‘ดิศรา อุดมเดช’ : “เทคโนโลยีเร็วกว่าเราได้ สร้างประโยชน์กว่าเราได้ แต่อย่าแสร้งเป็นมนุษย์”

‘ดิศรา อุดมเดช’ : “เทคโนโลยีเร็วกว่าเราได้ สร้างประโยชน์กว่าเราได้ แต่อย่าแสร้งเป็นมนุษย์”

AI อาจคิดเร็วกว่า วิเคราะห์เก่งกว่า และทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ในวันที่เทคโนโลยีพัฒนาไปไกล คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “AI ทำอะไรได้บ้าง” หากเป็น “อะไรที่มนุษย์ไม่ควรยกให้ AI” มากกว่า บทสรุปจากเวทีของ ‘ดิศรา อุดมเดช’ ที่ชวนมองเส้นแบ่งระหว่างประสิทธิภาพของเทคโนโลยีกับคุณค่าความเป็นมนุษย์ ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามาอยู่ในทุกมิติของชีวิต

KEY

POINTS

คำถามชวนตระหนักคิดนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาบนเวทีโดย ‘ดิศรา อุดมเดช’ จาก Yell Worldwide ในงาน Creative Talk Conference 2026 ที่จัดขึ้นที่ Paragon Hall เมื่อวันที่ 19-20 มิถุนายนที่ผ่านมานี้ 

บนเวทีเริ่มต้นจากการชวนผู้ฟังมองข้ามความหวาดกลัวที่มีต่อการพัฒนาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) แล้วกลับมาตั้งคำถามถึงคุณค่าที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์ 

บนเวที ดิศรา แสดงตัวเลขให้เห็นถึงประสิทธิภาพอันน่าทึ่งของ AI ไม่ว่าจะเป็นการลดเวลาเตรียมสคริปต์ในงานคอนเทนต์จาก 3 วัน เหลือเพียง 30 นาที การเพิ่มยอดขายจาก 50 ล้านหยวนเป็น 55 ล้านหยวน หรือการลดเวลาการตอบกลับลูกค้าของแบรนด์จาก 3-5 วินาทีเหลือไม่ถึง 0.3 วินาที ทุกอย่างที่ว่ามานั้น ดูเหมือนจะเป็นการพิสูจน์ว่า AI เร็วกว่า แม่นยำกว่า และมีประสิทธิภาพกว่ามนุษย์ในแทบทุกมิติ แต่ยิ่ง AI เก่งขึ้นเท่าไร คำถามเรื่องขอบเขตของมันก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น

ดิศราเรียกเส้นแบ่งนี้ว่า ‘The Emotional Authenticity Border’ หรือพรมแดนแห่งความจริงแท้ทางอารมณ์ ด้านหนึ่งคือโลกของ ‘Utility’ หรือ ‘ประโยชน์ใช้สอย’ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้คนยอมรับ AI ได้อย่างเต็มใจ เพราะมันช่วยแก้ไขข้อจำกัดที่เรามี ทำให้งานง่ายขึ้น เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพขึ้น แต่เมื่อ AI พยายามก้าวข้าม หรือหากจะพูดว่าก้าวล่วงไปสู่พื้นที่ของความทรงจำ ความคิดถึง จิตวิญญาณ หรือประสบการณ์ชีวิตที่มีแต่เราเท่านั้นที่สัมผัสได้ และเคยประสบพบเจอมาจริง  ความรู้สึกไม่สบายใจก็ค่อย ๆ เกิดขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ข้อมูลที่จะประมวลผลออกมาได้ด้วยคำถามแค่ไม่กี่ประโยค แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการออกไปมีประสบการณ์และสัมผัสได้ด้วยตัวเองเท่านั้น

ประโยคที่ทำให้ผู้ฟังพยักหน้าหงึกหงักไปตาม ๆ กัน ในช่วงการบรรยายของดิศรา คงเป็นประโยคที่ว่า “เทคโนโลยีเร็วกว่าเราได้ สร้างประโยชน์กว่าเราได้ แต่กรุณาอย่ามาแสร้งทำตัวเป็นมนุษย์” 

เพราะสิ่งที่ผู้คนต่อต้านไม่ใช่ AI แต่คือ AI ที่พยายามปลอมตัวเป็นมนุษย์

ราคาที่ต้องจ่ายของการสื่อสารด้วย AI

แน่นอนว่าหลายคนคงจะรู้สึกหวั่นใจที่ AI เข้ามาทดแทนหน้าที่เราในบางส่วน และอาจจะทำให้เผลอคิดไปได้ด้วยว่า “วันนึงมันคงมาแทนที่เราได้จริง ๆ” 

ดิศรากลับไม่คิดเห็นเช่นนั้น เพราะเมื่อ AI ถูกใช้เพื่อสร้างความสัมพันธ์และการสื่อสารแบบปลอม ๆ ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามที่หลายคนคาดหวัง ข้อมูลที่ถูกนำเสนอในงานระบุว่า 

35% ของผู้บริโภครู้สึกผิดหวังเมื่อพบว่ากำลังสื่อสารกับ AI 

56% สงสัยว่าแบรนด์กำลังใช้ AI เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง 

และอีก 27% รู้สึกรำคาญ 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าผู้คนไม่ได้ปฏิเสธการก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ปฏิเสธความไม่จริงใจ ยิ่งโลกเต็มไปด้วยระบบอัตโนมัติและข้อความที่ถูกสร้างขึ้นจากอัลกอริทึมมากเท่าไร การได้คุยกับมนุษย์ด้วยกันก็ยิ่งเป็นสิ่งที่เราโหยหามากขึ้นเท่านั้น

เช่นเดียวกับตอนที่สัญญาณโทรศัพท์มีปัญหาแล้วเราต้องการจะรายงานปัญหากับทางต้นสังกัด แต่กลับได้คุยกับน้อง ๆ แชตบอตที่ไม่สามารถเข้าใจข้อความที่เราพิมพ์ไปยาวเหยียดได้ คงเป็นปัญหาที่หงุดหงิดใจน่าดู

มนุษย์ต้องการความเข้าใจ

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจบนเวที คือ แม้ AI จะสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ได้ละเอียดกว่า แต่สิ่งที่มนุษย์ยังต้องการไม่ใช่การถูกวิเคราะห์… เราต้องการความเข้าใจ

ดิศราชวนให้คนทำงานสร้างสรรค์ระวังการพึ่งพาคำตอบของ AI มากเกินไป เพราะ AI เก่งในการหาคำตอบที่เป็นค่าเฉลี่ยของโลก แต่ความคิดสร้างสรรค์มักเกิดขึ้นจากสิ่งที่อยู่นอกค่าเฉลี่ยนั้น ถ้าพูดง่าย ๆ คือมันไม่สามารถวัดออกมาเป็นข้อมูลหรือตัวเลขได้เลย

“ถ้า AI บอกซ้าย ก็ให้มองมุมเล็ก ๆ ทางขวาบ้าง” 

ข้อพึงกระทำคือ ให้นึกเอะใจอยู่ทุกครั้งที่ใช้งานเจ้าปัญญาประดิษฐ์ เพราะความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่การแข่งขันด้านความเร็ว แต่คือความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองข้าม 

และสำคัญที่สุดคือ “อย่าดูถูกความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง”

มนุษย์ต้องการพื้นที่ส่วนตัว

โลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI กำลังทำให้พื้นที่ส่วนตัวของมนุษย์ลดน้อยลง ทั้งอารมณ์ ความชอบ ความสนใจ และพฤติกรรมก็จะถูกแปลงเป็นข้อมูลที่สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์ได้อย่างละเอียด แต่ถึงแม้ AI จะเข้าใจเรามากขึ้นแค่ไหน มนุษย์ก็ยังต้องการพื้นที่บางส่วนที่ไม่ถูกตีความไปเสียทั้งหมด 

ดิศรายกตัวอย่างความนิยมของตุ๊กตาอาร์ตทอย กับการมี ‘ตัวซีเคร็ท’ เพราะเกิดขึ้นจากการมีความลับอยู่ในระดับที่พอดี มีสัดส่วนที่กำลังดี สุ่มเจอได้ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากจนถอดใจที่จะซื้อ เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ยังต้องการเก็บบางส่วนของตัวเองไว้เป็นพื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ที่ไม่ถูกทำให้กลายเป็นข้อมูลหรืออินไซต์ทางการตลาด

มนุษย์ต้องการเป็นผู้ควบคุม

แม้ AI จะสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัว วางแผนชีวิต จัดการตารางงาน ตอบอีเมล หรือแม้แต่ทำงานแทนเราในช่วงที่ลาพักร้อนได้ก็ตาม ดิศรายอมรับว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ One-Person Business มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งคนเพียงคนเดียวสามารถบริหารงานที่เคยต้องใช้ทีมงานขนาดใหญ่ได้ผ่านการมี AI เป็นผู้ช่วยเสมือนจริง แต่ AI ยังคงเป็นเพียงเครื่องมือในการดำเนินการ ไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทางธุรกิจ เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ตัดสินใจว่าจะบริหารอย่างไรให้ได้กำไรหรือขาดทุน ก็ยังคงเป็นหน้าที่ของมนุษย์อยู่ดี

SMCA Framework

ช่วงท้ายของการบรรยาย ดิศราเสนอกรอบคิดที่เรียกว่า SMCA (Spark, Multiply, Curate, Amplify) ซึ่งอาจเป็นแนวทางคำตอบของคำถามที่ว่า หากสหรัฐฯ มีสูตรของตัวเอง จีนมีสูตรของตัวเอง แล้ว ‘สูตรไทย’ ในการอยู่ร่วมกับ AI ควรเป็นอย่างไร 

ขั้นแรกคือ Spark เริ่มจาก Human Insight ค้นหาความจริงที่มนุษย์รู้สึกจริง เจ็บจริง หรือเชื่อจริง เพราะ AI เก่งเรื่องข้อมูล แต่ยังไม่เข้าใจบาดแผล ความเชื่อ และวัฒนธรรมย่อยได้ลึกเท่ามนุษย์ 

ขั้นต่อมาคือ Multiply ใช้ AI เพื่อขยายทางเลือก สร้างไอเดีย ทดลอง และทำงานที่ซ้ำซ้อนจำนวนมาก 

จากนั้นคือ Curate ซึ่งเป็นหน้าที่ของมนุษย์ในการเลือก ตัดสินใจ และกลั่นกรองสิ่งที่ดีที่สุดด้วยรสนิยม สัญชาตญาณ และประสบการณ์ 

ก่อนจะเข้าสู่ Amplify หรือการใช้ AI ช่วยขยายผลไอเดียนั้นให้ไปถึงผู้คนในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาพรวมตลอดการบรรยาย ดิศราไม่ได้ชวนให้เราหวาดกลัว AI หรือปฏิเสธเทคโนโลยี ตรงกันข้าม เขาชวนให้เราทำความเข้าใจว่าในโลกที่ปัญญาประดิษฐ์พัฒนาได้มากขึ้นทุกวัน มนุษย์ควรเก็บรักษาอะไรไว้กับตัวเองบ้าง เพราะในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราอาจจะไม่ต้องมาตั้งคำถามเรื่องเส้นแบ่งระหว่างความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์กับ AI อีกแล้วก็ได้ 

เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะใช้เทคโนโลยีเพื่อขยายความเป็นมนุษย์ที่เรามี หรือปล่อยให้มันค่อย ๆ กลืนหายไป

 

เรียบเรียง: สุธัณนานัฏฐ์ อุดมศิริสุข