‘The Odyssey’ มหากาพย์วิบากกรรมคนหลง ฉบับ ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ พจนา 

‘The Odyssey’ มหากาพย์วิบากกรรมคนหลง ฉบับ ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ พจนา 

เมื่อมหากาพย์อายุเกือบ 3,000 ปีถูกตีความใหม่โดย ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ เรื่องราวของ ‘The Odyssey’ จึงไม่ใช่เพียงการผจญภัยของวีรบุรุษ หากคือบทสำรวจบาดแผลจากสงคราม ความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ และการเดินทางกลับมาหาตัวตนที่สูญหายไป

KEY

POINTS

บทความมีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ ‘The Odyssey’ (2026) 

 

“...มิมีสิ่งอันใดจักล้ำเลอเลิศสำหรับชายใดยิ่งไปกว่าบ้านเกิดเมืองนอน แลบิดามารดรของเขา ผิว่าเขาจักมีเคหาสน์อันวิจิตรตระการในด้าวอื่นแดนใด หากจำต้องอยู่ไกลห่างจากบิดรมารดาแล้วไซร้ เขาก็หาได้พึงใจไม่…” (ถ้อยความจากหนังสือ The Odyssey (Book IX) ฉบับของ ‘ซามูเอล บัตเลอร์’ (Samuel Butler), สำนวนแปลไทยโดยผู้เขียน)

ในเล่มที่ 9 (Book IX) ของวรรณกรรม ‘โอดิสซีย์’ (Odyssey) ของ ‘โฮเมอร์’ (Homer) ‘โอดิสซิอุส’ แม่ทัพผู้ผ่านศึกเมืองทรอยในฐานะแขกผู้พลัดหลง ได้เล่าเรื่องราวการเดินทางอันยากลำบากของตนให้ ‘กษัตริย์อัลคิโนอุส’ แห่งเกาะฟีอีเชีย เพื่ออธิบายว่าทำไมเขาจึงต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน เผชิญภยันตรายทั้งจากภัยธรรมชาติและเหล่าอมนุษย์ แต่เหนือไปกว่าภัยที่เกิดจากแรงบันดาลของเทพเจ้า สิ่งที่น่ากลัวไม่แพ้กันคือพายุภายในจิตใจ ความรู้สึกผิดจากการเป็นผู้จุดไฟสงคราม การเป็นหัวหน้าที่คุมลูกน้องไม่อยู่ และความโดดเดี่ยวที่กัดกินจิตใจเมื่อเขากลายเป็นผู้เหลือรอดเพียงชีวิตเดียว 

ขณะเดียวกัน ความทุกข์นั้นยังแผ่ขยายไปถึงผู้คนที่เมืองอิธากา (Ithaca) ซึ่งต้องเผชิญความสิ้นหวังและแรงกดดันรอบด้าน แม้ยังพอมีความหวังที่จะได้เห็นวันที่สามี พ่อ และเจ้านายที่รักกลับคืนสู่บ้านเกิด แต่ภายในลึก ๆ ก็เผลอเชื่อไปว่าเขาคงไม่อาจต้านทานฤทธานุภาพของทวยเทพได้ อีกด้านหนึ่ง โอดิสซิอุสเลือกที่จะปฏิเสธข้อเสนอชีวิตอันเป็นอมตะและสุขสบาย เพื่อเดินทางกลับไปยังสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘บ้าน’ อย่างแท้จริง 

สำหรับมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม คำว่า ‘บ้าน’ อาจหมายถึงที่ซุกหัวนอน แต่ในอีกความหมายหนึ่ง บ้านคือที่พักพิงของหัวใจ คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า บ้านไม่ใช่สถานที่ แต่คือ ‘ผู้คน’ เพราะนอกจากความหมายในฐานะเคหสถาน บ้านยังเป็นความรู้สึกที่มนุษย์เฝ้าพกพาไปทุกแห่งหน และเป็นความเชื่อเงียบ ๆ ว่า ไม่ว่าโลกจะโหดร้ายเพียงใด ก็ยังมีที่แห่งหนึ่งให้กลับไปพักพิงได้เสมอ แต่โลกกลับไม่อ่อนโยนพอจะรักษาความเชื่อนั้นไว้ได้ หลายครั้ง การเดินทางไม่ได้พรากเราออกจากบ้าน หากค่อย ๆ พรากบ้านออกไปจากตัวเรา ยิ่งต้องเดินทางไกล ยิ่งหลงทาง ภาพของบ้านก็ยิ่งเลือนราง จนคำถามสำคัญไม่ใช่ว่าบ้านอยู่ที่ไหน แต่คือเรายังเหลือ ‘ตัวตน’ ที่เคยเรียกสถานที่แห่งนั้นว่าบ้านอยู่อีกหรือไม่

คงไม่มีสิ่งใดในโลกทำลายความหมายของคำว่าบ้านได้รุนแรงไปกว่า ‘สงคราม’ มันคือไฟที่เผาพรากทั้งชีวิต บ้านเรือนของผู้คน และมันยังพรากสิ่งที่มองไม่เห็นไปพร้อมกัน บ้านหลังเดิมอาจยังตั้งอยู่ แต่ไม่มีเจ้าของกลับมา เด็กเติบโตโดยไม่ทันเห็นหน้าพ่อ สามีและภรรยากลายเป็นคนแปลกหน้าด้วยเวลาที่ขาดหาย ความสูญเสียที่ใหญ่ที่สุดของสงครามจึงอาจไม่ใช่การเดินทางไปปรโลก หากเป็นการที่มันพรากตัวตนของผู้คนและฝังทิ้งไว้ในสมรภูมิ จนไม่อาจกลับไปเป็นคนเดิมได้อีก

มหากาพย์คนหลง ฉบับเสด็จพ่อรจนา 

จากการรจนาของโฮเมอร์ Odyssey ถูกหยิบยกมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปะหลายแขนง รวมถึงในรูปแบบภาพยนตร์ ทั้งที่ดัดแปลงเรื่องราวโดยตรง รวมทั้งที่นำเค้าโครงไปดัดแปลง หรือตีความใหม่ จนมาถึง พ.ศ. นี้ ‘The Odyssey’ ได้ถูกนำมารจนาใหม่อีกครั้งผ่านภาษาเลนส์และวิสัยทัศน์ของ ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ (Christopher Nolan) ผู้กำกับพะยี่ห้อรางวัลออสการ์ ผู้สร้างชื่อเสียงจากไอเดียอันน่าตื่นเต้นและโครงสร้างการเล่าเรื่องอันท้าทาย และเมื่อคราวนี้เสด็จพ่อได้หยิบเอาเรื่องราวการผจญภัยของบุรุษผู้หลงทางนาน 2 ทศวรรษมารจนาผ่านกล้อง IMAX ตลอดทั้งเรื่อง ขับลำนำผ่านเนื้อฟิล์ม 70 มิลลิเมตร ความยาวรวมกว่า 2 ล้านฟุต (610 กิโลเมตร) ก็ยิ่งกระตุกความสนใจใคร่รู้ว่า งานนี้เจ้าแห่งการออกแบบกาลเวลาจะหยิบเอาวรรณกรรมโบราณเรื่องนี้มาเล่าในรูปแบบใด 

หากเคยได้ยินเรื่องราวมหากาพย์ Odyssey มาก่อน คงพอนึกออกว่า การดัดแปลงเรื่องราวจากวรรณกรรมโบราณอายุกว่า 2,800 ปีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่เป็นแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ ก็มักจะดัดแปลงเป็นอื่นไป รวมทั้งปริมาณเนื้อหาที่แบ่งออกเป็น 24 เล่ม (บท) ความยาวรวม 12,110 บรรทัด ประกอบกับโครงสร้างและกลวิธีการเล่าเรื่องแบบกลางคัน (In medias res) หรือการเปิดเรื่องท่ามกลางเหตุที่กำลังดำเนินไปถึงจุดวิกฤต และใช้วิธีการ Flashback เล่าย้อนความเพื่ออธิบายที่มาที่ไป ทำให้เส้นเรื่องทั้งหมดถูกเล่าแบบไม่เป็นเส้นตรง (Non-linear) ไหนจะองค์ประกอบของตัวละครมนุษย์ อสูร และเทพเจ้าที่ต้องอาศัยความรู้เรื่องปูมหลังเกี่ยวกับปกรณัมกรีกอยู่บ้าง รวมทั้งจินตนาการต่อเนื้อเรื่องของโฮเมอร์ที่ใหญ่ระดับหนังแฟนตาซีฟอร์มยักษ์ ก็ย่อมเป็นอะไรที่ท้าทายสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยมากพอดู  

แต่ความน่าสนใจของ ‘The Odyssey’ ฉบับเสด็จพ่อโนแลนก็คือ แม้ตัวหนังจะตัดทอนเนื้อหาไปหลายส่วน แต่ก็ยังคงเคารพโครงสร้างเรื่องราวของวรรณกรรมต้นฉบับไว้ค่อนข้างครบถ้วน ชนิดที่ถ้าใครอ่านแล้วคงเดาเนื้อเรื่องได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่โนแลนทำก็คือการผสานเทคนิคการเล่าเรื่องแบบสลับเส้นเวลาในแบบที่เป็นโนแลนมาก ๆ มันอาจจะไม่ได้มีเทคนิคชวนว้าวเหมือนในหนังเรื่องก่อนหน้าของเขา อาทิ Memento (2000), Inception (2010), Dunkirk (2017), Tenet (2020) หรือแม้แต่หนังเรื่องก่อนหน้า Oppenheimer (2023) เพื่อจำลองสภาวะทางจิตใจหลังสงครามของโอดิสซิอุส  

“และหลายศตวรรษแห่งความมืดมิดที่ตามมา เรื่องของเมืองทรอย ก็เหลือเพียงลำนำ…”

หนังไม่ได้เปิดเรื่องด้วยการออกเรือจากทรอยแล้วไปขึ้นฝั่งที่อิธากา แต่มันเป็นการซ้อนทับของเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่าที่ประกอบขึ้นจากภาพอดีต ปัจจุบัน อนาคต และภาพนิมิตของตนเอง เป็นการจำลองสภาวะที่อาจเทียบได้กับอาการสภาวะทางจิตหลังพบเจอเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจ (Post-Traumatic Stress Disorder) ของการแพทย์ยุคสมัยใหม่ ซึ่งแม้จะฟังดูซับซ้อน แต่ก็ต้องชื่นชมว่าตัวหนังทำออกมาได้ดูง่ายและเป็นมิตรสำหรับมือใหม่หัดเสพวรรณกรรมกรีกมาก ๆ ไม่ได้มีกลไกซับซ้อนหรือมีบทสนทนาหนัก ๆ ให้ปะติดปะต่อเหมือนเรื่องก่อนหน้าของเขา  

‘The Odyssey’ มหากาพย์วิบากกรรมคนหลง ฉบับ ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ พจนา 

ภาพความทรงจำอันโหดร้ายของสงครามเมืองทรอย การเอาชีวิตรอดกลางทะเล ภาพหลอนของเพื่อนทหารที่ตายไป ภาพการเอาตัวรอดกลางทะเล เผชิญมรสุมแห่งชะตากรรม โอดิสซิอุสในเวอร์ชันนี้จึงไม่ใช่แค่การฟอกขาววีรบุรุษผู้ปราบอสูรแต่เป็นหนังดราม่าสยองขวัญที่ฉายให้เห็นภาพความบอบช้ำทางจิตใจของทหารผ่านศึกที่เผชิญความโหดร้ายของสงคราม ความโหดร้ายของมนุษย์ การชดใช้กรรมจากการทำลายเพื่อนมนุษย์ ลบหลู่เทพเจ้า ที่ทำให้เขากลายเป็นแม่ทัพที่ไม่อาจควบคุมทหารใต้บังคับบัญชาให้อยู่ในร่องในรอย จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่พวกเขาทั้งหมดล้วนต้องเผชิญ   

‘The Odyssey’ มหากาพย์วิบากกรรมคนหลง ฉบับ ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ พจนา 

ตราบาปของผู้มีเล่ห์แพรวพราว

‘โอดิสซิอุสผู้มีเล่ห์แพรวพราว’ (Man of many wiles) คือฉายาที่โฮเมอร์ตั้งให้ตัวละคร เพื่อสะท้อนความอัจฉริยะและไหวพริบ (บ้างก็ว่าฉลาดแกมโกง) ของเขา แต่ใน ‘The Odyssey’ โอดิสซิอุสไม่ได้เป็นเพียงฮีโร่ผู้ลุ่มหลงในความฉลาดของตนเอง หากยังเป็นผู้นำที่แบกรับความบอบช้ำและความรู้สึกผิดจากการสังหารผู้บริสุทธิ์ทั้งในเมืองทรอย เมืองอื่น ๆ ที่เขานำทหารออกปล้นสะดม และความล้มเหลวในการควบคุมลูกน้อง หนังจึงแสดงให้เห็นไพร่พลของโอดิสซิอุสค่อย ๆ ล้มตายเพราะความรั้นต่อผู้บังคับบัญชา พวกเขาบาดเจ็บ ถูกสาป จนในที่สุด ทหารทั้งหมดที่อยู่ใต้การควบคุมก็ล้วนมีอันเป็นไป  

เมื่อโอดิสซิอุสถูกพัดมาติดเกาะโอจีเจีย (Ogygia) ของ ‘นางไม้คาลิปโซ’ (Calypso) นางช่วยชีวิตเอาไว้และตกหลุมรักเขา พร้อมทั้งป้อนดอกบัวให้กิน ฤทธิ์ของดอกบัวทำให้เขาหลงลืมอดีต ลืมบ้านเกิด และหมดสิ้นความปรารถนาที่จะกลับบ้าน ด้วยความรัก คาลิปโซพร้อมมอบชีวิตอันเป็นอมตะให้ แต่โอดิสซิอุสยังคงออกเก็บเศษซากเรือเพื่อต่อแพเดินทางกลับอิธากา หนังจึงตั้งคำถามว่า แม้ร่างกายของทหารจะกลับถึงบ้านหลังสงครามยุติ แต่จิตวิญญาณของพวกเขาอาจต้องใช้เวลาเดินทางกลับนานกว่านั้น หรืออาจไม่มีวันกลับมาได้อีกเลย

การเลือกให้ ‘แมตต์ เดมอน’ (Matt Damon) รับบทโอดิสซิอุสก็สอดคล้องกับบทบาท ‘ผู้หลงทาง’ ที่เขาเคยรับบทอย่างน่าบังเอิญ ไม่ว่าจะเป็นบทพลทหารใน ‘Saving Private Ryan’ (1998) เดินหลงทะเลทรายใน ‘Gerry’ (2002) ติดอยู่ในดาวเคราะห์ใน ‘Interstellar’ (2014) ติดอยู่บนดาวอังคารใน ‘The Martian’ (2015) ในอีกด้าน โอดิสซิอุสผู้หลงลืมเพราะกินดอกบัว ก็ดูละม้ายคล้ายกับสายลับ ‘เจสัน บอร์น’ ผู้สูญเสียความทรงจำใน ‘The Bourne Identity’ (2002) อยู่เนือง ๆ  

ใน ‘The Odyssey’ เดมอนรับบทเป็นวีรบุรุษผู้พลัดพรากจากบ้านเกิด กาลเวลาเปลี่ยนโอดิสซิอุสให้กลายเป็นมนุษย์ผู้เปราะบางที่ตั้งคำถามว่าตนคือกษัตริย์ แม่ทัพ สามี พ่อ หรือฆาตกรสงครามกันแน่ ก่อนจะใช้เวลาอีกทศวรรษเพื่อออกเก็บซากตัวตนที่หล่นหายไป โอดิสซิอุสของโนแลนจึงไม่ใช่กษัตริย์ผู้เกรียงไกร แต่เป็นชายผู้ถูกหลอกหลอน ไม่ใช่เพียงด้วยความพิโรธของเทพโพไซดอน หากยังด้วยความรู้สึกผิดจากไฟสงครามที่เผาผลาญทุกสิ่ง และเผาไหม้อยู่ภายในใจของเขา สัตว์ประหลาดที่ต้องเผชิญกลางมหาสมุทรจึงเปรียบเสมือนรอยโรคของตราบาปที่ไม่อาจสลัดหลุดได้โดยง่าย

เมื่อม้าไม้มอดไหม้ คนก็พลันมอดม้วย  

ในแง่หนึ่ง ‘The Odyssey’ ของโนแลน อาจมีความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณกับหนังมหากาพย์ ‘Troy’ (2004) แบบกลาย ๆ ทั้งในแง่เนื้อหาที่เชื่อมต่อกัน และความเป็นหนังฟอร์มยักษ์ แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็คือ หาก ‘Troy’ เชิดชูวีรกรรมของโอดิสซิอุสในฐานะวีรบุรุษอัจฉริยะ ในหนังเรื่องนี้ กลับนำเสนอ ‘กลศึกม้าไม้เมืองทรอย’ (Trojan Horse) ที่ถูกสร้างขึ้นจากเศษซากเรือ กลับเป็นวัตถุประหลาดที่จมกองทรายริมชายหาด มันคือแผนอันแยบยลที่นำไปสู่ความปราชัยของเมืองทรอยก็จริง แต่ในอีกด้าน ชัยชนะที่ได้มา เขาจำต้องหลอกลวง ‘ซีนอน’ (เอลเลียต เพจ, Elliot Page) ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของตน และถูก ‘แอนติโนอุส’ สลับตัวให้ไปร่วมรบในศึกทรอยแทน หากม้าไม้คืออนุสาวรีย์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพอะธีนา ซีนอนที่ทำหน้าที่หลอกลวงทหารกรีกก็กลายเป็นเครื่องสังเวยความหลอกลวงนั้นด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อโอดิสซิอุสพบกับวิญญาณของซีนอนอีกครั้งในปรโลก เขาจึงถูกทวงถามถึงความหลอกลวงที่เขากระทำต่อทหารผู้น้อยอย่างเลือดเย็น 

เฟรมสุดท้ายของหนัง เผยให้เห็นภาพของม้าไม้ที่กำลังถูกไฟสงครามเผาจนทรุดลง จากเครื่องบูชาเทพีอะธีนา บัดนี้มันได้กลายเป็นอนุสรณ์ของสงครามที่แท้จริงแล้ว ไม่มีใครเป็นผู้ชนะเลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงเศษซากแห่งความสูญเสียและความทุกข์เข็ญของผู้ที่ยังรอด ชัยชนะในศึกกรุงทรอยของโอดิสซิอุสจึงอาบไปด้วยเถ้าถ่านแห่งความอัปยศที่ได้มาจากการหักหลังทหารของตัวเองอีกทีหนึ่ง นอกจากชัยชนะที่เหลืออยู่ ก็มีแค่ซากปรักหักพังแห่งความสูญเสีย ความรู้สึกผิด และการเดินทางผ่านวิบากกรรมเพื่อชำระล้างตราบาปของเขานับจากนั้น

‘The Odyssey’ มหากาพย์วิบากกรรมคนหลง ฉบับ ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ พจนา 

‘วีรบุรุษ’ หรือ ‘ผู้นำผู้ล้มเหลว’ 

หากโอดิสซิอุสเป็นผู้นำองค์กร เขาคงเป็นผู้นำที่เปี่ยมด้วยภาพลักษณ์ ความเฉลียวฉลาด และความสามารถในการรบพุ่ง แต่ในหนัง เขาคือผู้นำที่เหนื่อยล้า บอบช้ำ และผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะใช้ไหวพริบและเล่ห์เหลี่ยม (Metis) แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี แต่ความหยิ่งผยอง (Hubris) และความยึดมั่นถือมั่นในอัตตา กลับทำให้เขามองข้ามสภาพจิตใจ ความหิวโหย และความเหนื่อยล้าของลูกน้อง คาดหวังให้ทุกคนอดทน มีจิตใจที่แข็งแกร่งดุจหินผาเฉกเช่นเดียวกับตน ทั้งที่พวกเขาไม่ได้มีความอดทนทางจิตใจแบบสโตอิก (Stoicism) เท่ากับเจ้านายของตน 

หากเทียบกับตัวละครในจักรวาลของโนแลน โอดิสซิอุสอาจมีความใกล้เคียงกับ ‘เจ. โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์’ (J. Robert Oppenheimer) ใน ‘Oppenheimer’ (2023) ทั้งคู่คือผู้สร้างเครื่องมือทำลายล้างอานุภาพร้ายแรง มันล้างบางชีวิตผู้คนมหาศาลเมื่อแตกออก และเมื่อนั้น เสียงกรีดร้องของชาวทรอยที่หมกไหม้ในกองเพลิง ก็กลายมาเป็นเสียงหลอกหลอนในใจของโอดิสซิอุส ผลกรรมของสงครามทำให้เขาสูญเสียความเคารพจากทวยเทพและธรรมชาติ เมื่ออยู่ท่ามกลางแวดล้อมของกฎเกณฑ์ที่พังทลาย มหาสมุทร ทุกเกาะ และทุกอุปสรรคที่โอดิสซิอุสพาลูกเรือไป จึงเปรียบกับบททดสอบที่หัวหน้าต้องจ่ายเพื่อชดใช้ให้กับสิ่งที่เขาได้สร้างขึ้น และสิ่งที่เขาได้ทำลายลง 

จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อลูกเรือลอบฆ่าวัวศักดิ์สิทธิ์ของ ‘เทพสุริยันเฮลิออส’ (Helios) เอามากิน ฝ่าฝืนคำพยากรณ์ของ ‘ทีเรเซียส’ (Teiresias) หมอดูตาบอดในปรโลก ‘มหาเทพซุส’ (Zeus) จึงลงทัณฑ์ด้วยพายุคลั่ง โอดิสซิอุสยังคงเรียกร้องให้ทุกคนอดทนต่อความหิวโดยไม่เข้าใจข้อจำกัดของมนุษย์ เมื่อพาลูกเรือไปเผชิญความตายครั้งแล้วครั้งเล่า อำนาจของผู้นำจึงเสื่อมถอย การรอดชีวิตเพียงลำพังของโอดิสซิอุสกลับไม่ใช่การรอดตายกลับไปหาลูกเมีย ภาพสุดท้ายที่เขานอนอยู่ในอ้อมกอดของ ‘เพเนโลพี’ (แอนน์ แฮททาเวย์, Anne Hathaway) กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากโศกนาฏกรรมของผู้นำที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับตราบาปความทรงจำถึงม้าไม้เมืองทรอย และเพื่อนทหารที่เขาทิ้งร่างไว้กลางมหาสมุทรไปตลอดชีวิต  

‘The Odyssey’ มหากาพย์วิบากกรรมคนหลง ฉบับ ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ พจนา 

ปรัชญาสโตอิกของโอดิสซิอุส

แม้จะเต็มไปด้วยข้อผิดพลาด แต่สิ่งที่โอดิสซิอุสเป็นก็คือการเป็นภาพแทนของ ‘ปรัชญาสโตอิก’ (Stoicism) เขาตระหนักดีว่าไม่อาจควบคุมมหาสมุทร สัตว์ประหลาด และภัยธรรมชาติ (จากทวยเทพ) ได้ สิ่งที่เขาควบคุมได้มีเพียงจิตใจ ความคิด และสติปัญญา (Metis) ของตนเองโดยไม่คร่ำครวญต่อโชคชะตาที่เทพเจ้าหยิบยื่นให้ ตอนที่โอดิสซิอุสพาทหารเดินเรือฝ่าเกาะของไซเรน (Siren) เขาไม่ได้หลงระเริงว่ามีจิตใจแข็งแกร่งเหนือมนุษย์จนต้านทานเสียงเย้ายวนของพวกมันได้ เขาสั่งให้ทหารใช้ขี้ผึ้งอุดหู และให้ทหารจับตัวเขามัดกับเสากระโดงเรืออย่างแน่นหนา เขาไม่หลอกตัวเองว่ากิเลสและความปรารถนาที่เรียกร้องความสนใจนั้นไม่มีอยู่จริง แต่เขาเลือกที่จะเผชิญหน้าและเตรียมรับมืออย่างรู้เท่าทัน ในขณะที่ทหารบางคนที่อุดหู กลับแพ้เสียงเรียกร้องในใจตน และตกเป็นเหยื่อเสียงเย้ายวนของไซเรนได้โดยง่าย 

โอดิสซิอุสอาจไม่ใช่ตัวอย่างของสโตอิกที่สมบูรณ์แบบ เพราะยังต้องต่อสู้กับกิเลสและความล้มเหลวของตนเอง แต่เขาก็ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะโอบรับชะตากรรมทั้งหลายของมนุษย์ ทั้งความสุข ทุกข์ สำเร็จ หรือล้มเหลว ดังเช่นวลี ‘Amor fati’ ที่แปลว่า ‘ความรักในโชคชะตา’ เพื่อการบรรลุวุฒิภาวะทางอารมณ์ หลายครั้ง โอดิสซิอุสต้องทนยอมรับที่จะเห็นเพื่อนทหารตายไปทีละคน ต้องทนอ้างว้างในวันที่เหลือเพียงแค่ตัวคนเดียว ทนเห็นสภาพบ้านเมืองที่ถูกยึดครองโดยผู้เกี้ยวพาราสีที่เข้ามารุกล้ำภรรยาของตนเมื่อกลับถึงอิธากา แทนที่จะเผชิญหน้ากับ ‘แอนติโนอุส’ (โรเบิร์ต แพตทินสัน, Robert Pattinson) และเหล่าผู้เกี้ยวพาราสีด้วยความโกรธแค้น เขากลับเลือกที่จะปลอมตัวเป็นขอทานชรา ใช้ความอดทนอดกลั้นซ่อนเร้นตัวตน และรอจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการเผยตัวตนออกมา  

   ‘The Odyssey’ มหากาพย์วิบากกรรมคนหลง ฉบับ ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ พจนา 

กฎของซุส ความหมายของ ‘เจ้าบ้าน’ และ ‘แขกผู้มาเยือน’

แม้จะอยู่ในโลกแห่งยุคสำริด แต่ ‘The Odyssey’ กลับสะท้อนสังคมร่วมสมัยผ่านธรรมเนียมโบราณได้อย่างน่าประหลาด ธรรมเนียมที่สำคัญและขับเคลื่อนเรื่องราวตลอดทั้งกระบวนก็คือ ‘Xenia’ (ξενία) อันเป็นธรรมเนียมโบราณในยามที่ชาวกรีกต้องเดินทางข้ามนครรัฐและไม่มีโรงแรม เจ้าบ้านมีหน้าที่ต้อนรับ จัดที่พัก อาหาร และคุ้มครองแขก ส่วนแขกต้องตอบแทนด้วยของขวัญ ด้วยเชื่อว่าคนแปลกหน้าอาจเป็นเทพเจ้าที่ปลอมตัวมา ในหนังของโนแลน Xenia จึงกลายเป็นมาตรวัดศีลธรรมที่แบ่งแยกผู้มีอารยธรรมออกจากผู้ป่าเถื่อน และผู้ที่เคารพหรือลบหลู่กฎศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าซุส (Zeus)

เพเนโลพีคือตัวแทนของเจ้าบ้านในอุดมคติ แม้สามีหายไปนาน และบ้านถูกผู้เกี้ยวพาราสียึดครอง หัวหน้าอย่างแอนติโนอุสคอยตามเว้าวอนให้เจ้าของบ้านยอมใจอ่อนแต่งงานใหม่ นางก็ไม่ละทิ้งธรรมเนียม Xenia แต่ใช้ไหวพริบและการประวิงเวลาผ่านการทอผ้าห่อศพเพื่อรักษาบ้าน ศักดิ์ศรีของตระกูล และโครงสร้างอำนาจของอิธากา นางเป็นทั้งภรรยาผู้ซื่อสัตย์และแม่ผู้อดทน ในขณะที่ ‘เทเลมาคัส’ เติบโตขึ้นท่ามกลางบาดแผลจากการขาดพ่อ เขาถูกสังคมปิตาธิปไตยกดดันให้โหยหาอำนาจในการปกป้องแม่และบ้านเมือง ในขณะที่ตนยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้ด้อยกำลังและประสบการณ์ ก่อนออกเดินทางไปสปาร์ตาเพื่อตามหาเบาะแส และเติบโตเป็นนักรบที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับโอดิสซิอุสผู้เป็นพ่อในท้ายที่สุด

คาลิปโซคือเจ้าบ้านที่เปี่ยมด้วยความเมตตา แต่มอบดอกบัวให้จนโอดิสซิอุสหลงลืมบ้านและตัวตน สุดท้ายก็พ่ายต่อความพยายามของโอดิสซิอุส เพราะตระหนักได้ว่าความเป็นอมตะที่ไร้บ้าน ไร้จุดหมาย อาจเป็นความโหดร้ายต่อชีวิตไม่ต่างจากความทุกข์ที่เขาพยายามหลบหนีมาโดยตลอด ตรงกันข้าม แอนติโนอุส เหล่าผู้เกี้ยวพาราสี รวมทั้งโพลีฟีมัสและเซอร์ซี คือผู้ฝ่าฝืนกฏของซุสอย่างชัดแจ้ง เหล่าผู้เกี้ยวพาราสีคือ ‘แขกปรสิต’ ที่เข้ามาผลาญทรัพย์สินและหมายตัวเจ้าของบ้าน ในขณะที่โพลีฟีมัสและเซอร์ซีต่างก็ลบหลู่กฎของซุสด้วยการทำร้ายแขกผู้มาเยือนด้วยความโหดร้ายป่าเถื่อน 

บาดแผลที่ไม่มีพรมแดน

นอกจากการปรับเรื่องราว การใช้ภาษาให้กระชับและร่วมสมัยขึ้น โนแลนยังทำลายภาพจำของมหากาพย์กรีกด้วยการนำเสนอความหลากหลายทางเชื้อชาติ ทั้งการนำเสนอพลังเหนือธรรมชาติให้คล้ายปรากฏการณ์ธรรมชาติอันบ้าคลั่ง ลดทอนความแฟนตาซีของเทพเจ้าให้เหลือแต่เทพีอะธีนา (Athena) ที่รับบทโดย ‘เซนเดยา’ (Zendaya) เพียงองค์เดียว หรือแม้แต่รายละเอียดเล็ก ๆ เช่นการให้แรปเปอร์อย่าง ‘ทราวิส สกอตต์’ (Travis Scott) มารับบทเป็นผู้ขับลำนำและร้องเพลงแร็ปใน End Title หนังยังหันมาสำรวจความล่มสลายของอารยธรรมยุคสำริด (Bronze Age) ผ่านภาพสงคราม การสังหารผู้หญิงและเด็ก การลบหลู่เทพีอะธีนา และราคาที่วีรบุรุษต้องจ่ายจากชัยชนะ 

‘The Odyssey’ มหากาพย์วิบากกรรมคนหลง ฉบับ ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ พจนา 

อีกสิ่งที่เป็นข้อกังขาต่อ ‘The Odyssey’ ฉบับโนแลนรจนาก็คือบรรดานักแสดงที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย มีทั้งนักแสดงผิวขาว ผิวดำ คนเอเชีย ชาวยิว หรือนักแสดงข้ามเพศ มันอาจดูเหมือนการยัดเยียดความตื่นรู้ทางการเมือง (Woke Culture) ให้คนต่างถิ่นมารับบทเป็นชาวกรีก แต่ในบริบทของโนแลน นักแสดงเหล่านี้กลับเป็นตัวแทนของโลกทั้งใบและมนุษย์ทุกคนที่ล้วนมีบาดแผลทางใจ มีความสูญเสีย เศร้าโศก และพลัดพรากจากบ้านเกิด เผชิญผลกระทบจากไฟสงครามอย่างไม่มีความผิดแผกแตกต่างกัน และในโลกแห่งเรื่องราว พวกเขาไม่ได้ถูกแบ่งแยกด้วยชาติพันธุ์หรือเพศสภาพ แต่แบ่งแยกกันด้วยชนชั้นและเงินตรา การเลือกเอลเลียต เพจ นักแสดงข้ามเพศมารับบทเป็นซีนอน ที่มีบทบาทเป็นขั้วตรงข้ามกับความเป็นชายแบบเป็นพิษ (Toxic Masculinity) ของแอนติโนอุส ผู้หลอกให้ตนไปเป็นทหารในศึกเมืองทรอย ทั้งคู่กลายเป็นขั้วตรงข้ามที่แสดงให้เห็นภาพของ 'ความเป็นชายชาตรี' ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการใช้กำลังแต่อย่างเดียว

ตัวหนังยังรื้อภาพจำปกรณัมปรัมปราเรื่องสงครามกรุงทรอย ที่เคยถูกเล่าขานว่าเป็นสงครามชิงความรักและเกียรติยศ นอกจากการนำเสนอความสมจริงของเหตุการณ์และองค์ประกอบทุกด้าน ตัวหนังเลือกที่จะลดทอนความโรแมนติก และใช้มหากาพย์เป็นเครื่องมือวิพากษ์การเมือง อำนาจ และผลกระทบของสงครามที่เกิดขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน การแย่งชิง ‘เฮเลน’ ไม่ได้เกิดจากความรัก แต่เป็นข้ออ้างให้ ‘กษัตริย์อกาเมมนอน’ (เบนนี ซาฟดี, Benny Safdie) เปิดศึกเพื่อแสวงหาความมั่งคั่งและครอบครองเส้นทางการค้า 

อีกประเด็นที่นำไปสู่การบอยคอตจากผู้ชมบางส่วนคือการให้ ‘ลูปิตา ญองโง’ (Lupita Nyong'o) รับบทเฮเลนแห่งทรอย (Helen of Troy) ผู้ได้ชื่อว่ามี ‘ใบหน้าที่ทำให้กองเรือนับพันต้องออกศึก’ และ ‘ไคลเทมเนสตรา’ (Clytemnestra) มเหสีของกษัตริย์อกาเมมนอน ในหนัง เฮเลนเป็นตัวแทนของผู้บริสุทธิ์ที่ถูกทำให้กลายเป็นชนวนสงคราม ส่วนไคลเทมเนสตราคือผลพวงของความแค้น นางคบคิดกับชู้ลอบสังหารอกาเมมนอน หลังจากที่สวามีของตนสังเวย ‘อิฟิเกเนีย’ (Iphigenia) บุตรสาวของตนเพื่อเอาใจ ‘เทพีอาร์เทมิส’ (Artemis) เพื่อสงครามทรอย รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ว่า บทบาทของญองโงปรากฏในเรื่องน้อยมาก เพราะแท้ที่จริงนี่คือเรื่องราวที่ดัดแปลงจากมหากาพย์ Odyssey ไม่ใช่ Iliad  

ปลายทางของวีรบุรุษ หรือจุดเริ่มต้นของสันติภาพ ? 

สำหรับโฮเมอร์ อิธากาสำหรับโอดิสซิอุสเป็นทั้งเส้นชัยแห่งความอดทน และรางวัลอันสง่างามแห่งผู้ชนะสงคราม แต่ในฉบับของโนแลน มันคือบททดสอบสุดท้ายที่ตั้งคำถามต่อวัฏจักรความรุนแรง การแก้แค้น และการครอบครอง เมื่อโอดิสซิอุสกลับถึงมาตุภูมิ เขาไม่ได้มาในฐานะกษัตริย์ผู้เกรียงไกรหรือแม่ทัพผู้คิดค้นม้าไม้เมืองทรอย หากมาในคราบขอทานชราที่ต้องอดทนต่อความอัปยศจากการถูกหยามหมิ่นและทุบตีภายในบ้านของตนเอง การลดตัวลงสู่จุดต่ำสุดจึงเป็นความพยายามล้างมือที่เปื้อนเลือด ยอมถูกเหยียบย่ำเพื่อกลับไปอยู่ในฐานะพ่อและสามีอีกครั้ง  

ทว่าโอดิสซิอุสก็หวนคืนสู่วงจรเดิมด้วยการสังหารเหล่าผู้เกี้ยวพาราสี บ้านของเขาจึงไม่ใช่เส้นชัยของวีรบุรุษ หากกลายเป็นสนามรบอีกแห่งที่เต็มไปด้วยซากศพและคาวเลือดไม่ต่างจากกรุงทรอย แม้การฆ่าฟันจะเป็นไปเพื่อทวงสิทธิ์และอำนาจกลับคืน แต่มันกลับบ่อนทำลายความเป็นมนุษย์ที่เขาอุตสาหะประกอบขึ้นกลางมหาสมุทรตลอด 10 ปีที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาไม่ได้ส่งมอบความสงบสุขให้แก่จิตวิญญาณ แต่กลับดึงรั้งเขาให้จมดิ่งลงสู่ความป่าเถื่อนอีกหน การให้อภัยจึงกลายเป็นสิ่งที่มีราคาแพงและหายากที่สุดในโลกที่ฟอนเฟะจากรอยต่อของสงคราม  

โศกนาฏกรรมในห้องโถงนำไปสู่ใจความในฉากสุดท้าย เมื่อโอดิสซิอุสผู้บาดเจ็บอยู่ในอ้อมกอดของเพเนโลพี ทั้งคู่ตัดสินใจสละบัลลังก์ให้เทเลมาคัส แล้วออกเดินทางล่องเรือสู่ทิศตะวันตกไกลโพ้น เขาตระหนักว่าตราบใดที่ยังยึดติดกับบัลลังก์ซึ่งสร้างขึ้นจากซากศพและการแก้แค้น สันติภาพจะไม่มีวันเกิดขึ้นในอิธากา การสละอำนาจจึงเป็นการยอมรับกฎแห่งกรรม เลือกจากการเมืองเพื่อยุติความรุนแรง และใช้ชีวิตที่เหลือไว้อาลัย ชำระบาป และให้เกียรติผู้ล้มตายในสงคราม บทสรุปของโอดิสซิอุสในวิสัยทัศน์ของโนแลนจึงไม่ใช่การครอบครองอาณาจักร แต่คือการยอมรับความพ่ายแพ้ของระบบสงคราม และออกเดินทางอีกครั้งเพื่อค้นหาความสงบภายในจิตใจอย่างถ่อมตนต่อชะตากรรมของโลก

หากจะถามว่า ทำไมโนแลนถึงเลือกปลุกชีพมหากาพย์อายุกว่า 3,000 ปีขึ้นมาในยุคปัจจุบัน คำตอบคงไม่ใช่แค่เพราะว่าเขาเคยเรียนสาขาวรรณคดี และชื่นชอบในมหากาพย์เรื่องนี้เป็นทุนเดิม แต่คำตอบอาจซ่อนอยู่ในบริบทของการสะท้อนเรื่องราวจากโลกโบราณที่ยังคงมีแกนเรื่องราวอันร่วมสมัย เพื่อสะท้อนโลกสมัยใหม่ที่ยังคงคุกคามด้วยไฟสงคราม ความขัดแย้ง และผู้คนที่ต้องพลัดถิ่นฐานจากบ้านของตนเอง ทั้งที่ได้มี และที่ไม่มีโอกาสได้กลับบ้านของตน 

โนแลนไม่ได้พยายามจะเคารพบทประพันธ์ดั้งเดิมอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู และไม่ได้พยายามรื้อประกอบวรรณกรรม แต่โนแลนทำหนัาที่เป็น ‘นักแปล’ ผู้รจนาวรรณกรรมชิ้นนี้ขึ้นใหม่เพื่อสะท้อนถึงภัยของสงครามและโลกยุคสมัยใหม่ จากบทกวีสรรเสริญวีรบุรุษ กลายเป็นลำนำต่อต้านสงคราม (Anti-War) ที่ไม่ได้แค่แสดงให้เห็นภาพความโหดร้ายของสงครามในทุกยุคสมัยเท่านั้น แต่ยังย้ำเตือนให้ตระหนักว่า ชัยชนะที่แท้จริงอาจไม่ได้มาจากการช่วงชิงหรือเป็นใหญ่ แต่เป็นการโอบรับความเจ็บปวด ถ่อมตนต่อโชคชะตา รักษาจิตใจให้สามารถเดินทางกลับไปถึง ‘บ้าน’ ที่แท้จริงได้ในที่สุด  

 

เรื่อง: ประภาส อยู่เย็น

ภาพ: Universal Pictures