23 มิ.ย. 2569 | 12:22 น.

“ที่ AIS เราเชื่อมั่นในศักยภาพของพนักงานทุกคน และพร้อมที่จะเป็นรากฐานในการส่งเสริมให้พนักงาน ลุกขึ้นมากำหนดเส้นทางความสำเร็จที่มั่นคงในสายอาชีพของตนเองไปพร้อมกับการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร”
นี่คือคำกล่าวที่สะท้อนวิธีคิดของคนทำงานยุคใหม่จาก ‘คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม’ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS บนเวทีงานเสวนา CREATIVE TALK CONFERENCE 2026 ในหัวข้อ เทรนด์ธุรกิจ ปี 2026-2027
บนเวทีดังกล่าวเริ่มต้นบทสนทนาด้วยความรู้สึกที่คนทำงานยุคนี้กำลังเผชิญ นั่นคือการทำงานเท่าเดิมแต่กลับได้ผลลัพธ์น้อยลง หรือต้องลงแรงมากขึ้นเพื่อให้ได้เท่าเดิม คุณกานติมาให้ความเห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้กระแทกใส่ทุกคนและทุกธุรกิจ เพียงแต่เราจะได้รับบาดแผลกันในมุมไหนเท่านั้นเอง
คุณกานติมาเล่าภาพรวมให้ฟังว่า นับตั้งแต่วิกฤตโรคระบาดเป็นต้นมา ภาคธุรกิจเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่องแทบไม่ได้พักหายใจ
“ก่อนหน้านี้ตอนที่เราเริ่มพูดถึงการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล หลายองค์กรยังรู้สึกสบาย ๆ แต่พอวิกฤตมาถึง เทคโนโลยีก็เข้ามามีบทบาทเปลี่ยนชีวิตเราไปอย่างสิ้นเชิง และยังไม่ทันจะได้พัก วันนี้เราก็ต้องมาพูดเรื่องปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) กันอีกแล้ว”
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คุณกานติมามีกฎเหล็กที่เธอมักจะบอกเสมอว่า “วิกฤตทุกครั้งนับตั้งแต่ยุคต้มยำกุ้ง จะเลือกผู้แข็งแรงให้อยู่รอด” คนที่พร้อมและเตรียมตัวมาดีเท่านั้นที่จะเติบโตต่อไปได้ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ที่ไม่ยอมปรับตัวก็จะต้องพ่ายแพ้ไป
เธอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนว่า ขนาดองค์กรอย่าง AIS ที่ทำเรื่องเทคโนโลยีมาตลอด ก็ยังต้องปรับตัวอย่างมหาศาล เพราะทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือที่เราใช้กัน ได้กลายเป็นเพียงแค่ของใช้ทั่วไปสำหรับการใช้ชีวิตไปเสียแล้ว
วันนี้เราจะเห็นว่ามีธุรกิจรูปแบบใหม่ ๆ เข้ามาล้อมรอบชีวิตเราเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจความบันเทิง ธนาคารดิจิทัลไร้สาขา ระบบคลาวด์ หรือศูนย์เก็บข้อมูล ธุรกิจเหล่านี้พร้อมจะเข้ามาแย่งชิงพื้นที่และเปลี่ยนวิถีการทำงานเดิม ๆ ของเราได้ทุกเมื่อ
เมื่อการแข่งขันดุเดือด สิ่งที่คุณกานติมาเน้นย้ำคือ เมื่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา จังหวะที่เราจะได้เบรกเพื่อหายใจมันสั้นลงเรื่อย ๆ แถมแรงกระแทกยังหนักและถี่ขึ้นองค์กรที่คิดช้าทำช้าจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันไปอย่างน่าเสียดาย
แต่ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นเวลามีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาคือ ผู้บริหารส่วนใหญ่มักจะเลือกลงทุนไปกับการจัดหาเครื่องมือ มากกว่าการยกระดับความสามารถของคนทำงาน ซึ่งคุณกานติมามองว่านี่คือหลุมพรางใหญ่
“ผู้บริหารจะโฟกัสในการลงทุนซื้อเครื่องมือ แต่ไม่ได้ลงทุนในเรื่องของการยกศักยภาพของคน” คุณกานติมาเตือนว่า เครื่องมือพวกนี้ล้าสมัยไวมาก ถ้าเราซื้อมาแล้วคนข้างในยังใช้ไม่เป็น เงินลงทุนมหาศาลนั้นก็จะเสียเปล่าทันที
แทนที่เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น คุณกานติมาบอกว่า “บางครั้งการไปซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ กลับเป็นภาระที่ทำให้คนต้องมาเป็นทาสเครื่องมือเหล่านั้น แล้วเสียเวลาในการทำงานไปด้วยซ้ำไป” นี่คือวิธีคิดที่ทำให้ AIS ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของคน ก่อนที่จะนำเครื่องมือใด ๆ เข้ามาใช้
ในเรื่องการบริหารจัดการคนช่วงวิกฤต คุณกานติมาชี้ให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า “คนที่ไม่อยากไปต่อ ไม่น่าห่วงเท่ากับคนที่อยากไปต่อ แต่ไม่อยากเปลี่ยนแปลง” คนกลุ่มนี้ต่างหากที่เป็นความท้าทายตัวจริงของทุกบริษัท
ด้วยบริบทที่เปลี่ยนไป คุณกานติมามองว่ารูปแบบการจัดอบรมพนักงานแบบเดิม ๆ ที่ต้อนคนมานั่งรวมกันในห้อง ให้เรียนวิชาเดียวกัน แล้วหวังว่าทุกคนจะเก่งขึ้นมาพร้อมกันนั้น เป็นการลงทุนที่สูญเปล่าไปแล้ว เนื่องจากพฤติกรรมการเรียนรู้ของคนเราทุกวันนี้อยู่บนหน้าจอมือถือ ติดขัดอะไรเราก็พิมพ์ถามเอไอได้ทันที
ในมุมมองที่ล้ำหน้าไปกว่านั้น คุณกานติมาบอกว่า “AI จะกลายเป็นกำลังคนอีกอันนึง เพราะฉะนั้นต่อไปองค์กรจำเป็นต้องจำแนกแล้วว่า งานไหนให้ AI ทำ งานไหนให้คนทำ”
นี่คือสิ่งที่ยืนยันว่า AIS มองข้ามช็อตไปไกลกว่าแค่การเอาเอไอมาใช้เป็นเครื่องมือ แต่กำลังมองว่านี่คือเพื่อนร่วมงานกลุ่มใหม่ ซึ่งพนักงานที่เป็นมนุษย์ก็มีข้อบังคับว่า คุณต้องฉลาดและเก่งพอที่จะทำงานต่อยอดจากสิ่งที่เอไอคิดมาให้ได้
คุณกานติมาเตือนสติคนทำงานที่ยังติดอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยว่า “อันตรายมาก ที่ยังเชื่อว่าความสามารถกับประสบการณ์ในอดีต จะตอบโจทย์สิ่งที่ต้องการในข้างหน้า” เพราะทักษะเดิมที่คุณเคยใช้ทำมาหากิน อาจจะไม่มีใครต้องการอีกแล้วในโลกยุคนี้
นอกจากนี้ คุณกานติมายังเตือนไปถึงผู้บริหารที่มีหน้าที่คัดเลือกกลุ่มคนเก่งเพื่อเลื่อนขั้นว่า หลายคนมักจะเผลอสนับสนุนคนที่มีความคิดคล้ายตัวเอง หรือคนที่ว่าง่ายทำตามสั่ง ซึ่งการทำแบบนั้นจะทำให้องค์กรสูญเสียคนเก่งที่มีความคิดแตกต่างไปอย่างน่าเสียดาย
ในเรื่องของ ‘สวัสดิการพนักงาน’ คุณกานติมาแนะนำให้กลับมาทบทวนใหม่ทั้งหมด เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ได้มีความฝันที่อยากจะเป็นพนักงานประจำไปจนแก่ พวกเขาต้องการอิสระในการทำงานและผลตอบแทนที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้เราเห็นตลาด ‘งานรับจ้างอิสระ’ เติบโตขึ้นมาก สวัสดิการที่ผู้บริหารเคยภูมิใจอย่าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดใจคนยุคนี้อีกแล้ว
คุณกานติมาได้กระตุ้นความคิดเรื่องตัวชี้วัดของแผนกบุคคลไว้อย่างเฉียบคมว่า “คำว่าความผูกพันไม่ได้วัดจากอัตราการลาออกที่ต่ำนะคะ อัตราที่ต่ำ มันอาจจะสะท้อนบอกเราว่า เรามีคนที่ไม่มีที่ไปอยู่กับเราเยอะ” นี่คือมุมมองที่ทำให้เราเห็นว่า ผู้นำที่เก่งต้องมองทะลุตัวเลขที่สวยหรูไปให้ถึงความจริงที่ซ่อนอยู่ให้ได้
เรื่องความก้าวหน้าในสายอาชีพก็เช่นกัน คุณกานติมาบอกว่าหมดยุคแล้วที่เราจะมานั่งรอบริษัทขีดเส้นทางชีวิตให้ “ทุกคนมีหน้าที่ 50 เปอร์เซ็นต์ ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง เราคือคนที่ต้องเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง”
เพื่อทำให้วิสัยทัศน์นี้เกิดขึ้นจริง คุณกานติมาเล่าว่า ตอนนี้ AIS ได้เปลี่ยนระบบการคัดเลือกพนักงานดาวรุ่งใหม่ทั้งหมด “เราไม่ให้เจ้านายส่งชื่อแล้วนะคะ ให้พนักงานเดินมาสมัครเอง” นี่คือการปฏิวัติระบบเดิมที่พนักงานต้องรอคอยความเมตตาจากหัวหน้า เปลี่ยนมาเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนที่พร้อม ลุกขึ้นมาคว้าโอกาสด้วยมือของตัวเอง
“เราไม่อยากอยู่โดยอาศัยชะตากรรม แต่เราอยากให้คนของเราลุกขึ้นมากำชะตาของตัวเอง” ประโยคนี้ของคุณกานติมาไม่ได้เป็นเพียงแค่คำพูดเท่ ๆ แต่คือการส่งสัญญาณเตือนถึงคนทำงานและผู้บริหารทุกคนว่า อย่าฝากอนาคตไว้กับโชคชะตา หรือรอให้บริษัทเป็นคนป้อนโอกาสให้ ในโลกที่วิกฤตพร้อมจะกวาดล้างคนที่อ่อนแออยู่ตลอดเวลา
การ ‘กำชะตาตัวเอง’ คือการที่เราต้องรู้จักตัวเองให้ถ่องแท้ กล้าที่จะละทิ้งความสำเร็จในอดีต ลุกขึ้นมาเรียนรู้สิ่งใหม่ และเป็นคนกุมพวงมาลัยกำหนดทิศทางชีวิตตัวเองอย่างแท้จริง
เพราะสุดท้าย คนที่จะพยุงคุณให้รอดพ้นจากทุกวิกฤตได้ ก็คือตัวคุณเองเท่านั้น
เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า
ถ่ายภาพ: พิชญุตม์ คชารักษ์