30 ม.ค. 2569 | 20:12 น.

KEY
POINTS
การเปลี่ยนจุดยืนทางการเมือง ไม่ได้เกิดจากการถูกโน้มน้าว หากแต่มักเกิดขึ้นในวันที่ความเชื่อเดิมเริ่มอธิบายความจริงตรงหน้าไม่ได้อีกต่อไป วันที่คำอธิบายเก่า ๆ ไม่สามารถรองรับโลกที่เราเห็นด้วยตาตัวเองได้เหมือนเดิม
โพสต์ของ นพ.สุรเวช น้ำหอม ศัลยแพทย์เชี่ยวชาญด้านการศัลยกรรมตกแต่ง โรงพยาบาลรามาธิบดี คือบันทึกของกระบวนการนั้น ไม่ใช่การรู้แจ้งฉับพลัน หากเป็นการค่อย ๆ รื้อถอนความเชื่อที่ตัวเองเคยศรัทธามาทั้งชีวิตอย่างช้า ๆ และซื่อสัตย์ ความสำคัญของมันจึงไม่ได้อยู่ที่จุดยืนสุดท้าย แต่อยู่ที่ ‘ความกล้า’ จะมองย้อนกลับไปยังตัวเองในอดีต
คุณหมอเป็นชนชั้นกลางไทยคนหนึ่ง ที่เติบโตมากับความศรัทธาอย่างลึกซึ้ง และเข้าใจว่าตนเองไม่เคยได้รับผลกระทบจากอำนาจรัฐโดยตรง
ในสายตาของคุณหมอ นักการเมืองเป็นตัวแทนของความสกปรก การทุจริต และความวุ่นวายไม่รู้จบ ขณะที่ทหารเป็นศีลธรรมของชาติ เป็น ‘ผู้ใหญ่’ ที่จำเป็นต้องเข้ามาจัดระเบียบ ‘เด็กดื้อ’ ทางการเมือง
ในกรอบความคิดแบบนั้น คำว่า ‘คนดี’ ไม่ได้เป็นเพียงคุณธรรมส่วนบุคคล หากคือสถานะทางการเมือง และเมื่อความดีถูกผูกขาด การตั้งคำถามจึงถูกตีความว่าเป็นภัย มากกว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย
‘รัฐประหาร’ ในสายตาเช่นนั้น ไม่ใช่การฉีกทำลายประชาธิปไตย แต่คือการรีเซ็ตประเทศ ด้วยความหวังว่าจะได้ระบบที่สะอาด เรียบร้อย และมีประสิทธิภาพกว่าเดิม ความคิดนี้ไม่ได้เกิดจากความเกลียดประชาธิปไตย หากเกิดจากความเบื่อหน่ายต่อการเมืองแบบรัฐสภาที่ดูเชื่องช้า อึกอัก และไม่ตอบสนองต่อชีวิตจริง
ประสบการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสังคมไทย หากย้อนกลับไปดู ‘เยอรมนี’ ใ่นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ภายใต้สาธารณรัฐไวมาร์ ประเทศที่พ่ายแพ้สงครามต้องเผชิญเงินเฟ้อรุนแรง การว่างงาน และความรู้สึกสูญเสียศักดิ์ศรี ระบบรัฐสภาเต็มไปด้วยรัฐบาลผสมที่เปราะบางและการถกเถียงไม่รู้จบ สำหรับประชาชนจำนวนมาก การเมืองในสภาไม่ได้หมายถึงความหวัง แต่คือภาพแทนของความไร้ประสิทธิภาพ
ในสุญญากาศเช่นนั้น คำสัญญาของ ‘อดอล์ฟ ฮิตเลอร์’ ที่เสนอความเด็ดขาด ความง่าย และผู้นำที่พร้อมตัดสินใจแทนสังคมทั้งหมด จึงฟังดูน่าเชื่อถือ ความต่างของเยอรมนีกับประเทศอื่นในเวลานั้น ไม่ใช่การขาดการศึกษา หากคือความเหนื่อยล้าจากการเมืองแบบเปิด ที่ทำให้สังคมยอมแลกเสรีภาพกับความรู้สึกมั่นคง ผลลัพธ์ของทางลัดครั้งนั้น กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่โลกไม่อาจลืม
ประสบการณ์ดังกล่าวคือฉากหลังสำคัญของงานคิดของ ‘ธีโอดอร์ อดอร์โน’ (Theodor Adorno) นักปรัชญาและนักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน แห่งสำนักแฟรงก์เฟิร์ต ผู้เติบโตท่ามกลางการล่มสลายของประชาธิปไตยและการขึ้นสู่อำนาจของลัทธินาซี เมื่ออดอร์โนพูดถึง ‘ความโน้มเอียงสู่อำนาจนิยม’ เขาไม่ได้หมายถึงความโหดร้ายในตัวมนุษย์ แต่หมายถึงช่วงเวลาที่ผู้คนรู้สึกว่า การคิดเองเป็นภาระ ความไม่แน่นอนเป็นสิ่งน่ากลัว และการเชื่อฟังผู้นำที่เด็ดขาดให้ความรู้สึกปลอดภัยมากกว่า
ภาพคล้ายกันปรากฏในสเปน ซึ่งหลังการสิ้นสุดอำนาจของ ‘นายพลฟรานซิสโก ฟรังโก’ แม้ประเทศจะเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยหลังปี 1975 อย่างสันติ แต่สังคมที่เคยชินกับการมีผู้นำคนเดียว ต้องใช้เวลายาวนานในการเรียนรู้การอยู่กับความขัดแย้ง ความล่าช้า และความไม่สมบูรณ์ของระบบเปิด
ประชาธิปไตยในสเปนไม่ได้ล้มเหลว หากผู้คนต้องฝึกใจใหม่ว่า การไม่มี ‘ทางลัด’ คือเงื่อนไขของการไม่ย้อนกลับไปซ้ำรอยเดิม
ในระบอบประชาธิปไตย การเปลี่ยนทัศนคติไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ใช่ความผิด การมองโลกต่างไปจากเดิม การเลือกยืนอยู่คนละฝั่งกับเมื่อวาน ล้วนยังเป็นสิทธิพื้นฐานของคนธรรมดา สิทธิที่จะคิดใหม่ เปลี่ยนใจ และทบทวนบทเรียนจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้น
แต่สิ่งที่ประชาธิปไตยไม่อาจย้อนคืนให้ได้ คือ ‘เวลา’ และ ‘โอกาส’ ที่สูญเสียไปในช่วงที่เราละเลยการตั้งคำถาม หรือปล่อยให้ความเคยชิน ความเฉยเมย หรือความเหนื่อยล้า ทำหน้าที่แทนความรับผิดชอบของพลเมือง
บทเรียนจากอดีตจึงไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง หากเป็นของสังคมทั้งหมดว่าแต่ละครั้งที่เรามองข้ามการเลือก การตรวจสอบ หรือการใช้สิทธิของตัวเอง เราอาจกำลังเปิดช่องให้ประวัติศาสตร์เดินวนกลับไปสู่จุดเดิมอีกครั้ง
การเรียนรู้ที่จะเลือกให้รอบคอบ อาจไม่ได้ทำให้การเมืองดีขึ้นในทันที แต่การไม่ยอมเสียเวลาและโอกาสไปกับความเฉยชา อาจเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำที่สุด ที่จะหยุดไม่ให้ประเทศต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ ภายใต้เงาของรัฐประหารอีกครั้ง
พาฝัน ศรีเริงหล้า