PLUTO : เมื่อปัญญาประดิษฐ์รื้อสร้างความหมายของการเป็นมนุษย์

PLUTO : เมื่อปัญญาประดิษฐ์รื้อสร้างความหมายของการเป็นมนุษย์

บทวิเคราะห์ PLUTO อนิเมะที่สะท้อนภาพการรื้อสร้างความหมายของการเป็นมนุษย์โดยหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ที่ทำให้เราเห็นความไม่สมบูรณ์แบบคือความสมบูรณ์แบบที่สุด

KEY

POINTS

 

สมองที่สามารถผิดพลาดได้
คือความหมายของการไปถึงความสมบูรณ์แบบ

— ศาสตราจารย์ เทนมะ

 

ความสมบูรณ์แบบมีหน้าตาแบบไหนกัน? 

หากกล่าวจากความสมบูรณ์แบบจากสายตาของมนุษย์ อาจเป็นการลบเอาข้อบกพร่องออกไปให้มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อมองผ่านกรอบของโลกที่ปกคลุมไปด้วยแนวคิดของเสรีนิยมใหม่ ความสมบูรณ์อาจเป็นการที่ทำให้ตัวเองมีประสิทธิภาพให้มากที่สุด อะไรก็ตามที่เหนี่ยวรั้งผลิตภาพของตัวตน — ความขี้เกียจ ความไม่สมเหตุสมผล หรือความเปราะบางของอารมณ์ — ก็สมควรที่จะถูกลดทอนลงไปเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่ ‘สมบูรณ์แบบ’ ซึ่งเมื่อมองผ่านความหมายนี้ ก็หนีไม่พ้นการตัดทอนหลายคุณลักษณะที่ประกอบสร้างความเป็นมนุษย์ออกไป

ขณะเดียวกัน ในยุคสมัยที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ก้าวขึ้นมามีอิทธิพลและพัฒนาอย่างรวดเร็วขึ้นทุกวัน ความสมบูรณ์แบบของ AI นั้นมีหน้าตาเป็นแบบไหนกัน ในแง่หนึ่งคือความเที่ยงตรงและแม่นยำในการประมวลผลและหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดให้ได้มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งเป้าหมายในการทะยานสู่ความสมบูรณ์แบบของ AI อาจเป็นการเลียนแบบความเป็นมนุษย์ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในแง่ของความไม่สมเหตุสมผลที่มนุษย์มี

มีงานวรรณกรรมหลายชิ้นที่สะท้อนคำถามระหว่างเส้นแบ่งของการเป็นมนุษย์ของปัญญาประดิษฐ์ไว้ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Do Androids Dream of Electric Sheep? (1968) โดย ฟิลิป เค. ดิก (Philip K. Dick) นวนิยายไซไฟที่ชวนตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้ถูกดัดแปลงมาเป็นภาพยนตร์ในชื่อ Blade Runner (1982) โดย ริดลีย์ สก็อต (Ridley Scott)
 

หรือแม้แต่งานในช่วงสิบปีให้หลังอย่าง Detroit: Become Human (2018) ซึ่งเป็นวิดีโอเกมทางเลือกที่ตีแผ่เรื่องราวของโลกอนาคตที่หุ่นยนต์ได้กลายเป็นเครื่องมือสามัญประจำบ้าน อีกทั้งยังมีความเหมือนมนุษย์จนแยกไม่ออก อีกทั้งปัญญาที่วิวัฒน์หน้ากลับเริ่มก่อตัวเป็นสำนึกในเรื่องสิทธิจนกลายเป็นคำถามว่าจักรกลที่ถูกสร้างขึ้นจากแร่และเหล็กอย่างหุ่นยนต์เหล่านี้ สมควรจะมีสิทธิจริงหรือเปล่า? แม้แต่ยอดอัลบั้มแห่งทศวรรษอย่าง Random Access Memories (2013) จาก Daft Punk ก็ยังแฝงเร้นนัยยะของการเปลี่ยนผ่านจากหุ่นยนต์สู่มนุษย์มาบันเทิงโสตประสาทของผู้ฟังกันอย่างถ้วนหน้า

คำถามเหล่านี้ได้วนเวียนและถูกเล่าต่อผ่านวรรณกรรมและสื่อรูปแบบต่าง ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทมากขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายเท่าตัว จนทำให้เส้นตัดระหว่างของเทียมกับของแท้เลือนรางลง 

ท่ามกลางบทสนทนาเหล่านี้ ก็ได้มีซีรีส์อนิเมะจาก Netflix ที่สร้างขึ้นจากเรื่องราวและลายเส้นมังงะของ ‘นาโอกิ อูราซาวะ’ (Naoki Urasawa) ในปี 2003 ที่หยิบเอาเรื่องราวตอนหนึ่งของ ‘Astro Boy’ ในชื่อ ‘The Greatest Robot on Earth’ ที่มีปรมจารย์ผู้ให้กำเนิดนามว่า ‘เทซูกะ โอซามุ’ (Tezuka Osamu) มาแผ่ขยายเป็นมังงะในชื่อ ‘PLUTO

PLUTO คือเรื่องราวของโลกอนาคตที่หุ่นยนต์ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมนุษย์อย่างเต็มรูปแบบ ถึงขั้นที่ว่าหุ่นยนต์เองก็มีบ้านอยู่และใช้ชีวิตแทบจะไม่ต่างอะไรไปจากมนุษย์ ถึงขั้นว่ามีกฎหมายคุ้มครองและรองรับสวัสดิภาพ แต่แล้วก็เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นกับหนึ่งในเจ็ดยอดหุ่นยนต์ที่โลกรัก แถมยังตามมาด้วยมนุษย์คนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องสิทธิของหุ่นยนต์จนนำไปสู่การสืบสวนและไล่จับปีศาจร้ายที่สิงอยู่ในมนุษย์หรือหุ่นยนต์ตนใดก็ตาม

ความน่าสนใจในเรื่องราวของ PLUTO ในแง่หนึ่งเขาได้ฉายภาพโลกที่หุ่นยนต์วิวัฒน์ไปข้างหน้าอาจนำมาซึ่งประโยชน์และปัญหาอย่างไรบ้าง เส้นแบ่งจะไปอยู่ตรงไหน ไปจนถึงคำถามเรื่องสิทธิของหุ่นยนต์ที่ชวนให้นึกถึงงานวรรกรรมทั้งจากอดีตและปัจจุบันที่ถูกนำเสนอมา ทว่าหนึ่งแง่มุมที่น่าสนใจเป็นอย่างมากคือการที่หุ่นยนต์ที่ก้าวหน้าทั้งหลายเหล่านั้นก้าวหน้าใกล้เคียงกับมนุษย์เข้าไปทุกวัน พวกมันได้เป็นทั้งกระจกสะท้อนและรื้อสร้างคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์ในหลายแง่มุมที่อาจทำให้เราทั้งตั้งคำถามและย้อนคิดถึงความเป็นมนุษย์ได้ลึกซึ้งกว่าที่เคยเป็น

โดยกระจกสะท้อนหรือการรื้อสร้างเหล่านั้นก็ถูกเล่าผ่านยอดหุ่นยนต์แต่ละตัวกับเส้นทางการพยายามจะเป็นมนุษย์ที่อาจทำให้เราเห็นว่า บางที ท้ายที่สุดแล้ว ความสมบูรณ์แบบที่สุดอาจหมายถึงความไม่สมบูรณ์แบบเลยก็เป็นได้

 

/ บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของซีรีส์ PLUTO (2023) / 

 

ชะตาชีวิตที่กำหนดเอง

 

มนุษย์นี่มักจะชอบปล่อยให้โชคเป็นตัวกำหนดชีวิตนะ 
แต่ฉันมองว่าตัวของเราเองต่างหากที่จะเป็นกำหนดโชคของตัวเอง

— แบรนโด, หนึ่งในเจ็ดหุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูงของโลก

 

โชคชะตาฟ้าลิขิตถือเป็นรากฐานหนึ่งที่สำคัญของสำนึกในความเป็นมนุษย์ ความเชื่อที่ว่าฟ้าลิขิตทำหน้าที่คล้ายกับพลังจากฟากฟ้าที่ประทานให้กับมนุษย์เดินดินธรรมดา และบอกว่าฝันทั้งหลายนั้นถูกสร้างมาเพื่อตัวเขาเหล่านั้น ในขณะเดียวกัน ความคิดเรื่องโชคชะตานี้เองก็อาจเป็นกรงขังที่พันธนาการไม่ให้ใครก็ตามสามารถหลุดออกจากจุดเดิมของชีวิตเพื่อขยับเข้าสู่ตัวตนที่ตนเองปรารถนาอย่างแท้จริง

เรื่องราวของ ‘นอร์ธ หมายเลขสอง’ (North No. 2) แทบจะเป็นหนังสั้นที่มีเรื่องราวแยกเป็นของตัวเองโดยไม่ต่อติดกับใครในเรื่อง นอร์ธ หมายเลขสอง คือหนึ่งในเจ็ดหุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูงจากสก็อตแลนด์ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำสงคราม ด้วยเหตุนั้นในช่วงสงครามเอเชียกลางครั้งที่ 39 (The 39th Central Asian Conflict) นอร์ธ หมายเลขสอง จึงเป็นหนึ่งในหุ่นยนต์ที่ถูกวางเอาไว้อยู่ที่แนวหน้าเพื่อต่อกรกับหุ่นยนต์นับหมื่นในสงคราม

แม้ภูมิหลังจากอุดมไปด้วยความรุนแรง แต่เรื่องราวในปัจจุบันของเขานั้นกลับตรงกันข้าม นอร์ธ หมายเลขสอง ได้ผันตัวมาทำอาชีพพ่อบ้านให้กับนักประพันธ์ดนตรีตาบอดอันเลื่องชื่อนามว่า ‘พอล ดันแคน’ (Paul Duncan) ผู้ไม่เพียงอารมณ์บูดบึ้งและเดียดฉันท์ความเทียมของหุ่นยนต์ แต่ยังติดบ่วงการสร้างสรรค์ที่ไม่ไปไหนของตัวเอง รวมไปถึงฝันร้ายจากวันวานที่คาใจเขามาจนถึงปัจจุบัน

นอร์ธ หมายเลขสอง เองก็ต้องทนทุกข์กับบาดแผลในวันวาน กับการที่จำต้องทำลายล้างหุ่นยนต์นับหมื่นจนมันได้กลายเป็นแผลใจและฝันร้ายที่หลอกหลอนเขาเรื่อยมา โดยเฉพาะเมื่อหุ่นยนต์สามารถ ‘จำ’ ทุกเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน (โดยเราจะกล่าวถึงเรื่องการจำและลืมในส่วนถัดไป)

ดันแคนมองว่าเครื่องจักรสังหารเช่น นอร์ธ หมายเลขสอง ไม่มีทางเข้าใจสุนทรียะของมนุษย์ได้ ไม่ต้องกล่าวถึงเป็นไปได้ในหุ่นยนต์สักตัวจะสร้างสรรค์งานศิลปะที่จริงแท้ออกมาเลยแม้แต่น้อย ดันแคนขับไสไล่ส่ง นอร์ธ หมายเลขสอง ที่เขาปรากฏตัวมายุ่มย่าม หรือแม้แต่พยายามให้ความเห็นและกำลังใจกับเขาในดนตรีที่กำลังสร้างสรรค์

สิ่งหนึ่งที่น่าทึ่งคือการที่นอร์ธ หมายเลขสอง แสดงความหลงใหลในเสียงดนตรีอย่างที่ตัวเขาเองในฐานะหุ่นยนต์ไม่สามารถต้านทานได้ ทุกครั้งที่เปียโนของดันแคนว่าง นอร์ธ หมายเลขสอง จะพาร่างสูงกว่าสองเมตรครึ่งของตนเองไปแอบบรรเลงเปียโนเล่นอยู่เสมอ ซึ่งก็จบด้วยการถูกดันแคนขับไสไล่ส่งและดูถูกทุกครั้งไป

 

แกมันสมควรอยู่ในสนามรบ ซึ่งตัวแกเองก็รู้ดี!” ดันแคนกล่าว

คุณพูดถูกแล้วครับ และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ตัวผมอยากเล่นเปียโน
ผมไม่อยากอยู่ในสนามรบอีกแล้ว…
” นอร์ธ หมายเลขสอง ตอบ

 

ในสังคมมนุษย์เรามักมีคำกล่าวหนึ่งที่บอกว่า “Born to be.” หรือ “เกิดมาเพื่อเป็นสิ่งนั้น” ในแง่หนึ่งสะท้อนสายสัมพันธ์ของโชคชะตาที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่แรกแล้ว หมายความว่าทุกคนเกิดมาล้วนมีจุดหมายปลายทางของตนเองที่ถูกกำหนดไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งกีดขวางที่บอกว่า หากไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้น ก็อย่าคิดจะเป็นสิ่งนั้นเลย

นอร์ธ หมายเลขสอง เกิดมาเพื่อสู้รบ ร่างกายของเขาไม่แม้แต่จะถูกตกแต่งและออกแบบมาให้ดูเป็นมิตรกับมนุษย์ ร่างสูงราวสองเมตรครึ่งที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีดำคือการปกปิดอาวุธยุโธปกรณ์ที่มีไว้เพื่อฆ่าล้างโดยเฉพาะ นอร์ธ หมายเลขสอง บอร์นทูบีเครื่องจักรสังหาร และอาจไม่ผิดที่ดันแคนจะคิดว่าเขาคู่ควรกับสนามรบเพียงเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หัวใจกลของนอร์ธ หมายเลขสองกลับบังคับหุ่นยนต์สังหารตัวนี้และบอกให้เขาไป ‘เล่นเปียโน’ ทั้ง ๆ ที่แทบไม่มีองค์ประกอบไหนของตัวเขาเลยที่เหมาะสมกับการเล่นเปียโน แม้แต่การจะหาชุดทักซีโดมาใส่ก็ยังเป็นเรื่องที่ยาก แต่ถึงกระนั้น เพื่อทุบทำลายและเดินจากตัวตนในอดีตที่นอร์ธ หมายเลขสอง ‘บอร์นทูบี’ ตัวของเขาเลือกสร้างเป้าหมายใหม่ให้กับตัวเขาเอง แม้จะ ‘นอทบอร์นทูบี’ (Not born to be.) ก็ตาม

ท้ายที่สุด แม้จะเป็นห้วงเวลาสั้น ๆ ที่ พอล ดันแคน กับ นอร์ธ หมายเลขสอง จะได้มีความสัมพันธ์ฉันท์ครู-ศิษย์ แต่หัวใจจักรกลที่ไม่ยอมแพ้ของเขากลับสะท้อนความหมายของการเป็นมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งและน่าสนใจที่สุดเรื่องราวหนึ่ง

เฉกเช่นเดียวกับ ‘เอปซีลอน’ (Epsilon) หุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูงจากออสเตรเลียที่มีขุมพลังเป็นแสงอาทิตย์และถือครองพลังอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุด (ตราบใดที่ดวงอาทิตย์ยังฉายแสง) แต่ตัวของเขาก็หาได้ใช้พลกำลังของตัวเองยึดครองโลก อีกทั้งยังเลือกที่ไม่ร่วมกับแนวหน้าของสงคราม เอปซีลอนยึดถือแนวทางสันติวิธี หลบหนีจากการต่อสู้ และอุปการะเด็กที่กำพร้าจากสงครามนับสิบคน

แม้ว่าทางกายภาพและกลไกของเอปซีลอนจะถูกสร้างมาให้มีพลังทำลายล้างที่สูง แต่ด้วยสมองกลที่ถูกสร้างมาให้โอบรับสันติภาพ แม้ร่างกายจะ born to kill มากเพียงไหน แต่ตัวเขาก็สามารถเลือกเองได้ว่าจะ born to love and care. แม้แต่ ‘มองบลังก์’ (Montblanc) หุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูงจากสวิสเซอร์แลนด์ที่ถูกสังหารเป็นตนแรกก็เลือกที่จะอุทิศตัวเองให้กับธรรมชาติ ไม่ว่าตนจะแข็งแกร่งเพียงไหนก็ตาม

ทั้งหมดทั้งมวล ทำให้หวนนึกถึงถ้อยคำของ ‘แบรนโด’ (Brando) หุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูงจากตุรกีที่มีฉายาว่า ‘ลัคกีแมน’ (Lucky Man) แต่ตัวเขาเองก็ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า มนุษย์มักคิดว่าโชคชะตาคือสิ่งที่กำหนดชีวิต แต่แท้จริงแล้ว อาจจะเป็นตัวเราหรือเปล่าที่เป็นผู้กำหนด ‘โชค’ ของเราอีกที

อย่างน้อย หุ่นยนต์ก็ได้เรียนรู้และสะท้อนแง่มุมหนึ่งของการเป็นมนุษย์ให้เราได้เห็นกัน ซึ่งคือการนิยามความหมายของการมีชีวิตด้วยตัวของเราเอง โดยไม่เกี่ยวกับว่าเราเกิดมาแบบไหน

 

ปล. เมื่อได้ยินเสียงเปียโนของ ‘Cherished Memories’ โดย ‘อาคิฮิโระ มานาเบะ’ (Akihiro Manabe) ก็ทำให้หวนนึกถึงความเปราะบางและอ่อนโยนที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในความแข็งกร้าวและน่าเกรงขามของนอร์ธ หมายเลขสอง ทุกครั้งไป

 

ความจริงแท้ของเครื่องจักร

คงไม่เกินความเป็นจริงที่จะบอกว่าปัญญาประดิษฐ์สามารถมาแทนที่มนุษย์ได้ เพราะในหลายบทบาทหน้าที่ก็ได้ถูกปัญญาประดิษฐ์แทนที่ไปเรียบร้อยแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเกิดความหวาดระแวงว่าใครจะเป็นรายต่อไปที่อาจถูกแทนที่ ในขณะเดียวกัน เรื่องราวของ Pluto ก็ได้สะท้อนให้เห็นเช่นเดียวกันว่า ปัญญาประดิษฐ์ที่จะสมบูรณ์แบบเพียงไหนก็อาจไม่สามารถแทนบางอย่างของความเป็นมนุษย์ได้

อะตอม’ (Atom) หุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูงจากประเทศญี่ปุ่นที่มีสมองล้ำหน้าที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผลหรือความเหมือนมนุษย์ก็สามารถที่จะเลียนแบบได้อย่างยากจะแยกออก อะตอมถือเป็นผลงานของ ‘ศาสตราจารย์ เทนมะ’ (Professor Tenma) ยอดนักวิทยาศาสตร์ผู้สามารถสร้างชิปของหุ่นยนต์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในโลก แม้ ‘ศาสตราจารย์ โอชาโนมิสึ’ (Professor Ochanomizu) จะบอกว่าอะตอมคือสิ่งประดิษฐ์ที่ประสบความสำเร็จที่สุด แต่สำหรับเทนมะ อะตอมคือความล้มเหลว

ศาสตราจารย์เทนมะได้สร้างหุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูงขึ้นมาเพื่อหวังจะให้มาแทนที่ ‘โทบิโอะ’ (Tobio) ลูกชายของเขาที่เสียชีวิตไป แต่แม้ว่าอะตอมจะสมบูรณ์แบบเพียงไหน จะมีท่าทีเหมือนมนุษย์จนแยกไม่ออกเพียงใด แต่ความสมบูรณ์แบบของอะตอมกลับเป็นหลักฐานสำคัญที่ย้ำเตือนกับเทนมะว่าโทบิโอะได้จากไปแล้ว

ฉากมื้ออาหารเย็น ณ บ้านของเทนมะน่าจะเป็นภาพสะท้อนของเรื่องราวนี้ได้ชัดเจนที่สุด เมื่อเทนมะถามอะตอม (ที่ตอนนั้นอาจจะยังถูกคาดหวังว่าเป็นโทบิโอะ) ว่าชอบอาหารจานนี้หรือไม่ อ่านหนังสือที่ซื้อให้หรือยัง และรักพ่อไหม สิ่งที่อะตอมตอบคือ ชอบอาหารจานนี้ครับ อ่านแล้วครับ และรักพ่อที่สุดครับ 

ความสมบูรณ์แบบของหุ่นยนต์ที่เขาสร้างขึ้นจึงกลายเป็นช่องโหว่สำคัญที่ทำให้อะตอมไม่ใช่โทบิโอะ ในขณะเดียวกัน ความไม่สมบูรณ์แบบและขาดพร่องของโทบิโอะกลับกลายเป็นคุณลักษณะสำคัญที่ประกอบสร้างโทบิโอะที่สมบูรณ์แบบขึ้นมา ความสมบูรณ์แบบของอะตอมคือหลักฐานอันประจักษ์ชัดที่บอกว่าโทบิโอะที่ไม่สมบูรณ์แบบได้จากไปอย่างถาวรแล้ว…

เรื่องราวของ หุ่นยนต์น้องสาวของอะตอมอย่าง ‘อูรัน’ (Uran) เองก็มีความน่าสนใจในแง่ของความจริงแท้ของหุ่นยนต์ไม่แพ้ไปกว่ากัน แม้จะไม่ได้ถูกนับรวมว่าเป็นหุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูงเฉกเช่นอะตอม แต่เธอเองก็มีความสามารถที่ไม่มีใครเหมือน ซึ่งก็คือการที่เธอสามารถตรวจพบความรู้สึกเศร้าในหัวจิตหัวใจของใครสักคนได้ ด้วยเหตุนั้น เมื่อใดมีใครเศร้า เมื่อนั้นอูรันจะปรากฏตัว

แม้เทนมะจะตั้งคำถามว่าสิ่งที่เธอรู้สึกนั้นจริงแท้หรือเข้าใจมากเพียงไหน แต่อย่างไรก็ตาม อูรันก็ได้กลายเป็นภาพสะท้อนที่ชวนเราตั้งคำถามว่าแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์คืออะไร หุ่นยนต์หลายตัวอาจมีวิธีการเลียนแบบมนุษย์ที่แตกต่างกันไป แต่สำหรับนิยามของอูรันนั้นคือ ‘เห็นอกเห็นใจ’ (Sympathy) ผู้อื่น แม้ตัวเองก็อาจไม่ได้เข้าใจเหตุผลของความเศร้าเหล่านั้น

ในวันที่อูรันสูญเสียพี่ชายอย่างอะตอมไป เธอเองก็เผชิญหน้ากับความสูญเสียและความเศร้าหมอง แต่สิ่งที่ทำให้เธอสามารถยืนหยัดขึ้นมาได้จากความทุกข์โศกเหล่านั้นคือการบรรเทาทุกข์ผู้อื่น การเห็นอกเห็นใจคนที่กำลังเศร้า เฉกเช่นเดียวกับการที่เธอหยิบยื่นลูกแมวที่ถูกทิ้งให้กับเด็กชายที่ถูกเพื่อนรังแกจนคิดสั้น เพราะการได้ดูแลผู้อื่นที่กำลังทุกข์ตรมสามารถเติมเต็มช่องว่างของหัวใจได้

แม้อูรันอาจไม่รู้ว่าหัวใจคืออะไร จิตวิญญาณหน้าตาเป็นแบบไหน แต่อย่างน้อยเธอก็ได้ถือครองคุณลักษณะสำคัญของความเป็นมนุษย์ ที่มนุษย์แท้ ๆ อาจทำมันร่วงหล่นท่ามกลางดินแดนแห่งความเกลียดชัง แล้วใครเหมือนมนุษย์มากกว่ากัน ระหว่างมนุษย์ที่ลืมความเห็นอกเห็นใจกับอูรัน?

 

หลงลืมและจดจำ

 

ทำไมแกถึงอยากจะลากฝันร้ายของฉันมาพบกับแสงตะวันนัก? 
มนุษย์อย่างฉันไม่ได้จดจำทุกอย่างเหมือนหุ่นยนต์อย่างพวกแกหรอก
และนั่นถือเป็นพรอันประเสริฐ!

— พอล ดันแคน กล่าวกับ นอร์ธ หมายเลขสอง

 

ถือเป็นพรอันประเสริฐอย่างที่ดันแคนว่า ที่มนุษย์สามารถหลงลืมอะไรบางสิ่งได้ เรื่องที่ดีเราสามารถที่จะเลือกจะจดจำ เรื่องที่เลวร้ายอาจเป็นสิ่งที่ยากจะขจัดจากหัวใจ แต่กาลเวลาก็อาจพามันให้พ้นไปจากแสงสป็อตไลท์ได้บ้าง ทว่าในขณะเดียวกัน หุ่นยนต์ที่สามารถจำภาพทุกอย่างได้อย่างชัดเจน เพราะความถูกบันทึกไว้ในชิปของสมอง ก็หมายความว่าภาพเหตุการณ์และความทรงจำที่เลวร้ายอาจไม่มีวันเลือนรางลงไปได้เลย

สำหรับหุ่นยนต์ ก็คงมีอยู่ทางเดียวเท่านั้นที่จะ ‘ลืม’ ได้ นั่นก็คือการลบความทรงจำเหล่านั้นไปทั้งหมด 

ไม่ว่าจะเป็น ‘เฮเลนา’ (Helena) ภรรยาของเกซิกต์ หรือหุ่นยนต์แม่บ้านที่เป็นภรรยาของ ‘ร็อบบี’ (Robby) ที่ถูกสังหารในตอนแรก ก็ล้วนสะท้อนภาพคุณค่าของความทรงจำทั้งสิ้น หากมองแบบขาวและดำ หากความทรงจำใดที่ทำให้มีความสุขก็สมควรจะเก็บไว้ แต่สำหรับความทรงจำที่เจ็บปวดก็สามารถลบไปได้ นี่อาจจะเป็นข้อดีของหุ่นยนต์ในการลบความทรงจำก็ได้ 

แต่จะเห็นได้ว่าหุ่นยนต์หม้ายทั้งสองตนกลับไม่เคยคิดที่จะลบความทรงจำของสามีอันเป็นที่รักออกไปจากความทรงจำของพวกเธอเลย แม้จะต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดก็ตาม เหตุเพราะความโศกเศร้าจากความทรงจำ โดยเฉพาะการสูญเสียอาจเป็นการผสมผสานระหว่างความทรงจำที่ดีกับความทรงจำที่เลวร้ายเสมอ หากเลือกที่จะลบความทรงจำที่เจ็บปวดออกไป ความทรงจำที่งดงามก็อาจมลายหายไปด้วย

แทบจะไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ที่ในบางเรื่องราวที่สร้างความเจ็บปวดเกินจะทนไหว แต่การจดจำอาจเป็นทางเดียวที่จะสามารถคงรักษาห้วงเวลาอันมีค่าที่อาจไม่มีอีกแล้วได้อย่างดีที่สุด และสุดท้ายหากความโศกเศร้านั้นเอ่อล้น หุ่นยนต์ หรือมนุษย์ก็ตาม ก็อาจจะลอง ‘ร้องไห้’ ออกมา เผื่อว่าเงามืดของความทุกข์จะบรรเทาลงบ้าง

 

คุณสมควรจะจดจำทุกชิ้นส่วนในความฝันของคุณ
เฉกเช่นเดียวกับผมที่จะต้องจดจำของตัวเอง

— นอร์ธ หมายเลขสอง กล่าวกับ พอล ดันแคน

 

แต่ในขณะเดียวกัน ‘การจำ’ ของหุ่นยนต์ก็อาจมีหน้าตาคล้ายกับ ‘คำสาป’ และเรื่องราวของ ‘เกซิกต์’ (Gesicht) หุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูงจากเยอรมนีและตัวเอกของเรื่องน่าจะเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะเมื่อความทรงจำหรือความรู้สึกเหล่านั้นสัมพันธ์กับ ‘ความแค้น’ ที่ซ่อนอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ

ครั้งหนึ่งเกซิกต์เคยแหกกฎและได้วิสามัญมนุษย์คนหนึ่งไปโดยไม่ได้รับการอนุญาต ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรงของหุ่นยนต์ที่มีกฎหมายว่าห้ามฆ่ามนุษย์เป็นอันขาด ด้วยเหตุนั้น เกซิกต์จึงถูกลบความทรงจำไป ทว่าความรู้สึกคับแค้นที่ยังก้องกังวาลอยู่ก็ได้เล็ดรอดออกมาผ่านข้อผิดพลาดในชิปและฝันร้ายที่เกิดขึ้นตลอดทั้งเรื่อง หมายความว่าแม้จะลบความทรงจำออกไป แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้หายไปตาม ดังที่เทนมะได้กล่าวเอาไว้ว่า

 

ความเกลียดชังและโศกเศร้า
เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วมันจะไม่จากไป
คุณอาจคิดว่ามันจะมอดดับไปเองตามกาลเวลา
แต่สิ่งที่หลงเหลืออยู่เป็นแน่คือเถ้าถ่านที่ไม่เคยเย็นลง

 

ความรู้สึกของเกซิกต์ที่เผชิญหน้ากับความรู้สึกแค้นอาจดูเหมือนความผิดพลาดของระบบที่หุ่นยนต์ไม่สมควรจะมี แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความแค้นนี้เองที่ทำให้เกซิกต์ก้าวเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์ขึ้นอีกขั้นหนึ่ง เมื่อเกซิกต์แค้นและเกลียดชัง ตัวของเขาก็แทบไม่ต่างอะไรจาก ‘อดอล์ฟ’ (Adolf) น้องชายของคนที่เกซิกต์ได้วิสามัญไป แต่ถึงกระนั้น ท้ายที่สุด เกซิกต์ก็เลือกที่จะปกป้องชีวิตของอดอล์ฟจนนำไปสู่คำถามหนึ่งที่ตัวเขาเอ่ยถามกับอดอล์ฟว่า

 

ความเกลียดชังมันจะสามารถหายไปได้ไหม 
หรือมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเราตลอดไป
ไม่ว่าเราจะพยายามลบมันออกไปเพียงใดก็ตาม

 

อดอล์ฟเองก็ปราศจากคำตอบที่จะมอบให้กับเกซิกต์ เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็อาจจะไม่แน่ใจว่าจะสามารถเอาชนะมารความแค้นของตัวเองได้หรือเปล่า แต่อย่างน้อยหนึ่งในบทเรียนที่ความเกลียดชังให้กับพวกเขาทุกคนคือ 

มันไม่นำไปสู่อะไรเลย

นอกเสียจากความเกลียดชังและเคียดแค้นที่จะถูกส่งต่อไปเรื่อย ๆ ไม่จบสิ้น

แต่ไม่ว่าความเคียดแค้นจะหายไปหรือคงอยู่ สิ่งหนึ่งที่เกซิกต์ตัดสินใจทำคือหยุดผลิตซ้ำความเกลียดชังและไม่ให้วัฏจักรนี้เวียนกลับมาอีกครั้ง… 

 


PLUTO ตั้งต้นจากการเป็นเรื่องราวของการสืบสวนไล่ล่าหาปริศนา ทว่าระหว่างทางก็ได้โยนคำถามและย้ำเตือนแก่นแท้ของการเป็นมนุษย์ให้เรากลับมาคิดต่อได้อย่างน่าสนใจ

ทำให้เห็นว่าเราสามารถกำหนดชะตาชีวิตและเลือกใช้ชีวิตแบบที่อยากจะเป็นได้

ทำให้เห็นว่าโชคอาจไม่ใช่สิ่งที่เหนือธรรมชาติ แต่เป็นอะไรที่มนุษย์กำหนดเอง

ทำให้เห็นว่าความเปราะบางและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอาจสำคัญกว่าความสามารถในการเข้าใจ

ทำให้เห็นคุณค่าของการจดจำและหลงลืม

ทำให้เห็นว่าเราจะใช้ชีวิตอยู่กับความเคียดแค้นอย่างไร

และทำให้เห็นว่าความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์คือความสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว