กับดักของการแบ่งเจนฯ เมื่อมองคนอื่นผ่านกรอบบางอย่าง อาจทำให้เรามองข้ามบางสิ่งไป

กับดักของการแบ่งเจนฯ เมื่อมองคนอื่นผ่านกรอบบางอย่าง อาจทำให้เรามองข้ามบางสิ่งไป

The Hidden Dilemma ชวนคิดถึงเรื่องการมองผู้คนผ่านการจำแนกด้วยรุ่นหรือ เจนฯ (Generation) เพราะมันอาจทำให้เรามองข้ามบางสิ่งไป

KEY

POINTS

 

ฟังนะ ฉันเนี่ยเจอไอ้คนพวกนี้มาตลอดชีวิต คำพูดของพวกมันเชื่อถือไม่ได้
เข้าใจที่ฉันพยายามจะสื่อไหม คนพวกมันนี้มันเกิดมาพร้อมกับการโกหก

— ลูกขุนหมายเลข 10, 12 Angry Men

 

ภาพยนตร์ 12 Angry Men (1957) นับเป็นผลงานชั้นครูที่สะท้อนให้เห็นว่าบทที่ดีสามารถส่งภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ ไปได้ไกลเพียงไหน ตลอดหนึ่งชั่วโมงครึ่งในห้องไต่สวนของลูกขุนนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยการถกเถียงกันในเหตุผลและอารมณ์ที่เดือดดาลไม่แพ้ไปกว่าหนังแอ็กชันบู๊ระเบิดเรื่องไหน ๆ ในขณะเดียวกันนั้น ภาพยนตร์เรื่องแรกของ ซิดนีย์ ลูเมต (Sidney Lumet) ก็ย้ำเตือนกับเราว่าอย่าให้ภาพจำที่มีนำไปสู่การด่วนตัดสินและละทิ้งความซับซ้อนแยกย่อยของมนุษย์

การจำแนกแยกส่วนนับเป็นกลไกสำคัญในสัญชาตญานของมนุษย์ หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตประเภทอื่น ๆ เพราะในบางสถานการณ์นั้น ยากที่จะมีเวลาเหลือพอให้ความคิดไหลผ่านกระบวนการตัดสินใจและคิดพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจว่าจะวิ่งหนีเสือตอนไหน หรือคอยตรวจจับว่าสิ่งไหนเป็นภัยต่อตัวเองหรือไม่ กลไกที่ว่าเปรียบเสมือนกับวิธีลัดในการตัดสินใจในเวลาที่คับขัน หรือคือสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ฮิวริสติกส์’ (heuristics) แต่ในขณะเดียวกันเอง สิ่งนี้ที่มีหน้าที่ช่วยให้ชีวิตเอาตัวรอดก็สามารถกลายเป็นกับดักและช่องโหว่ของมนุษย์ได้เช่นเดียวกัน

เรื่องของ ‘รุ่น’ (generation) ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ถูกกล่าวถึง เพราะตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ยี่สิบก็มีกล่าวนิยามผู้คนผ่านรุ่น พร้อมคุณลักษณะเฉพาะตัวที่คนในรุ่นต่าง ๆ จะมีร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือของ นีล โฮว์ (Neil Howe) และ วิลเลียม สเตราส์ (William Strauss) ในชื่อ Generations (1991) ที่ชี้ให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมการเติบโตของแต่ละรุ่นจะส่งผลต่อลักษณะนิสัยของคนรุ่นนั้นอย่างไรบ้าง 

แม้แต่การนิยามรุ่นผ่านตัวอักษร ไม่ว่าจะเป็น Gen X, Gen Y หรือ Gen Z ก็อาจมีต้นธารมาจากนวนิยาย ‘Generation X: Tales for an Accelerated Culture’ โดย ดักลาส คูปแลนด์ (Douglas Coupland) ที่ได้มีการใช้ตัวอักษร ‘X’ เพราะต้องการสื่อถึงคนรุ่นดังกล่าวในฐานะตัวแปรที่ไม่สามารถระบุได้ (Unknown Variable) เฉกเช่นเดียวกับ X ในสมการคณิตศาสตร์ หรือแม้แต่การปฏิเสธที่จะถูกตีตราหรือจัดหมวดหมู่โดยสังคม

ทว่าผลพวงของมันก็ดูจะย้อนแย้งเสียหน่อย เพราะจากความต้องการจะสะท้อนจุดยืนของการไม่ถูกจัดประเภท Generation X เองนั้นก็ได้กลายเป็นต้นธารของการจัดประเภทที่นำไปสู่การนิยามคนรุ่นถัดไปว่า Generation Y และ Generation Z  ในปัจจุบัน

มาจนถึงทุกวันนี้ การแบ่งรุ่นผ่านตัวอักษรเหล่านี้ก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องสามัญธรรมดาที่ใครหลายคนต่างก็มีความเข้าใจร่วมกันโดยอัตโนมัติ ว่าคนรุ่นไหนมีแนวโน้มจะมีพฤติกรรมแบบไหนและทัศนคติต่อโลกแบบใด เช่น Gen X เป็นรุ่นที่อดทนและซื่อสัตย์ต่องานที่ทำ ในขณะที่ Gen Y จะเปลี่ยนงานบ่อยและไม่ค่อยแต่งงาน ส่วน Gen Z ก็เป็นรุ่นที่เปราะบาง หัวขบถ และยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง

สิ่งนี้อาจเริ่มต้นขึ้นจากข้อมูลทางการตลาดในการจำแนกกลุ่มผู้บริโภค (segmentation) ประเภทหนึ่งเท่านั้น แต่ในปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่าเรื่องของรุ่นได้กลายเป็นขุมทรัพย์ชั้นดีของการผลิตคอนเทนต์จากสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะกับการนิยามว่านิสัยของรุ่นต่าง ๆ จากการสำรวจเป็นแบบใด เช่น Gen Z พร้อมลาออกจากงานที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจ แม้ไม่มีงานรองรับ แตกต่างจาก Gen Y และ Gen X หรือ Gen Y คือรุ่นที่พยายามจะพัฒนาทักษะตัวเองมากที่สุด เป็นต้น

การนิยามลักษณะนิสัยผ่านรุ่นกลายเป็นที่นิยมมาก อาจเป็นเพราะมันสะท้อนและสอดรับกับประสบการณ์ที่ตัวเองได้เผชิญมาเอง ไม่ว่าจะจากตัวเองหรือพบพานจากผู้อื่น จนปัญหาเรื่องความแตกต่างระหว่างรุ่น (generation gap) กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก มีทั้งเนื้อหา รายการ หรือแม้แต่การจัดเสวนาที่กล่าวถึงเรื่องความแตกต่างกันของรุ่น

แต่ด้วยความที่การจำแนกประเภทเหล่านี้เป็นที่นิยมมากนั้น สิ่งนี้จึงยิ่งมีสัดส่วนสำคัญใน ‘สำนึก’ หรือ ‘ความรู้สึก’ ที่ผู้คนมีต่อการแบ่งกลุ่มผ่านรุ่น นอกจากนั้น ในบางคราวการเน้นย้ำและเชิดชูความแตกต่างของรุ่นเป็นคุณลักษณะสำคัญอาจยิ่งทำให้ปัญหาความแตกต่างระหว่างรุ่นเลวร้ายลงกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหาที่ถูกนำเสนอไม่ได้เป็นไปเพื่อ ‘ความเข้าใจ’ แต่เป็นไปเพื่อ ‘กระตุ้น’ ให้ผู้ชม โดยเฉพาะจากคนรุ่นอื่น มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นที่ในหลาย ๆ ครั้งก็ไม่พึงพอใจกับพฤติกรรมและคุณลักษณะที่ว่านั้น

ปัญหาคือการนำเสนอคุณลักษณะเหล่านี้ย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ไม่เพียงแค่อาจเป็นภาพแทนของ ‘รุ่น’ ที่อาจผิดแผกไปจากความเป็นจริง เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีนิสัยหรือทัศนคติดังที่ถูกนำเสนอออกมา แต่สิ่งนี้ ในตัวมันเอง อาจเป็นกระบวนการที่ประกอบสร้างการตีตราและเหมารวม (stigmatization) จนเกิดเป็นภาพแทนของ ‘รุ่น’ ในความคิดของผู้คน กล่าวคือ เมื่อพบเห็นใครก็ตามที่มีอายุอยู่ในขอบข่ายของรุ่นดังกล่าว เขาเหล่านั้นก็อาจมีภาพจำพื้นฐานในทันทีว่าต้องมีนิสัยอย่างนี้เป็นแน่

การนิยามลักษณะของผู้คนผ่านรุ่น ยิ่งมันเข้มข้นขึ้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหมายความว่าพื้นที่ของความซับซ้อนและแตกต่างของคนเหล่านั้นก็ยิ่งเหลือน้อยลงกว่าเดิม นอกจากนั้น ความรู้สึกเชิงลบที่อาจได้รับมาจากการนำเสนอเนื้อหาของรุ่น หรือแม้แต่ความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้รับมาจากคนรุ่นนั้น ๆ ก็สามารถถูกถ่ายโอนไปสู่คนอีกคนที่เป็นคนรุ่นเดียวกันอีกด้วย จนอาจเกิดเป็นวิธีคิดและมองที่เหนียวหนึบแน่นอยู่ในสำนึก ดังว่า 

 

Gen … มันต้องเป็นคนอย่างนี้แน่

 

กลับกลายเป็นว่าการนำเสนอเนื้อหาเหล่านี้ หรือการก่อร่างสร้างภาพจำของรุ่นแทนที่จะเน้นหนักในการเข้าใจคุณลักษณะของรุ่น มันอาจยิ่งทำให้ความแตกต่างที่ว่านี้ถ่างออกมากขึ้นกว่าเดิม เพราะข้อมูลที่ถูกตีแผ่ยิ่งขับเคลื่อนให้คนแต่ละรุ่นปลีกหนีจากกัน 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาพแวดล้อมระหว่างการเติบโตย่อมส่งผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของมนุษย์แต่ละรุ่นอย่างมีนัยสำคัญ คนรุ่นที่เกิดมาในยุคที่ไม่มีโทรศัพท์ย่อมแตกต่างจากคนที่เกิดมาในรุ่นที่ TikTok เป็นของสามัญยิ่งกว่ายาสามัญประจำบ้าน ถึงกระนั้น เราก็ไม่สมควรที่จะลืมว่าคุณลักษณะและความแตกต่างทั้งหลายนั้นอาจจะไม่ได้มาจาก ‘รุ่น’ อย่างเดียวก็ได้

ย้อนกลับไปสามปีที่แล้ว Pew Research Center ก็ได้ออกมาแสดงจุดยืนว่าจะไม่เน้นหนักที่จะดำเนินการวิจัยผ่านกรอบของรุ่น (generational lens) แต่จะหยิบเอาเรื่องของรุ่นมากล่าวถึงหากปัจจัยดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนประสิทธิภาพของการวิเคราะห์เหล่านั้น

พวกเขาได้อธิบายเหตุผลว่าการมองมนุษย์ผ่านเลนส์ของรุ่นเป็นสำคัญและมีเกณฑ์มาตรฐานที่ไม่เหมาะสม อาจเป็นการตอกย้ำปัญหาการเหมารวม หรือการลดทอนประสบการณ์ชีวิตอันซับซ้อนของผู้คนให้เหลือเพียงคำอธิบายที่เรียบง่ายเกินจริง 

พวกเขาจึงได้นำเสนอต่อว่า การวิจัยผ่านกรอบของรุ่นจะมีกรอบเกณฑ์ที่ได้มาตรฐานได้สมควรที่จะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เราจะกล่าวถึงไปลำดับต่อไป แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น อาจมีคำถามว่าเราจะเข้าใจไปทำไมว่าการจะศึกษามนุษย์ผ่านรุ่นจะอาศัยเงื่อนไขอะไรบ้างถ้าเราไม่ใช่นักวิจัย ก็เพราะว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้เรามองวิธีการมองเหล่านี้อย่างกระจ่างชัดขึ้น ว่าหากเรามองเพียงกรอบของ ‘รุ่น’ เพียงอย่างเดียว อาจทำให้เราหลงลืมรายละเอียดที่สำคัญอะไรไปบ้าง

หนึ่งในข้อที่น่าสนใจนั้นคือ การศึกษาวิจัยเหล่านั้นต้องมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์รองรับเพียงพอ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบคนต่างรุ่น ณ ช่วงชีวิตเดียวกันได้อย่างเหมาะสม หมายความว่าการที่จะนิยามว่าคนรุ่นหนึ่งแตกต่างจากอีกรุ่นอย่างไร ไม่ใช่แค่เอาคนสองคนในที่ทำงานมาเทียบกัน แต่ต้องหยิบเอาคนสองรุ่นมาเทียบกันในเวลาที่แตกต่างกัน กล่าวคือ สำหรับคนที่อายุมากกว่า เขาก็ต้องย้อนกลับไปในอดีตว่าคนในรุ่นนี้เป็นอย่างไรในตอนนั้น

อาจกล่าวได้ว่าคน Gen Z กล้าที่จะลาออก ย้ายงาน หรือโต้เถียง มากกว่า Gen X หรือ Gen Y หากจะด่วนสรุปว่าทั้งหมดทั้งมวลมันเป็นคุณลักษณะของรุ่น อาจทำให้อีกหนึ่งปัจจัยถูกมองข้ามไป ซึ่งก็คือ ‘ช่วงชีวิต’ (stages of life) ทัศนคติหรือพฤติกรรมที่ขบถ ดื้อ หรือสนใจความมั่นคงน้อยอาจไม่ใช่แค่เรื่องรุ่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงปัจจัยที่แตกต่างออกไปจากช่วงอายุที่ไม่เหมือนกัน เด็กจบใหม่ Gen Z อาจไม่มีอะไรจะเสียมากเท่าเสาหลักของครอบครัว Gen X หรือ Gen Y ผู้อยู่ในสถานะแซนด์วิชของบริษัท จะเห็นได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องของ ‘รุ่น’ เพียงอย่างเดียว และยิ่งแหวกลึกเข้าไปในช่วงชีวิต ก็จะยิ่งทำให้เห็นปัจจัยต่าง ๆ ซ่อนอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเรื่องของการเงิน สุขภาพ หรือครอบครัว

นอกจากนั้นแล้ว แทนที่จะมองคนต่างรุ่นว่าพวกเขาเหล่านั้นแตกต่างจากเรา ก็เป็นเรื่องน่าสนใจที่เราจะคุ้ยลงให้ลึกกว่านั้นเพื่อทำความเข้าใจว่าอะไรคือบริบทและสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เขาเหล่านั้นเป็นคนแบบนี้ เพราะบางทีถ้าเราเติบโตกันในโลกที่หน้าตาเหมือนกัน เราก็อาจเป็นคนที่คล้ายกันก็ได้ 

ท้ายที่สุด เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอายุหรือตัวอักษรในการนิยามจะสามารถเป็นภาพแทนใครสักคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะท้ายที่สุด แม้จะอยู่ในรุ่นเดียวกัน โรงเรียนเดียวกัน หรือแม้แต่บ้านเดียวกัน พวกเขาก็สามารถแตกต่างกันจนยากจะหยั่งถึงได้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเนื้อหาที่ถูกนำเสนอว่า คนรุ่นนั้นเป็นอย่างนี้ คนรุ่นนี้เป็นอย่างนั้นสามารถเป็นภาพแทนที่สมบูรณ์แบบของคนรุ่นนั้นจริง ๆ ได้?