07 ม.ค. 2569 | 15:08 น.

KEY
POINTS
เขาบอกกันว่า ‘ในความโชคร้ายมักมีความโชคดีซ่อนอยู่’
สมัยก่อน เราก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบพกเครื่องรางไว้กับตัว หรือไปไหว้ศาลเจ้าที่ขึ้นชื่อในโซเชียลมีเดียเพื่อให้สิ่งที่เราขอไว้สมคำปรารถนา และขอให้ตัวเองมีแต่เรื่องโชคดีดวงเฮงเข้ามาเยอะ ๆ
เชื่อเลยว่า ถ้าระหว่างความโชคร้าย และโชคดี แน่นอนว่าทุกคนก็ต้องเลือกข้อหลังเป็นส่วนใหญ่ เพราะใครต่างก็ไม่อยากจะทุกข์ หรือเจอเรื่องซวย ๆ ไปตลอดชีวิต จริงไหม แล้วความคิดนี้ก็ทำให้เราเสพติดความโชคดี ถ้าทำได้ก็อยากผลักไสความโชคร้ายให้พ้นไปจากชีวิต
แต่ในความจริงของชีวิต เรานั้นหนีความโชคร้ายไม่ได้ บางทียิ่งหนีก็ยิ่งต้องเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2022 พ่อของเราประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้ม เพราะต้องหักเลี้ยวหลบคนเสียสติที่เดินข้ามถนนมา ก่อนจะถูกรถมอเตอร์ไซค์อีกคันเฉี่ยวเข้าที่หัวอย่างรุนแรง ทำให้สมองส่วนหน้าได้รับกระทบกระเทือนอย่างหนัก มีเลือดออกในสมอง เกิดอาการชัก และนอนที่โรงพยาบาลโดยไม่ได้สตินานเกือบหนึ่งเดือน ต้องเฝ้ารอข่าวจากโรงพยาบาลทุกวันว่า เขาจะ ‘รอด’ หรือ ‘จากไป’
ขณะนั้นเรากำลังจะขึ้นปี 2 และต้องเข้าไปอยู่หอพัก (เรียน on-site หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง) เราร้องไห้ทุกวัน เพราะไม่พร้อมที่จะเสียพ่อไป เราเคยคิดจะลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อมาช่วยดูแลพ่อ แต่แม่กับพี่สาวนั้นรีบห้ามเอาไว้ เราเลยกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยต่อ
ใครจะเชื่อว่า ในเพียงพลบค่ำเดียวของวันนั้น ได้เปลี่ยนคนคนหนึ่ง ๆ ที่เคยร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ กระฉับกระเฉง ขับมอเตอร์ไซค์ได้อย่างคล่องแคล่วเพื่อออกไปทำงานหาเช้ากินค่ำ ไม่เคยกินเหล้า สูบบุหรี่ หรือเสพยาเสพติดเลยสักครั้ง กลายเป็นคนที่สูญเสียความทรงจำ ตรรกะและเหตุผล เนื้อตัวและใบหน้าทิ้งร่องรอยของแผลเป็นจากอุบัติเหตุ ร่างกายซูบผอมจนเห็นกระดูก ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงโดยสมบูรณ์
ช่วงเริ่มต้นในความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของบ้านเรายังคงฝังลึกในความทรงจำ ว่ามันยากเย็นและสิ้นหวังแค่ไหน ความเสียหายที่เกิดกับสมองทำให้พ่อของเราเหมือนเด็กในร่างผู้ใหญ่ที่ทุกคนในบ้านต้องดูแลใกล้ชิดแทบตลอดเวลา
แต่โชคยังพอเข้าข้างพ่อที่มีปัญหาบริเวณสมองเท่านั้น แต่ร่างกายส่วนอื่นยังคงทำงานได้ปกติ กระดูกต้นคอที่ร้าวก็สมานได้ดังเดิม แขนขาถึงจะมีแผลเป็นแต่ก็ยังเคลื่อนไหว และสามารถเดินเหินได้ อาจจะช้าและต้องมีคนช่วยประคองทุกครั้งก็ไม่เป็นไร
แต่การที่พวกเราสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตและฝ่าฟันความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้มาได้ ไม่ใช่เพราะโชคช่วยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะ ‘การปรับตัว’ ของพวกเราทั้งสี่คน (พ่อ แม่ พี่สาว เรา) โดยที่ทุกคนจะทำงานกันเป็นทีม มีบทบาทหน้าที่ของตัวเองชัดเจน แม่ของเราดูแลเรื่องงานบ้าน อาหารการกิน และดูแลพ่อ พี่สาวทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว ส่วนเราที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ก็มีหน้าที่เอนเตอร์เทนให้พ่อร่าเริง ไม่เครียด และอยู่เป็นเพื่อนเวลาที่แม่กับพี่สาวไปซื้อของกินอร่อย ๆ และซื้อของเข้าบ้าน
วันไหนที่เราไม่มีเรียน หรือมีวันหยุดหลายวันติดกัน เราจะนั่งรถเมล์กลับมาบ้านที่กรุงเทพฯ เอาการบ้าน โปรเจกต์ และทวนหนังสือไปพร้อมกับช่วยดูแลพ่อ เพื่อให้พ่อนั้นยังจดจำได้ว่าเราเป็นลูกสาว และให้ความรู้สึกปลอดภัยกับพ่อได้ ทำหน้าที่เป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ให้พ่อ ทั้งเปิดหนังที่เขาชอบให้ดู คอยเข้าไปกอด พูดคุย ถามตอบกัน ความพยายามของการพูดคุยและอยู่ด้วยกันกับพ่อก็ผลิดอกออกผล เพราะแววตาของพ่อเต็มไปด้วยความรู้สึกปลอดภัย มีความสุข และสุขภาพร่างกายที่กินอิ่ม นอนหลับ และมีอารมณ์ขันทุกวัน
สามปีผ่านไป ในที่สุดเราก็เรียนจบปริญญาตรีตามความตั้งใจ ถึงวันที่ต้องโบกมือลาจากรั้วมหาวิทยาลัย เปลี่ยนผ่านจากโลกการศึกษาที่จำลองการอยู่ร่วมกับคนในสังคม มาอยู่กับโลกความเป็นจริงที่ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นตามวัยและประสบการณ์
ก่อนเรียนจบปีสุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัย เราเคยคิดว่าทุกสิ่งที่เราหวังนั้นเป็นไปได้เสมอ และไม่ใช่เรื่องยากไกลเกินเอื้อม เราอยากทำงานเกี่ยวกับการเขียน อยากหารายได้เสริมจากงานศิลปะที่ชอบ อยากให้ครอบครัวเรามีชีวิตที่ดีและมีความสุขจากสองมือหนึ่งสมองของเรา และความอยากมีอยากได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ตามประสาวัยรุ่นที่อยากใช้ชีวิต เรียกได้ว่าสวมร่างวัยรุ่นไฟแรงที่วาดภาพอนาคตไว้ในหัวไว้อย่างสวยงาม
แต่กลายเป็นว่า หลังเรียนจบมา หลายสิ่งที่เคยวาดฝัน มันไม่ได้เกิดขึ้น…และไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
นั่นคือช่วงเวลาที่เราได้สัมผัสกับ ‘ความโชคร้าย’ ที่ถาโถมเข้ามาตลอดครึ่งปี
เมื่อเราไม่ได้อยู่ในสถานะนักศึกษาแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องไขว่คว้าคืองานประจำเพื่อความมั่นคงของตัวเองและสร้างความแข็งแกร่งให้สภาพการเงินในครอบครัว ทว่าผ่านไปเดือนแล้วเดือนเล่าก็ยังไม่มีการตอบรับ ความกดดันเริ่มก่อตัวขึ้น ความมั่นใจที่เคยเต็มเปี่ยมก็เริ่มลงน้อยลงทีละนิด เปรียบได้กับสีภาพวาดที่สดใสเริ่มซีดจางไร้ชีวิตชีวามากขึ้น และมากขึ้น
นอกจากเรื่องส่วนตัวที่กลัดกลุ้ม ยังเป็นช่วงเวลาที่ต้องต่อสู้กับความเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ เมื่อพ่อมีอาการเจ็บป่วย และต้องแอดมิทที่โรงพยาบาลทุกเดือน แม้อาการแต่ละครั้งจะไม่ได้ร้ายแรงในความเห็นของแพทย์ แต่สำหรับผู้ดูแลอย่างเรา รวมถึงแม่และพี่สาว มันคือความเครียด กังวล อิดโรย ท้อแท้ และหมดกำลังใจกับวิถีชีวิตที่วนลูปแบบนี้
คืนหนึ่งเรานั่งเงียบ ๆ ตั้งคำถามกับชีวิตประจำวันที่เป็นอยู่นี้ด้วยน้ำตา พร้อมด้วยการตัดพ้อกับชีวิตที่ลิขิตให้ครอบครัวเราต้องพบเจอแต่เรื่องทุกข์ไม่จบสิ้น เราหยุดสมัครงานไปชั่วคราวเพื่อมาช่วยแม่ดูแลพ่อ เรายินดีมากที่ได้ดูแลพ่อ ได้ป้อนข้าว พาไปเข้าห้องน้ำ อยู่กับคนที่เรารักอย่างเต็มที่ในฐานะลูก แต่ก็ยอมรับว่าหลายครั้งก็อดไม่ได้ที่จะน้อยใจชีวิต เวลาที่เห็นคนอื่นได้ออกไปใช้ชีวิตวัยรุ่น ได้งานที่มีความมั่นคง มีรายได้มาซัพพอร์ตครอบครัว ต่างกับเราที่แม้แต่วางแผนชีวิตตัวเองยังไม่กล้า ที่ผ่านมาแผนมักล่มเสียส่วนใหญ่ จนเราหมดความภาคภูมิใจในตัวเอง และรู้สึกไร้ค่าที่จะตื่นมาเจอกับชีวิตไร้เป้าหมายในแต่ละวัน
ในวันหนึ่ง เราเดินทางออกจากบ้านไปรับชุดครุยที่ซื้อไว้ก่อนเรียนจบด้วยตัวคนเดียว โดยสารรถไฟฟ้าก่อนจะต่อด้วยรถเมล์เหมือนกับสมัยที่ยังเรียนอยู่
การได้ไปเปิดหูเปิดตาคนเดียวในครั้งนั้นเป็นช่วงที่ทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง ดื่มด่ำกับบรรยากาศเก่า ๆ สมัยเรียน นั่งคิดทบทวนชีวิตตัวเองอีกครั้งด้วยความผ่อนคลาย พยายามนึกถึงข้อดีของชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้ช้า ๆ หนึ่งข้อ สองข้อ สามข้อ และไปเรื่อย ๆ
และประโยคที่ว่า ‘ในความโชคร้ายมักมีความโชคดีซ่อนอยู่เสมอ’ ก็เข้ามาอยู่ในความคิดอีกครั้ง ก่อนจะเชื่อมโยงสิ่งนี้เข้ากับชีวิตปัจจุบันได้ว่า
ชีวิตวัยรุ่นที่ต้องหยุดชะงัก นั่นคือ บททดสอบที่ทำให้เราเข้าใจชีวิต ว่ามีทั้งขวากหนามและกลีบกุหลาบที่เราเลือกเจอไม่ได้ แต่สิ่งนั้นจะทำให้เราเติบโตขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นสักวันหนึ่ง
การเสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อดูแลพ่อ นั่นคือ ช่วงเวลามีค่าที่เราจะได้อยู่ปรนนิบัติพ่อให้มากที่สุด ในวันที่เขาจากไป เราจะได้ไม่เสียใจภายหลัง เพราะได้ทำหน้าที่ลูก (ที่รักพ่อสุดหัวใจ) เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว
ความโชคดีอีกข้อที่เราคิดว่ามีค่าที่สุด คือเรายังมี ‘ครอบครัว’ ที่ถึงแม้จะมีโกรธงอน ความเห็นไม่ตรงกัน หรืออารมณ์ไม่ดีใส่กันบ้าง แต่สุดท้ายพวกเราก็ไม่เคยคิดจะหันหลังให้กัน เป็นสิ่งยืนยันว่าเราไม่ได้สู้กับชะตานี้อยู่คนเดียว
เมื่อคิดได้อย่างนั้น ใจของเราเริ่มปล่อยวาง ฝึกที่จะยอมรับความจริงของชีวิตได้มากขึ้น
หากวันไหนมีเรื่องที่ทำให้หงุดหงิด เสียใจ หรือเศร้าโศก เราก็จะไม่เสแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง ยังคงร้องไห้ออกมาเช่นเคย แต่จะเช็ดน้ำตา และปลอบประโลมตนเองให้ตั้งหลักใหม่ได้อีกครั้ง
แม้ ‘ความโชคร้าย’ จะมอบพลังงานด้านลบมาให้ แต่ในเวลาเดียวกันก็พาให้เราเติบโตไปตามจังหวะของตัวเอง ได้เรียนรู้และทำความเข้าใจจนเกิดเป็นบทเรียนสำคัญบทใหม่ ซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ความโชคร้ายต้องมีอยู่ และเมื่อใดที่เราสามารถก้าวข้ามผ่านความมืดนั้นสำเร็จ แสงสว่างแห่งความโชคดีก็จะสาดส่องเข้ามาอีกครั้ง
สักวันหนึ่งเส้นทางที่เราเลือกเดินซึ่งมีความโชคร้ายแวะเวียนมา อาจมีความหมายและคุณค่าบางอย่างที่มีแค่ตัวเราเท่านั้นจะหยั่งรู้และเดินต่อไปได้
เรื่อง: นุศรา นภาวัฒนากูล