22 เม.ย. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
ในยุคสมัยนี้ ใคร ๆ ก็ล้วนต้อง ‘โปรดักทีฟ’ กันทั้งนั้น ต้องฝ่าฟันไต่ปีนบนเส้นทางของอาชีพ ต้องพัฒนาทักษะและองค์ความรู้กับโลกที่ผันแปรไม่ว่างเว้น ต้องเจียดเวลามาฟื้นฟูและคงรักษาสุขภาพกายและใจ ต้องมีงานอดิเรก ต้องทันสมัย และต้องเติมคำในช่องว่างอีกนับไม่ถ้วนตามค่านิยมของสังคมและยุคสมัย จนไม่แปลกที่วัน ๆ หนึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยอะไรที่ต้องทำมากมายไปเสียหมด
ขยับมาในส่วนของการทำงานเอง เจ้านายก็ย่อมโปรดปรานความโปรดักทีฟในทีมงานของตน พนักงานเองก็ต้องพยายามที่จะโปรดักทีฟเช่นเดียวกัน เพื่อที่จะพิสูจน์คุณค่าของตนเองในรั้วขอบของบริษัท ด้วยเหตุนั้น ในบางคราว คน ๆ หนึ่งจึงต้องแบกรับไม่เพียงเนื้องานในปริมาณที่มาก แต่อีกทั้งยังหลากหลายและจำต้องทำให้เสร็จในเวลาไล่เลี่ยกัน
ไม่น่าแปลกเลยแม้แต่น้อยถ้ามีใครสักคนปรารถนาที่จะมีจำนวนแขนเท่าทศกัณฐ์หรือทำอะไรได้รวดเร็วเท่า แบร์รี อัลเลน ในคราบ เดอะ แฟลช แต่ในขอบข่ายอาณาบริเวณความสามารถของมนุษย์ พลังวิเศษเดียวที่เป็นไปได้มากที่สุดก็ต้องยกให้กับสิ่งที่เรียกว่า ‘Multitasking’ หรือการทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน
จะเป็นอย่างไร ถ้าแทนที่เราจะค่อย ๆ ทำเนื้องานให้เสร็จเป็นอย่าง ๆ ไป แต่เลือกที่จะทำนั่นนิดนี่หน่อย ให้การก้าวเดินของเนื้องานทุกชิ้นขยับหน้าไปพร้อมกัน หรือแม้แต่การทำงานไปพร้อม ๆ กับการฟังพอดแคสต์แนวคิดเพื่อพัฒนาตนเองและติดตามความคืบหน้าของโลกไปพร้อม ๆ กับสะสางหน้าที่ตัวเองให้เสร็จ แบบนี้นับเป็นการเพิ่มพูนผลิตภาพสูงสุด (maximize) ต่อวินาทีได้อย่างดีเยี่ยม!
แน่นอนว่าการทำหลาย ๆ อย่างพร้อมกันนับเป็นการกวดใช้ความเป็นไปได้ของเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีคุณค่ามากที่สุด แต่ถึงกระนั้นก็มีสองคำถามที่ชวนให้เราขบคิดถึงการทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกันต่ออีกสักหน่อย
ประการแรก — Multitasking นับเป็นพลังวิเศษของเราชาวมนุษย์จริงหรือเปล่า? สมองของเราถูกออกแบบมาให้สามารถที่จะทำอะไรได้หลายอย่างพร้อมกันจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงสิ่งที่เราคิดไปเองว่ามัน ‘พิเศษ’ เพียงเพราะเรา ‘ทำได้’?
ประการต่อมา — อะไรคือนิยามของ ‘ผลิตภาพ’ (Productivity) ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ ในแง่ของคุณภาพหรือปริมาณ ผัดกระเพราสิบจานที่รสชาติเปลี่ยนเวียนราวกับกลัวลูกค้าเบื่อ หรือผัดกระเพราะจานเดียวที่เขาคนนั้นจะจดจำไม่ลืมเลือน? แบบไหนคือผลิตภาพที่เรากำลังกล่าวถึงกัน ณ ที่นี้
แน่นอนว่าการที่สามารถทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกันในบางบริบท — เช่นระหว่างที่กำลังรอการอบเนื้อให้ได้ที่ เราสลับไปทำน้ำจิ้มเพื่อที่จะสามารถรับประทานได้พร้อมกันในปลายทาง — ย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่ในหลาย ๆ ครั้ง เราก็อาจกำลังถูกความเข้าใจของเราเอง ‘ลวงตา’ ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นคือการที่เรากำลังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง ๆ ที่มันตรงกันข้าม ผ่านการที่เราทำหลายอย่างได้พร้อมกัน
ใน The Hidden Dilemma บทความนี้ อยากจะชวนท่านผู้อ่านขบคิดถึงการ Multitasking และเป็นทศกัณฐ์ที่มีสิบมือสิบหน้าทำหลายอย่างพร้อมกันไปทำไม มันทำให้เราโปรดักทีฟขึ้นจริงหรือ หรือมันแค่ทำให้เราแค่ ‘ดูเหมือน’ เฉย ๆ กันแน่
ในหนังสือ ‘Stolen Focus’ โดย ‘โยฮันน์ ฮารี’ (Johann Hari) ที่จะพาเราไปสำรวจว่าทำไมโลกทุกวันนี้ เราถึงจดจ่ออะไรนาน ๆ ได้ยากกว่าเดิม ผ่านบทสนทนากับนักวิชาการ รวมถึงประสบการณ์การทดลองสำหรับตัวเขาเอง ในบทหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า ‘Cause One: The Increase in Speed, Switching and Filtering’ ผู้เขียนเล่าถึงการได้ไปพบปะและพูดคุยกับศาสตราจารย์ ‘เอิร์ล มิลเลอร์’ (Earl Miller) นักประสาทวิทยาแห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ซึ่งได้กล่าวถึงสมองมนุษย์ไว้อย่างน่าสนใจ
ศาสตราจารย์มิลเลอร์ได้ชี้ให้เห็นว่าสมองของมนุษย์นั้น ‘คิดได้ทีละเรื่อง’ และมีสมรรถนะด้านการรู้คิดที่จำกัดยิ่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับเป็นโครงสร้างรากฐานของสมองที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ ทว่าน้อยครั้งนักที่มนุษย์เราจะยอมรับ ‘ข้อจำกัด’ ที่จะขวางกั้นการขยับเขยื้อนไปข้างหน้าของตัวเองตามที่คิดหวัง ด้วยเหตุนั้น เราต่างประดิษฐ์มายาคติขึ้นมาว่า เราต่างก็สามารถคิดหลายเรื่องได้พร้อมกันตั้งแต่สามเรื่อง ห้าเรื่อง ไปจนถึงสิบเรื่อง ซึ่งก็คือ ‘การทำหลายสิ่งหลายอย่างพร้อมกัน’ หรือ ‘Multitasking’ นั่นเอง
เราอาจคิดว่าการทำงานหลายอย่างพร้อมกันนับเป็นการใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุด แต่แท้จริงแล้ว นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาและทดลองในด้านนี้ก็ได้ค้นพบว่า สิ่งที่เราทำก็ไม่ต่างอะไรจากการสลับการทำงานไปมา นั่นนิด นี่หน่อย ซึ่งแทบจะไม่ต่างอะไรจากการทำทีละอย่างเลยแม้แต่น้อย แถมเลวร้ายกว่าเสียด้วยซ้ำ
เลวร้ายกว่าอย่างไร?
เริ่มต้นจากสิ่งที่เรียกว่า ‘ผลต้นทุนการสลับ’ (switch-cost effect) การที่คนเราลงมือทำอะไรสักอย่างนั้นอาศัยสมาธิและการจดจ่ออยู่ไม่น้อย ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม โดยเฉพาะกับงานที่มีรายละเอียดในเชิงคุณภาพเป็นสำคัญ ทว่าการจดจ่อนั้นไม่ใช่สิ่งที่จับวางอย่างง่ายดาย แต่อาศัยการตั้งสติเพื่อดำลึกลงไปสิ่งที่เรามุ่งหมายจะจดจ่อมัน
ด้วยเหตุนั้น ผลลัพธ์ของการสลับเนื้องานหรือสิ่งที่เรากำลังจดจ่อไปมา จะทำให้เราต้องมานั่งเริ่มต้นใหม่กับเนื้องานต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น หาก ณ ขณะที่ผมกำลังเขียนบทความชิ้นนี้อยู่นั้น มีใครสักคนโทรศัพท์เข้ามาหาผม หรือแม้แต่ส่งข้อความเข้ามา ซึ่งหากผมเลือกเข้าไปอ่านหรือตอบ กระแสธารความคิดของผมก็ต้องขยับย้ายไปเพ่งเน้นอยู่กับข้อความหรือบทสนทนาผ่านสายโทรศัพท์เหล่านั้น ซึ่งการจะวกกลับมาเขียนบทความในระดับการจดจ่อเท่าเดิม ก็ต้องอาศัยเวลาที่ต้องดิ่งลึกอีก
แต่ก็ยังไม่จบเพียงเท่านั้น นอกจากต้นทุนที่เพิ่มพูนขึ้นมาแล้ว การสลับเนื้องานไปมายังทำให้สมองของเราเปราะบางต่อช่องโหว่และความผิดพลาดมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ซึ่งสิ่งนี้ถูกนิยามผ่านคำว่า ‘ผลวายป่วง’ (screw-up effect) ดังที่เราคุ้นเคยกันกับคำว่า ‘ความบกพร่องของมนุษย์’ (human error) สมองของเราย่อมเกิดข้อผิดพลาดได้เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แต่การที่ความจดจ่อและความสนใจของเราเหวี่ยงว่อนไปมาเหมือนลูกตุ้ม ยิ่งทำให้ความเป็นไปได้ที่สมองของเราจะประมวลผิดพลาดจนเกิด ‘บั๊ก’ (glitch) เพิ่มมากขึ้นไปกว่าเดิม เพราะการตั้งลำและดำดิ่งกับสิ่งที่มุ่งหมายจะจดจ่อก็อาจไม่ได้สมบูรณ์แบบเสมอไป
การสลับไปมาและตั้งลำใหม่นี้จึงกลายเป็น ‘ต้นทุน’ ที่บวกเพิ่มเข้าไปในกระบวนการทำงานแบบ Multitasking ที่เดิมทีก็ไม่ได้ทำให้เนื้องานขยับหน้าไปเร็วกว่าเดิมอยู่แล้ว มากขึ้นไปกว่าเดิม หมายความว่าการทำงานแบบ Multitasking จะยิ่งทำให้ประสิทธิภาพของงานลดลงไปมากกว่าเดิม เหตุเพราะในเวลาเท่าเดิม ทั้งคุณภาพหรือปริมาณอาจลดน้อยถอยลงจากต้นทุนการสลับที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง
ศาสตราจารย์เอิร์ลยังชี้ต่อว่า นอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพงานลดลงแล้ว การทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันนั้นยังส่งผลต่อสมองของเราในระยะกลางอีกด้วย ซึ่งก็คือ ‘ความคิดสร้างสรรค์เสื่อมบกพร่อง’ (creativity drain) เพราะไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ของคนเราล้วนมาจากการที่ส่วนประกอบต่าง ๆ ในความคิดและความทรงจำลอยว่อนแล้วเกิดต่อติดกันเป็นสิ่งใหม่ที่น่าสนใจ ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ ล้วนอาศัยสมองที่ว่างที่เอื้อให้เกิดการประติดประต่อที่ว่านี้ แต่หากว่าพลังของสมองส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการสลับนู่นนี่นั่นไปมา พื้นที่เหล่านั้นก็จะไม่เพียงถูกใช้ไปกับงานอื่น ๆ ที่จ่อรอในความสนใจของเรา แต่พลังของสมองที่จะ connect-the-dot ส่วนประกอบเหล่านั้นก็ยังถูกกระชากออกไปผ่านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นในการประมวลความคิดที่สลับไปมาอีกด้วย
แต่ก็ยังไม่หมดเท่านั้น การสลับเนื้องานไปมาแบบนี้ยังทำให้สมองของเราจดจำอะไรได้น้อยลง ซึ่งเรียกว่า ‘ผลลดทอนความทรงจำ’ (diminished memory effect) ซึ่งสะท้อนผ่านการทดลองที่ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มคนที่ทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันจะจดจำอะไรได้น้อยกว่ากลุ่มคนที่จดจ่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเรื่อง ๆ ไป เหตุเพราะการเปลี่ยนประสบการณ์เป็นความทรงจำนั้นอาศัยพื้นที่และพลังงานในสมองไม่น้อยเลยทีเดียว และถ้าหากว่าเราจ่ายพลังและเลือกใช้พื้นที่เหล่านั้นไปกับการสลับไปมาแล้วล่ะก็ ก็คงไม่แปลกที่วันถัดไปเราจะจำอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เราทำได้ไม่ดีนัก
ผลพวงทั้งสี่ประการนี้น่าจะสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า Multitasking ที่ดูเหมือนจะเป็นพลังวิเศษของมนุษย์ที่ใช้สะสางงานจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจไม่เป็นไปตามที่เราคิดเสมอไป เพราะไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โอกาสผิดพลาดที่สูงขึ้น หรือแม้แต่ความทรงจำติดตัวที่น้อยลงก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่า ‘การทำอะไรพร้อม ๆ กันหรือเยอะ ๆ’ ที่ดูเหมือนว่า ‘มีประสิทธิภาพ’ อาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป
หากถอยกลับมามองในภาพรวมการ Multitasking ด้วยความหวังที่จะเพิ่มพูนและกวดใช้ผลิตภาพของคน ๆ หนึ่งแต่กลับส่งผลตรงกันข้ามนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์อย่าง ‘กฎผลตอบแทนลดน้อยถอยลง’ (The Law of Diminishing Returns) ที่อธิบายว่า เมื่อเพิ่มปัจจัยการผลิต (เช่น งานที่ทำ) ทีละหน่วยเข้าไปในปัจจัยคงที่ (เช่น สมอง) ผลผลิตส่วนเพิ่ม (ผลผลิตของงานไม่ว่าจะเป็นในแง่คุณภาพหรือปริมาณ) จะเพิ่มขึ้นในตอนแรก (ในตอนที่เราสามารถจัดระเบียบมันให้อยู่ภายในวัน ๆ เดียวได้ โดยไม่ต้องถึงขั้นที่ต้อง Multitasking) แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง (ที่งานล้นมือจนอยากจะลงรายละเอียดอย่างละเมียดหรือทำทีละอย่างกับงานนั้น ๆ) ผลผลิตส่วนเพิ่มจะค่อย ๆ ลดลง จนกระทั่งเท่ากับศูนย์และติดลบในที่สุด
กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นเราหรือหัวหน้าอาจคิดว่าการทำงานเยอะ ๆ เป็นสิ่งที่ดี เป็นภาพสะท้อนว่าเราโปรดักทีฟ เป็นคนหรือพนักงานที่มีผลิตภาพมาก แต่หากมองลึกลงไปแล้วก็ต้องตั้งคำถามต่อว่างานเหล่านั้นมีคุณภาพจริงหรือเปล่า เมื่อเทียบกับปริมาณงานที่น้อยกว่านั้นแต่สามารถขบเข้ากับสมรรถภาพของ ‘สมอง’ ก้อนเดียวของเรา
จากจุดนี้ เรายังควรคิดอยู่หรือเปล่าว่าการที่มีกองล้นอยู่บนโต๊ะทำงานกับการที่เราทำนู่นนิดนี่หน่อย คือการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ?
และเมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้จึงอยากจะหนีพ้นคำถามที่สองที่เราได้เกริ่นเอาไว้ในตอนแรก
อะไรคือผลิตภาพ?
อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหานิยามใดที่เป็นคำตอบสมบูรณ์ที่ครอบคลุมที่อาณาบริเวณของการผลิต เพราะในแต่ละเนื้องานก็ล้วนมีความสำคัญในแง่ของปริมาณและคุณภาพแตกต่างกันออกไป
ในบางประเภทการผลิต ปริมาณนับเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในขณะที่คุณภาพไม่ร่วงหล่นไปจากค่ามาตรฐาน เช่นโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภค ที่ต้องการควบคุมคุณภาพให้อยู่ในระดับมาตรฐานที่สุด และการทำให้ได้ ‘สูงกว่า’ ค่ามาตรฐานอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญขนาดนั้น
ตรงกันข้าม ในเนื้องานอีกหลายประเภท โดยเฉพาะกับงานสร้างสรรค์และงานฝีมือ คุณภาพในตัวเนื้องานนับเป็นแก่นที่สำคัญยิ่ง ไม่แพ้หรือมากกว่าปริมาณเสียด้วยซ้ำ เพราะคุณภาพเหล่านั้นนับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะบ่งชี้คุณค่าในองค์รวมของการผลิต
การนิยาม ‘ผลิตภาพ’ (Productivity) เพียงในมิติของปริมาณจึงเป็นการจำกัดความที่คับแคบและทำให้หลงลืมอีกคุณค่าความหมายที่สำคัญไม่แพ้กันไป ซึ่งก็คือ ‘คุณภาพ’
จากทั้งหมดที่กล่าวมานั้นก็จะเห็นได้ว่าทั้งการ Multitasking ไปจนถึงการแบกหามงานที่เยอะเกินไปจนต้องรีบเร่งทำให้เสร็จส่ง แม้มองโดยผิวเผินอาจมาพร้อมปริมาณที่มาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการ ‘ทำเยอะ ๆ ทำมาก ๆ’ ก็จะเป็นผลิตภาพเสมอไป