21 มี.ค. 2569 | 16:00 น.

KEY
POINTS
“หากเราคว้าชัยชนะในศึกกับชาวโรมันอีกครั้ง
เราจะสูญสิ้นโดยสมบูรณ์”
— ไพร์รัสแห่งเอพิรุส
ชัยชนะเป็นสิ่งที่หอมหวาน จากการแข่งขันในเกมกีฬาไปจนถึงการชนะตัวของเราเอง แม้แต่สงครามเอง แม้จะแลกมาด้วยความสูญเสียนับไม่ถ้วน แต่ชัยชนะก็ยังถูกมองว่าเป็นสิ่งที่หอมหวาน (สำหรับบางคน) อยู่ดีเพราะเมื่อสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคเพื่อทะยานถึงเป้าหมายได้นั้น ชัยชนะก็แทบจะเป็นเรื่องเดียวกับความสำเร็จ
แม้การเป็นผู้ชนะคือการบ่งบอกสถานะของความสำเร็จ แต่ชัยชนะเองก็สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายรูปแบบ ชัยชนะที่คว้ามาอย่างขาดลอย ชัยชนะที่ดำเนินไปด้วยความสูสี หรือแม้แต่ชัยชนะที่ผู้ชนะเองอยู่ในสถานะที่ไม่ต่างอะไรไปจากผู้พ่ายแพ้ หรือที่ถูกนิยามผ่านคำว่า ‘Pyrrhic Victory’
Pyrrhic Victory หรือชัยชนะที่ไม่ต่างอะไรจากความพ่ายแพ้คือชัยชนะที่แลกมาด้วยความเสียหายมหาศาลแก่ผู้ชนะ คือสถานะของชัยชนะจากต้นทุนมหาศาลที่ถูกแลกไป ผนวกรวมเขากับผลกระทบในอนาคตที่ทำให้ผลประโยชน์ของชัยชนะลดน้อยถอยลงจนแทบไม่มีอยู่เลย เป็นชัยชนะที่กลวงเปล่า (Hollow Victory) ที่ไม่ได้นำมาซึ่งประโยชน์ระยะยาวแก่ผู้ชนะเลย
คําวิเศษณ์ของสำนวนที่ว่าอย่าง ‘Pyrrhic’ (ไพร์ริค) สืบรากมาจากชื่อของกษัตริย์ ‘ไพร์รัส’ (Pyrrhus) แห่งเอพิรุส ที่คว้าชัยชนะในศึกเหนือกองทัพโรมันได้ในปี 281 ก่อนคริสต์ศักราช ทว่ากองทัพของพระองค์สูญเสียทหารชั้นยอดไปจำนวนมากจนไม่สามารถทำศึกต่อไปได้
ย้อนกลับไปในช่วงเวลาดังกล่าว ไพร์รัสได้กรีฑาทัพด้วยช้างศึก 20 เชือก และกองทหารราว 25,000 นาย ไป ณ บริเวณชายฝั่งตอนใต้ของอิตาลีเพื่อช่วยปกป้องชาวกรีกด้วยกันจากการรุกคืบของโรมัน ซึ่งกองทัพของไพร์รัสสามารถคว้าชัยชนะได้ในสองศึกแรก ซึ่งก็คือ ยุทธการเฮราคลีอา (Battle of Heraclea) และ ยุทธการแอสคูลุม (Battle of Asculum) ด้วยความสูญเสียมหาศาล
และด้วยชัยชนะที่แลกมาด้วยผลกระทบเชิงลบมหาศาลต่อกองทัพ จึงส่งผลให้ในศึกที่สามอย่าง ยุทธการเบเนเวนตุม (Battle of Beneventum) กองทัพของไพร์รัสจึงสูญเสียพลกำลังและแรงส่งระดับเดิม และจำต้องพ่ายแพ้ต่อโรมันในศึกสุดท้ายไปในที่สุด แม้ว่าโรมันจะมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าและพ่ายแพ้ในการรบสองครั้งแรก แต่ความสูญเสียของพวกเขากลับไม่รุนแรงเท่า เนื่องจากกองทัพโรมันมีขนาดใหญ่กว่ามาก
เรื่องราวของไพร์รัสจึงถูกหยิบยกมาใช้เป็นคำอธิบายชัยชนะรูปแบบที่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียและต้นทุนมหาศาล ซึ่งแทนที่จะเกื้อหนุนการเดินหน้าต่อในการคว้าชัยในอนาคต กลับส่งผลตรงกันข้าม ชัยชนะแบบไพร์รัสคือชัยชนะที่ไม่เป็นผลดีต่อผู้ชนะ เพราะ ‘ได้’ ไม่คุ้ม ‘เสีย’ เป็นชัยชนะชั่วคราวที่อาจเป็นการปูทางไปสู่ความพ่ายแพ้ระยะยาว ดังคำกล่าวของไพร์รัสที่บอกเอาไว้ว่า
“หากเราคว้าชัยชนะในศึกกับชาวโรมันอีกครั้ง เราจะถูกทำลายจนหมดสิ้น”
แม้แต่สงครามโลกครนั้งที่หนึ่งเองก็ถือเป็นตัวอย่างของชัยชนะแบบ Pyrrhic Victory เพราะแม้ฝ่ายสัมพันธมิตรจะเป็นผู้ชนะ แต่ต้องแลกกับต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมมหาศาล ทั้งหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง โครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลาย และกำลังแรงงานที่สูญเสีย อีกทั้งสนธิสัญญาแวร์ซาย ยังสร้างความไม่สมดุลและความไม่พอใจในเยอรมนี จนนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจและปูทางสู่สงครามโลกครั้งที่สองในที่สุด ทำให้ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้สร้างเสถียรภาพระยะยาว แต่กลับบั่นทอนทั้งระบบเศรษฐกิจและเงื่อนไขของสันติภาพเอง
การที่ชัยชนะเหล่านั้นจะควรค่าแก่การนิยามว่าเป็นความสำเร็จหรือไม่นั้น หนีไม่พ้นการประเมินอย่างรอบด้านทั้งในเชิงกลยุทธ์ ในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ไม่เพียงแต่ในเชิงการทหารเท่านั้น เพราะสรรพสิ่งบนโลกล้วนมีสายสัมพันธ์เชื่อมร้อยต่อกันและกันที่ทำให้กระทบต่อสิ่งหนึ่งสั่นสะเทือนถึงอีกสิ่งอย่างปฏิเสธไม่ได้
แน่นอนว่าวิธีการขยับเข้าหาชัยชนะย่อมหนีไม่พ้นการเสียสละสิ่งที่มีอยู่เพื่อคว้ามาซึ่งชัยชนะเหล่านั้นมาครอง แม้การเสียสละเหล่านั้นจะหมายถึงชีวิตผู้คนมหาศาลก็ตาม แต่สิ่งสำคัญคือการหันกลับมาทบทวนนิยามความหมายของ ‘ความสำเร็จ’ อีกครั้ง รวมไปถึงการหาคำตอบว่า ‘ชัยชนะ’ นั้นเป็นสิ่งเดียวกับ ‘ความสำเร็จ’ จริงหรือไม่
เพราะในตัวอย่างที่ถูกบอกเล่ามาทั้งหมดนั้นก็ได้สะท้อนให้เห็นว่าชัยชนะก็ไม่ได้เท่ากับความสำเร็จเสมอไป บางชัยชนะอาจเป็นการปูหนทางไปสู่ชัยชนะครั้งต่อไป แต่ก็มีอีกหลายชัยชนะที่ไม่ต่างจากบานประตูที่พาไปสู่หายนะที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็น หากมองโลกผ่านเพียงกรอบที่ยึดเอา ‘ชัยชนะ’ เป็นที่ตั้ง ก็อาจส่งผลให้สิ่งอื่น ๆ ที่ถูกวางไว้เคียงข้างได้รับผลกระทบก็เป็นได้
โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่สนามรบไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงกำลังทางการทหารอย่างเดียว เพราะไม่ว่าจะเป็นการค้า เทคโนโลยี การสร้างสรรค์ หรือแม้แต่วัฒนธรรมก็ล้วนเป็นเวทีแห่งการแข่งขันได้ไม่ต่างกัน การมองคำว่าชัยชนะที่ครอบคลุมจึงอาศัยการถอยออกมามองภาพให้กว้างขวางขึ้นว่าชัยชนะที่ว่านี้ อาจนำไปสู่ผลกระทบหรือความพ่ายแพ้ของเวทีการแข่งขันอื่นหรือไม่
ยิ่งเวลาผ่านไป ในบริบทโลกที่แต่ละประเทศเชื่อมร้อยต่อกัน ต้นทุนของการมีสงครามยิ่งสูงขึ้นกว่าในอดีต การเกิดสงครามย่อมหมายถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ไปจนถึงมนุษยธรรมที่ย่อมเหือดหายไปพร้อมการมาถึงของสงคราม สิ่งนี้ทำให้หวนนึกถึงหนึ่งในคำกล่าวของ ‘ดาชา มาราอินี’ (Dacia Maraini) จากบทสนทนาที่ผู้เขียนได้พูดคุยกับเธอในประเด็นของสงครามว่า
“แม้จะชนะสงคราม
แต่เขาผู้นั้นปราชัยในความเป็นมนุษย์อยู่ดี”
สะท้อนให้เห็นว่าสงครามนั้นมาพร้อมกับต้นทุนอันมหาศาลในหลากหลายมิติ และยิ่งระยะเวลาของความขัดแย้งยาวนานขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ต้นทุนของสงครามทวีคูณสูงมากขึ้นเท่านั้น และถ้า ‘ชัยชนะ’ เป็นหมุดหมายเดียวที่ต่างฝ่ายต่างเพ่งมอง ต้นทุนด้านอื่น ๆ ก็จะถูกลดทอนความสำคัญไปโดยปริยาย
นอกจากนั้นแล้ว แนวคิด Pyrrhic Victory ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริบทของสงครามหรือภูมิรัฐศาสาตร์เพียงเท่านั้น แต่ไม่ว่าการตัดสินใจใด ๆ ของมนุษย์ ตั้งแต่การเมือง เศรษฐกิจ การพัฒนา ไปจนถึงการตัดสินใจส่วนตัวก็ล้วนมีชัยชนะหลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงชัยชนะที่ไม่ต่างอะไรจากความพ่ายแพ้ด้วย
การพยายามเอาชนะสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ (toxic) ต่อตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งไล่ไขว่คว้าเป้าหมายในการทำงานที่ตัวเองอาจไม่ได้เชื่อ หรือแม้แต่การพยายามพิสูจน์หรือแบกพยุงความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ หากว่าเป้าหมายในการคว้าชัยชนะเหล่านั้นไม่ได้สัมพันธ์กับความต้องการที่แท้จริงภายในจิตใจ ชัยชนะที่ได้มาและต้องแลกไปกับต้นทุนทางกายและจิตใจอาจไม่คุ้มค่าหรือดูว่างเปล่า ไม่ต่างอะไรจากชัยชนะของไพร์รัสในเฮราคลีอาและแอสคูลุมเลยแม้แต่น้อย
แม้ชัยชนะอาจดูหน้าตาคล้ายกับความสำเร็จ แต่ในโลกที่ทุกการตัดสินใจมีต้นทุนซ่อนอยู่ การนิยามความสำเร็จอาจต้องลึกไปกว่าผลลัพธ์ที่ปรากฏตรงหน้า เพราะชัยชนะที่แท้จริงอาจไม่ใช่การเอาชนะทุกสิ่ง อาจเป็นการเลือก ‘ไม่ชนะ’ ในบางครั้ง หรือแม้แต่เลือกที่จะ ‘เดินหนี’ เพื่อรักษาสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าเอาไว้
และอาจเป็นเพียงเมื่อเรามองเห็นทั้งสิ่งที่ได้มาและสิ่งที่สูญเสียไปพร้อมกันเท่านั้น เราจึงจะเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่าชัยชนะครั้งนั้นคุ้มค่าที่จะคว้าหรือไม่