24 ก.พ. 2569 | 17:18 น.

KEY
POINTS
“แต่งตัวอะไรอะทุเรศมาก ลบรูปในไอจีเลย”
“เลือกเรียนภาษาเนี่ยนะ จบไปจะเอาอะไรกิน”
“รู้ไหมว่าสิ่งเดียวที่พรากชีวิต พรากอิสระแม่ก็คือเธอ!”
คำพูดเหล่านี้ที่กรอกหูทุกวันจนทำให้ฉันนึกสงสัยในร่างกายและศักยภาพของตัวเอง ว่าเราเป็นแบบที่แม่พูดจริงไหม? เมื่อมองย้อนกลับไป คุณค่าในตัวเองแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี จนฉันหลงเชื่อว่า... เราคือตัว Toxic ในชีวิตของเขาจริง ๆ
ย้อนกลับไปต้นเดือนกรกฎาคม ปี 2541 ฉันเกิดมาท่ามกลางวิกฤตต้มยำกุ้ง ในวันที่ครอบครัวไม่พร้อม พ่อต้องเล่นพนันหาเงินมาจ่ายค่าคลอด ส่วนแม่นั้นมีความคิดอยากทำแท้งมาตลอดแต่ติดที่ศีลธรรมในยุคนั้นยังค้ำคอ แต่พ่ออยากได้ลูกสาว ฉันจึงได้ลืมตาดูโลกและใช้ชีวิตแบบลุ่ม ๆ ดอนๆ เสมอมา
ความทรงจำวัยเด็กที่ชัดเจนที่สุด คือภาพเราสามคนนั่งกินมาม่าดูทีวี แล้วจู่ ๆ พ่อก็ปาชามใส่กำแพงอย่างจัง เศษซากที่หลงเหลือคือเส้นมาม่าหยิก ๆ ที่เกาะอยู่บนผนังสีชมพูข้างศิลปะกำแพงฝีมือฉัน พร้อมเสียงแม่ที่ตวาดใส่หน้าว่า “มึงเป็นคนทำ!”
เมื่อเข้าโรงเรียน โลกภายนอกก็ไม่ได้ใจดีไปกว่ากัน ฉันถูกกลั่นแกล้ง ถูกไถเงิน และถูกล้อเลียนเรื่องสีผิว สารพัดอย่างที่เด็กสาวคนหนึ่งจะแบกรับไหว
สิ่งเดียวที่เยียวยาคือหนังสือและภาพยนตร์ ยามน้ำตานองหน้าหรือได้ยินเสียงพ่อแม่ตบตีกัน ฉันจะเร่งเสียงหนังให้ดังขึ้น ฉันจำได้ว่าหนังเรื่อง ‘Crank’ หนังคัลท์ที่ตัวเอกต้องวิ่งชาร์จแบตหัวใจไปทั่วเมือง คือสิ่งที่ช่วยให้ฉันเอาชีวิตรอดไปวัน ๆ
ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน เรียนเก่งเพียงใด ในสายตาแม่ ฉันเป็นได้แค่ ‘ตัวประหลาด’ เพียงเพราะฉันเลือกเดินขวาในวันที่เขาสั่งซ้าย หรือแต่งตัวเท่ในวันที่เขาอยากให้สวย ฉันจึงไม่เคยอยู่ในสายตา และคุณค่าของฉันก็ลดลงเรื่อย ๆ จนนำไปสู่การพยายามจบชีวิตครั้งแรกตอนอายุ 19
“ขี้แพ้จังเลยนะ ขนาดพยายามตายยังรอดมาได้เลย” ฉันสมเพชตัวเองในใจที่จิตใจเปราะบางเหลือเกิน แต่เมื่อแม่รู้เรื่องนี้ คำตอบที่ได้รับกลับมีเพียงคำว่า “บาปกรรมและไร้ประโยชน์”
แม่... ตามพจนานุกรมหมายถึง หญิงผู้ให้กำเนิดหรือเลี้ยงดูลูก แต่ในนิยามเหล่านั้นไม่ได้บอกว่าต้องเลี้ยงด้วยความรัก นั่นอาจเป็นสาเหตุที่แม่กับฉันไม่เคยลงรอยกัน
ตั้งแต่จำความได้แม่ไม่เคยมองฉันเป็นลูกสาว แต่มองเป็นมนุษย์ที่เกิดมาลิดรอนร่างกายและจิตใจ ครั้งหนึ่งแม่เล่าว่า ตอนยังเด็ก แม่ถูกตาซ้อมเป็นประจำ พอหนีออกมาได้ก็มาเจอพ่อที่ทุบตีแม่ทุกวัน ฉันพยายามเข้าใจความรุนแรงที่แม่เจอ แต่ยิ่งพยายามท่าไหร่ แม่กลับยิ่งผลักไสฉันด้วยการด่าทอและปาข้าวของใส่ จนในที่สุดฉันตัดสินใจว่า “ต้องเป็นคนเดินจากไปเอง”
การหนีออกจากบ้านครั้งแรกล้มเหลวเพราะพ่อตามเจอ แต่ครั้งที่สองฉันวางแผนอย่างรัดกุม ย่องออกจากห้องโทรม ๆ อย่างเงียบเชียบพร้อมเงินติดตัวไม่ถึง 2,000 บาท ทิ้งอดีตแย่ ๆ ไว้ข้างหลังเพื่อไปให้ไกลที่สุด ชีวิตตัวคนเดียวนั้นลำบากนัก แต่ถ้าต้องกลับไปอยู่วังวนเดิมฉันคงเจ็บปวดเจียนตายเสียก่อน ฉันรับจ้างทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อหาเงินเช่าห้อง แม้จะเล็กและร้อนแค่ไหนก็ท่องเอาไว้ว่า “จะไม่กลับไปอีก”
ฉันพยายามลืมแม้กระทั่งชื่อสมาชิกในครอบครัวและตัวตนที่ถูกคนอื่นสร้างมา เพื่อรักษาแผลใจตัวเอง การเรียนภาษาที่แม่เคยดูถูกว่า “ไม่มีกิน” กลับกลายเป็นเครื่องมือเดียวที่ทำให้ฉันตั้งตัวได้และหลุดพ้นจากพันธนาการของความเป็นพิษ ฉันถีบตัวเองขึ้นมาจากกองขยะทางอารมณ์เพื่อพิสูจน์ว่า ฉันไม่ใช่ผลผลิตที่ล้มเหลวของใคร แต่เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตเป็นของตัวเอง
ปัจจุบัน ขณะที่เขียนเรื่องนี้ พ่อเพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน ทำให้ฉันต้องวนเวียนกลับมาเจอครอบครัวอีกครั้ง ในงานศพ แม่ยังคงไม่คุยกับฉัน ไม่มองฉัน แต่ฉันกลับเห็นรอยยิ้มของแม่ - รอยยิ้มที่ฉันคิดว่าในที่สุดเขาก็หลุดพ้นจากบ่วงความรุนแรงของพ่อเสียที
หลังจากเผาศพพ่อเสร็จ แม่ทั้งร้องไห้และหัวเราะออกมา ฉันอยากเข้าไปยินดีกับความรู้สึกนั้น แต่เมื่อเราเผชิญหน้ากัน กลับไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา เราเพียงแค่มองหน้ากัน ยิ้มให้กัน แล้วแม่ก็เดินจากไป
จังหวะนั้นฉันร้องไห้ออกมา ทั้งเพราะเรื่องของพ่อสิ้นสุดลง และความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับแม่ก็ได้สิ้นสุดลงตามควันไฟที่เผาร่างพ่อไปเช่นกัน ความเกลียดชังและบาดแผลเก่าถูกสะสางไปพร้อมกับเปลวเพลิงนั้น
สุดท้ายนี้ ฉันกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มภาคภูมิ โดยมีข้อแม้เดียวคือ เราจะไม่เอ่ยถึงชื่อเขาอีก ไม่ใช่เพราะลืมเลือน หรือเพราะสะสมความชัง ทว่าชื่อนั้นไม่มีคุณค่ามากพอที่จะถูกบรรจุไว้ในชีวิตใหม่ของฉันอีกต่อไป ฉันเคยรับสารพิษนั้นเข้ามาใส่ตัวเองโดยมีครอบครัวเป็นส่วนประกอบ แต่ต่อจากนี้ฉันจะขับมันออกไปให้หมด ต่อให้ต้องใช้เวลานานแค่ไหน ฉันก็จะเดินหน้าต่อไปในเส้นทางที่ฉันเลือกเอง
เรื่อง: อมราวดี พุกเจริญ
ภาพ: จำลองเหตุการณ์โดย AI
บทความนี้คือ 1 ใน 7 บทความจากทั้งหมด 53 เรื่อง ที่ส่งเข้ามาร่วมประกวดในแคมเปญ Call Me By No Name หลังจากนี้ทีม The People จะทยอยเผยแพร่ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกผ่านช่องทางของ The People ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมนี้
เราขอใช้พื้นที่นี้ขอบคุณทุกคนจากหัวใจ ที่มอบความไว้วางใจและเรื่องราวชีวิตให้เราได้อ่าน ทีมงานตั้งใจอ่านทุกตัวอักษรด้วยความเคารพต่อประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียนเสมอ แม้ไม่ใช่ทุกเรื่องจะได้เผยแพร่ แต่ทุกเรื่องล้วนมีคุณค่าในตัวของมันเอง และเราอยากส่งกำลังใจให้ทุกคนอย่าหยุดเขียน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบันทึกในวันที่อ่อนล้า หรือการเขียนชีวิตของตัวเองขึ้นใหม่ด้วยสองมือของคุณเอง หากมีใครหรือสิ่งใดทำให้คุณตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเอง ขอให้คุณค่อย ๆ ถอยออกมาในจังหวะที่หัวใจยังไหว และเลือกเก็บพื้นที่ชีวิตไว้ให้กับสิ่งที่อ่อนโยนต่อคุณ
เพราะเพียงแค่คุณยังเลือกเขียน เลือกยืนอยู่ในเรื่องราวของตัวเอง เสียงนั้นก็มีความหมายมากพอแล้ว