12 มิ.ย. 2569 | 17:39 น.

KEY
POINTS
ชีวิตคนเรามักมีช่วงเวลาที่ทุกอย่างต้องชัดเจน เรารู้ว่าต้องเรียนอะไร ต้องทำงานแบบไหน ต้องดูแลใคร หรือกำลังพยายามไปให้ถึงเป้าหมายอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนกลับพบว่าช่วงเวลาที่ยากที่สุดอาจไม่ใช่ตอนที่ต้องดิ้นรนเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย แต่เป็นช่วงเวลาหลังจากนั้นแทน
หลังจากลูกเติบโตจนมีชีวิตเป็นของตัวเอง หลังจากเกษียณจากงานที่ทำมาทั้งชีวิต หลังจากสูญเสียคนสำคัญ หรือแม้แต่หลังจากวันที่เราตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าสิ่งที่เคยเป็นเหตุผลที่ปลุกให้เราตื่นไปใช้ชีวิตนั้น ไม่สามารถเติมเต็มความหมายให้ชีวิตได้เหมือนเมื่อก่อน
ในทางจิตวิทยา ภาวะเช่นนี้มักถูกเรียกว่า ‘Existential Crisis’ หรือวิกฤตของความหมายในการมีชีวิตอยู่ เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เริ่มตั้งคำถามกับคุณค่า ตัวตน และทิศทางของชีวิต โดยเฉพาะเมื่อสิ่งที่เคยใช้ยึดโยงตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ความสัมพันธ์ หน้าที่การงาน หรือความฝันบางอย่าง เริ่มเปลี่ยนแปลงหรือสูญหายไป
‘อควาเรียมสำหรับคน หมึกและสิ่งของ (Remarkably Bright Creatures)’ ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนิยายขายดีของ ‘เชลบี แวน เพลต์’ (Shelby Van Pelt) พาผู้ชมสำรวจคำถามนี้ผ่านเรื่องราวเรียบง่ายในเมืองชายฝั่งเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง โดยค่อย ๆ พาเราไปทำความรู้จักกับ ‘โทวา ซัลลิแวน’ (Tova Sullivan) หญิงสูงวัยที่ทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดในอควาเรียม ‘มาร์เซลลัส’ (Marcellus) หมึกยักษ์แปซิฟิกที่อาศัยอยู่ในตู้จัดแสดง และ ‘คาเมรอน’ (Cameron) ชายหนุ่มที่เดินทางมายังเมืองแห่งนี้เพื่อตามหาพ่อที่หายไป
ภาพยนตร์ถูกเล่าผ่านบรรยากาศอบอุ่นและมีอารมณ์ขันอยู่ตลอดทั้งเรื่อง และสิ่งที่น่าสนใจคือ ตัวละครหลักแทบทุกคนต่างกำลังเผชิญคำถามเดียวกัน นั่นคือจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร เมื่อสิ่งที่เคยเป็นดั่งความหมายของชีวิตนั้นไม่มั่นคงเหมือนเดิมอีกแล้ว
สำหรับโทวา การหายตัวไปของลูกชายเมื่อหลายสิบปีก่อนกลายเป็นบาดแผลที่ไม่เคยได้รับการคลี่คลายอย่างแท้จริง แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด เธอยังคงใช้ชีวิตอยู่กับคำถามที่ไม่มีคำตอบ ภาพยนตร์ไม่ได้นำเสนอเธอในฐานะหญิงชราที่จมปลักอยู่กับความเศร้าที่สูญเสียลูกชาย ตรงกันข้าม โทวาเป็นคนเข้มแข็ง มีวินัย และจัดการทุกอย่างในชีวิตได้อย่างเป็นระเบียบ เธอทำงานในอควาเรียมอย่างสม่ำเสมอ รู้รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของชีวิตประจำวัน และรักษากิจวัตรเหล่านั้นไว้ราวกับเป็นหลักยึดสำคัญบางอย่าง
อย่างไรก็ตาม ยิ่งเรื่องราวดำเนินไปมากเท่าไร เราก็ยิ่งเห็นว่าความเป็นระเบียบเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นด้วยนิสัยส่วนตัวของเธอ แต่นี่อาจเป็นวิธีเดียวที่ช่วยให้เธออยู่กับความสูญเสีย หรือพูดได้ว่าการทำอะไรซ้ำ ๆ ในรูปแบบเดิม ๆ กลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการประคับประคองตัวเองให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้ แม้ว่าภายในจะยังเจ็บปวด
ส่วนคาเมรอนเองก็กำลังเผชิญวิกฤตในแบบที่แตกต่างออกไป เขาไม่ได้สูญเสียคนรักหรือสมาชิกในครอบครัวเหมือนโทวา แต่เติบโตมากับความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับตัวตนของตัวเอง เขาไม่รู้ว่าพ่อคือใคร ไม่รู้ว่าตัวเองควรไปทางไหน และไม่แน่ใจว่าชีวิตที่เป็นอยู่มีความมั่นคงเพียงพอหรือไม่ การเดินทางมายังเมืองแห่งนี้จึงเป็นมากกว่าการตามหาบุคคลคนหนึ่ง แต่เป็นความพยายามที่จะหาคำอธิบายให้กับชีวิตของตัวเอง
ในหลายแง่มุม คาเมรอนสะท้อนประสบการณ์ของคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่เติบโตมากับความคาดหวังว่าชีวิตควรมีทิศทางที่ชัดเจน ควรประสบความสำเร็จตามช่วงวัย และควรรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรตั้งแต่เด็ก ๆ แต่เมื่อความเป็นจริงไม่ได้สวยงามอย่างนั้น ความไม่มั่นคงจึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น และนำไปสู่คำถามว่าเรามีคุณค่าเพียงพอหรือยัง หากไม่เป็นไปตามสิ่งที่สังคมคาดหวัง
ขณะที่มนุษย์ทั้งสองกำลังพยายามรับมือกับสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต เจ้าหมึกมาร์เซลลัสกลับทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ที่มองเห็นความเปราะบางเหล่านั้นจากอีกฝั่งหนึ่งของกระจก เขาเฝ้ามองพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยความสงสัย ปะปนไปกับคำกล่าวประชดประชันเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่ามนุษย์นั้นแสนน่ารำคาญ แต่ในขณะเดียวกันก็รับรู้ถึงความเหงา ความเศร้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้การกระทำต่าง ๆ ของพวกเขา
จุดที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าสนใจก็คือ แม้มาร์เซลลัสจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกกักขังอยู่ในอควาเรียม เขากลับเป็นตัวละครที่ดูเข้าใจข้อจำกัดของชีวิตมากที่สุด เขารู้ว่าตัวเองกำลังแก่ลง รู้ว่าเวลาของตัวเองมีขอบเขต และรู้ว่ามีหลายสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ ความตระหนักรู้นี้ทำให้เขาไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับการค้นหาคำตอบที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับชีวิต แต่หันไปให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และการช่วยเหลือผู้คนที่อยู่ตรงหน้าแทน
ความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสามก็ไม่ได้หวือหวามากนัก หากแต่ทำหน้าที่เป็นกระจกที่สะท้อนบางสิ่งที่อีกฝ่ายมองไม่เห็นในตัวเอง โทวาทำให้คาเมรอนได้เห็นความหมายของการเป็นที่รักและการมีใครสักคนรอคอยอยู่ที่บ้าน ขณะที่คาเมรอนก็ทำให้โทวาค่อย ๆ เปิดรับความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในบั้นปลายของชีวิต ส่วนมาร์เซลลัสก็ได้ทำหน้าที่ผู้สังเกตการณ์ มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโทวาและคาเมรอนได้ทะลุปรุโปร่งกว่าทั้งคู่เสียอีก
ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไม่ได้พยายามตอบคำถามว่าชีวิตมีความหมายอย่างไร เพราะคำตอบดังกล่าวอาจไม่ตายตัว และไม่มีอยู่จริง สิ่งที่หนังสนใจมากกว่าคือช่วงเวลาที่มนุษย์สูญเสียความหมายเดิมที่เคยยึดถือ และต้องค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะสร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง
อควาเรียมในเรื่องจึงเป็นพื้นที่ที่ผู้คนซึ่งต่างแบกรับความโดดเดี่ยวของตัวเองได้มีโอกาสพบกัน รับฟังกัน และค่อย ๆ มองเห็นชีวิตของอีกฝ่ายมากขึ้น เพราะในปัจจุบัน ผู้คนเชื่อมต่อกันได้ตลอดเวลาผ่านเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ
ท้ายที่สุด Remarkably Bright Creatures อาจกำลังบอกเราว่า วิกฤตของความหมายไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต แต่เป็นช่วงเวลาที่เราต้องเรียนรู้ที่จะมองหาความหมายใหม่ ๆ อีกครั้ง เพราะมนุษย์เราไม่ได้มีชีวิตอยู่ได้ด้วยคำตอบเพียงอย่างเดียว แต่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง…
หวังว่าวันพรุ่งนี้จะยังมีบางสิ่ง บางคน หรือบางเหตุผล ที่ทำให้การตื่นขึ้นมาอีกครั้งยังคงคุ้มค่าอยู่เสมอ
เรื่อง: สุธัณนานัฏฐ์ อุดมศิริสุข (The People Junior)
ภาพ: Netflix
อ้างอิง:
พงศ์มนัส บุศยประทีป. “Existential Crisis: วิกฤตชีวิตที่มาพร้อมกับคำถาม ‘แล้วฉันอยู่เพื่ออะไร’.” The Potential, 10 Oct. 2023, https://thepotential.org/life/existential-crisis/. Accessed 12 June 2026.
สุขวณิช, นิลุบล. “Existential Crisis เมื่อชีวิตมาถึงจุดที่ได้แต่ถามตัวเองว่า ‘เกิดมาทำไม?’ ควรจะไปยังต่อ.” ISTRONG Mental Health, 5 Sept. 2023, updated 11 June 2024, https://www.istrong.co/single-post/existential-crisis. Accessed 12 June 2026.