‘100 เมตร’ ณ ปลายทางเส้นชัย คือความจริงของโลกแห่งการแข่งขันที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

‘100 เมตร’ ณ ปลายทางเส้นชัย คือความจริงของโลกแห่งการแข่งขันที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

‘100 เมตร’ เล่าเรื่องราวของ ‘โทงาชิ’ เด็กหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ และ ‘โคมิยะ’ ใช้การแข่งขันวิ่งระยะสั้นเป็นสัญลักษณ์สะท้อนโลกแห่งความจริงที่ทุกคนต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ไม่สิ้นสุด

KEY

POINTS

เคยไหม เวลาเราวิ่งในสวนสาธารณะออกกำลังกายยามเช้า บางครั้งเราจะเห็นคนที่วิ่งแซงนำหน้าเราไป และไม่นานก็จะมีคนที่วิ่งได้ไวกว่าแซงคนนั้นได้อีกที ช่างดูเป็นเรื่องตลกร้ายที่ ‘การวิ่ง’ ถูกหยิบนำมาเปรียบเทียบกับโลกการแข่งขันที่เราทุกคนล้วนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการหางาน การขายของ หรือการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นที่หนึ่ง เมื่อโตขึ้นมันก็ยิ่งเป็นประจักษ์ชัดแจ้งให้เราเห็นกัน

อนิเมะเรื่อง ‘100 เมตร’ (Hyakueme - 2025) เขียนโดยอาจารย์ ‘อุโอโตะ’ (Uoto) ผู้เขียนเดียวกันกับมังงะเรื่อง ‘สุริยะปราชญ์ทฤษฎีสีเลือด’ (Chi: Chikyuu no Undou ni Tsuite - 2020) และกำกับโดย ‘เคนจิ อิวาอิซาวะ’ (Kenji Iwaisawa) พวกเขาสร้างเรื่องราวนี้ขึ้นมาด้วยแรงบันดาลใจที่ว่าในประเทศญี่ปุ่นไม่ค่อยมีหนัง หรืออนิเมชันที่เล่าเกี่ยวกับการวิ่งกรีฑาเท่าไหร่นัก

เรื่องนี้เปรียบเสมือนกับหนังชีวิตที่เล่าเรื่องราวของ ‘โทงาชิ’ เด็กชายที่มีพรสวรรค์ในการวิ่งระยะสั้น ผู้เกิดมาพร้อมกับขาที่วิ่งได้ไวกว่าใครแต่จุดมุ่งหมายในการวิ่งนั้นยังไม่ชัดเจน วันหนึ่งเขาได้พบกับ ‘โคมิยะ’ นักเรียนแลกเปลี่ยนที่มีความมุ่งมั่นในการวิ่งแต่ยังขาดทักษะ จึงตัดสินใจเข้าไปฝึกฝนให้เพื่อนร่วมชั้นคนนั้น แต่โทงาชิไม่รู้ตัวเลยว่า พวกเขาสองคนจะกลายมาเป็นคู่แข่งกันในอนาคตข้างหน้า

‘100 เมตร’ ณ ปลายทางเส้นชัย คือความจริงของโลกแห่งการแข่งขันที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

“โลกใบนี้มีกฎที่เรียบง่ายอยู่ข้อหนึ่ง โดยส่วนใหญ่แล้ว ถ้านายวิ่ง 100 เมตรได้เร็วกว่าใคร ๆ ละก็ ไม่ว่าจะเรื่องไหนก็แก้ได้หมด”

โทงาชิพูดกับโคมิยะในช่วงวัยประถมระหว่างเดินเล่นกันยามอาทิตย์อัสดง เอาเข้าจริงประโยคนี้หากลองเทียบกับโลกในความเป็นจริง ความหมายของมันคงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่การวิ่ง การที่เราสามารถบรรลุถึงเป้าหมาย หรือเข้าเส้นชัยได้ก่อนใคร ๆ ก็จะได้รับทั้งลาภยศและความรุ่งโรจน์ไว้ในครอบครอง ไม่ว่าปัญหาไหน ๆ เราก็จะมีความมั่นใจในการแก้ไขมัน อย่างการที่เราไม่กล้าพูด ไม่กล้าเข้าสังคม ก็เริ่มที่จะมีเสียงออกมามากขึ้นจากความเชื่อมั่นในตัวเอง และสังคมก็จะฉายแสงสปอตไลท์เข้าหา

จากนั้นการฝึกซ้อมก็ได้เริ่มต้นขึ้น โทงาชิได้สละเวลากับเพื่อนช่วงหลังเลิกเรียนมาช่วยเป็นโค้ชให้กับโคมิยะ สอนเทคนิคต่าง ๆ และการวอร์มอัพที่แม้แต่เราคนดูก็สามารถลองนำไปใช้ได้จริง เมื่อการแข่งขันกีฬาสีมาถึง นี่คือช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ผลลัพธ์จากการฝึกวิ่ง และความพยายามทั้งหลายกับเสียงเชียร์จากข้างสนามก็ทำให้โคมิยะคว้าเหรียญทองมาไว้ในมือจนได้

“แต่ว่าพอได้ที่หนึ่ง ก็จะกลับไปสนุกแบบเดิมอีกไม่ได้แล้ว”

‘นิงามิ’ นักกีฬาวิ่งที่ร่วมสัมภาษณ์เพื่อทำนิตยสารกรีฑารายเดือนได้กล่าวทิ้งเอาไว้ เป็นโปรเจกต์ที่คุณครูเสนอมาให้โทงาชิได้เป็นส่วนหนึ่งในการได้ทำความรู้จักกับโลกของนักกีฬาอาชีพอย่างใกล้ชิด เผื่อเป็นแนวทางในการเติบโต ภายในอนาคตข้างหน้า

สำหรับนักกีฬาแล้ว การขึ้นมาครองอันดับที่หนึ่งมีความหมายกับชีวิตพวกเขามาก จำเป็นที่จะต้องเก่งขึ้นและพัฒนายิ่งขึ้นไปเพื่อรักษาตำแหน่งและเกียรติยศนั้นเอาไว้ ในแง่มุมเดียวกัน ในโลกของการทำงานหากเราทำผลงานไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ก็ยิ่งต้องรักษาระดับความสามารถในการทำงานเอาไว้ เพราะหากผลลัพธ์นั้นออกมาไม่ดีก็อาจส่งผลต่อเงินเดือน หรือตำแหน่งงานได้

หลังจบการสัมภาษณ์ทั้งสองคนได้วิ่งแข่งกัน เหมือนกับการแข่งขันกระซับมิตร เพื่อเก็บภาพไปลงช่องทางสื่อประชาสัมพันธ์ แต่ไม่ว่าจะนิงามิหรือโทงาชิ ทั้งสองคนต่างใส่แรงลงไปอย่างเต็มที่ แม้จะบอกได้ยากว่าสุดท้ายใครเป็นฝ่ายชนะกันแน่ ทั้งในสนาม หรือแม้แต่เราผู้ชมนอกจอต่างก็อาจจะเสียงแตกกันไป บ้างอาจเชียร์ให้โทงาชิเป็นผู้ชนะเสียด้วยซ้ำ และในการแข่งครั้งนี้ก็ทำให้โทงาชิเริ่มที่จะค้นพบกับความหมายในการวิ่งของตัวเอง

และในวันเดียวกันนั้น คนที่ดูเหมือนกำลังจะเติบโตขึ้น ก็ไม่ได้มีแค่โทงาชิคนเดียว โคมิยะได้ท้าทายโทงาชิในการแข่งวิ่งระหว่างเดินถกเถียงผลแพ้ชนะตอนแข่งกับนิงามิ และผลลัพธ์จากการแข่งขันครั้งนี้กลับผิดคาด ผู้ชนะกลับเป็นโคมิยะที่ตอนแรกรั้งอยู่ข้างหลังและดีดขึ้นมานำได้อย่างน่าประหลาดใจ แม้สุดท้ายจะออกมาสะบักสะบอมแถมดูเหมือนจะเจ็บขาด้วยซ้ำไป

วันถัดมา โคมิยะก็ได้ย้ายออกไปอยู่โรงเรียนอื่นด้วยเหตุผลภายในครอบครัว เป็นครั้งแรกที่เขาทั้งสองคนได้พบพาน และลาจากกันไป แต่แน่นอนว่าเป็นเพียงการแยกห่างที่ไม่นานนัก

ย่างก้าวชีวิตมัธยมและเป้าหมายในชีวิตที่เปลี่ยนแปร

เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงช่วงมัธยมปลาย โทงาชิที่เติบโตขึ้นกลับต้องเผชิญผ่านความสับสนลังเล หากจะวิ่งต่อก็กลัวเกินไป แต่จะเลิกไปเลยก็ไม่กล้ามากพอ กลายเป็นว่าไร้จุดหมายในการทำสิ่งที่ชอบไป ทว่าชีวิตในช่วงวัยรุ่นก็คงไม่พ้นการเข้าชมรม คนมากมายต่างจับตามองหวังจะดึงตัวเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกชมรมกีฬาของตัวเอง แต่เขาก็ยังไม่ได้สนใจชมรมไหนเป็นพิเศษ

จนกระทั่งประธานชมรมกรีฑามาชักชวน อยากเห็นโทงาชิวิ่งให้ดูอีกสักครั้ง เขาจึงตอบรับโดยแลกกับการจะไม่ถูกรบกวนตามตื๊อ สุดท้ายกลับกลายเป็นเหตุพลิกผัน ทิวทัศน์ที่เขาเห็นในขณะวิ่งไปพร้อมกับฝีเท้าว่องไวเต็มที่ ได้ผันเปลี่ยนความรู้สึกที่กำลังจะล้มเลิก สู่การเริ่มต้นเข้าร่วมชมรมกรีฑาหวังเริ่มต้นกับการวิ่งใหม่อีกครั้ง โดยมีนิงามิที่เลิกไปเพราะอาการบาดเจ็บที่หลังเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมด้วย

สลับมายังฝั่งของโคมิยะที่ได้ย้ายโรงเรียนไปแล้ว ก็ได้สมัครเข้าร่วมชมรมกรีฑาเช่นกัน เขาวิ่งด้วยการเลือกที่จะฝืนตัวเองขึ้นไปเรื่อย ๆ แม้ว่าร่างกายจะพัง ก็จะขอเอาชัยชนะไป เพื่อทำลายสติใหม่ของการวิ่งระยะสั้นทั้งของตัวเองและของคนอื่น แม้เพียงชั่วครู่ก็จะไขว่คว้าความรุ่งโรจน์นั้นเอาไว้ให้ได้

เป็นองก์หนึ่งของเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงเป้าหมายของตัวละครในเรื่องแต่ละคน ว่าแรงขับเคลื่อนของพวกเขาในการเข้าสู่วงการวิ่งแข่งระยะสั้นนี้คืออะไร

บางคนวิ่งเพราะความชอบและพรสวรรค์ความว่องไวที่มี

บางคนวิ่งเพราะโดนสังคมกดดันให้ตามรอยคนในครอบครัว

บางคนวิ่งเพราะอยากหาความหมายให้แก่ชีวิตตน

แต่สุดท้ายแล้วตลอดเส้นทาง 100 เมตรนั้น สิ่งที่ทุกคนต้องการที่ปลายทางเส้นชัยล้วนคือสิ่งเดียวกัน นั่นคือ ‘ชัยชนะ’ 

ในการแข่งขันมัธยมปลายระดับประเทศ โทงาชิและโคมิยะก็ได้กลับมาเผชิญหน้ากันเป็นครั้งที่สอง บนลู่วิ่งระยะทาง 100 เมตรท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมา โดยมีเส้นชัย ณ ปลายทางคือตัวตัดสินอนาคต ด้วยภาพที่ปรับเป็นโทนขาวดำเพิ่มความรู้สึกอึดอัด ผสมกับลายเส้นการขยับ การแสดงออกท่าทางอารมณ์ของตัวละครที่ทำให้สัมผัสได้ถึงไดนามิคเหมือนคนจริง ๆ 

ทันทีที่เสียงสัญญาณออกตัวดังขึ้น เหล่านักวิ่งต่างพากันออกตัวจากจุดเริ่มต้นอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าย่ำกระหน่ำลงบนพื้นลู่ที่เปียกแฉะด้วยความถี่ไวในบรรยากาศที่อึมครึม แต่เพียงไม่นานเกินครึ่งของครึ่งนาที ผลลัพธ์ก็ได้ออกมาเป็นที่ประจักษ์

ผู้ที่เข้าเส้นชัยได้ก่อนใครก็คือ โคมิยะ ตามมาด้วยโทงาชิที่ทิ้งห่างมาเพียงเล็กน้อย รอยขีดวาดของหยาดฝนกระหน่ำค่อย ๆ ทับเส้นลงบนตัวโทงาชิจนหายไปราวกับกำลังถูกเสียงรบกวนกลบ เป็นการสื่อถึงสัญญะบางอย่างได้อย่างลงตัว ช่วงระยะเวลาตลอดการแข่งขันนี้ถือเป็นหนึ่งในฉากไฮไลท์ของอนิเมชันเรื่องนี้เลย

ความจริงของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน

ในขณะที่โคมิยะเป็นนักกรีฑาผู้โด่งดัง ความหมายในการวิ่งของโทงาชิกลับเลือนรางลงไปทุกที จากเด็กชายผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ กลับเหลือเพียงแต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดในโลกแห่งความจริง กลายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ใช้ความถนัดประทังชีพด้วยการทำสัญญาเป็นตัวแทนในการแข่งขันชมรมกรีฑาของบริษัท และต้องขยันทำผลงานให้ดีขึ้นหลังเหยียบผ่านคาบเส้นยาแดงมาหลายครั้ง

จากฉากตอนซ้อมวิ่งไปจนถึงช่วงหยุดพักหายใจ ลายเส้นบนตัวของโทงาชิที่สั่น ๆ ไม่คงเส้นคงวา บ่งบอกถึงความปั่นป่วนในหัวใจของเขาได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ท่าทีภายนอกก่อนออกตัวนั้นดูปกติราวกับไม่ได้คิดอะไรไว้มากมาย

“ ถ้าไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร เราก็หลีกหนีจากมันไปไม่ได้ ”

‘ไคโด’ นักวิ่งผู้ได้รับฉายาว่า “ที่สองตลอดกาล” ได้ให้คำแนะนำกับโทงาชิที่กำลังอยู่ในช่วงสับสนกับตัวเอง ความเป็นจริงมักจะแตกต่างกับอุดมคติเสมอ และก็มีหลายความจริงที่เราไม่อาจเอาชนะไปได้ อย่างเช่นการคงสภาพตัวเองเอาไว้ไม่ให้แก่ชรา หรือย้อนกลับไปในช่วงที่ตัวเองกำลังอยู่ในจุดที่ “พีค” ที่สุด เวลาคือความจริงที่มนุษย์ไม่อาจเอาชนะได้

แน่นอนว่าการเผชิญกับความจริงนั้นน่ากลัวกว่าที่คิด แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าต้องเผชิญกับอะไร แล้วหลับตาเดินไปอย่างไร้ทิศทาง ชีวิตก็คงจะถูกความจริงนั้นรุมเร้าบังคับเราให้เอาตัวรอดอย่างยากลำบากในท้ายที่สุด

และหนึ่งในความจริงที่นักกีฬาหลายคนต้องเจอยามอายุเพิ่มขึ้น คืออาการบาดเจ็บที่ตามมา ทำให้โทงาชิต้องเลือกอีกครั้ง ว่าระหว่างฝืนจนอาจจะต้องตัดอนาคตนักกีฬาอาชีพของตัวเองไป หรือพักรักษาตัวจนกว่าจะหายดีแล้วกลับมาแข่งขันอีกครั้งแล้วในระหว่างนั้นก็อยู่ต่อกับบริษัทในฐานะโค้ชชมรมกรีฑา แต่การเลือกที่จะไม่วิ่งก็เหมือนกับการโยนความพยายามทั้งหมดตลอดชีวิตที่ผ่านมาทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย เป็นความจริงอันขมขื่นของชีวิตที่ต้องเลือกสักเส้นทางหนึ่ง

ระหว่างเดินทางกลับจากบริษัทอย่างอาลัยตายอยาก เขาก็ได้เจอเด็กสองคนที่กำลังฝึกวิ่งอยู่ในสนามเด็กเล่น พอเห็นวิธีผิด ๆ ที่เชื่อว่าจะวิ่งได้เร็วขึ้นก็อดที่จะเข้าไปสอนเทคนิคที่ถูกต้องเอาไว้ไม่ได้ และได้บอกพวกเขาเสริมอีกว่า บางทีเทคนิคอาจไม่สำคัญเท่ากับการยอมรับความพ่ายแพ้ให้เป็น ไม่ว่าจะพยายามเต็มที่แค่ไหน สักวันก็ต้องมีวันที่แพ้ ไม่ต้องทุ่มเทไปกับมันขนาดนั้นก็ได้

แต่คำพูดพวกนั้นกลับย้อนมาทิ่มแทงตัวผู้พูดเสียเอง โทงาชิปล่อยเสียงร้องโฮและน้ำตาออกมาพร้อมด้วยสีหน้าที่บิดเบี้ยว นั่งคุกเข่าร้องไห้เสียงดังราวกับกำลังระบายความในใจและความกดดันทั้งหมดที่เก็บสั่งสมมาตลอดทั้งชีวิต เขาก็นั่งปล่อยตัวเองอยู่ที่เดิม ไร้ผู้ใดมาเข้าใจหรือคอยปลอบประโลมความรู้สึกที่ล้นทะลักออกมา ณ ตรงนั้น จนเวลาล่วงเลยผ่านไปถึงค่ำคืน 

“แต่ว่าเพราะอย่างนั้นแหละ ฉันถึงได้มาถึงตรงนี้ มนุษย์น่ะเข้าใจได้เพียงแค่หัวใจของตัวเองเท่านั้นแหละ ไม่มีที่ไหนเป็นของเราอย่างแท้จริงเลย จะความรัก ความเข้าใจ ความเป็นที่หนึ่ง ก็เป็นแค่สิ่งที่เราคิดเอาเอง ทุกสิ่งในโลกนี้รังแต่จะทำให้เรากังวลเท่านั้น ท้ายที่สุดเราทุกคนล้วนต้องตายอยู่ดี”

“ไม่ว่าใครก็เอาความสุขที่เกิดจากความทุ่มเทของเราไปไม่ได้แม้แต่มิลลิเมตรเดียว”

ในการแข่งขันระดับประเทศ ประโยคอันยาวเหยียดนี้คือสิ่งที่โทงาชิพูดกับโคมิยะที่เพิ่งพ่ายแพ้ให้กับไคโดคนที่สู้ด้วยแรงใจ ไร้ซึ่งแผนการต่างกับตัวเขาที่วางเเผนเตรียมพร้อมเพื่อทุบสถิติ 

สุดท้ายโทงาชิก็เลือกที่จะเข้ารับการรักษาแบบชั่วคราวให้กลับมาวิ่งได้อีกครั้ง หลังจากผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มามากมาย มันคือ 25 ปีของเขาที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเนิ่นนาน เป็นการเดินทางของชีวิตที่รวมทั้งแสงแห่งชัยชนะซึ่งเคยได้รับมา และความพ่ายแพ้อันโดดเดี่ยวที่แบกรับเอาไว้ โทงาชิจะไม่ยอมพลาดชั่วเสี้ยวนาทีอันมีค่านี้ไปเป็นอันขาด ความพยายามและความทุ่มเทที่ผ่านมาทั้งหมดจะต้องไม่สูญเปล่า

โทงาชิและโคมิยะได้ร่วมแข่งบนสนามเดียวกันในศึกรอบชิงชนะเลิศ ถึงแม้ว่าตอนจบสุดท้ายไม่ได้บอกผลลัพธ์ชัดเจนนักว่าออกมาเสมอ หรือมีการแพ้ชนะอย่างไร แต่ทั้งสองคนก็สู้อย่างเต็มที่ เอาจริงเอาจังจนถึงที่สุด ในช่วงที่ภาพตัดไปเป็นรองเท้าผ้าใบของเด็กสองคนที่กำลังยกสับเท้าวิ่งบนพื้นลู่ชวนทำให้นึกถึงช่วงเริ่มแรกของเรื่อง คือจุดเริ่มต้นของเด็กสองคนที่ได้เข้าสู่การแข่งกรีฑาระดับประเทศในตอนนี้

โดยรวมแล้วอนิเมชันเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องราวการแข่งขันกีฬาเท่านั้น แต่มันคือเรื่องของชีวิตคนที่กำลังไขว่คว้า โหยหาความหมายของชีวิตในโลกแห่งความจริงที่หมุนรอบดวงตะวัน ไม่ใช่ของใครบางคน ในด้านเทคนิคภาพก็สามารถสื่ออารมณ์ของตัวละครจนดูสมจริง ชวนให้ผู้ชมได้คิดได้เข้าใจแม้จะไม่มีคำพูดออกมา งานเสียงก็ชวนให้ฉากแข่งขันมีความน่าตื่นเต้นน่าติดตามว่าใครจะเป็นคนถึงเส้นชัยก่อนเป็นคนแรก เมื่อทุกองค์ประกอบเข้ามารวมกันทำให้อนิเมชันเรื่องนี้แทบจะสมบูรณ์แบบ

และยังแสดงให้เห็นถึงแง่มุมของชีวิตมนุษย์ อะไรที่เคยรู้สึกว่าทำได้ดีมาก่อน เมื่อมองออกไปยังโลกที่กว้างใหญ่เหมือนจะไร้ขอบเขตนี้ ก็จะเห็นคนในรุ่นราวคราวเดียวกันยืนอยู่บนตำแหน่งที่แตกต่างกับเรา หรือเด็กรุ่นใหม่ที่มีโอกาสกับความสามารถในการพัฒนาที่สูงจนอาจขึ้นแซงไปได้ในสักวันหนึ่ง นี่คือสิ่งที่คอยกดดันบีบคั้นเราให้พัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดหย่อนจนอาจทำให้ไฟในหัวใจมอดดับไป และโทงาชิเองก็เผชิญกับปัญหานี้เช่นเดียวกัน 

จากที่เคยอยู่ในจุดที่แสงส่องถึง ก็ล้มลงไปอยู่ในที่มืดไม่มีใครเห็น ปีนป่ายล้มลุกคลุกคลานซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ในท้ายที่สุดของหนังชีวิตเรื่องนี้ เขาก็เลือกที่จะท้าทายกับกาลเวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง สร้างเส้นทางชีวิตที่เลือกได้ตัวเอง และสร้างความหมายให้กับตอบจบแม้ไม่อาจจะกำหนดอะไรได้มากนักก็ตาม นอกจากตัวเอกของเราก็ยังมีตัวละครอื่นอีกมากมายให้เรา

บางทีสิ่งที่สำคัญกว่าชัยชนะและความสำเร็จ คือเรื่องราวของการเติบโตและความพยายามอุตสาหะที่ผ่านมา หากเราทำเต็มที่แล้วก็ไม่มีอะไรให้เสียดายในภายหลัง แม้ว่าความจริงจะโหดร้ายเพียงใด แต่การโอบรับแล้วกล้าที่จะก้าวต่อไปนั้น คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย

 

เรื่อง : ตะวัน ฤกษ์ล้วน (The People Junior)