02 ก.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
“หากศัตรูของเจ้าหิว จงให้อาหารเขากิน และถ้าเขากระหาย จงให้น้ำเขาดื่ม เพราะการทำเช่นนี้ จะทำให้เขารู้สึกละอายใจราวมีถ่านร้อน ๆ สุมอยู่บนศีรษะ และพระเจ้าจะประทานรางวัลให้แก่เจ้า”
— Proverbs 25:21-22
มนุษย์สามัญไม่ว่าจะสามารถก้าวพ้นการกดขี่ไปมากเพียงใดแล้ว ก็ยังหนีไม่พ้นการปกครองของอารมณ์ภายใน แรงขับเคลื่อนที่ว่านั้นไม่เพียงเคลื่อนขับให้คนธรรมดากระทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยจุดมุ่งหมายอันแรงกล้า แต่ยังมีรูปร่างหน้าตาไม่ต่างจากพันธนาการที่คอยถ่วงรั้งให้ใครสักคนถูกจองจำด้วยอารมณ์ของตนเอง
‘ความแค้น’ (Vengeance) เป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกหยิบมากล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในฐานะหายนะของมนุษย์ ความหิวกระหายในการเอาคืนนับเป็นอารมณ์ที่ขับเคลื่อนให้ใครสักคนมุ่งหน้ากระทำบางสิ่งโดยไม่สนใจปัจจัยใดที่รายล้อมเพื่อ ‘สนองตอบ’ อดีตที่ขาดพร่อง แตกร้าว หรือแหลกสลาย ทว่าการสนองตอบนั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกับการซ่อมสมาน การแก้แค้นหาได้เติมเต็มใครสักคนให้สมบูรณ์แบบเช่นเดิม เฉกเช่นเดียวกับแก้วที่แหลกสลายไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิม แม้มันจะได้บาดมือของผู้กระทำลึกเพียงใด
ตั้งแต่ผลงานระดับตำนานจากฟากฝั่งตะวันตกอย่าง ‘The Godfather’ โดย ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา (Francis Ford Coppola) หรือ ‘Se7en’ โดย เดวิด ฟินเชอร์ (David Fincher) มาจนถึงไตรภาคแห่งความเคียดแค้น (The Vengeance Trilogy) โดย ปาร์ค ชาน-วุค (Park Chan-wook) ในฝั่งตะวันออกก็ล้วนสะท้อนภาพในแบบเดียวกันว่าการชำระบัญชีแค้นไม่เคยฟื้นฟูอะไรให้กลับมาดีขึ้นเลย ซ้ำร้าย มันกลายเป็นวิถีของการบ่อนทำลายตัวเองที่แจ่มชัดที่สุดเสียด้วยซ้ำ
หากกล่าวผ่านมุมมองเช่นนี้ เราสรุปได้หรือไม่ว่าการแก้แค้นนั้นเป็นสิ่งเลวร้าย?
หากเล่าผ่านตัวอย่างที่กล่าวมานั้น — เป็นไปได้
ทว่าความเลวร้ายนั้นปะทุขึ้นมาจากสิ่งใดกันแน่ ธรรมชาติของการแก้แค้นเอง หรือวิธีที่เราใช้เพื่อสนองตอบความเคียดแค้นเหล่านั้น?
ไม่ว่าคำตอบของแต่ละคนจะมีรูปร่างหน้าตาแบบไหนก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ ‘เป็นเอก รัตนเรือง’ อย่าง ‘ครัวสาว’ (Morte Cucina) ก็นับเป็นผลงานที่เราสมควรเข้าไปเชยชมสักครั้ง (หรือมากกว่านั้น) ไม่เพียงแต่เป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญที่เล่าผ่าน ‘อาหาร’ ที่ชวนให้กระเพาะส่งเสียง แต่ยังชวนเรามอง ‘ความแค้น’ ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ในแบบที่ละเมียด เชื่องช้า และ… อร่อย
หนังสือแต่ละเล่ม หรือภาพยนตร์แต่ละเรื่องก็ล้วนบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครด้วยความหมายที่แตกต่างกันออกไป หากมองตามมุมมองของ คาร์ล ยุง (Carl Jung) ตัวละครทั้งหลาย — หรือแม้แต่คนจริง ๆ อย่างเรานี้เอง — ก็ล้วนมี ‘แม่แบบ’ (archetype) ที่ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกที่ทำให้เราเดาได้อย่างรวดเร็วว่าตัวละครประเภทไหน จะมีบุคลิกเช่นไร และมีความคิดไปทำนองใด
แต่สำหรับภาพยนตร์ของเป็นเอก รัตนเรือง นั้น หนึ่งในแม่แบบของตัวละครที่นับเป็นจุดเด่นของเรื่องราวที่บอกเล่าเสมอมาคือ ‘ผู้หญิง’ หรือถ้าจะนิยามให้เจาะจงไปมากกว่านั้นก็คือ ‘นางเอก’ ของเรื่อง
ตั้งแต่ ‘เรื่องตลกหกเก้า’ มาจนถึง ‘Samui Song’ ในหลาย ๆ เรื่องเราจะได้เห็นความแข็งแกร่ง โดดเดี่ยว และความเป็นอิสระของเธออยู่เสมอ เฉกเช่นเดียวกับภูมิหลังที่แตกร้าวหรือสถานการณ์อันบีบคั้น ถึงกระนั้นตัวของพวกเธอเหล่านั้นก็สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอย่างไม่สะทกสะท้าน เฉกเช่นเดียวกับ ‘สาว’ (รับบทโดย เบลล่า บุญแสง) ใน ‘ครัวสาว’
‘สาว’ ไม่เพียงเป็นภาพแทนของแม่แบบสไตล์ ‘ผู้หญิงของเป็นเอก’ แต่ยังเป็นตัวละครที่มีมิติที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อเธอถูกประกอบสร้างด้วยความแตกร้าวและเว้าแหว่ง ภายในเรื่องเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนถึงการผ่านทั้งร้อนและหนาวในชีวิตของเธอ ตั้งแต่การถูกขับไสไล่ส่งจากชุมชนอิสลามอันเป็นบ้านเกิดและครอบครัวดั้งเดิมของเธอเหตุเพราะถูกตราหน้าโดยสังคมหลังจากมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับชายอื่น ก่อนจะระหกระเหินมาริมทะเลและพบเข้ากับชายผู้ไม่หวังดี ‘กระทำ’ เธออีกครั้ง
เหตุการณ์ที่สองชวนย้อนคิดถึงเหตุการณ์แรก เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่เธอมีต่อชายอื่นนั้นเกิดขึ้นโดยยินยอม หรือตั้งต้นมาจากตัวของเธอ เพราะแม้แต่เหตุการณ์ที่สองเองนั้น ดังที่หนังเล่า เธอก็หาได้ปริปากบอกใครถึงเหตุเลวร้ายและน่าละอายที่เกิดขึ้น หรือแม้แต่ย้อนกลับไปก่อนเหตุการณ์แรก เมื่อเธอได้สมรสและก้าวเข้าสู่ครอบครัวมุสลิม เสียงของเธอก็ไม่ถูกใครได้ยินแม้ขณะอยู่บนเตียง
การจะหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นแน่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ภูมิหลังของเธอทำให้เราเห็นว่าตัวตนของเธอนั้นประกอบสร้างขึ้นมาจากอะไรบ้าง ซึ่งทั้งหมดก็ล้วนเป็นตัวของเธอเองที่กอบโกยเศษของตัวตนที่แหลกสลายและก่อสร้างมันขึ้นใหม่อีกครั้ง ผ่านบุหรี่ทุกมวนที่เธอจุด — ไม่มากก็น้อย บุหรี่แต่ละมวนเหล่านี้ไม่ได้ถูกจุดและสูบอย่างพร่ำเพรื่อ แต่มันสื่อสารความเดียวดายที่แข็งแกร่งตามแม่แบบดังที่เราได้กล่าวกันมา
อีกประการหนึ่งนั้น การประกอบสร้างตัวตนของเธอก็มาจาก ‘เสียง’ ของตัวเธอที่ถูกริดรอนและซ้อนทับเข้าด้วยข้อจำกัดที่สถาปนาขึ้นโดยประเพณี อำนาจที่ตัวของเธอใช้เพื่อปกป้องรักษาอาณาบริเวณของเธอถูกบ่อนทำลายโดย ‘ความธรรมดา’ ของสังคม หน้าที่ของผู้หญิงในฐานะภรรยาในสังคมแบบขนบดั้งเดิมที่เห็นจนชินตาคือการดูแลครอบครัว เช่น การทำอาหาร
หากนิยามของตัวละครหญิงในจักรวาลของเป็นเอกคือการกอบโกยเศษเสี้ยวที่แตกสลายขึ้นมาสถาปนาตัวตนใหม่ ‘สาว’ ก็คงดำเนินรอยตามวิถีนั้นอย่างไม่ผิดเพี้ยน ทว่าเครื่องมือที่เธอเลือกหาใช่ถ้อยคำอันเกรี้ยวกราดหรือกระบอกปืน แต่เป็น ‘รสชาติ’ จากสำรับอาหารที่วางอยู่ตรงหน้า เพราะในบางห้วงเวลา สิ่งที่ถูกตีกรอบว่าเป็นเพียง ‘พันธกิจตามขนบ’ ก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็น ‘อำนาจ’ อันทรงพลังได้ในพริบตาเดียว!
ดังที่กล่าวไปก่อนหน้านั้น การแก้แค้นนั้นถูกฉายภาพให้เห็นผ่านกรณีศึกษาต่าง ๆ ทั้งในโลกของจินตนาการและชีวิตจริงว่าไม่ต่างอะไรจากเชื้อมะเร็งที่กัดกินผู้ที่รับใช้มันจนแหลกสลายหายสิ้น การจำนนต่อความเคียดแค้นแม้จะดูเหมือนการได้สะสางปมในใจ แต่ในขณะเดียวกันกลับแลกมาด้วยความเสียหายระยะยาวต่อชีวิตของเขาเหล่านั้น ดังนั้น หากถอยออกมามองก็อาจสรุปได้ว่าการแก้แค้นเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลยในระยะยาว แต่หากมองผ่านสายตาระยะสั้นก็ไม่แน่
ทว่าการแก้แค้นในแบบของ ‘สาว’ นั้นค่อนข้างที่จะแตกต่างกันออกไป การแก้แค้นของเธอหาได้เกิดขึ้นด้วยท่าทีที่น่าหวาดผวาหรือเป็นอันตราย แต่มาด้วยคราบของ ‘อาหาร’ ไม่ใช่อาหารที่ใส่ยาพิษหรือรสชาติที่เลวร้าย แต่เป็นความงดงามของก้นครัวที่จะกลายเป็นพันธนาการให้กับผู้ได้ลิ้มเสน่ห์ปลายจวักของเธอตลอดไป ถึงขั้นที่ว่าร่างกายเสื่อมชรา ผอมแห้ง ซีดเซียว ก็ยังเดินป่าฝ่าดงมาลิ้มรสอาหารเหล่านั้น หรือแม้แต่ร่างกายแหลกสลายไม่มีอยู่แล้ว ดวงจิตของเขาผู้นั้นก็ยังคงถวิลหารสชาติเลิศรสไม่เสื่อมคลาย
การแก้แค้นของสาวจึงเป็นการแก้แค้นที่เยือกเย็นผ่านอาหารจานร้อนที่ถูกเสิร์ฟให้ ‘กร’ กินทุกวี่วัน จานอาหารเหล่านั้นได้ถูกสร้างสรรค์ปรุงแต่งอย่างประณีตที่สุดฝีมือราวกับการประดิษฐ์ประดอยเพื่อมอบให้กับใครสักคนที่เธอรักสุดหัวใจ แต่หารู้ไม่ว่าขาหมูอันโอชะเหล่านั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความแค้นที่มากพอ ๆ กับปริมาณของไขมันในจานเหล่านั้น
ยาพิษเหล่านั้นแฝงเร้นแทรกซึมอยู่ในความกลมกล่อมของกุ้งผัดสะตอ ความหวานมันของไข่ลูกเขย หรือแม้แต่แกงเขียวหวานอันเข้มข้น กลายเป็นว่ารสชาติที่ ‘ปรุงจัด’ ราวกับว่าเปี่ยมไปด้วยความรักนั้นไม่ต่างอะไรจากยาพิษที่ค่อย ๆ กัดกินร่างกายของกรอย่างช้า ๆ การแก้แค้นของสาวจึงนับเป็นการแก้แค้นที่เยือกเย็นที่สุด เพราะมันแสดงตัวในฐานะความรักสุดหัวใจ
กล่าวง่าย ๆ นั้น การแก้แค้นที่สมบูรณ์แบบที่สุดอาจไม่ใช่แค่การเสิร์ฟมันตอนที่เย็นชืดที่สุด แต่ต้องเป็นการเสิร์ฟมันให้เลิศรสที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
นอกจากจะใช้อาหารเป็นอาวุธของการแก้แค้นแล้ว ครัวสาวก็ยังสะท้อนให้เห็นถึง ‘อำนาจ’ ที่แฝงเร้นอยู่ในอาหารทุกจาน เมื่อกล่าวถึงอำนาจนั้น แน่นอนว่าสิ่งที่ยึดโยงอยู่กับพลังดังกล่าวย่อมหนีไม่พ้น ‘พลกำลัง’ หรือ ‘อาวุธ’ และถ้าหากถอยห่างให้ไกลกว่านั้น ก็จะเห็นได้ว่าอำนาจที่แท้จริงนั้นรวมไปถึง ‘สถานะ’ หรือ ‘สิทธิ์’ ที่เขาเหล่านั้นมีอยู่ด้วย
แน่นอนว่า ‘อาหาร’ คือสิ่งสำคัญในชีวิตของผู้คน เป็นปัจจัยสี่ที่ขาดไปไม่ได้ แต่เป็นไปได้หรือที่อาหารจะขยับตัวเองไปสู่การเป็น ‘อำนาจ’ ด้วยตัวมันเองโดยสมบูรณ์?
เรื่องราวของสาวนั้นสะท้อนให้เห็นการถูกกดขี่ด้วย ‘อำนาจ’ รูปแบบต่าง ๆ ตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางวัฒนธรรม ศาสนา หรือโดยเฉพาะกับเพศ ดังที่เราได้กล่าวกันไปก่อนหน้าว่าตัวตนของเธอถูกทุบทำลายด้วยอำนาจเหล่านี้ ส่งผลให้การแก้แค้นของเธอนั้นอาจมีแนวโน้มที่จะต้องการกลับตาลปัตรความเป็นไปดังกล่าว หรือกล่าวให้ง่ายกว่านั้น การเอาคืนของเธออาจเป็นการใช้อำนาจบดขยี้ผู้ที่เคยกระทำต่อเธอ
ทว่าอำนาจเองนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งในแบบ ‘Hard Power’ ผ่านพลกำลังหรือการกดขี่ริดรอนทางเลือก หรือ ‘Soft Power’ คือการสยายอำนาจและทำให้เขาเหล่านั้นสยบยอมด้วยตัวของพวกเขาเอง ซึ่งแน่นอนว่าในส่วนของอาหารนั้นคืออย่างหลัง
ภายหลังจากได้ลิ้มรสเสน่ห์ปลายจวักของสาว กรก็หลงใหลเธอจนโงหัวไม่ขึ้น อาหารแต่ละมื้อของเธอเติมเต็มและปรนเปรอตัวของกรได้อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อสำเร็จในมื้อนี้ก็มุ่งหวังที่จะลิ้มลองความมหัศจรรย์ในมื้อถัดไป ปรากฏการณ์ที่ว่านี้คือการสถาปนาอำนาจของสาวผ่านจานอาหารในตัวของกรโดยเจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัว
จนท้ายที่สุดนั้น อาหารเหล่านั้น — อาจเป็นเพราะกินผิดธาตุหรือฤดู หรืออาจจะเป็นที่กร มอบเสรีภาพให้ปากจนไปลำบากร่างกายที่ต้องต่อกรกับบรรดาโรค NCDs — ก็ได้บ่อนทำลายร่างกายจนไม่เหลือชิ้นดี แต่ถึงกระนั้นก็สายเกินไปเสียแล้ว อาหารของสาวทำหน้าที่ไม่ต่างจากยาเสพติดที่พันธนาการกรให้ติดอยู่กับเธออย่างหนีออกไปไม่ได้ หรือแม้แต่ไม่มีความคิดที่จะ ‘เปลี่ยน’ ผุดขึ้นมาในหัวเสียด้วยซ้ำ เพราะแม้แต่ตายแล้ว ดวงวิญญาณก็ยังโหยหิวต่อการกดขี่เหล่านั้นไม่เสื่อมคลายไป!