ดอกไม้ราคาแพงที่สุดในโลก? ข้อพิพาทระหว่าง ‘Louis Vuitton’ กับ ‘Molly Tea’

ดอกไม้ราคาแพงที่สุดในโลก? ข้อพิพาทระหว่าง ‘Louis Vuitton’ กับ ‘Molly Tea’

เมื่อดอกไม้สี่แฉกบนแก้วชานม กลายเป็นชนวนของคดีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท กรณีพิพาทระหว่าง Louis Vuitton และ Molly Tea ไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงเรื่องความเหมือนของโลโก้ แต่ยังสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า ในโลกธุรกิจยุคใหม่ ความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากละเลยกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา

KEY

POINTS

สัญลักษณ์รูปดอกไม้สี่แฉกสีดำที่ปรากฏอยู่บนแก้วชานมแบรนด์ดังในเอเชีย อาจดูเหมือนงานศิลปะทั่วไป… 

แต่ดอกไม้นี้อาจจะกลายเป็น ‘ดอกไม้ราคาแพง’ ที่สุดในโลก เมื่อศาลมีคำสั่งปรับเป็นเงินสูงถึง 10 ล้านหยวน (หรือประมาณ 50 ล้านบาท)

คดีความละเมิดเครื่องหมายการค้าระหว่างสองแบรนด์ต่างขั้วอย่าง ‘หลุยส์ วิตตอง’ (Louis Vuitton) แบรนด์หรูระดับตำนานจากฝรั่งเศส และ ‘มอลลี่ ที’ (Molly Tea) หรือชื่อภาษาจีนคือ ‘มอลลี่ ไน่ไป๋’ แบรนด์ชาดอกไม้ร่วมสมัยจากเซินเจิ้น ได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงการออกแบบและกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาทั่วโลก

จุดเริ่มต้นของสองสัญลักษณ์ 

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1896 ‘จอร์จ วิตตอง’ (Georges Vuitton) บุตรชายของผู้ก่อตั้งแบรนด์หลุยส์ วิตตอง ได้สร้างสรรค์ลวดลาย ‘Monogram’ ขึ้นเพื่อปกป้องกระเป๋าเดินทางจากการลอกเลียนแบบในยุคนั้น

ลวดลายนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะแบบ ‘มง’ (Mon) หรือตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลสไตล์ญี่ปุ่นที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ยุโรป โดยผสมผสานอักษรย่อ LV เข้ากับลวดลายเรขาคณิตรูปดาวและดอกไม้สี่แฉก เพื่อระบุเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างชัดเจน

ลายดังกล่าวจึงเป็นรากฐานของประวัติศาสตร์การออกแบบตะวันตกที่เน้นการคุ้มครองเครื่องหมายทางการค้ามานานกว่าร้อยปี

ในทางกลับกัน แบรนด์ชานมสดจากเซินเจิ้นที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 2021 อย่างมอลลี่ ที ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบตราสัญลักษณ์จากเสน่ห์ของ ‘ดอกมะลิ’ และดอกไม้สีขาวสไตล์ตะวันออก

ทีมงานผู้ออกแบบได้ลดทอนรูปทรงตามธรรมชาติของกลีบดอกไม้ตะวันออกและรูปทรงของเครื่องชาโบราณให้กลายเป็นลวดลายเรขาคณิตสี่แฉก เพื่อสะท้อนสุนทรียศาสตร์ร่วมสมัยแบบตะวันออกบนภาชนะและแก้วเครื่องดื่ม

สำหรับแบรนด์ชา ดอกไม้สี่แฉกสไตล์มินิมอลนี้ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์ของแฟชั่นชั้นสูง แต่เป็นการสื่อถึงความหอมละมุนและการผลิบานของดอกไม้ในถ้วยชา

การปะทะทางดีไซน์ในยุคแห่งการขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ปัญหาเรื่องความคล้ายคลึงของดีไซน์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมอลลี่ ที ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามและขยายกิจการอย่างรวดเร็วจากจุดเริ่มต้นร้านค้าหลักสิบร้าน จนมีสาขาทั่วประเทศจีนมากกว่า 2,400 แห่ง และเปิดตัวในต่างประเทศอีกกว่า 50 สาขาใน 7 ประเทศ

ถุงบรรจุภัณฑ์และปลอกแก้วโทนสีคลีนสะดุดตาที่เป็นสีขาวตัดสีดำ พร้อมลวดลายดอกไม้สี่แฉก ได้กลายเป็นสิ่งของยอดนิยมบนสื่อสังคมออนไลน์ที่คนรุ่นใหม่ถือถ่ายรูปเพื่อแสดงถึงรสนิยมและการใช้ชีวิต

ทว่าในมุมมองของยักษ์ใหญ่ด้านแฟชั่นอย่างหลุยส์ วิตตอง ลวดลายดอกไม้สี่แฉกสีดำและการจัดวางสัญลักษณ์บนแก้วชานั้น มีความคล้ายคลึงทางสายตาอย่างสูงกับ Monogram Flower ของพวกตนที่ได้จดทะเบียนสิทธิ์ไว้

การปรากฏของสัญลักษณ์นี้บนสินค้าอุปโภคบริโภคที่เข้าถึงคนหมู่มาก อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ นำไปสู่การยื่นฟ้องร้องต่อศาลจีนในที่สุด

คำพิพากษาคดีซูโจว 

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ศาลประชาชนกลางเมืองซูโจวได้มีคำพิพากษาชั้นต้นในคดีนี้ โดยตัดสินให้บริษัทแม่ของมอลลี่ ที และร้านค้าแฟรนไชส์ละเมิดเครื่องหมายการค้าประเภทลวดลายกราฟิกดอกไม้ 7 รายการของหลุยส์ วิตตอง

ศาลสั่งให้ชดใช้ความเสียหายเป็นเงิน 10 ล้านหยวน (หรือประมาณ 50 ล้านบาท) เป็นการชดเชยความเสียหายทางเศรษฐกิจ และอีก 300,000 หยวนสำหรับค่าใช้จ่ายทางคดีความ

ยิ่งไปกว่านั้น แบรนด์ชานมยังถูกสั่งให้หยุดใช้งานลวดลายดังกล่าวโดยทันที และต้องลงแถลงการณ์ขออภัยเพื่อลดผลกระทบทางช่องทางออนไลน์

คดีความนี้กลายเป็นข้อถกเถียงอย่างร้อนแรงบนแพลตฟอร์มเวยป๋อ (Weibo) ซึ่งมียอดเข้าชมกว่า 350 ล้านครั้ง ประชาชนบางกลุ่มออกมาแย้งว่าลวดลายสี่แฉกนี้ มีรากเหง้ามาจากลวดลายโบราณตะวันออกอย่าง ‘ลายบุปผาเป่าเซียง’ (Baoxiang Flower) ของราชวงศ์ถัง จึงไม่ควรมีแบรนด์ตะวันตกแบรนด์ใดผูกขาดสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอย่าง ‘ยู ยุนถิง’ (You Yunting) ได้วิเคราะห์ว่า ระบบเครื่องหมายการค้าของจีนยึดหลัก “จดทะเบียนก่อนมีสิทธิ์ก่อน” ทั้งยังชี้ว่าการขยายตัวอันรวดเร็วของร้านชาจนมีการใช้เครื่องหมายอย่างแพร่หลาย อาจเป็นสาเหตุให้ศาลสั่งปรับด้วยวงเงินที่สูงขึ้นเพื่อป้องปรามผลกระทบของสิทธิ์

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลระบุว่าก่อนหน้านี้มอลลี่ ที เคยยื่นจดสิทธิ์เครื่องหมายการค้าลวดลายดอกไม้หลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธ

มรสุมซ้ำสองกับแฟรนไชส์ในสหรัฐอเมริกา

ในขณะที่ต้องรับศึกนอกแผ่นดินใหญ่ มอลลี่ ที สำนักงานใหญ่ ก็ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตภายในที่บั่นทอนแบรนด์ในต่างแดน

สำนักงานใหญ่ได้ยื่นฟ้องพาร์ทเนอร์แฟรนไชส์ในสหรัฐฯ อย่าง MHL NY LLC ต่อศาลรัฐบาลกลางนิวยอร์กตอนใต้ โดยกล่าวอ้างว่าฝ่ายดังกล่าวเปิดสาขาใหม่โดยไม่ได้รับอนุญาต ใช้ระบบ POS ที่ไม่ได้รับอนุญาต และละเมิดข้อตกลงด้านซัพพลายเชนและการควบคุมแบรนด์

นอกจากนี้ ยังกล่าวอ้างว่าพาร์ทเนอร์ฝั่งสหรัฐฯ ใช้วัตถุดิบที่ไม่อยู่ในซัพพลายเชนที่ได้รับอนุมัติ และมีข้อพิพาทแยกเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งสะท้อนปัญหาด้านการควบคุมมาตรฐานและการกำกับแบรนด์ในต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม พาร์ทเนอร์แฟรนไชส์ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและโต้แย้งกลับว่า สำนักงานใหญ่พยายามเข้ามาฮุบอำนาจควบคุมบริษัทผ่านสัญญาที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงยังโต้แย้งว่าทางแบรนด์แม่จงใจระงับการจัดส่งวัตถุดิบและตัดระบบเดลิเวอรี่ของร้านค้าเพื่อกดดัน

ข้อพิพาทนี้นำไปสู่คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจากศาลสหรัฐฯ ที่ระงับการใช้ตราสินค้ามอลลี่ ที ส่งผลให้ร้านสาขาในนิวยอร์กตัดสินใจแก้ปัญหาเพื่อระบายวัตถุดิบด้วยการปิดตราสินค้าเดิม และพ่นโลโก้ใหม่เป็นเครื่องหมายคำถาม ‘?’ ภายใต้ชื่อชั่วคราว ‘? Tea’ เพื่อดึงดูดผู้บริโภคต่อไป

บทเรียนราคาแพง

หลังจากศาลเมืองซูโจวประกาศคำตัดสินคดีของหลุยส์ วิตตอง เพียงไม่กี่ชั่วโมง แพลตฟอร์มมินิโปรแกรมในจีนของมอลลี่ ที ได้ปรับตัวด้วยการ เปลี่ยนโลโก้จากสีดำมินิมอลให้กลายเป็นสีสันสดใสทันที เพื่อสร้างความแตกต่างทางสายตาให้เด่นชัดขึ้น แม้ว่าผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง ‘จาง ป๋อเฉิง’ (Zhang Bocheng) จะยืนยันเจตนารมณ์ในการยื่นอุทธรณ์คดีความเพื่อต่อสู้ในชั้นที่สองต่อไปก็ตาม

โดยทางจางตั้งใจจะมุ่งเน้นประเด็นข้อโต้แย้งเรื่องความสมเหตุสมผลของมาตรฐานการคิดคำนวณเงินค่าชดเชยที่ถูกตัดสินในศาลชั้นแรก 

ด้านผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่าง ‘คัง ลี่เซี่ย’ (Kang Lixia) และ ‘หลิว ปิน’ (Liu Bin) ร่วมวิเคราะห์ว่า แม้ลวดลายดั้งเดิมตามประเพณีโบราณจะเป็นสาธารณสมบัติที่ทุกคนมีสิทธิ์สืบทอด แต่มุมมองทางกฎหมายธุรกิจปัจจุบันยังต้องยึดหลักความชัดเจนและไม่ทำให้เกิดความสับสนทางการค้า

คังย้ำว่าหลักการจดทะเบียนก่อนมีสิทธิ์ก่อนถือเป็นรากฐานสำคัญในระบบกฎหมายเครื่องหมายการค้าของจีนที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ในขณะที่กระบวนการคัดสรรสัญลักษณ์เชิงพาณิชย์ต้องหลีกเลี่ยงความใกล้เคียงกับตราสินค้าอื่นที่มีสิทธิ์อยู่เดิมเพื่อป้องปราบข้อพิพาทในอนาคต

กรณีศึกษาคดีดอกไม้ราคาแพงนี้ได้แสดงให้เห็นสัจธรรมสองด้านในโลกธุรกิจปัจจุบัน ด้านหนึ่งคือพลังสร้างสรรค์และความยืดหยุ่นของแบรนด์ยุคใหม่ที่สามารถเร่งอัตราการเติบโตจนเข้าถึงฐานลูกค้าจำนวนมากในเวลารวดเร็ว แต่อีกด้านก็ย้ำเตือนถึงความสำคัญของการตรวจสอบความเสี่ยงด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาก่อนดำเนินธุรกิจ

คดีความนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการหาจุดสมดุลร่วมกันระหว่างการหยิบยืมคุณค่าทางวัฒนธรรมในอดีตมาต่อยอด และการเคารพกฎกติกาการแข่งขันทางการค้าร่วมกันในระดับสากล

 

เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า

 

อ้างอิง: 

     Bi, Haiyi. "After Legal Dispute, the Future is '?' for New York City's Molly Tea Locations." Columbia News Service, Columbia Journalism School, 23 June 2026, columbianewsservice.com/2026/06/23/after-legal-dispute-the-future-is-for-new-york-citys-molly-tea-locations/. Accessed 3 July 2026.

     Chen, Xiaotong [陈小同]. "茉莉奶白小程序更换彩色Logo,此前被判赔LV超千万元" [Molly Tea Mini-program Replaces Black Logo with Colorful One, Previously Ordered to Pay Over Ten Million Yuan to LV]. Jiemian News, 3 July 2026, www.jiemian.com/article/11388835.html. Accessed 3 July 2026.

     Lendrum, Alex. "What's Up With NYC's Mysterious '? Tea' Brand and Why is it Lowkey a Hit?" RADII, 18 June 2026, radii.co/article/molly-tea-franchise-dispute-nyc. Accessed 3 July 2026.

     Ma, Caroline. "China court rules Molly Tea infringed LV monogram, orders 10.3m yuan payout." Dimsum Daily, 2 July 2026, www.dimsumdaily.hk/china-court-rules-molly-tea-infringed-lv-monogram-orders-10-3m-yuan-payout/. Accessed 3 July 2026.

     Qian, Tongxin. "China's Molly Tea Is Ordered to Pay LV Over USD1.5 Million for Trademark Infringement." Yicai Global, Yicai Media Group, 3 July 2026, www.yicaiglobal.com/news/chinas-molly-tea-is-ordered-to-pay-lv-over-usd15-million-for-trademark-infringement. Accessed 3 July 2026.

     "Chinese milk tea chain fined $1.5 million for Louis Vuitton trademark infringement." China Daily, CDIC, 2 July 2026, www.chinadaily.com.cn/a/202607/02/WS6a466e92a310986e2b4633a5.html. Accessed 3 July 2026.