Call Me By No Name: เมื่อบริษัทครองตลาด แต่ครองความประสาทของพนักงาน

Call Me By No Name: เมื่อบริษัทครองตลาด แต่ครองความประสาทของพนักงาน

บทความบอกเล่าประสบการณ์ของแรงงานออฟฟิศคนหนึ่งที่เคยเชื่อว่าความอดทนคือเครื่องพิสูจน์ความเก่ง จนวันหนึ่งจึงตระหนักว่าความสัมพันธ์แบบ Toxic ในที่ทำงานกำลังกัดกินชีวิตของเขาอย่างเงียบงัน และการปกป้องส่วนแบ่งในชีวิตของตัวเองต่างหาก คือความกล้าหาญที่แท้จริง

KEY

POINTS

“เป้าหมายของเราในปีนี้คือครองส่วนแบ่งความประสาทให้มากที่สุด”

สายตาหลุดโฟกัสของฉันกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง ฉันหันขวับไปมองใบหน้าของบอสที่ครองไมค์อยู่หน้าห้องประชุมช้า ๆ ก่อนที่จะชำเลืองเห็นข้อความที่ปรากฏบนสไลด์สไตล์แคนวาสำเร็จรูปด้านหลัง

อ๋อ เขาพูดว่า “ส่วนแบ่งการตลาด…”

อาการหูเพี้ยนเมื่อครู่คงเป็นผลพวงของสมองที่ล้าเบลอ ข้อมูลหยุบหยับกับสารพัดกราฟยุ่งเหยิงบนจอทำให้ฉันรู้ว่าเขากำลังพูดถึงอะไร ด้วยความสัตย์จริง ฉันไม่ได้สนใจสิ่งที่เขาพูดมาตั้งแต่แรกแล้ว ฉันเพียงแค่หอบร่างมานั่งเหม่อให้มันครบองค์ประชุม และเพียงนับถอยหลังในใจรอให้ถึงเวลากลับบ้านแสนสุข แต่เชื่อเถอะว่าฉันคือคนที่เข้าใจเนื้อหาในการนำเสนอวันนี้ที่สุดแล้ว

ก็ข้อมูลพวกนั้นน่ะ ฉันปั่นมันมาทั้งคืน เพื่อให้บอสเคลมกับลูกค้าว่าเป็นไอเดียของเขาอยู่นี่ไง…

เป้าหมายของบริษัทปีนี้คืออยาก ‘ครองส่วนแบ่งการตลาด’ แต่ตัวเขาน่ะ...  ‘ครองความประสาท’ ในชีวิตฉันไปหมดแล้ว…

อันที่จริง ฉันไม่ใช่ทั้ง ‘คนเก่ง’ และ ‘คนดี’ ในที่ทำงานแบบที่ใคร ๆ เข้าใจกัน ฉันเป็นเพียงแรงงานห้องแอร์ตัวเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีตัวเลือกมากมายในชีวิต ไม่มีฟูกที่เรียกว่าบ้าน (ที่มีอันจะกิน) มีแต่บิลที่ต้องจ่ายทุก ๆ เดือน ชีวิตหมุนวนเดือนชนเดือน ขยันและอดทนมาหลายปีจนได้เป็นซีเนียร์ในบริษัทใหญ่โตและเริ่มมีเด็กจบใหม่เข้ามาเป็นลูกทีมบ้างแล้ว

“การทำงานมันต้องเครียดอยู่แล้ว”

“No Pain No Gain ทุกคนที่ประสบความสำเร็จต้องผ่านเรื่องยาก ๆ มาทั้งนั้น”

คำพูดจากคนรุ่นก่อนพวกนี้น่ะแสนจะจริง มันไม่มีงานไหนที่ได้ดั่งใจไปทุกอย่าง มันก็แค่… จะมีบางวันที่หัวหน้าผู้ไม่มีรังไข่ทำตัวเหมือนประจำเดือนมามากผิดปกติ เช้าบอกอย่าง แต่เย็นจะเอาอย่าง และคาดเดาอารมณ์ไม่ได้

มีบางวันที่ถูกเพื่อนร่วมงานค่อนแคะ เหน็บแนม ล้อเลียนในที่ทำงาน

มีบางวันที่ไอเดียที่อดหลับอดนอนทำ ถูกปัดตกไม่เหลือชิ้นดี แถมด้วยคอมโบเซ็ตถ้อยคำที่ทำให้รู้สึกไร้ค่ากว่าสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว

มีบางวันที่ถูกลูกค้าวีนด้วยจริต ‘Regina’ ใน ‘Mean Girl’

มันก็แค่บางวัน

และมันก็แค่… อดทนให้บางวันเหล่านั้นเกิดวนซ้ำไปมาหลายปี นี่คือวิถีของคนจะเป็นใหญ่เป็นโต

ฉันรู้ว่าโลกนี้ยังสวยงาม ทุกอย่างในชีวิตวัยทำงานไม่ได้หม่นดำไปเสียหมดหรอก เพราะผลของความขยันอดทนของฉันมันก็ตอบแทนให้เห็นแล้ว เป็นเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น เป็นตำแหน่งที่สูงขึ้น เป็นคำชื่นชมจากหัวหน้าในยามที่ฉันทำได้ดี เป็นโบนัสก้อนใหญ่ เป็น outing ต่างประเทศที่บริษัทเปย์หนักระดับอัปฯรูปลง IG แล้วต้องมีคนอิจฉาบ้างล่ะ

แล้วยังตอบแทนเป็นโรคเครียดเรื้อรังที่กลายร่างเป็นโรคซึมเศร้าได้อีกด้วย…

“ก้าวแรกของการออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ คือการมองให้ออกว่ามันเป็นพิษ”

 

คำกล่าวนี้จริงกว่าคำคมไลฟ์โค้ชสายพัฒนาตัวเองคนไหน ๆ พิสูจน์จากชีวิตมอม ๆ ของฉันเอง ในตอนที่ฉันเริ่มตั้งคำถามถึง ‘ส่วนแบ่งความประสาท’ ที่ฉันแบ่งออกไปให้พวกเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ทุกชีวิตมีเวลาและเรี่ยวแรงที่จำกัด ใน 1 วัน ในแต่ละวันฉันแบ่งเวลา แบ่งแรง มาทำงาน มาใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขามากถึง 8 ชั่วโมง (ไม่รวมทำงานนอกเวลา ที่ออกจะได้นอกบ่อยไปหน่อย…) ในส่วนแบ่งเหล่านี้ มีต้นทุนที่แพงที่สุดที่มักไม่ได้ถูกคำนวณรวมไว้ นั่นคือ ฉันได้ “แบ่งสุขภาพจิต” ของฉันไปไว้ที่พวกเขาในสัดส่วนที่เรียกได้ว่า ‘ครองตลาดชีวิต’ ของฉันไปมากมายอย่างไม่รู้ตัว

เพราะความรู้สึกลบ ไม่ได้ถูกปิดจบหลังเวลาเลิกงาน

ฉันมักจะคิดถึงคำพูดแย่ ๆ ของพวกเขาตอนอาบน้ำ ใช้คืนวันระหว่างเสาร์อาทิตย์ไปอย่างหวาดระแวงวันจันทร์เพราะต้องเตรียมงานไปเสนอ ถึงขั้นนอนไม่หลับในบางคืน และแอบใจสั่นในตอนที่เห็นแจ้งเตือนในโทรศัพท์ว่าเป็นข้อความจากคนที่ทำงาน

แม้สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงมานานเท่าไร ฉันก็เพียงแค่อดทนให้มันผ่านไปโดยไม่ให้ใครรู้ ฉาบเคลือบทุกความขมด้วยคำหวานว่า ‘มืออาชีพ’ และบ่อยครั้งฉันก็ส่งต่อความมืออาชีพในมาตรฐานนี้ไปสู่คนรุ่นถัดไป

“ถ้าพี่ทำได้ น้องก็ต้องทำให้ได้เหมือนกัน มันคือมาตรฐานของที่นี่”

“การทำงานมันต้องเครียดอยู่แล้วน้อง”

“No Pain No Gain ทุกคนที่ประสบความสำเร็จต้องผ่านเรื่องยากๆ มาทั้งนั้นแหละน้อง”

ฉันอยากให้ใคร ๆ เห็นว่าฉันมีค่าและคู่ควรกับที่ตรงนี้ ฉันเก่งที่ไม่ผ่อนปรน เก่งที่ทนกับสิ่งยาก ๆ ที่คนอื่นไม่ทนได้ ฉันคือคน 1% บนยอดพิรามิดที่เก่งจริง

มายเซ็ตในการทำงานแบบนั้นของฉันโง่เง่า น่าอาย น่าลบทิ้งพอ ๆ กับรูปเด๋อ ๆ สมัยเรียนในเฟซบุ๊กที่ถูกคนมือดีแคปฯเก็บไว้

ฉันเชื่อว่าทุกคนที่รับบทผู้ชม มักรู้สึกว่าอะไร ๆ ช่างจัดการได้ง่ายดาย เมื่อคุณมองเข้าไปในเรื่องราวชีวิตคนอื่น เหมือนที่คุณมักจะขัดใจในการตัดสินใจโง่ ๆ ของตัวละครในหนัง ถ้าเราได้เจอกันตอนนั้น คุณอาจจะอยากเขกกะโหลกฉันที่มืดบอดวนเวียนอยู่กับการทำงาน toxic เสียเหลือเกิน นั่นฟังขึ้นที่สุด เพราะตัวฉันเองในตอนนี้ก็อยากเขย่าหัวตัวเองในตอนนั้นแรง ๆ เหมือนกัน

มีหลายคนสงสัยว่าทำไมถึงทนมานานขนาดนั้น ทำไมไม่เดินออกมาจากคน toxic ง่าย ๆ อันที่จริงถ้าตัดเรื่องปากท้องที่เป็นเหตุผลหลักให้หลายคนต้องทนกับ toxic ในที่ทำงานแล้ว เขาก็มีงานวิจัยที่พูดถึงปรากฏการณ์ ‘Traumatic Bonding’ ด้วย มันคือเทคนิคที่เรียกว่า ‘Intermittent Reinforcement’ หรือ ‘การให้รางวัลสลับกับการทำร้ายจิตใจ’ ประเภทเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย สมองของคนที่อยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้จะหลั่งสาร Dopamine ในระดับที่สูงผิดปกติตอนที่ได้รับความรักหลังจากถูกทำร้าย จนเกิดอาการเสพติดความสัมพันธ์นั้น เหมือนกับติดพนัน ทำให้เรารู้สึกว่าที่เป็นอยู่มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นและอยู่กับมันมาได้เรื่อย ๆ เพราะเสพพิษจนเป็นปกติไปโดยไม่รู้ตัว

กว่าฉันจะก้าวออกมาได้ก็เนิ่นนาน กว่าจะเลิกหมกมุ่นในการพิสูจน์ตัวเองกับคน toxic ชีวิตฉันก็ผิดเพี้ยนไปจนเกือบกู่ไม่กลับ ข่าวดีคือค่านิยมก้าวหน้าแห่งยุคสมัย ฉันแอบขอบคุณทุกคนอยู่จริง ๆ ที่ช่วยกันพูดว่าการไปพบจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องประหลาด เคยแอบคิดเล่น ๆ บางทีว่าถ้าฉันในสภาพนี้มีชีวิตอยู่ในยุคก่อน คงโดนจับไปให้หมอผีโบยเลือดซิบ แทนที่จะได้พบหมอจิตเวชและรับการรักษาอย่างถูกต้องแบบที่ฉันได้รับในตอนนี้

ในวันหนึ่งวันนั้น ฉันเดินออกจากบริษัทที่(กัด)กินสัดส่วนชีวิตฉันไปหลายปี ทุกคนจากกันด้วยดีแบบมืออาชีพ ๆ หัวหน้าและผู้ร่วมงานยังคงยิ้มให้กันพร้อมของขวัญวันอำลา ฉันค่อย ๆ เก็บของแล้วย่างเท้าออกมานอกอาคารหรู นี่ไม่ใช่แค่การก้าวพ้นสภาพพนักงาน มันคือการก้าวออกจากความสัมพันธ์ toxic สำหรับฉัน

ไม่สำคัญเลยว่าเราจะก้าวออกมาจากบ่อพิษแห่งความสัมพันธ์ (ในรูปแบบอะไรก็ตาม) ได้ช้าหรือเร็ว คุณอาจอยู่ในภาวะที่ยังมองไม่ออกหรือยังออกมาไม่ได้ด้วยข้อจำกัดในชีวิต แต่ทุก ๆ การก้าวออกมาจากคน toxic ได้เป็นเรื่องที่น่ายินดีเสมอ และสำหรับฉันมันคือ ‘ปรากฏการณ์ตาสว่าง’ ครั้งใหญ่ที่สอนให้รู้ว่า…

คนเก่งจริง ๆ คือคนที่กล้าหาญพอจะปกป้อง ‘ส่วนแบ่งในชีวิตของเรา’ ไม่ให้ถูกคน toxic กัดกินไป และ(พยายาม)ไม่กัดกินส่วนแบ่งในชีวิตใครจากความ toxic ของตัวเราเอง

 

เรื่อง: งูบอย (Little Nguboy)

ภาพ: จำลองเหตุการณ์โดย AI

 

*บทความนี้คือ 1 ใน 7 บทความจากทั้งหมด 53 เรื่อง ที่ส่งเข้ามาร่วมประกวดในแคมเปญ Call Me By No Name หลังจากนี้ทีม The People จะทยอยเผยแพร่ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกผ่านช่องทางของ The People ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมนี้

เราขอใช้พื้นที่นี้ขอบคุณทุกคนจากหัวใจ ที่มอบความไว้วางใจและเรื่องราวชีวิตให้เราได้อ่าน ทีมงานตั้งใจอ่านทุกตัวอักษรด้วยความเคารพต่อประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียนเสมอ แม้ไม่ใช่ทุกเรื่องจะได้เผยแพร่ แต่ทุกเรื่องล้วนมีคุณค่าในตัวของมันเอง และเราอยากส่งกำลังใจให้ทุกคนอย่าหยุดเขียน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบันทึกในวันที่อ่อนล้า หรือการเขียนชีวิตของตัวเองขึ้นใหม่ด้วยสองมือของคุณเอง หากมีใครหรือสิ่งใดทำให้คุณตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเอง ขอให้คุณค่อย ๆ ถอยออกมาในจังหวะที่หัวใจยังไหว และเลือกเก็บพื้นที่ชีวิตไว้ให้กับสิ่งที่อ่อนโยนต่อคุณ

เพราะเพียงแค่คุณยังเลือกเขียน เลือกยืนอยู่ในเรื่องราวของตัวเอง เสียงนั้นก็มีความหมายมากพอแล้ว