คนในสงครามเชียวละ

คำพูดของพ่อทำเอาสมองที่กำลังเบลอ ๆ ต้องหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนสายตาไปยังขอบฝากระป๋อง เพื่อพินิจดูนวัตกรรมฝาดึง ที่มันถูกสร้างขึ้นมาจากรอยเลือด คราบน้ำตา และความตายของผู้คนในอดีต 

อีกทั้งในปัจจุบันอาหารกระป๋องได้ทำหน้าที่เป็นเพียงอาหารสำเร็จรูป ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน จนเผลอคิดไปว่ามันคงไม่มีเรื่องราวอะไรน่าสนใจไปมากกว่าการเป็นของแห้งก้นครัว ที่บ้านใคร ๆ ก็ต้องมีติดครัวไว้เสมือนอาหารสามัญประจำบ้าน ทว่าในหน้าประวัติศาสตร์ บทบาทของมันกลับถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความโหดร้ายของสงคราม และมันได้ค่อย ๆ แทรกซึมเปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คน รวมถึงวัฒนธรรมการกินของมนุษยชาติมายาวนานเกือบแปดชั่วอายุคน หรือกว่าสองทศวรรษ

เราจึงอยากพาทุกท่านย้อนเวลากลับไปทำความรู้จักกับเบื้องหลังของ ‘อาหารกระป๋อง’ เมนูประทังชีวิตในยามยาก ที่ซุกซ่อนหน้าประวัติศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านของโลกใบนี้เอาไว้ภายใต้ฝาดึงเหล็กใบเล็ก ๆ ...

 

ประวัติศาสตร์ ‘อาหารกระป๋อง’ มรดกจากสงครามสู่การปฏิวัติครัวโลก

นโปเลียน โบนาปาร์ต

 

หากย้อนไปในปี ค.ศ. 1795 เจ้า ‘อาหารกระป๋อง" ได้เริ่มก่อตัวเกิดขึ้นในช่วงสงครามที่นโปเลียนกำลังแผ่ขยายอำนาจ และยังเป็นช่วงเวลาชีวิตที่น่าสนใจของ ‘นโปเลียน โบนาปาร์ต’ (Napoleon Bonaparte) ผู้ที่ประกาศตามหานวัตกรรมการถนอมอาหาร จนกลายมาเป็นอาหารกระป๋องที่เรารู้จัก ซึ่งในขณะนั้นเขายังไม่ได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิ เป็นเพียงนายพลหนุ่ม วัยเพียง 26 ปี ที่กำลังพยายามสร้างชื่อเสียงท่ามกลางความวุ่นวายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส และภายหลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1804 เขาจึงได้ปราบดาภิเษกตนเองจนเป็นจักรพรรดินโปเลียนอย่างที่เรารู้จักกัน

อีกทั้งช่วงนั้นกองทัพฝรั่งเศสต้องเดินทัพไปรบในระยะไกลในหลายทวีป ปัญหาใหญ่ที่ตามมาไม่ใช่เรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เป็น ‘เสบียงอาหาร’ ที่ขาดแคลน เพราะในยุคนั้นยังไม่มีตู้เย็นเก็บอาหาร และอาหารของทหารมักเป็นแป้งแข็ง ๆ เช่น ‘ฮาร์ดแทก’ (Hardtack) หรือที่ฝรั่งเศสเรียกว่า ‘Biscuit de mer’ (บิสกิตเดินทะเล)

 

ประวัติศาสตร์ ‘อาหารกระป๋อง’ มรดกจากสงครามสู่การปฏิวัติครัวโลก

ฮาร์ดแทก

 

กับ ‘Pain biscuit’ (ขนมปังที่อบสองครั้ง) และอาหารแห้งอาทิเนื้อเค็ม ปลาเค็ม หรือปลาแห้ง ซึ่งจะเน่าเสียเสื่อมสภาพง่าย มักถูกหนูกัดกินระหว่างการเดินทาง ทำให้อาหารไม่เพียงพอจนทหารขาดสารอาหาร เป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน (Scurvy) จนเจ็บป่วยล้มตายมากกว่าการรบจริงเสียอีก 

 

ประวัติศาสตร์ ‘อาหารกระป๋อง’ มรดกจากสงครามสู่การปฏิวัติครัวโลก

Pain Biscuit

 

ทำให้นโปเลียนต้องกล่าววลียอดนิยมที่หลายคนยังคงพูดกันถึงทุกวันนี้คือ…

 

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” 
(An army marches on its stomach.)

 

ด้วยเหตุที่ต้องเผชิญวิกฤตเสบียงเน่าเสียดังที่กล่าวไป ทำให้ในปี ค.ศ. 1795 รัฐบาลฝรั่งเศสได้ตั้งรางวัลใหญ่จำนวน 12,000 ฟรังก์ ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนมากในยุคนั้น เพื่อค้นหาวิธีถนอมอาหาร

 

จนกระทั่ง ‘นิโกลา อาแปร์’ (Nicolas Appert) พ่อครัวหนุ่มที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ในกรุงปารีส ที่มีอาชีพเป็นช่างทำขนมจากเมืองแมสซี เขาเกิดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1749 ที่เมือง Châlons-sur-Marne (ชาลง-ซูร์-มาร์น) ประเทศฝรั่งเศส และเป็นบุตรคนที่ 9 ของตระกูลที่ทำธุรกิจโรงแรม จึงคุ้นเคยกับการจัดการอาหารและวัตถุดิบมาตั้งแต่เด็ก นอกไปจากนั้นในช่วงวัยรุ่นเขายังได้ฝึกงานเป็นพ่อครัวที่โรงแรมชื่อดังอย่าง Palais Royal และต่อมาเขาได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพ่อครัวในราชสำนักของคริสเตียนที่ 4 เคานต์พาลาทีนแห่งสไวบรึคเคิน (Christian IV. von Pfalz-Zweibrücken ในภาษาเยอรมัน) เป็นเวลานานถึง 13 ปี ประสบการณ์เหล่านี้เองที่หล่อหลอมให้เขามีทักษะและความเข้าใจด้านอาหารอย่างลึกซึ้ง 

ด้วยความรู้ที่สั่งสมมาบวกกับความมุ่งมั่นในการทดลอง ในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จในการคิดค้น ‘วิธีถนอมอาหารด้วยความร้อนในขวดโหลแก้ว’ โดยมีขั้นตอนดังนี้

 

ประวัติศาสตร์ ‘อาหารกระป๋อง’ มรดกจากสงครามสู่การปฏิวัติครัวโลก

นิโกลา อาแปร์

 

1. การบรรจุอาหาร เริ่มจากการบรรจุอาหารลงในขวดโหลแก้วปากกว้างที่เขาออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ

2. การปิดผนึกขั้นแรก จากนั้นเขาจะทำการตอกจุกไม้ก๊อกปิดปากขวดให้แน่นสนิททันที แล้วใช้ลวดหรือเชือกมัดเสริมความแข็งแรงรัดจุกแก้วไว้ให้แน่นหนาตั้งแต่ขั้นตอนนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้แรงดันภายในดันจุกไม้ก๊อกหลุดออกมาระหว่างกระบวนการถนอมอาหาร

3. การต้มฆ่าเชื้อ เมื่อปิดผนึกเรียบร้อย เขาจะนำขวดโหลแก้วดังกล่าวไปใส่ในถุงผ้าเพื่อป้องกันการกระแทก แล้วจึงนำไปจุ่มต้มในอ่างน้ำเดือด ความร้อนที่สูงและคงที่นี้จะทำหน้าที่ทำลายจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารบูดเน่าจนหมด

4. การสร้างสุญญากาศ หลังจากต้มตามเวลาที่กำหนดจนเสร็จสิ้นและนำขวดขึ้นมาพักไว้ อากาศภายในขวดจะหดตัวลงเมื่ออุณหภูมิลดลง ก่อให้เกิดสภาวะสุญญากาศภายใน

5. การเคลือบปิดท้าย ในขั้นตอนสุดท้ายเขาจะใช้ขี้ผึ้งหรือครั่ง (Sealing Wax) เคลือบปิดทับบริเวณปากขวดและจุกไม้ก๊อกซ้ำอีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศจากภายนอกเล็ดลอดกลับเข้าไปได้เลย โดยฝาปิดที่อาแปร์ใช้ในยุคนั้น คือการใช้ "ไม้ก๊อกหลาย ๆ ชั้นอัดแน่นแล้วพันด้วยลวด ก่อนจะหยอดครั่ง (Sealing Wax) หรือขี้ผึ้งทับ เพื่อป้องกันอากาศเข้าซึ่งเป็นงานฝีมือที่ละเอียดอ่อน และสะท้อนให้เห็นว่าทำไมในยุคแรก มันถึงยังไม่สะดวกต่อการผลิตในจำนวนมากอีกด้วย

 

การถนอมอาหารด้วยความร้อนเช่นนี้ทำให้เขาค้นพบ ‘กระบวนการทำให้ปราศจากเชื้อ’ (Sterilisation) ไปโดยปริยาย ซึ่งเป็นเวลาหลายสิบปีก่อนที่ หลุยส์ ปาสเตอร์ จะประกาศให้โลกรู้วิธีการฆ่าเชื้อแบคทีเรียด้วยความร้อนเสียอีก!

ทว่าการใช้โหลแก้วของอาแปร์ค่อนข้างไม่สะดวก เนื่องจากมีน้ำหนักมาก แตกหักง่าย และมีแนวโน้มที่จะระเบิดจากแรงดันภายใน ด้วยข้อด้อยนี้อาจเป็นสาเหตุทำให้กรรมการไม่สนใจในนวัตกรรมของเขา จึงยังไม่ชนะการแข่งขันในปี ค.ศ. 1806 ที่อาแปร์ได้นำผลงานไปแสดงในช่วงแรก ๆ 

หากแต่ใน ค.ศ. 1807 กองทัพเรือฝรั่งเศสได้ทดลองนำวิธีของอาแปร์ไปใช้ในภารกิจทางทะเล และพบว่าอาหารยังมีคุณภาพดีเยี่ยม จากนั้นในปี ค.ศ. 1809 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศสได้รับการรายงานประเมินผลการทดลองจากกองทัพเรือ จึงทำให้คณะกรรมการมีมติ ‘เห็นชอบ’ และมอบรางวัลให้แก่เขาในปี ค.ศ. 1810 เป็นเงิน 12,000 ฟรังก์ ภายใต้เงื่อนไขว่า ต้องเปิดเผยการค้นพบนี้ต่อสาธารณะ และตีพิมพ์หนังสือชื่อว่า ‘The Art of Preserving Animal and Vegetable Substances’ หรือ (‘L'Art de conserver, pendant plusieurs années, toutes les substances animales et végétales’ ในภาษาฝรั่งเศส) ซึ่งหมายถึง ศิลปะแห่งการถนอมสารอาหารจากสัตว์และพืชทุกชนิดให้คงอยู่ได้นานหลายปี

 

ประวัติศาสตร์ ‘อาหารกระป๋อง’ มรดกจากสงครามสู่การปฏิวัติครัวโลก

Art of Preserving All Kinds of
Animal and Vegetable Substances

 

ต่อมาความรู้นี้ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก เพื่อเป็นคุณประโยชน์ต่อผู้คนมากมาย ทำให้พ่อค้าชาวอังกฤษได้นำเทคนิคนี้ไปพัฒนาต่อ จนสามารถแก้ปัญหาเรื่องขวดแตกง่ายได้สำเร็จ ด้วยการใช้ ‘กระป๋องเหล็กชุบดีบุก’

โดยนาย ‘ปีเตอร์ ดูแรนด์’ (Peter Durand) พ่อค้าชาวอังกฤษ ซึ่งต่อมาเขาได้จดสิทธิบัตรบรรจุภัณฑ์กระป๋องนี้เมื่อวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 1810

 

ประวัติศาสตร์ ‘อาหารกระป๋อง’ มรดกจากสงครามสู่การปฏิวัติครัวโลก

ระป๋องเหล็กชุบดีบุก

 

และจากการจดสิทธิบัตรในวันดังกล่าว ทำให้วันที่ 19 มกราคม ของทุกปีกลายมาเป็น ‘วันแห่งกระป๋อง’ (Tin Can Day) โดยปริยาย เพื่อเป็นการยกย่องนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลก ที่ช่วยให้มนุษย์สามารถเก็บรักษาอาหารไว้บริโภคได้ยาวนานขึ้น

อีกทั้งหลังจากจดสิทธิบัตรไม่นาน ก็มีการตั้งโรงงานบรรจุอาหารกระป๋องเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลกขึ้น ที่ย่านเบอร์มอนด์ซีย์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1812 เนื่องจากปีเตอร์ ดูแรนด์ ได้ขายสิทธิบัตรนี้ต่อให้กับสองวิศวกรชาวอังกฤษคือ ‘ไบรอัน ดอนคิน’ (Bryan Donkin) กับ ‘จอห์น แกมเบิล’ (John Gamble) และในเวลาต่อมามี ‘จอห์น ฮอลล์’ (John Hall) มาร่วมด้วย จึงทำให้มีชื่อบริษัทว่า ‘Donkin, Gamble & Hall’

หลังจากก่อตั้งโรงงานและพัฒนาสูตรได้ประมาณหนึ่งปี โดยภายในปี ค.ศ. 1813 โรงงานแห่งนี้ก็เริ่มผลิตอาหารกระป๋องอย่างเป็นทางการ และจัดส่งเสบียงประเภทเนื้อวัวและซุปบรรจุกระป๋องให้แก่ กองทัพเรืออังกฤษ (Royal Navy) และภายในปี ค.ศ. 1817 พวกเขาก็ประสบความสำเร็จอย่างมากในการส่งออกเนื้อกระป๋องให้แก่กองทัพบกและราชนาวีอังกฤษ โดยนำไปใช้เป็นเสบียงสำหรับทหารเรือ ที่ต้องออกเดินทางสำรวจและทำศึกในทะเลลึกเป็นเวลานาน นอกไปจากนั้นอาหารกระป๋องของพวกเขายังได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างมาก จนกลายเป็นเสบียงหลักในภารกิจบุกเบิกขั้วโลกเหนือของราชนาวีอังกฤษในเวลาต่อมาอีกด้วย

โดยกระป๋องที่ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ในยุคแรก จะทำโดยการบัดกรีด้วยสารตะกั่ว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดพิษจากสารตะกั่วสะสมในร่างกายได้ง่าย ทำให้ในเวลาต่อมา ‘ไบรอัน ดอนคิน’ (Bryan Donkin) ได้พัฒนากระบวนการบรรจุอาหารในกระป๋องสุญญากาศ ที่ทำจากเหล็กดัดชุบดีบุกแทน แต่ในกระบวนการผลิตยังทำได้ช้ามากเช่นเดิม เพราะกระป๋องทุกใบต้องทำด้วยมือ ส่งผลให้ผลิตได้สูงสุดเพียง 6 กระป๋องต่อชั่วโมง และต้องใช้เวลาต้มอาหารนานถึง 6 ชั่วโมง แต่นี้ก็ถือเป็นพัฒนาการที่ดีของอาหารกระป๋อง ที่ได้เคลื่อนตัวจากฝรั่งเศสเข้ามาตั้งรกรากที่อังกฤษ

 

ประวัติศาสตร์ ‘อาหารกระป๋อง’ มรดกจากสงครามสู่การปฏิวัติครัวโลก

ไบรอัน ดอนคิน

 

และแม้ว่านิโกลา อาแปร์จะไม่ใช่คนแรกที่ใช้แผ่นเหล็กชุบดีบุก (Tinplate) บรรจุอาหารก็ตาม แต่เขาก็ยังคงได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘บิดาแห่งการทำอาหารกระป๋อง’ และเขาได้เสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1841 ที่แมสซี" (Massy) ชานเมืองทางใต้ของกรุงปารีส รวมอายุได้ 91 ปี

แต่นวัตกรรมของอาแปร์ก็ยังคงสร้างคุณูปการในหลายมิติ ดั้งนี้

  • ด้านการทหาร ช่วยให้กองทัพมีเสบียงเดินทางไปรบในที่ต่าง ๆ
  • ด้านเศรษฐกิจ ช่วยให้เกิดอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป
  • ด้านสังคม ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงอาหารและมีบริโภคตลอดปี โดยไม่จำกัดตามฤดูกาลอีกต่อไป

 

แต่ตัวเร่งที่ทำให้อาหารกระป๋องแพร่หลายไปทั่วโลก เริ่มจาก สงครามกลางเมืองอเมริกา และ สงครามโลก ซึ่งส่งผลให้อาหารกระป๋องกลายเป็นอุตสาหกรรมมวลชนในที่สุด

หากย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1812 โรเบิร์ต อายาร์ส (Robert Ayars) ได้ตั้งโรงงานปลากระป๋องและอาหารกระป๋องแห่งแรกในนิวยอร์ก โดยเน้นบรรจุหอยนางรม เนื้อสัตว์ ผลไม้ และผัก และโรงงานแห่งนี้ตั้งขึ้นก่อนสงครามกลางเมืองอเมริกาเป็นเวลาถึง 49 ปี ซึ่งในช่วงสงครามกลางเมืองนี่เองที่ทำให้อาหารกระป๋องได้รับความนิยมและเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะถูกใช้เป็นเสบียงหลักของกองทัพในการส่งไปเลี้ยงทหารในสนามรบ

โดยสงครามกลางเมืองอเมริกา (American Civil War) เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1861 - 1865 

 

จุดเริ่มต้นของสงครามเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1861 และสิ้นสุดลงในวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ. 1865 รวมระยะเวลาประมาณ 4 ปี ก่อนหน้าสงครามกลางเมืองอเมริกา อาหารกระป๋องยังคงทำได้ยากและมีราคาสูง เพราะช่างต้องใช้มือตัดและบัดกรีทีละใบ แต่เมื่อสงครามปะทุขึ้น กองทัพฝ่ายเหนือต้องการเสบียงที่ไม่เน่าเสียอย่างมหาศาล เพื่อใช้ส่งไปเลี้ยงทหารที่แนวหน้าอย่างต่อเนื่อง

และย้อนไปในปี ค.ศ. 1860 ที่เริ่มมีกลิ่นอายของสงคราม ทำให้ความต้องการอาหารกระป๋องโดยเฉพาะกองทัพเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธุรกิจอาหารกระป๋องเติบโตอย่างก้าวกระโดด อุตสาหกรรมได้เปลี่ยนมาใช้กระป๋องเหล็กที่ผลิตด้วยเครื่องจักร จึงช่วยลดเวลาในการปรุงอาหารลงจาก 6 ชั่วโมงเหลือเพียง 30 นาทีเท่านั้น อาหารกระป๋องกลายเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือ เพราะด้วยรัฐบาลสหรัฐฯ ทุ่มงบประมาณมหาศาลสั่งซื้ออาหารกระป๋องจำนวนมหาศาล ส่งผลให้โรงงานต่าง ๆ ต้องเร่งคิดค้นเครื่องจักรที่ช่วยผลิตให้ทันต่อความต้องการ ทำให้กำลังการผลิตเติบโตเบ่งบานเหมือนดอกเห็ด จากเดิมที่ผลิตได้เพียงไม่กี่พันกระป๋องต่อวัน ก็พุ่งสูงขึ้นกลายเป็นหลายแสนกระป๋อง

แม้จะเป็นสงครามกลางเมือง แต่เหล่าทหารก็ยังมีภาวะโภชนาค่อนข้างแย่ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึง 2 ใน 3 ของทหารทั้งหมด จึงเป็นข้อชี้ชัดว่า ‘อาหารกระป๋อง’ คือทางรอดชีวิต เป็นนวัตกรรมการถนอมอาหารที่มีประโยชน์ และช่วยค้ำจุนกองทัพไว้มากกว่าที่จะเป็นสิ่งที่ซ้ำเติมสุขภาพให้แย่ลงในเวลานั้น

และเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ทหารหลายล้านนายที่กลับบ้านไป ก็ต่างคุ้นชินกับการกินอาหารกระป๋องในสนามรบ จึงได้นำอาหารกระป๋องกลับบ้านไปด้วย ส่งผลให้อาหารกระป๋องกลายเป็นสิ่งสามัญประจำบ้านของชาวอเมริกันไปในทันที

แต่กระป๋องในช่วงยุคนี้มีความหนามาก ถึงขั้นทหารต้องใช้ดาบปลายปืน หรือของมีคมในการเจาะเปิด และหลังจากมีการผลิตกระป๋องที่บางลงใน ค.ศ. 1850 ก็มีนวัตกรรม ‘ที่เปิดกระป๋อง’ ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกอีกหลากหลายแบบ แต่ครั้งนี้จะพาไปรู้จักที่เปิดกระป๋องเพียง 2 แบบในยุคแรกเริ่ม ดังนี้

  1. ในปี ค.ศ. 1855 โรเบิร์ต ยีตส์ (Robert Yeates) ได้คิดที่เปิดกระป๋อง ที่เรียกว่า ‘ที่เปิดกระป๋องแบบกรงเล็บ’ (Claw-shaped can opener) หรือบางตำราเรียกว่า ‘แบบคันโยก’ (Lever-type)
  2. ในปี ค.ศ. 1858 ‘เอซรา เจ. วอร์เนอร์’ (Ezra J. Warner) ได้คิดค้นที่เปิดกระป๋องที่มีลักษณะคล้ายดาบปลายปืนอันเป็นสิ่งที่ทหารคุ้นเคย

 

ประวัติศาสตร์ ‘อาหารกระป๋อง’ มรดกจากสงครามสู่การปฏิวัติครัวโลก

Ezra Warner (US Patent No. 19,063)

 

นอกเหนือไปจากที่เปิดกระป๋องสองแบบที่นำมาให้รู้จักกันแล้ว ก็ยังมีแบบหัววัว (Bull's Head Opener) , แบบแป้นกุญแจบิด (Twist-key) , แบบวงล้อหมุนเดี่ยว (Rotating Wheel) , แบบสองวงล้อมีบิดล็อก (Double-wheel / Star Can Opener) กับแบบไฟฟ้าและแบบไร้ขอบคม (Electric & Safety Opener)  ก่อนที่เหล่าอาหารกระป๋องจะมีห่วงดึง ให้พวกเราได้ใช้อย่างสะดวกสบายอย่างในปัจจุบันนี้

ในเวลาต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ปะทุขึ้นในปี ค.ศ. 1914–1918 สงครามครั้งนี้เองที่ได้ช่วยกระจายอาหารกระป๋องไปทั่วโลก

เพราะในสนามรบของสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นการรบแบบ ‘สงครามสนามเพลาะ’ (Trench Warfare) ที่ทหารต้องติดอยู่ในร่องดินเป็นเดือน ๆ การส่งเสบียงสดแทบเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นอาหารกระป๋องโดยเฉพาะเนื้อบด คอร์นบีฟ และซุป จึงได้กลายเป็นทางเลือกหลักที่ช่วยกองทัพฝ่ายพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วย ประเทศฝรั่งเศส , อังกฤษ , รัสเซีย , สหรัฐอเมริกา , อิตาลี , ญี่ปุ่น และไทยที่ได้เข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตรในปี ค.ศ. 1917 และฝ่ายมหาอำนาจกลางในเวลานั้นอย่างประเทศเยอรมัน , ออสเตรีย-ฮังการี , ทูร์เคีย และบัลแกเรีย ทั้งสองฝ่ายที่ได้ทำให้นวัตกรรมอาหารกระป๋องได้ขยายขอบเขตการผลิตจากระดับประเทศกลายเป็นระดับโลก

อีกทั้งในปี ค.ศ. 1937 สแปม (SPAM) ที่หลายๆคนรู้จัก ถูกผลิตโดยบริษัท ฮอร์เมล ฟู้ดส์ (Hormel Foods) และคำว่า SPAM คือเครื่องหมายการค้าของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปบรรจุกระป๋อง ซึ่งส่วนประกอบหลักทำมาจากเนื้อหมูบดและเนื้อสะโพกหมู (Ham) ผลิตภัณฑ์นี้ถูกนำเข้าสู่ตลาดเป็นครั้งแรก

 

ประวัติศาสตร์ ‘อาหารกระป๋อง’ มรดกจากสงครามสู่การปฏิวัติครัวโลก

ผลิตภัณฑ์เนื้อบดปรุงรส
บรรจุกระป๋องตรา SPAM

 

โดยคำว่า ‘SPAM’ มาจากการผสมคำระหว่างคำว่า ‘Spiced’ (เครื่องเทศ) และ ‘Ham’ (แฮม) โดยผู้ที่คิดค้นชื่อนี้คือ ‘เคน แด็กโน’ (Ken Daigneau) นักแสดงชาวนิวยอร์ก ซึ่งเขาเป็นน้องชายของหนึ่งในผู้บริหารบริษัทฮอร์เมล

อาหารกระป๋องอย่างสแปมยังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอาหารที่ผ่านกรรมวิธีดัดแปลงสูง (Ultra-processed food) เพราะมีสูตรการผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่ผสมผสานเนื้อสัตว์แปรรูปเข้ากับสารกันบูดและสารทำให้คงตัว วัตถุประสงค์ของการผลิตคือเพื่อให้เป็นอาหารราคาถูก ปรุงง่าย และสะดวกสบาย ด้วยเหตุนี้มันจึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ปี ค.ศ. 1929 – 1939 ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

สำหรับสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1939–1945 ดูจะเป็นยุคทองของนวัตกรรมอาหารกระป๋อง เนื่องจากสงครามครั้งนี้ช่วยผลักดันให้อาหารกระป๋องไปไกลกว่าเดิมทั้งในแง่ของ ปริมาณ และแบรนด์สินค้า
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ‘SPAM’ เนื้อหมูบดกระป๋องที่กองทัพสหรัฐฯ ส่งออกไปพร้อมกับทหารในทุกสมรภูมิ ตั้งแต่ยุโรปไปจนถึงเกาะแปซิฟิก ทำให้สแปมได้กลายมาเป็นอาหารหลักที่สำคัญยิ่งสำหรับทหารฝ่ายพันธมิตร โดยตลอดช่วงสงคราม กองทัพและพลเรือนฝ่ายพันธมิตรได้บริโภคสแปมไปมากกว่า 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 45 ล้านกิโลกรัม)

แม้แต่ ‘นิกิตา ครุชชอฟ’ (Nikita Khrushchev) อดีตผู้นำสหภาพโซเวียต ยังเคยกล่าวถึงสแปมว่ามีส่วนช่วยรักษาชีวิตและกองทัพรัสเซียเอาไว้ในช่วงสงคราม

 

ประวัติศาสตร์ ‘อาหารกระป๋อง’ มรดกจากสงครามสู่การปฏิวัติครัวโลก

 ภาพบันทึกจดหมายเหตุทางประวัติศาสตร์การทหาร (Military Historical Archive) ที่เหล่าทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังยืนต่อแถวรออยู่ข้างรถเสบียง (Chuck Wagon) เพื่อรับอาหารมื้อเที่ยง ซึ่งประกอบไปด้วยสแปมทอด (SPAM), ถั่วลันเตา, สตูเนื้อและผัก, บิสกิตร้อน ๆ, กาแฟ และสับปะรดกระป๋อง

 

สิ่งเหล่านี้จึงช่วยสะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนในการทำยอดขายที่ถล่มทลายดังต่อไปนี้

  1. ในปี ค.ศ. 1959 ทำยอดขายได้ทะลุถึง 1 พันล้านกระป๋อง
  2. ในปี ค.ศ. 2012 ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 8 พันล้านกระป๋อง
  3. ในปี ค.ศ. 2022  ทางบริษัทฮอร์เมลระบุว่า มีการบริโภคสแปมเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 13 กระป๋องในทุก ๆ 1 วินาทีทั่วโลก

แม้สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงไปนานแล้ว แต่เจ้า SPAM และอาหารกระป๋องของอเมริกาหลายอย่างยังคงฝังลึกในวัฒนธรรมอาหารของหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น(โอคินาวา) ฮาวาย และฟิลิปปินส์มาจนถึงทุกวันนี้ โดยขอยกตัวอย่างเมนูดังต่อไปนี้

1. ฮาวาย (Hawaii) เป็นพื้นที่ที่สแปมได้รับความนิยมมาก โดยมีเมนูท้องถิ่นชื่อดังอย่าง ‘สแปมมูซูบิ’ (SPAM musubi) ซึ่งเป็นข้าวปั้นหน้าสแปมพันด้วยสาหร่ายที่เป็นขวัญใจของคนในพื้นที่ 

2. ฟิลิปปินส์ (Philippines) สแปมได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญและเป็นวัตถุดิบยอดนิยมในอาหารฟิลิปปินส์หลากชนิด เช่น Spamsilog (สแปม-ซิ-ล็อก), SPAM Sisig (ซิซิกสแปม) และ SPAM Filipino Menudo (เมนูโดสแปม)

3. เกาหลีใต้ (South Korea) ปัจจุบันเกาหลีใต้ถือเป็นประเทศที่มีปริมาณการบริโภคสแปมสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา โดยมักถูกนำไปใช้ทำเมนูชื่อดังอย่าง บูเดชิเก หรือหม้อไฟกองทัพ

 

นอกจากสงครามจะต้องการอาวุธ อาหารที่เก็บได้นานและสามารถขนส่งได้ง่ายในปริมาณมหาศาลแล้ว อีกหนึ่งที่เป็นหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ ในการเค้นให้ภาคอุตสาหกรรมต้องพัฒนาเครื่องจักร เพื่อการผลิตขนาดใหญ่ให้ราบรื่นไม่หยุดชะงักคือระบบโลจิสติกส์ที่ดี ที่เป็นส่วนสำคัญไม่แพ้ปัจจัยอื่นใด ที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมการบริโภคอาหารกระป๋องไปทั่วโลกอย่างเช่นทุกวันนี้
   
โดยเฉพาะในโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ทางการทหาร ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เพราะมันอาจหมายถึงการชี้ชะตาของกองทัพว่าจะพ่ายแพ้หรือชนะในสงคราม ดังนั้นโลจิสติกส์ในการส่งอาหารของกองทัพ จึงต้องมีความพิเศษและแตกต่างจากภาคพลเรือน เนื่องจากการปฏิบัติการทางทหารจำเป็นต้องคำนึงถึงการเคลื่อนกำลังพลที่รวดเร็ว ในพื้นที่ปฏิบัติการอันห่างไกลความเจริญ เพื่อส่งมอบอาหารที่ดีให้ถึงกำลังพล ภายใต้สถานการณ์การรบที่ยากลำบากทุกรูปแบบ จากข้อจำกัดมากมาย 

มันจึงต้องอาศัยการวางแผนที่ดีรวมถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทานที่แม่นยำ โดยคำนึงถึงปัจจัย ความผันผวนของสถานการณ์ โจทย์ใหญ่ที่สุดมักเกิดขึ้นจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ สภาพอากาศ หรือความล้มเหลวทางระบบขนส่ง จึงต้องมีการวางแผนสำรอง เพราะสินค้าเน่าเสียง่าย เช่น นม ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ ที่ทำได้ยากมากในสภาพอากาศหรือสภาพแวดล้อมในสนามรบ นวัตกรรมอาหารกระป๋องจึงตอบโจทย์มากที่สุด

และบรรจุภัณฑ์อาหารกระป๋องในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก เพราะเน้นเรื่องความปลอดภัย น้ำหนักเบา รวมถึงต้นทุนที่ถูกลง กระป๋องที่เรามักพบเห็นตามท้องตลาดในปัจจุบันจึงแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

1. กระป๋องอะลูมิเนียม (Aluminium Cans) นิยมใช้บรรจุน้ำอัดลม เบียร์ หรือเครื่องดื่มต่างๆ เพราะน้ำหนักเบามาก ไม่เป็นสนิม และรีไซเคิลได้ 100% โดยไม่มีการใช้ดีบุกเลย

2. กระป๋องเหล็กเคลือบ (Steel Cans / Tinplate)นิยมใช้กับอาหารสำเร็จรูป อาหารปลากระป๋อง หรือผลไม้กระป๋อง โครงสร้างหลักคือ เหล็กกล้าแต่นำมาเคลือบผิว ซึ่งปัจจุบันมีทั้งเคลือบดีบุกบางๆ และการเคลือบด้วยสารโพลิเมอร์ ประเภทสารเคลือบพลาสติกฟู้ดเกรดหรือโครเมียม แทนการใช้ดีบุกหนาๆ แบบในอดีต เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารสัมผัสกับเนื้อโลหะโดยตรง

อาหารกระป๋องจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อยุคโลกาภิวัตน์ของวัฒนธรรมอาหาร เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจของมัน ได้เชื่อมโยงระบบอาหารของโลกหลากหลายประเทศเข้าด้วยกัน อันเกิดจากผลกระทบของอเมริกาเหนือและยุโรป ที่อยู่ในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้ากระป๋องรายใหญ่ไปทั่วโลก เป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้ จนกลายเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหาร จึงกล่าวได้ว่าอาหารกระป๋องได้หล่อหลอมวัฒนธรรมอาหารสมัยใหม่และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ในฐานะที่โลกยังคงก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด อาหารกระป๋องจะยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความหลากหลายทางอาหาร ความสะดวกสบาย รวมถึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างวิถีชีวิตเดิมเข้ากับนวัตกรรมใหม่ ๆ จนทำให้เกิดระบอบอาหารในประวัติศาสตร์ทุนนิยมของโลก ที่สามารถแบ่งออกได้เป็นสามยุคสำคัญ ดังนี้

 

ระบอบอาหารยุคแรก (ปี ค.ศ. 1870 – 1914)

ยุคนี้จะขับเคลื่อนโดยจักรวรรดินิยมและการล่าอาณานิคม โดยเฉพาะอังกฤษ ที่เน้นการนำเข้าอาหารราคาถูกและวัตถุดิบจากประเทศอาณานิคม หรือประเทศกำลังพัฒนาเข้ามายังยุโรปเพื่อหล่อเลี้ยงแรงงานในภาคอุตสาหกรรม และส่งออกอาหารกระป๋องไปพร้อมกองทัพอังกฤษและชาติยุโรป ที่มีการใช้อาหารกระป๋องในในภารกิจการเดินทางไกล การเดินเรือรบ การสำรวจพื้นที่ห่างไกล เช่น การสำรวจขั้วโลกเหนือ และใช้ในสมรภูมิเฉพาะกิจ

 

ระบอบอาหารยุคที่สอง (ค.ศ. 1945 – 1973)

ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองนำโดยสหรัฐอเมริกา มีลักษณะของการที่รัฐเข้ามาอุดหนุนภาคเกษตรกรรมอย่างหนัก จนเกิดผลผลิตส่วนเกินมหาศาล เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด และถั่วเหลือง สหรัฐฯ ได้ส่งออกผลผลิตเหล่านี้ในฐานะ "ความช่วยเหลือด้านอาหาร" ไปยังประเทศกำลังพัฒนาเพื่อสกัดกั้นคอมมิวนิสต์และขยายอิทธิพลทางการเมือง ควบคู่ไปกับการผลักดันเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารและการถนอมอาหารในระบบอุตสาหกรรม ทั้งการส่งออกอาหารกระป๋องสำเร็จรูปไปกับกองทัพในสมรภูมิสงครามเย็น และการเปลี่ยนวัตถุดิบส่วนเกินให้กลายเป็นแป้งสาลี บะหมี่ ขนมปัง และน้ำมันพืช ซึ่งได้เข้ามาปฏิวัติและกลืนกินวัฒนธรรมการกินแบบดั้งเดิมของประเทศผู้รับความช่วยเหลืออย่างเลี่ยงไม่ได้

 

ระบอบอาหารยุคที่สาม หรือ
ระบอบอาหารโดยบริษัท (ค.ศ. 1980 เป็นต้นมา)

สิ่งที่เราเรียกว่ายุคโลกาภิวัตน์ที่มาในรูปแบบเสรีนิยมใหม่ ตามแนวคิดของ ฟิลิป แมคไมเคิล (Philip McMichael) โดยเขาคือนักสังคมวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวออสเตรเลีย-อเมริกันที่มีชื่อเสียงระดับโลก มองว่าการมาถึงในยุคที่สามนี้จะเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติ (Corporate Food Regime) เข้ามามีบทบาทเหนือรัฐในการควบคุมห่วงโซ่อุปทานของอาหารโลก โดยมีการจัดตั้งกฎเกณฑ์การค้าเสรี และเกิดการรวมศูนย์ของอุตสาหกรรมเกษตร มันจึงช่วยชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ได้ระหว่าง ‘สิ่งที่เรากินในชีวิตประจำวัน’ เข้ากับ ‘โครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก’

จนเกิดเป็นปรัชญาสังคมและเศรษฐศาสตร์ในการผูกขาดกับอาหารกระป๋องเหล่านี้อย่างแนบเนียนในปรัชญาสังคม (Social Philosophy) อันมุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจพื้นฐานทางสังคม พฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม และการตีความสังคมผ่านโครงสร้างอำนาจที่เกิดขึ้นภายในโลกจากการแพร่ขยายของอาหารกระป๋อง ที่จุดเริ่มต้นมาจากสงครามที่ส่งผลให้อาหารกระป๋องเป็นดังอาหารสามัญประจำบ้าน

สิ่งนี้ช่วยให้ทำความเข้าใจถึงเส้นทาง การเปลี่ยนแปลง และแนวโน้มของสังคมมนุษย์ที่จะดำเนินไป ผ่านห่วงโซ่อุปทานอาหารที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งเอื้อให้เกิดการผูกขาดของกลุ่มทุนใหญ่ ส่งผลให้ผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ได้เปรียบทางการตลาดและมีเงินทุนหนากว่ารายย่อย ที่ทำให้เกิดกำแพงทางการค้าและยึดครองตลาดได้เหนือกว่า

และความย้อนแย้งอันน่าเจ็บปวดของมนุษยชาติคือ ในอดีตเราเคยต่อสู้ตามกฎ ‘การอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสมที่สุด’ (Survival of the Fittest) ในการล่าหาอาหารเพื่อประทังชีพ แต่ในสังคมยุคนี้ เรากลับต้องดิ้นรนแข่งขัน แย่งชิงตำแหน่งงาน และยอมจำนนต่อระบบทุนนิยมแบบราบคาบ เพียงเพื่อนำเงินตราเหล่านั้นกลับมาแลกซื้ออาหารให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่รูปแบบได้เปลี่ยนไป 

เสียงเปิดกระป๋อง “แกร๊ก...” ที่เราได้ยินตอนต้นบทความ จึงไม่ใช่แค่เสียงของความสะดวกสบายหรืออาหารของคนยาก แต่เป็นเสียงของการเดินทางข้ามผ่านกาลเวลาที่บอกเล่าประวัติศาสตร์อันเปื้อนเลือด ผ่านคราบน้ำตาจากสงคราม และกลไกเชิงอำนาจระดับโลกที่ถูกบีบอัด และปิดผนึกไว้ใต้ฝาดึงแผ่นเหล็กเล็กๆของอาหารกระป๋องเหล่านี้ 

ดังนั้น หากคุณอยากรู้ว่าสังคมของเรากำลังขับเคลื่อนไปในทิศทางใด... ก็จงลองมองสิ่งที่อยู่ในจานอาหารของคุณอีกครั้ง เพราะอาหารเป็นมากกว่าอาหารเสมอ