13 มี.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
/ บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ Marty Supreme (2025) /
“ผมจะไม่ยอมเป็นคนขายรองเท้าไปตลอดชีวิตหรอก มารีย์
เพราะผมจะเป็นนักปิงปองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก!”
หนทางสู่การเป็นเลิศนั้นต้องแลกมากับอะไรบ้าง?
ความอุตสาหะอดทนในการฝึกฝน ความพยายามไขว่คว้าด้วยชีวิต ไปจนถึงจิตวิญญาณที่ต้องอุทิศให้กับเป้าหมายที่วิ่งไล่ไขว่คว้า แม้จะจริง แต่คำตอบเหล่านี้เป็นเพียงเงื่อนไขพื้นฐาน เป็นแนวคิดในทางอุดมคติว่าหากตั้งใจและพยายามก็จะสามารถเดินหน้าสู่ปลายฝันได้ ทว่าในโลกแห่งความจริงอาจไม่เป็นอย่างนั้น โลกที่เปี่ยมล้นไปด้วยการแข่งขันหล่อหลอมให้ผู้คนเฟ้นหาทุกวิถีทางในการวิ่งไล่คว้าชัยชนะมาครอง แม้จะต้องเหยียบย่ำผู้อื่นเพื่อส่งตัวเองขึ้นไปก็ตาม ทั้งหมดเหล่านี้ดูจะเป็นวัฒนธรรมที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นจากสังคมมนุษย์ แต่หากย้อนมองกลับไปดี ๆ เราก็เหยียบย่ำกันเช่นนี้ตั้งแต่วันที่ยังเป็นหนึ่งในผู้แข่งขันนับล้านที่มุ่งหน้าหารังไข่แล้ว
แม้จะไม่ได้หวนคืนกลับมาในฐานะพี่น้องแซฟดี (Safdie Brothers) เฉกเช่นสองเรื่องก่อนอย่าง Good Time (2017) และ Uncut Gems (2019) แต่การฉายเดี่ยวของ ‘จอช แซฟดี’ (Josh Safdie) ในภาพยนตร์เรื่องใหม่อย่าง ‘Marty Supreme’ (2025) ที่ว่าด้วยเรื่องราวของนักปิงปองในนิวยอร์กช่วงทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ขับเคลื่อนด้วยความอยากเอาชนะและเป็นที่หนึ่งของโลกในกีฬาที่โลกไม่ค่อยคุ้นหูนัก (ในตอนนั้น)
ความยุ่งเหยิงอลหม่านยังคงเป็นเอกลักษณ์สำคัญของภาพยนตร์ที่ถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองของแซฟดี โดยเฉพาะเมื่อความดิบ ความวุ่นวาย และความมั่วซั่วสอดประสานเข้ากับเสียงดนตรีประกอบที่มีกลิ่นอายยุค 80s ที่ตัดสลับกับบริบทในเรื่องที่ตั้งอยู่ในยุค 50s ได้อย่างน่าสนใจ แต่ที่ชัดเจนไปกว่านั้น คือความไม่เขินอายของแซฟดีที่จะตีแผ่ว่า ‘ตัวเอก’ (Protagonist) ของเรื่องนั้น ไม่ใช่คนดีที่วิเศษวิโสมาจากไหน หากแต่เป็นคนเทา ๆ ดำ ๆ ที่พยายามตะเกียกตะกายบนสมรภูมิชีวิตไม่ต่างอะไรจากคนธรรมดาที่เราเห็นกันได้ทั่วไป
Marty Supreme เล่าเรื่องราวของ ‘มาร์ตี เมาเซอร์’ (Marty Mauser) รับบทโดย ทิโมธี ชาลาเมต์ (Timothee Chalamet) อดีตเซลล์ขายรองเท้าและนักปิงปองจอมกะล่อนในนิวยอร์กยุค 1950 ที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงระดับโลก ทว่าในขณะเดียวกันตัวของเมาเซอร์เองก็ถูกขับเคลื่อนและครอบงำด้วยการอยากเอาชนะและเป็นที่หนึ่งบนเส้นทางเต็มไปด้วยอุปสรรคและความวุ่นวาย
ทว่าเรื่องราวของ Marty Supreme นั้น ไม่ใช่เรื่องราวของมังงะโชเน็น ที่ตัวเอกจะเดินทางจากต้นไปถึงเป้าหมายด้วยความมานะและคว้าความสำเร็จมาครอง หากแต่เป็นการเล่าถึงการเดินทางของชีวิตมนุษย์ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและไม่สมหวัง อีกทั้งยังสะท้อนว่าบางที ‘ความอยากชนะ’ ที่ในแง่หนึ่งก็อาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในชีวิตแล้ว ก็อาจเป็นคำสาปที่ทุบทำลายสายสัมพันธ์รอบกายหรือแม้แต่ตัวเอง โดยที่ไม่ได้การันตีว่าปลายทางจะสมหวังหรือไม่
“ฉันมีเป้าหมาย เธอไม่ แต่ถ้าเธอคิดว่า (การมีลูก) เป็นพรอันประเสริฐล่ะก็ คิดใหม่เสีย เพราะสำหรับฉัน มันคือข้อเสียเปรียบในชีวิตเลย มันคือภาระ และเมื่อฉันมีภาระก็หมายความว่าฉันต้องเสียสละฝันของตัวเองไป เข้าใจไหม?”
ในแง่หนึ่ง เมาเซอร์ถือเป็นภาพสะท้อนของคนที่มาพร้อมกับไฟในการต่อสู้เพื่อฝันอย่างแรงกล้า ทว่าในขณะเดียวกันความหิวกระหายในชัยชนะเหล่านั้นก็กลายเป็นคำสาปที่ทำให้ตัวของเขาเองทุบทำลายสรรพสิ่งรอบข้างที่ขวางทางเขาอยู่ เริ่มตั้งแต่การงานอาชีพที่มั่นคงที่ลุงของเขาหยิบยื่นให้ ไปจนถึงความรักที่ ‘มารีย์’ (Marie) หญิงสาวที่เมาเซอร์มีความสัมพันธ์ด้วยจนเธอตั้งครรภ์ แต่เมาเซอร์ก็มองว่านั่นคือภาระ
สิ่งเดียวที่สายตาของเมาเซอร์มองไปเห็นคือตัวของเขาเองกับศักยภาพที่จะกลายเป็นที่หนึ่ง การเดินทางเป็นเส้นตรงจากตัวตนไปถึงฝันจึงบ่อนทำลายสรรพสิ่งที่รายล้อมเขาไปทั้งหมด ทว่านอกจากนั้น สิ่งที่มาพร้อมกับความเชื่อมั่นในตนเองก็อาจเป็น ‘อัตตา’ หรือ ‘อีโก้’ ในตัวของเขาเอง ที่นอกจากจะทำให้เมาเซอร์กลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัวเองแล้ว ยังทุบทำลายสะพานของโอกาสต่าง ๆ กับตัวเองด้วย
ปัญหาของการอยากชนะคือการที่ตัวของเมาเซอร์ได้ถูกกลืนกินด้วยคำสาปที่ทำให้เขามองโลกโดยมีตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ไม่เพียงเขี่ยคนที่ไม่สำคัญทิ้งไป แต่ยังมองผู้คนรอบข้างที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่เขาเป็นเพียง ‘เครื่องมือ’ ในการเหยียบย่ำไปขั้นบันไดเพื่อไปต่อ ไม่ว่าจะเป็นเงินของคุณลุง (ที่เมาเซอร์อ้างว่าลุงติดเขาเอาไว้), ความช่วยเหลือจากเพื่อนรอบกาย, หรือแม้แต่การฉกฉวยโอกาสจาก เคย์ สโตน (Kay Stone) ที่ใช้เธอเป็นเพียงทางผ่านสู่เป้าหมาย
ในขณะเดียวกัน อัตตาของเมาเซอร์เองก็ขัดขวางตัวเขาเองจากปัญหาทั้งปวง ตั้งแต่ตอนที่ตัวเขาไปแข่งขันในสหราชอาณาจักรและแสดงความไม่พอใจต่อที่พักที่เขาอาศัยอยู่ต่อ ราม เสธิ (Ram Sethi) ประธานสมาคมปิงปองนานาชาติ และได้ไปเช่าโรงแรมหรูอยู่ เพราะเชื่อมั่นว่าจะคว้าชัยชนะและเอาเงินรางวัลมาจ่ายได้ แต่ท้ายที่สุดก็ทั้งคว้าน้ำเหลว ถูกปรับ และไม่ได้ไปแข่งต่อที่ญี่ปุ่น
ความมั่นใจในตนเองของเมาเซอร์ ผนวกกับความพยายามดิ้นรนผ่านการเหยียบย่ำคนอื่นจนทำให้ตัวเขาพัวพันกับสารพันปัญหารอบตัวจนกลายเป็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นภายในเรื่อง (ไม่ต่างอะไรจากตัวละครเอกในเรื่องก่อน ๆ ที่แรงขับเคลื่อน ความพยายามเอาตัวรอด หรือการหมกมุ่นในบางสิ่ง พาให้พวกเขาไปเผชิญหน้ากับความยุ่งเหยิงและอลหม่าน)
แม้ว่าความอยากเอาชนะจะทำให้เมาเซอร์ไม่สามารถไปแข่งในรายการจริงที่ญี่ปุ่นได้ แต่ก็ยังได้โอกาสที่สองไปแข่ง (แบบหลอก ๆ) ในการโปรโมตปากกาของร็อกเวลล์ จนทำให้เมาเซอร์สามารถคว้าชัยชนะมาได้เพราะถูกขับเคลื่อนโดยการถูกเหยียดหยามให้ไปจูบหมู แม้จะเป็นชัยชนะที่ว่างเปล่า แต่เมาเซอร์กลับรู้สึกดีใจราวกับว่าเขาได้คว้าการเป็นแชมป์โลกแล้ว
ทว่าการเดินทางที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านและชัยชนะที่สุดของเมาเซอร์อาจไม่ใช่ตำแหน่งแห่งที่ในโลกของปิงปอง แต่เป็นการที่เขาเดินทางกลับมาสหรัฐอเมริกาเพื่อมาเยี่ยมมารีย์ และลูกน้อยของเขา ก่อนที่เมาเซอร์จะไม่สามารถหยุดกลั้นน้ำตาของตัวเองเอาไว้ได้
ตอนจบดังกล่าวอาจมีวิธีมองได้ในหลายรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป แต่หนึ่งความเป็นไปได้คือการเปลี่ยนผ่านทางความคิดของเมาเซอร์ โดยเฉพาะในการมองโลก ตั้งแต่ตอนต้นเรื่องนั้น ในหัวของเมาเซอร์มีสป็อตไลท์ฉายไปที่จุดเดียว คือชัยชนะในโลกของปิงปอง และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่เขาได้คว้าชัยชนะเหนือเอนโดะไปแล้ว หรือเพราะเห็นว่าโลกปิงปองนั้นช่างน่าเบื่อหน่ายและทุกข์ทรมาน เมาเซอร์เดินทางกลับมาพร้อมกับตัวตนใหม่
อาจเป็นไปได้ว่าน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาคือภาพสะท้อนของคำสาปของผู้ (อยาก) ชนะที่ถูกทุบทำลายจนมลายหายสิ้น จากสายตาที่แหงนมองเพียงจุดสูงสุดของชัยชนะ เมาเซอร์ได้หันมามองความสุขและความสำเร็จอันแสนธรรมดาที่ตั้งอยู่รอบตัวแทน
อย่างน้อย ในท้ายที่สุด เมาเซอร์อาจไม่ได้คว้าความสำเร็จไว้ดังคาดหมาย แต่ความอลหม่านของใน Marty Supreme ก็ได้ปลดตัวเขาจากโซ่ตรวนของคำสาป และทำให้โลกทั้งใบของเมาเซอร์ ไม่ได้มีเพียงตัวเขาอย่างเดียวอีกต่อไป