14 ม.ค. 2569 | 17:00 น.

ทำไมคนบางกลุ่มจึงไม่ไปเลือกตั้ง หรือไม่หาข้อมูลทางการเมืองอย่างจริงจังก่อนตัดสินใจ?
ทำไมการตัดสินใจทางการเมือง ซึ่งส่งผลกับชีวิตเราทุกวัน จึงเป็นเรื่องที่หลายคนไม่ลงทุนทำความเข้าใจ?
การมีข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจถือเป็นรากฐานสำคัญยิ่งในการมุ่งหน้าสู่ทางเลือกที่ดีและสมเหตุสมผลที่สุด หากคาดหวังจะซื้อบ้านสักหลังที่ทั้งออกแบบมาอย่างดี ทำเลสะดวกสบาย มีการดูแลที่รัดกุม ไปจนถึงมีราคาที่เหมาะสมกับเงินในกระเป๋า เขาเหล่านั้นย่อมตระเวนหาและเปรียบเทียบอย่างถี่ถ้วนเพื่อเฟ้นหาตัวเลือกที่ดีที่สุดในการตัดสินใจซื้อ เพราะผลประโยชน์ในการใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาบ้านหลังนั้นอีกนับสิบปีย่อมคุ้มค่ากับการลงแรงหลายวันหรือสัปดาห์ในการหาบ้านที่ดีที่สุด
ตัดภาพสลับมาที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง สินค้าให้เลือกอยู่มากมายที่มาพร้อมกับข้อมูลข้างขวดว่าแต่ละอย่างมีอะไรประกอบอยู่บ้าง แต่วิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในการเลือกซื้อสินค้าอาจเป็นการดูคุณค่าโภชนาการที่อยู่หน้าซองว่ามีค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน หรือโซเดียมเท่าไหร่ และจะส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างไร หรือบ้างก็อาจตัดสินผ่านเกณฑ์ที่ว่าพวกเขาคุ้นชินกับแบรนด์เหล่านั้นมากเพียงไหน หรือไว้วางใจกับชื่อผลิตภัณฑ์เจ้าเดิมมากเพียงใด ในขณะที่อาจมีตัวเลือกที่ดีกว่าตั้งอยู่ข้าง ๆ ก็ได้
มนุษย์ตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดผ่านข้อมูลในมือที่เขามีเสมอ ตั้งแต่เรื่องการจับจ่ายใช้สอย การทำงาน การศึกษา กิจวัตรประจำวัน หรือโดยเฉพาะกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่ในโลกแห่งความจริงนั้น จะเฟ้นหามนุษย์ที่ถือครองข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุด — รู้รายละเอียด ข้อดี ข้อเสีย และความแตกต่างอย่างถี่ถ้วน — ได้จากที่ไหนกัน หรือโดยเฉพาะกับแรงขับเคลื่อนให้พวกเขาแสวงหาข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบการตัดสินใจ เมื่อมีสิ่งอื่นอีกมากให้พวกเขาต้องมุ่งหน้าทำก่อน
แม้ว่าปริมาณของข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นจะส่งผลทำให้การตัดสินใจของเขาเหล่านั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ไม่มีทางที่คนเราจะต้องมุ่งหน้าแต่การรู้ทุกเรื่องเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เพราะบางคราวการรู้ทุกเรื่องก็อาจทำให้เราไม่ได้เลือกอะไรเลย
เหตุเพราะการได้มาซึ่งข้อมูลย่อมแลกมาด้วย ‘ต้นทุนสารสนเทศ’ (Information Cost) เฉกเช่นเดียวกับการที่ต้องขับรถไปตระเวนหาบ้านที่เหมาะสม คุยกับพนักงานขายหลายชั่วโมงเพื่อตัดสินใจซื้อรถยนต์คันที่ถูกใจ แต่เราอาจไม่จดจำทุกส่วนผสมในขนมสักห่อ แล้วกลับบ้านมานั่งทำความเข้าใจว่าชื่อส่วนประกอบอันยาวเหยียดแต่ละอย่างนั้นคืออะไร และจะส่งผลอย่างไรต่อชีวิตของเราบ้าง
เพราะการหาข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจในบางคราวนั้นมีต้นทุนสูงกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ เหตุนี้จึงทำให้ผู้คนเลือกที่จะไม่รับรู้ข้อมูลเหล่านั้น และตัดสินใจบนฐานข้อมูลตามที่มี — หรือกล่าวให้ง่ายกว่านั้น เลือกที่จะไม่รู้ เพราะการจะรู้นั้นวุ่นวายเกินไปสำหรับสิ่งที่จะได้มา
พฤติกรรมแบบนี้มีชื่อเรียกว่า ‘Rational Ignorance’ หรือ ‘การเลือกที่จะไม่รู้อย่างมีเหตุมีผล’
จากมุมมองของเศรษฐศาสตร์ เมื่อต้นทุนในการได้มาซึ่งข้อมูลสูงกว่าประโยชน์ของการมีข้อมูลนั้นอยู่ในมือ ก็ย่อมคุ้มค่าที่จะละทิ้งข้อมูลเหล่านั้นไป
ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมผ่านตัวเลข หากภายในหนึ่งชั่วโมงพนักงานคนหนึ่งสามารถทำงานและได้ค่าจ้างต่อชั่วโมง 1,000 บาท แต่ถ้าเผื่อเขาคนนั้นเลือกที่จะสละเวลาหนึ่งชั่วโมงดังกล่าวเพื่อหาข้อมูลที่จะทำให้เขาซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตถูกลง 100 บาท แน่นอนว่าข้อมูลตรงนั้นย่อมไม่คุ้มค่ากับประโยชน์ที่ต้องละทิ้งไป
จะเห็นได้ว่าการที่ใครคนหนึ่งตัดสินใจที่จะ ‘รู้’ หรือ ‘ไม่รู้’ ขึ้นอยู่กับว่าการรู้ข้อมูลจะนำมาซึ่งประโยชน์ (Marginal Information Benefit) ที่มากกว่าการลงแรงหรือสิ่งที่ต้องแลกเพื่อไปหาข้อมูล (Marginal Information Cost) นั้นหรือเปล่าด้วย
พฤติกรรมนี้เองก็ส่งผลในทางการเมืองไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งหรือเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่อาศัยการลงคะแนนเสียงของประชาชน แม้ว่าในทางทฤษฎีที่มองว่าคนเราประพฤติอย่างมีเหตุมีผลจะมองว่าเสียงของประชาชนย่อมสะท้อนทางเลือกที่มอบ ‘ประโยชน์สูงสุด’ แต่ท้ายที่สุดข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เรี่ยวแรงในการหาข้อมูลเหล่านั้น หรือแม้แต่ความเชื่อมั่นในเสียงของตนเองก็เป็นตัวแปรที่สำคัญยิ่ง
ในช่วงชองการเลือกตั้งเราจะสามารถเห็นได้ว่ามีพรรคการเมืองมากมายออกมาหาเสียงและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับนโยบายและทิศทางของตนในการนำพาประเทศและต่อกรกับปัญหา ในทางอุดมคติที่ยากที่ประชาชนส่วนใหญ่จะทำได้คือการไล่เก็บข้อมูล วิเคราะห์ และทำความเข้าใจว่าแต่ละพรรคมีนโยบายอะไร มีแผนดำเนินการแบบไหน และมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด
แต่ก็คงเป็นเรื่องยากที่ใครคนหนึ่งจะสละเวลาการทำงานหรือพักผ่อนมาหาข้อมูลจำนวนมหาศาลเพียงนั้น โดยเฉพาะเมื่อประชาชนมีความคิดว่านโยบายที่ถูกนำเสนอนั้นอาจเป็นไปเพื่อ ‘การโฆษณา’ หรือ ‘การหาเสียง’ มากเสียกว่าการปฏิบัติจริง จึงยิ่งทำให้มูลค่าของข้อมูลเหล่านั้นมีประโยชน์ใช้สอยน้อยลงไปกว่าเดิมอีก
สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นคือการที่ประชาชนมีความรู้สึกหมดหวังและไม่เชื่อมั่นว่าเสียงของตัวเองจะสามารถเปลี่ยนอะไรได้ เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรนับล้าน ที่อาจนำไปสู่การไม่สน ไม่แคร์ ไม่รับรู้ และไม่เข้าร่วม ซึ่งอาจสะท้อนผ่านการนอนหลับทับสิทธิ์ไม่ไปเลือกตั้ง
เพราะยิ่งชีวิตของพวกเขามีภาระหน้าที่การงานกับปากท้องที่ต้องเลี้ยง ก็คงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลที่จะเลือกสรรอย่างถี่ถ้วนสำหรับตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะมันสมเหตุสมผลมากกว่าที่จะ ‘ไม่รู้’
แต่การตัดสินใจโดยไม่รู้เองก็นำไปสู่ปัญหาที่ทำให้เสียงของประชาชนอาจไม่ได้สะท้อนความต้องการที่สะท้อนมาจากข้อมูลที่สมบูรณ์แบบดังที่ควรจะเป็น แต่อาจเป็นข้อมูลที่ถูกย้อมสีและเคลือบรสหวานให้ง่ายต่อการเข้าใจจนนำไปสู่การตัดสินใจที่อาจไม่ได้สะท้อนความต้องการหรือผลประโยชน์ของเขาคนนั้นอย่างสมบูรณ์
จะเห็นได้ว่าการตัดสินใจที่ไม่รู้แบบ Rational Ignorance คือการไม่รู้เพราะผู้ตัดสินใจนั้นมองว่าไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ ทว่าเมื่อพวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างง่ายดายและไม่มีต้นทุนที่สูงกว่าประโยชน์ก็สามารถทลายกรอบความไม่รู้นี้ไปได้
ทว่าก็มีกับดักอีกรูปแบบหนึ่งที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกันที่เลือกจะไม่รับรู้หรือคิดแบบไม่สมเหตุสมผล ไม่ใช่จากความยากหรือต้นทุนที่สูงเกินไปในการเข้าถึงข้อมูล แต่เป็นการเลือกเชื่อแม้จะมีอคติเพราะการเลือกเชื่อแบบนั้นที่เป็นประโยชน์ต่อ ‘ความเชื่อ’ หรือ ‘ความรู้สึก’ ของพวกเขามากกว่า เช่น การยึดมั่นจะเชื่อในข้อมูลบางอย่างที่ไม่เป็นความจริง แต่กลับการกอดรัดมันไว้ว่า ‘คือความจริง’ ท่ามกลางคำโต้แย้ง โดยไม่สนใจที่จะหวนกลับไปตรวจสอบ ซึ่งเราจะมากล่าวถึงกันในตอนต่อไป