11 ก.ค. 2569 | 20:00 น.

คนคนหนึ่ง...จากไปได้กี่ครั้ง
เย็นวันหนึ่งในปลายสิงหาคม ปี 2564 ผมกลับถึงบ้านหลังเลิกงานตามปกติ บนโต๊ะหน้าบ้านมีซองจดหมายราชการวางอยู่หนึ่งฉบับ และชื่อผู้รับคือผู้เป็นอาของผมผู้หญิงวัย 66 ปีที่เสียชีวิตจากโควิด-19 ไปกว่าหนึ่งเดือนแล้ว
บนหัวกระดาษเขียนไว้ว่า
"ด่วนที่สุด" นบ ๐๐๓๖.๐๖/ ๕๒๖๐
เนื้อหาในจดหมาย เชิญเธอไปรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ผมจำวันที่ในหนังสือได้ดี 19 สิงหาคม 2564 แต่ผมจำวันที่อาเสียชีวิตได้ดีกว่า 31 กรกฎาคม 2564
ผมอ่านจดหมายฉบับนั้นอยู่หลายรอบ ไม่ใช่เพราะอ่านไม่เข้าใจ แต่เพราะไม่รู้ว่าจะเข้าใจมันอย่างไร
ก่อนอาจะเสียชีวิต บ้านหลังนี้เต็มไปด้วยเสียงสนทนาโทรศัพท์ที่พยายามโทรหาโรงพยาบาลโดยรอบ เสียงสตาร์ตรถตอนเช้ามืด และบทสนทนาที่ลงท้ายด้วยคำว่า…
"เดี๋ยวลองอีกที่"
เราใช้เวลาทั้งวันวิ่งหาความช่วยเหลือ เพื่อให้ระบบเดินทางไปถึงเธอให้ทันเวลากว่าจะได้เข้าระบบการรักษา พระอาทิตย์ก็ใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว ถึงจะได้เข้าระบบแบบสิทธิของมนุษย์ที่ควรจะเป็น แต่หลังจากอาจากไป บ้านหลังเดิมกลับเงียบลง จดหมายราชการที่เดินทางมาถึงหน้าประตู พร้อมข้อความเชิญชวนให้ผู้เสียชีวิตไปรับวัคซีน
ผมคิดว่าเรื่องคงจบลงแค่นั้น จนกระทั่งวันที่ 17 กันยายน จดหมายราชการอีกฉบับเดินทางมาถึง พร้อมจ่าหน้าซองผลิตวันที่ 13 กันยายน พร้อมข้อความเดิม แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นอกจากเลขที่หนังสือ และวันที่บนกระดาษ คนเดิม ผู้รับคนเดิม แต่เจ้าของชื่อนั้นไม่มีวันเปิดอ่านมันได้อีกแล้ว
แล้ววันนั้นผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า…
“คนคนหนึ่ง...จากไปได้กี่ครั้งกันแน่?”
หลายปีผ่านไป คำถามนั้นยังไม่เคยหายไป อาจเป็นเพราะเขาคนนั้น ไม่ใช่เพียงอาของผม แต่เป็นคนที่ทำให้ผมมีชีวิตอย่างทุกวันนี้ เขาไม่เคยมีตำแหน่ง ไม่มีชื่ออยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่เคยได้รับรางวัลจากที่ไหน แต่ถ้าไม่มีเขาผมก็คงไม่มีโอกาสได้เรียน ไม่มีโอกาสทำงาน และคงไม่มีโอกาสนั่งเขียนบทบรรณาธิการชิ้นนี้
กาลเวลาเดินทางเกือบ 5 ปี คำถามนั้นยังไม่มีคำตอบ จนกระทั่งวันหนึ่งระหว่างการทำงานใน The People พวกเราเริ่มชวนกันย้อนกลับไปสำรวจต้นทางของชีวิตผู้คน ผ่านคำถามง่าย ๆ ว่า กว่าคนหนึ่งคนจะเติบโตมาเป็นอย่างที่เราเห็นในวันนี้ พวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง และชีวิตของบุคคลสำคัญ ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นจากความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่มันถูกร่างขึ้นจากความล้มเหลว ความกดดัน และผู้คนอีกมากมายที่ร่วมหล่อหลอมตัวตนของเขา
เราตามย้อนกลับไปยังวัยเด็กของนักการเมือง นักกีฬา ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ และบุคคลสำคัญจากทั่วทุกมุมโลก ไม่มีความสำเร็จใดเกิดขึ้นลอย ๆ ทุกชีวิตล้วนมีราก มีบาดแผล มีผู้คน และมีช่วงเวลาที่ร่วมหล่อหลอมตัวตนของพวกเขา นั่นคือจุดเริ่มต้นของ ‘โตมาแบบไหน’
แต่เมื่อการเดินทางของซีรีส์นั้นดำเนินมาถึงปลายทาง ผมกลับพบว่ายังมีอีกคำถามหนึ่งที่เราไม่เคยถาม เมื่อคนคนนั้นจากไป เขาทิ้งอะไรไว้ให้โลกบ้าง?
บางคนทิ้งไว้เป็นผลงาน บางคนทิ้งไว้เป็นความกล้าหาญ บางคนทิ้งไว้เป็นแรงบันดาลใจ บางคนทิ้งไว้เป็นบทเรียน และบางคน แม้โลกจะไม่เคยรู้จักชื่อของเขา แต่กลับทิ้งชีวิตของใครอีกคนไว้เบื้องหลัง ผมเชื่อว่า นั่นคือเหตุผลที่เรายังย้อนกลับไปทำความเข้าใจผู้คนมากมาย เราไม่ได้กำลังจดจำความตายของพวกเขา แต่กำลังจดจำความหมายของชีวิตที่พวกเขาเคยสร้างไว้
หลายปีก่อน ผมเคยรับปากกับตัวเองว่าจะรับช่วงต่อดูแลครอบครัวหลังจากอาจากไป แต่วันนี้หน้าที่นั้นเติบโตขึ้นอีกนิดในฐานะบรรณาธิการของ The People ผมอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีต ไม่สามารถพาใครกลับมา และไม่สามารถลบความสูญเสียของครอบครัวใดได้
แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่า…
“ผมยังทำได้อีกหนึ่งอย่างคือทำให้เรื่องราวของผู้คนให้ยังคงมีชีวิตอยู่”
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คำว่า ‘จากไปให้จำ’ พุ่งขึ้นมา ถ้า ‘โตมาแบบไหน’ คือการพาเราย้อนกลับไปสำรวจว่า กว่าคนหนึ่งคนจะเติบโตมาเป็นอย่างที่เราเห็นในวันนี้ พวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง
‘จากไปให้จำ’ จะชวนเรามองไปอีกด้านหนึ่งของชีวิต เมื่อคนคนนั้นจากไปแล้ว เขาได้ทิ้งอะไรไว้ให้โลกบ้าง จากต้นทางของชีวิต สู่ปลายทางของความหมาย นี่คือการเดินทางบทต่อไปของจักรวาลการเล่าเรื่องของ The People
วันหนึ่งผมจึงเข้าใจว่า คำถามที่ผมถามตัวเองมาตลอด อาจไม่ใช่
"คนคนหนึ่ง...จากไปได้กี่ครั้ง"
เพราะความตายอาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่การถูกลืมเกิดขึ้นได้ครั้งแล้วครั้งเล่าและบางทีสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตยืนยาวที่สุด อาจไม่ใช่อายุขัยหากแต่เป็นเรื่องราวที่ยังมีใครสักคนเลือกจะเล่าต่อ
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ ‘จากไปให้จำ’ ถือกำเนิดขึ้น