‘ความรัก’ ในทัศนะศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) จากรักโรแมนติกสู่รักแบบสัจนิยม

‘ความรัก’ ในทัศนะศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) จากรักโรแมนติกสู่รักแบบสัจนิยม

‘ความรัก’ ในทัศนะศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) จาก “ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มเอมใจว่าฉันมีคนที่ฉันรัก” ถึง “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน”

KEY

POINTS

(๑) ชาตกาลของศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์)    

ในโอกาส ๑๒๐ ปีชาตกาลของ ‘กุหลาบ สายประดิษฐ์’ ปัญญาชนนักเขียนผู้มีผลงานมากมายโด่งดังในช่วงทศวรรษ ๒๔๗๐-๒๕๑๐ เจ้าของนามปากกาคุ้นหูคุ้นตา ‘ศรีบูรพา’ ได้รับยกย่องเป็นบุคคลดีเด่นของโลกจากองค์กร UNESCO เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘ 

กุหลาบเกิดเมื่อพ.ศ.๒๔๔๘ (สมัยรัชกาลที่ ๕) เติบโตมาในย่านหัวลำโพง บิดาเป็นเสมียนกรมรถไฟ มารดาเป็นชาวนาจากจังหวัดสุพรรณบุรี บิดาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก กุหลาบจึงอยู่กับมารดาและพี่สาว มารดาประกอบอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้า พี่สาวเป็นนางรำ (เล่นละครรำและละครร้อง)  

กุหลาบเข้าเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดหัวลำโพง แรกเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนทหารในสังกัดกรมหลวงนครราชสีมา ต่อมาได้ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์นี้เองกุหลาบได้ฝึกฝนเป็นนักเขียน จากการทำหนังสือ แต่งบทกวี และเขียนบทวิจารณ์ภาพยนตร์ ภายหลังต่อมาได้เข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง (มธก.) และมีช่วงหนึ่งที่ลาลี้ภัยไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย แต่ไม่จบ 

ช่วงระหว่างทศวรรษ ๒๔๗๐-๒๕๑๐ สังคมไทยมีความเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกสากลอยู่หลายอย่างด้วยกัน และความเปลี่ยนแปลงทางสากลที่ว่านี้ก็เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่องานเขียนของกุหลาบแต่ละช่วงเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่การอภิวัฒน์ ๒๔๗๕, สงครามโลกครั้งที่ ๒, กระแสการเข้ามาของแนวคิดฝ่ายซ้าย, สงครามเกาหลี, สงครามเวียดนาม, ระบอบเผด็จการทหารเบ็ดเสร็จภายใต้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, เหตุการณ์วันเสียงปืนแตก การต่อสู้กันด้วยกำลังอาวุธในชนบทระหว่างฝ่ายพคท.กับรัฐบาลเผด็จการ, ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ช่วงสุดท้ายของชีวิตกุหลาบได้ลี้ภัยไปอยู่จีนแผ่นดินใหญ่แล้วเสียชีวิตอยู่ที่นั่น เมื่อพ.ศ.๒๕๑๗    
 

หลายคนอาจมีความทรงจำต่องานเขียนของกุหลาบ จากชิ้นสำคัญอย่างเช่น ความเรียงว่าด้วย ‘มนุษยภาพ’ ซึ่งเป็นงานเขียนที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕, ‘เบื้องหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕’ เรียบเรียงจากคำให้สัมภาษณ์ของพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน), งานแปล ‘กำเนิดครอบครัวและมนุษยชาติ’ ‘ปรัชญาสังคมเปรียบเทียบ’ และ ‘ประวัติศาสตร์สตรีไทย’ เป็นผลงานที่ทรงอิทธิพลต่อขบวนการฝ่ายซ้ายไทยอย่างมาก แต่ถูกลืม, ‘การเมืองของประชาชน’ งานรวมบทความที่เขียนเผยแพร่ตามสื่อ, ‘มนุษย์ไม่ได้กินแกลบ’ ก็เป็นงานรวมบทความกึ่งความเรียงที่เขียนในโอกาสต่าง ๆ, ‘บันทึกอิสรชน’ เป็นบันทึกในช่วงที่ถูกจับกุมคุมขังเมื่อพ.ศ.๒๔๘๕, ‘ข้าพเจ้าได้เห็นมา’ บันทึกการเดินทางไปเยือนจีนคอมมิวนิสต์, ‘ไปสหภาพโซเวียต’ บันทึกการเดินทางไปเยือนสหภาพโซเวียต เป็นต้น 

ผลงานที่โดดเด่น มีเป็นจำนวนมาก และยังคงเป็นที่นิยมอ่านกันอยู่จนถึงปัจจุบันก็คืองานเขียนประเภทนวนิยาย อาทิ  ลูกผู้ชาย, สงครามชีวิต, ผจญบาป, ปราบผยศ, มารมนุษย์, ขอแรงหน่อยเถอะ, ป่าในชีวิต, แสนรักแสนแค้น, สิ่งที่ชีวิตต้องการ, หัวใจปรารถนา, โลกสันนิวาส, เรื่องของเขา, เขาถูกบังคับให้เป็นขุนโจร, ข้างหลังภาพ, ลาก่อนรัฐธรรมนูญ, รับใช้ชีวิต, แลไปข้างหน้า (เดิมมี ๒ เล่มจบ ตอนหลังนิยมพิมพ์ทั้ง ๒ เล่มในเล่มเดียวกัน), จนกว่าเราจะพบกันอีก เป็นต้น  

จะเห็นได้ว่า กุหลาบเขียนหลากหลาย ผลงานมีทั้งประเภทที่เป็นสารคดี บทความวิชาการ ความเรียง งานแปล กวีนิพนธ์ นวนิยาย ฯลฯ เรียกได้ว่าเป็น ‘ปัญญาชนสาธารณะ’ รุ่นบุกเบิกท่านหนึ่ง ที่ผ่านมามีผู้ศึกษาและเขียนถึงผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์ มามากพอสมควร ในที่นี้ผู้เขียนจะชวนอภิปรายประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อ ‘ความรัก’ ในทัศนะของกุหลาบ จากผลงานประเภทนวนิยายและความเรียง  

(๒) ความรัก ๒ แบบ & ๒ แนวทางการสร้างสรรค์ผลงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์  

หากใครเคยอ่านงานของกุหลาบ สายประดิษฐ์ มาบ้าง จะพบว่า มุมมองความรักของกุหลาบจากนวนิยายและความเรียง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ๒ ช่วงสำคัญด้วยกัน ช่วงแรกเริ่ม, กุหลาบมีแนวคิดต่อความรักแบบ Romanticism (แปลตรงว่า โรแมนติกซึ่ม) ผลงานชิ้นสำคัญที่เป็นที่รู้จักกันดีในช่วงแรกเริ่มนี้ ได้แก่ ‘สงครามชีวิต’ กับ ‘ข้างหลังภาพ’ ช่วงที่สอง, กุหลาบเสนอมุมมองต่อความรักแบบ Realism (สัจนิยม) ผลงานชิ้นโดดเด่นในมุมมองนี้ได้แก่ ‘จนกว่าเราจะพบกันอีก’ และ ‘แลไปข้างหน้า’ 

มุมมองความรักแบบช่วงที่สองนี้ ยังต้องนับรวมบทความเรื่อง ‘ดูนักศึกษา มธก. ด้วยแว่นขาว’ ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือธรรมจักร ฉบับ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๕ เพราะเขียนภายใต้กระแสแนวคิดเดียวกัน หากไม่ใช่ผู้เขียน ‘จนกว่าเราจะพบกันอีก’ และ ‘แลไปข้างหน้า’ แล้ว ไม่เห็นทางว่ากุหลาบจะมีข้อเขียนสรุปช่วงท้ายบทความชิ้นดังกล่าวออกมาได้ว่า:  

“ชาว ม.ธ.ก. รักมหาวิทยาลัยของเขา เพราะว่ามหาวิทยาลัยของเขารู้จักรักคนอื่นด้วย”

และหากไม่มีบทสรุปดังท้ายไว้อย่างน่าประทับใจดังกล่าวข้างต้น ก็ไม่เห็นทางอีกเช่นกันว่า จะมีใครนำเอาไปประดิษฐ์ใหม่ได้ว่า: 

“ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” 

ภายหลังมานี้ก็ยังเปลี่ยนอีกเป็น:

“เรารักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้รักประชาชน” 

แน่นอนว่า การศึกษาและอภิปรายประเด็นมุมมองความรักที่ดูย้อนแย้งกันของกุหลาบ ๒ ช่วงยุคสมัยดังกล่าวนี้มีผู้ศึกษาอภิปรายถึงกันมาบ้าง แต่โดยมากจะมุ่งเน้นเสนอว่ามุมมองความรักทั้งสองช่วงดังกล่าวนี้ของกุหลาบ ขัดแย้งไม่ลงรอยกัน และยังมักให้ข้อสรุปว่ากุหลาบละทิ้งแนวทางเดิมจากที่เคยเสนอไว้เมื่อครั้งเขียนเรื่อง ‘สงครามชีวิต’ และ ‘ข้างหลังภาพ’ 

ประเด็นความต่างและย้อนแย้งของมุมมองความรักทั้งสองช่วงดังกล่าว นำมาซึ่ง ‘เอฟซี’ ผลงานของกุหลาบ ที่สามารถแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มที่นิยมผลงานแนว Romanticism กับ กลุ่มที่นิยมผลงานในแนว Realism 

กลุ่มที่นิยมแนวแรก มักจะไม่ชอบงานในช่วงหลังของกุหลาบ และเห็นว่าในกลุ่มหลังไม่ได้เสนอมุมมองความรัก เพราะความรักในแบบ ‘จนกว่าเราจะพบกันอีก’ และ ‘แลไปข้างหน้า’ เป็นความรักที่ขึ้นต่ออุดมการณ์ ออกจะมีลักษณะแข็งทื่อไป อ่านแล้วไม่ฟิน     

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้อ่านที่นิยมผลงานช่วงหลังของกุหลาบ ก็มีแง่มุมโจมตีต่อผลงานช่วงแรกของกุหลาบ และงานของนักเขียนท่านอื่น ๆ ในแนวทางเดียวกันนี้ ถึงขั้นว่า ‘น้ำเน่า’ และ ‘สายลมแสงแดด’ หรือไม่ก็นำเอาแนวคิดว่าด้วยชนชั้น เข้าไปมองงานกลุ่มนี้แล้วว่าเป็นมุมมองความรักแบบชนชั้นกลาง-นายทุน-ศักดินา และยกย่องความรักแบบผลงานช่วงหลังของกุหลาบว่าเป็นมุมมองความรักแบบชนชั้นชาวนาและกรรมาชีพ 

แต่จะเป็นไปได้อย่างไรที่มุมมองสองประเภทนี้ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และออกจะเป็นอริกันด้วย ถูกนำเสนอโดยนักเขียนท่านเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ปัญญาชนหรือบุคคลใดก็ตาม เมื่ออยู่ภายใต้บริบทและเงื่อนไขที่ต่างกัน ย่อมจะมีความคิดและหลักปฏิบัติที่ต่างกันก็ตาม แต่คำถามก็คือหากว่านักเขียนท่านนั้นไม่มีประสบการณ์ในการประพันธ์เรื่องอย่าง ‘สงครามชีวิต’ กับ ‘ข้างหลังภาพ’ มาก่อน แล้วจู่ ๆ จะเขียน ‘จนกว่าเราจะพบกันอีก’ และ ‘แลไปข้างหน้า’ งานช่วงที่สองของกุหลาบ 

กล่าวคืองานทั้งสองช่วงนี้ไม่มีความสัมพันธ์ในเชิงการคลี่คลายตัวบทจากงานก่อนหน้า หรืองานก่อนหน้าไม่มีเงื่อนปมบางอย่างที่จะสามารถพัฒนามาสู่งานในช่วงหลังได้เลย เราสามารถมองงานของกุหลาบอย่างตัดขาดกันสิ้นเชิงแบบนั้นได้จริงหรือ???    

(๓) ‘สงครามชีวิต’ รักข้ามชนชั้นที่ไม่สมหวัง และการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ 

‘สงครามชีวิต’ เป็นนวนิยายของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๔ ปลายเดือนเดียวกันนั้นเองก็เกิดการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ นวนิยายชิ้นนี้จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นภูมิปัญญาหนึ่งของการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ 

แต่นอกเหนือจากเป็นงานประพันธ์ในช่วงยุคสมัยเดียวกับการอภิวัฒน์แล้ว ‘สงครามชีวิต’ ยังเป็นเหมือนตัวบทที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาให้เป็นตัวแทนความคิดจิตใจและอารมณ์ความรู้สึกของหนุ่มสาวในช่วงก่อนหน้าจะเกิดการอภิวัฒน์ได้เป็นอย่างดี 

พระเอกของเรื่องชื่อ ‘ระพินทร์’ เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย และมีงานอดิเรกเป็นนักเขียน มีความฝันอยากจะเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง นางเอกผู้เป็นที่รักของระพินทร์ชื่อ ‘เพลิน’ เป็นลูกคุณหนู บ้านมีฐานะร่ำรวย ‘สงครามชีวิต’ เป็นเรื่องของรักข้ามชนชั้นระหว่างระพินทร์กับเพลิน ประพันธ์ในรูปแบบจดหมายรัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนกำลังอ่านจดหมายโต้ตอบกันไปมาระหว่างคู่รัก (ถ้าเป็นสมัยนี้คงต้องเป็นห้องแชทข้อความหรือ DM อะไรก็ว่าไป)    

ความรักระหว่างระพินทร์กับเพลินเป็นรักที่ไม่สมหวัง ฝ่ายหญิงเลือกจากไป เพราะปัญหาเรื่องเศรษฐกิจความแตกต่างกันทางรายได้ นำมาซึ่งทัศนคติต่อการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน ก็เลยเข้ากันไม่ได้ ความแตกต่างและขัดแย้งกันระหว่างคนสองชนชั้นที่ไม่อาจร่วมเรียงเคียงหมอนกันได้นี้ นับเป็นการฉายภาพให้เห็นที่มาของการอภิวัฒน์อีกมุมหนึ่ง   

๒๔๗๕ นั้นผู้ก่อการอภิวัฒน์เป็นข้าราชการ ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการระดับกลาง เหตุการณ์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจทำอภิวัฒน์ ส่วนสำคัญเลยมาจากนโยบายดุลข้าราชการของรัฐบาลพระปกเกล้าฯ นโยบายนี้เป็นผลมาจากเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลพระปกเกล้าฯ เลือกใช้วิธีลดรายจ่าย โดยการสั่งปลดข้าราชการ แต่ข้าราชการที่ถูกปลดนั้นโดยมากเป็นข้าราชการที่มีชาติกำเนิดมาจากสามัญชน ส่วนข้าราชการที่มีเชื้อสายเป็นเจ้า กลับยังอยู่ดีมีสุข 

สิ่งนี้ก็ก่อเกิดเป็นความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจให้กับข้าราชการที่ไม่ได้สืบเชื้อสายเป็นเจ้า ผู้ก่อการอภิวัฒน์ถึงได้เรียกตัวเองว่า ‘คณะราษฎร’ และในคำแถลงการณ์ของคณะราษฎรเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ จึงมีวลีสำคัญหนึ่งยืนกรานว่า “ประเทศเป็นของราษฎร...”  

ใน ‘สงครามชีวิต’ ระพินทร์จำต้องยอมปล่อยให้เพลินได้ไปมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย ไม่ต้องมากัดก้อนเกลือกินกับตน (อารมณ์ประมาณเพลง ‘รักคงยังไม่พอ’ ของพี่เสือ ธนพล อินทฤทธิ์) แต่ในชีวิตจริง ๒๔๗๕ คือภาวะที่กลุ่มข้าราชการชั้นผู้น้อยไม่อาจยอมปล่อยให้เจ้านายปลดพวกตนออกไปโดยง่าย เมื่อไม่อาจเปลี่ยนนโยบายภายใต้ระบอบเก่าได้ ก็จึงต้องเปลี่ยนผ่านการอภิวัฒน์  

(๔) ‘ข้างหลังภาพ’ รักข้ามชนชั้น ต่างเวลา หลังการอภิวัฒน์  

หลังจาก ‘สงครามชีวิต’ ได้ออกโลดแล่นได้ ๕ ปีกว่า กุหลาบก็ตีพิมพ์นวนิยายอีกเรื่องคือ ‘ข้างหลังภาพ’ โดยใช้ฉากที่ประเทศญี่ปุ่น ในทศวรรษ ๒๔๘๐ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ตลอดจนเหล่าข้าราชการและผู้คนภายใต้ระบอบใหม่ ต่างให้ความสนใจประเทศญี่ปุ่น เพราะนับแต่การปฏิวัติเมจิเป็นต้นมา ญี่ปุ่นก็พัฒนาต่อเนื่องจนกลายเป็นมหาอำนาจในทวีปเอเชีย   

‘ข้างหลังภาพ’ เป็นเรื่องราวความรักระหว่างนพพรกับคุณหญิงกีรติ ยังคงเป็นรักข้ามชนชั้น แต่ต่างจาก ‘สงครามชีวิต’ ตรงที่พระเอก (นพพร) เป็นหนุ่มนักเรียนนอกญี่ปุ่น ส่วนคุณหญิงกีรติเป็นลูกผู้ดีมีตระกูลสืบเชื้อสายมาจากเจ้านายชั้นสูง มีอายุมากกว่านพพร แต่เธอยังดูสาวและสวย จึงถูกตาต้องใจนพพร เมื่อได้พบกันที่ญี่ปุ่น โดยนพพรทำหน้าที่เป็นไกด์นำเที่ยว นพพรแสดงท่าทีว่าตกหลุมรักคุณหญิงกีรติอยู่หลายครั้งในระหว่างเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน แต่คุณหญิงรักษาท่าทีไม่ตอบรับ เนื่องจากนางแต่งงานและมีสามีแล้ว 

เมื่อนพพรเรียนจบและกลับมาทำงานที่ประเทศไทย ฝ่ายคุณหญิงกีรติ สามีได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว แต่นพพรก็ไม่ได้ไปพัฒนาความสัมพันธ์กับคุณหญิง นพพรเลือกแต่งงานกับสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน คุณหญิงกีรติเมื่อทราบก็ได้ล้มป่วยและเสียชีวิตไป ก่อนสิ้นลมหายใจ คุณหญิงได้กล่าววลีอมตะหนึ่งอย่างคนที่มีใจรัก หาได้เย็นชาเหมือนอย่างเมื่อครั้งก่อนที่พบกับนพพรที่ญี่ปุ่น คือวลีที่ว่า: 

“ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจว่าฉันมีคนที่ฉันรัก” 

จากที่เป็นเรื่องรักโรแมนติกขั้นสุด ไปสุดทาง (ฟินจิกหมอน) และจบแบบโศกนาฏกรรม (tragedy) แต่ก็ไม่ได้เศร้าจนเกินไป ก็เข้าใจได้ว่าทำไม ‘ข้างหลังภาพ’ จึงจัดเป็นวรรณกรรมคลาสสิคที่ได้รับความนิยมชมชอบตลอดกาล กระทั่งเป็นนวนิยายเรื่องแรกของไทยที่ได้รับการแปลถ่ายทอดเป็นภาษาอังกฤษ ในชื่อ ‘Behind the Painting and Other Stories’ ผู้แปลคือ ‘David Smyth’ 

‘บรรจง บรรเจิดศิลป์’ (อุดม สีสุวรรณ) เคยวิจารณ์นวนิยายเรื่องนี้ด้วยกรอบแนวคิดฝ่ายซ้ายว่า นพพรเป็นตัวแทนของชนชั้นกระฎุมพีใหม่ คุณหญิงกีรติเป็นตัวแทนของชนชั้นเจ้านายศักดินา ทั้งสองมีชีวิตและความคิดจิตใจแตกต่างและไม่อาจลงรอยกันได้ สืบเนื่องจากการขยายตัวของระบบทุนนิยมที่ชนชั้นนายทุนกระฎุมพีต้องการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ในขณะที่เจ้านายในระบบศักดินาเดิมกำลังเป็นอุปสรรคขัดขวาง 

ถึงแม้ว่าบรรจง บรรเจิดศิลป์ จะไม่ได้ยกย่องการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ ในฐานะหมุดหมายของการเปลี่ยนผ่านจากระบบเก่าสู่ระบบใหม่ เพราะบรรจงในฐานะปัญญาชนของพคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) มองว่า ๒๔๗๕ เป็นเพียงการรัฐประหารของชนชั้นกลางและนายทุน คณะราษฎรจึงอยู่ระหว่างสองชนชั้นที่กำลังเติบโตในช่วงหลังเปลี่ยนผ่าน และเมื่อเกิดศัตรูใหม่คือขบวนการคอมมิวนิสต์ รัฐบาลคณะราษฎรก็หันไปปราบปรามขบวนการคอมมิวนิสต์ ดังเหตุการณ์กบฏสันติภาพ   

เหตุการณ์นี้ทำให้นักคิดนักเขียนของขบวนการฝ่ายซ้ายมองว่า รัฐบาลคณะราษฎรได้หันไปเข้าข้างฝ่ายศักดินา ไม่ได้ทอดทิ้งหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อเจ้านายในระบบเดิมดังที่เคยพูดไว้เมื่ออดีต พูดง่ายคือไม่ได้ประพฤติอย่างที่นพพรทำกับคุณหญิงกีรติ บรรจงก็เช่นเดียวกับนักคิดนักเขียนฝ่ายซ้ายในยุคเดียวกันที่มีความประทับใจและชื่นชมต่อผลงานของกุหลาบ มองการปฏิเสธความรักของคุณหญิง เท่ากับนายทุนรุ่นใหม่ที่ปฏิเสธเจ้านายในระบบเดิม  

(๕) จากความรักหนุ่มสาวสู่ “รักประชาชน” ใน ‘แลไปข้างหน้า’ และ ‘จนกว่าเราจะพบกันอีก’ 

ในงานชิ้นหลัง ‘แลไปข้างหน้า’ ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๔๙๘ และ ‘จนกว่าเราจะพบกันอีก’ ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๕๑๖ อาจเรียกได้ว่าเป็นงานหลังกบฏสันติภาพ เพราะเมื่อพ.ศ.๒๔๙๕ กุหลาบได้เข้าร่วมต่อต้านสงครามเกาหลี ซึ่งรัฐบาลไทยประกาศเข้าร่วมฝ่ายสัมพันธมิตร ผู้ประท้วงต่อต้านสงครามกลับถูกรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จับกุมคุมขังและตั้งข้อหากบฏและมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์  

ก่อนหน้านั้น นับแต่หลังรัฐประหาร ๒๔๙๐ คณะรัฐประหารได้เชิญจอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาเป็นมาผู้นำรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม รู้ตัวดีกว่าตนเองอยู่ในสถานะง่อนแง่นไม่มั่นคงทางการเมือง เพราะหลังรัฐประหาร กลุ่มนายทหารได้มีบทบาทและอำนาจต่อรองทางการเมืองสูง ในขณะที่กลุ่มตำรวจก็ได้รับทั้งเงินทุนและอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นยุคที่ตำรวจมีรถถังและอาวุธหนักเทียบเท่ากองทัพ เนื่องจากตำรวจได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาให้ปฏิบัติการปราบปรามขบวนการคอมมิวนิสต์ 

จอมพล ป. อยู่ท่ามกลางขุนศึกอีก ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มทหารภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และกลุ่มตำรวจภายใต้การนำของพลเอกเผ่า ศรียานนท์ จอมพล ป. จึงต้องการแหล่งความชอบธรรมใหม่ สำหรับเป็นฐานอำนาจให้แก่ตนคานกับอีก ๒ กลุ่มขุนศึก จึงได้สนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตย เปิดบรรยากาศเสรี จัดให้มีการเลือกตั้ง 

แต่ในขณะเดียวกัน การเปิดบรรยากาศเสรี ก็ทำให้เกิดอีกกลุ่มกระแสการเมืองขึ้นมา ขบวนการฝ่ายซ้ายเติบโตทางภูมิปัญญา จากการตีพิมพ์เผยแพร่หนังสือฝ่ายซ้ายออกมาเป็นจำนวนมาก ทั้งงานแปลผลงานปัญญาชนต่างประเทศและผลงานเขียนของปัญญาชนภายในประเทศเอง ก็เป็นอันว่าในทศวรรษ ๒๔๙๐ กระแสแนวคิดฝ่ายซ้ายที่เคยอยู่ ‘ใต้ดิน’ ได้ขึ้น ‘บนดิน’ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน 

ทางด้านวรรณกรรมการสร้างสรรค์ในรูปแบบนวนิยาย กุหลาบก็ได้ปรากฏตัวในฐานะนักเขียนฝ่ายซ้ายด้วยผลงานชื่อ ‘แลไปข้างหน้า’ เนื้อหาถึงจะไม่ใช่เรื่องราวความรักข้ามชนชั้นเหมือนอย่างเรื่องก่อน ๆ แต่หนนี้ดูเหมือนกุหลาบจะชัดเจนยิ่งขึ้นไปในแนวทางการเขียนที่มีชนชั้นแบบ “จัดหนักจัดเต็ม”   

ตัวละครเอกได้เปลี่ยนจากหนุ่มนักเรียนนอก (ใน ‘ข้างหลังภาพ’) และข้าราชการชั้นผู้น้อย (ใน ‘สงครามชีวิต’) มาเป็นลูกชาวนาจากภาคอีสาน ชื่อ ‘จันทา โนนดินแดง’ ในช่วงเคลื่อนไหวก่อนถูกจับกุมข้อหากบฏสันติภาพ กุหลาบเคยเดินทางไปพบเห็นสภาพของชนบทอีสาน จากกิจกรรมการแจกเครื่องบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนในท้องที่บ้านคูซอด อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 

‘แลไปข้างหน้า’ มี ๒ เล่มจบ เล่ม ๑ ภาคปฐมวัย เล่ม ๒ ภาคมัชฌิมวัย ตามโครงเรื่องที่กุหลาบวางไว้ ดูเหมือนจะต้องมีเล่ม ๓ ภาคปัจฉิมวัย แต่กุหลาบก็ไม่ได้เขียนต่อ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปีสุดท้ายในเนื้อเรื่องคือ พ.ศ.๒๔๙๘ เป็นช่วงที่กระแสประชาธิปไตยเสรีภายใต้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่ก็เข้าข้างฝ่ายสหรัฐอเมริกาปราบปรามขบวนการฝ่ายซ้าย   

เหตุการณ์สุดท้ายในท้องเรื่องภาค ๒ นั้นคือการที่เช้ง ลูกคนจีน เพื่อนของจันทา ซึ่งมีอาชีพเป็นนักหนังสือพิมพ์ได้ถูกจับกุมตัว เมืองกลายเป็นพื้นที่ไม่ปลอดภัย ในขณะที่จันทา เมื่อเรียนจบได้รับราชการกระทรวงมหาดไทย ได้เริ่มเห็นชนบทเป็นคำตอบของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นการสนับสนุนแนวทาง ‘ชนบทล้อมเมือง’ ของพคท.โดยอ้อม 

ณ โมเมนต์นั้น (ช่วงปลายทศวรรษ ๒๔๙๐-๒๕๐๐) ยังไม่มีใครรู้หรอกว่า ความขัดแย้งระหว่างเมืองภายใต้การนำของรัฐบาลเผด็จการทหารกับชนบทภายใต้พคท. จะจบลงเช่นใด ดังนั้น การปล่อยทิ้งไว้ ไม่มีภาค ๓ ปัจฉิมวัย ออกจะเป็นความชาญฉลาดทางการประพันธ์อยู่โดยนัย เพราะภาคต่อไป ผู้เขียนเรื่อง ‘แลไปข้างหน้า’ จะไม่ใช่กุหลาบ หากแต่เป็นคนในสังคมไทยในโลกที่เป็นจริงต่างหาก 

ในเนื้อเรื่อง ‘แลไปข้างหน้า’ จันทาแต่งงานกับพยอม น้องสาวของนิทัศน์ เพื่อนที่เรียนด้วยกันที่กรุงเทพฯ ถึงแม้ว่าพยอมจะเป็นสาวชาวกรุง แต่ด้วยความที่ฐานะปานกลาง และมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับจันทามาตั้งแต่เด็ก ความแตกต่างระหว่างชนชั้นจึงไม่ปรากฏเด่นชัดเหมือนอย่างกรณีระพินทร์กับเพลินใน ‘สงครามชีวิต’ และหรือนพพรกับคุณหญิงกีรติใน ‘ข้างหลังภาพ’ 

แม้ไม่มีบทสวีทหวานซึ้งระหว่างจันทากับพยอม แต่ไม่ได้หมายความว่าจันทาจะเป็นหนุ่มที่ชีวิตมีแต่อุดมการณ์เพื่อประชาชน เขามีคนที่รักและหมายมั่นสร้างครอบครัวร่วมกันอยู่ ดังนั้นความรักของจันทากับพยอม แม้จะไม่หวือหวาแบบในเรื่องอื่นก่อนหน้า แต่ไม่ถึงกับไม่มี เพียงแต่การเล่าเรื่องผ่านกระแสสำนึกที่ล้อไปกับเหตุการณ์ทางสังคมการเมือง อาจบดบังมิติเรื่องนี้ไปบ้าง  

ถึงแม้ ‘แลไปข้างหน้า’ จะไม่มีภาค ๓ ปัจฉิมวัย แต่กุหลาบก็ได้เขียนเรื่อง ‘จนกว่าเราจะพบกันอีก’ และฉากที่ไม่มีในจันทากับพยอม กุหลาบได้มานำเสนอไว้ในบทสนทนาระหว่างโกเมศ หนุ่มชาวไทย กับ โดโรธี สาวชาวออสซี่ (ออสเตรเลีย) การสนทนาระหว่างหนุ่มสาวต่างวัฒนธรรมแต่มีจุดร่วมคือความรักที่มีต่อมนุษยชาติ 
บทสนทนานั้นมีตั้งเรื่องราวเหตุการณ์บ้านเมือง สถานการณ์โลก มุมมองความคิดเห็นต่อเรื่องชนชั้นและความเปลี่ยนแปลง กุหลาบฉายภาพให้เห็นความรักระหว่างหนุ่มสาวที่เกิดจากการมีความสนใจร่วมกันและเห็นพ้องกันในเรื่องความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกเห็นอกเห็นใจต่อชนชั้นแรงงานที่ต้องประสบชะตากรรมความทุกข์ยาก 

‘จนกว่าเราจะพบกันอีก’ จึงเหมือนภาค ๓ ปัจฉิมวัย และบทสนทนาที่หายไประหว่างจันทากับพยอมใน ‘แลไปข้างหน้า’ เป็นบทสนทนาว่าด้วยความรักอีกเหมือนกัน คราวนี้เน้นหนักไปที่ความรักที่เผื่อแผ่ไปถึงมวลมนุษยชาติ มีความหมายมากว่า Love me, love my dog ที่มักจะแปรความหมายถึงต้องรักคนในครอบครัวของอีกฝ่ายด้วย แต่บางครั้งเราจะพบว่า ครอบครัวก็เป็นอุปสรรคสำคัญต่อความรักระหว่างหนุ่มสาว 

การที่กุหลาบเป็นนักเขียนเกิดทันสถานการณ์ ๒๔๗๕ ทำให้เขารู้ซึ้งและเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะกุหลาบก็ถือเป็นนักเขียนหัวก้าวหน้าที่ต่อต้านวัฒนธรรมการ ‘คลุมถุงชน’ และเสนอความรักที่มาพร้อมกับประเด็นเรื่องสิทธิและเสรีภาพ แต่แต่นั้นสำหรับกุหลาบก็ไม่เพียงพอ จึงได้เสนอให้ขยายออกไปเป็น “รักประชาชน”  

(๖) กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไม่ได้เขียนว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้รักประชาชน” แต่ความหมายเดียวกัน 

ก่อนหน้าที่จะเขียน ‘จนกว่าเราจะพบกันอีก’ และในระหว่างที่กำลังเขียน ‘แลไปข้างหน้า’ อยู่นั้น มีนักกิจกรรมนักศึกษาจากมธก. (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง) ได้ไปพบกุหลาบเพื่อขอให้เขียนบทความให้แก่มธก. เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๕ เป็นที่มาของบทความเรื่อง ‘ดูนักศึกษา มธก. ด้วยแว่นขาว’ ซึ่งกุหลาบทิ้งท้ายด้วยประโยคว่า: 

“ชาว ม.ธ.ก. รักมหาวิทยาลัยของเขา เพราะว่ามหาวิทยาลัยของเขารู้จักรักคนอื่นด้วย” 

ภายหลังถูกนำไปอ้างอิงและปรับแก้เป็น:

“ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” 

ถึงแม้ว่าวลีหลังนี้ กุหลาบไม่ได้เขียน แต่ความหมายเดียวกับที่กุหลาบพยายามสื่อนั่นแหล่ะ ดังจะเห็นได้จาก ‘แลไปข้างหน้า’ และ ‘จนกว่าเราจะพบกันอีก’ 

อันที่จริง มุมมองความรักแบบนี้ นอกจากขบวนการฝ่ายซ้ายแล้ว ขบวนการชาตินิยมก็เคยเรียกร้องต่อคนหนุ่มสาวมาก่อนเช่นกัน กล่าวคือพวกชาตินิยมมักเรียกร้องให้ “รักชาติบ้านเมือง” มาก่อนความรักระหว่างคนสองคน ขบวนการชาตินิยมเรียกร้องให้คนหนุ่มสาวเสียสละเพื่อส่วนรวมที่มาในนาม ‘ชาติบ้านเมือง’

ภายใต้ชาตินิยม ความรักระหว่างคนสองคนถูกมองเป็นเรื่องผลประโยชน์เฉพาะปัจเจกบุคคล แต่อย่างไรก็ตาม ความรักชาติก็ขาดความน่าเชื่อถือในหมู่คนรุ่นหลัง เพราะคำว่า ‘ชาติ’ ไม่ได้หมายถึงส่วนรวม หมายถึงแค่ชนชั้นนำบางกลุ่มเท่านั้น อีกอย่างความรักก็เป็นเรื่องสากล ไม่ใช่เรื่องเฉพาะชาติใดชาติหนึ่ง 

อย่างไรก็ตาม แนวคิดและมุมมองต่อความรักแบบแยกขาดระหว่างส่วนตัวกับส่วนรวมเช่นที่นักชาตินิยมเคยเสนอนี้ ต่อมามีอิทธิพลต่อขบวนการฝ่ายซ้าย โดยเฉพาะในประเทศโลกที่สามด้วย ดังจะเห็นได้จากกรณีนโยบาย ๓ ช้า ของพคท. เป็นต้น

ความรักปวงประชา (รักประชาชน) นอกจากกลายเป็นมอตโต้ของม.ธรรมศาสตร์แล้ว พคท.เองก็เคยนำเอาไปสนับสนุนนโยบาย ๓ ช้า (๑.อย่าเพิ่งมีคนรัก ๒.มีคนรักแล้วก็อย่าเพิ่งแต่งงาน ๓.แต่งงานแล้วก็อย่าเพิ่งมีลูก) เป็นนโยบายสร้างความอึดอัดรำคาญใจให้แก่พลพรรคที่เข้าร่วม โดยเฉพาะในหมู่นักศึกษาคนหนุ่มสาวที่เข้าร่วมพคท. หลังเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ 

คำถามทิ้งท้ายก็คือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ผู้รังสรรค์ผลงานอ้างอิงนิยามความรักทั้งในมิติเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน ความรักต่อประชาชน ต่อชนชั้นแรงงาน และต่อมวลมนุษยชาติ จะมีมุมมองคับแคบเช่นนั้นหรือ? ในเมื่อในงานที่เสนอความรักเช่นนี้ ก็มีคู่พระ-นาง อย่างจันทากับพยอม (แลไปข้างหน้า) และโกเมศกับโดโรธี (จนกว่าเราจะพบกันอีก) อีกทั้งในความรักระหว่างระพินทร์กับเพลิน (สงครามชีวิต) และระหว่างนพพรกับกีรติ (ข้างหลังภาพ) ต่างก็มีมิติการคิดเกี่ยวกับประเด็นเรื่องชนชั้นอยู่ในนั้น    

กล่าวโดยสรุป ความแตกต่างและขัดแย้งระหว่างงานนวนิยายช่วงแรกเริ่มกับช่วงที่สองของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญเท่าไหร่เลย เพราะที่จริงมีจุดเน้นที่แตกต่างกันเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่างานในช่วงแรกเริ่มไม่มีประเด็นคิดเรื่องชนชั้นหรือการแสดงความเห็นอกเห็นใจคนชั้นล่างที่อยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมือง และก็ไม่ได้หมายความว่างานช่วงที่สองของกุหลาบ จะไม่มีประเด็นคิดเกี่ยวกับความรักระหว่างหนุ่มสาว 

กุหลาบไม่ได้เสนอมุมมองแบบรักประชาชน รักมนุษยชาติ อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ไม่คำนึงถึงประเด็นพื้นฐานดั้งเดิมที่ความรักมีมิติว่าด้วยเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ เนื่องจากเคยผ่านประสบการณ์ช่วง ๒๔๗๕ มา อีกทั้งยังเป็นเจ้าของผลงานคลาสสิคอย่าง ‘ข้างหลังภาพ’    

“รักประชาชน” ก็จึงไม่ได้หมายความว่าจะ “รักเธอ” ด้วยไม่ได้ อ่านใหม่ให้ดี สำหรับงานกุหลาบ ดูเหมือนจะเสนอให้รักทั้งสองประเภทนี้รวมอยู่ในความสัมพันธ์ชุดเดียวกัน และดังนั้น “รักธรรมศาสตร์” ก็จึงบอกให้ธรรมศาสตร์ “สอนให้รักคนอื่น” หรือ “รักประชาชน” ไปด้วยนั่นเอง...         

 

เรื่อง: กำพล จำปาพันธ์

ภาพ: ภาพศรีบูรพาจากหนังสือ ศรีแห่งมนุษยภาพ

อ้างอิง
    จรัส รจนาวรรณ. ชีวิตการต่อสู้ของกุหลาบ สายประดิษฐ์. กรุงเทพฯ : กลุ่มเผยแพร่สัจจธรรม, 2517.
    บรรจง บรรเจิดศิลป์ (อุดม สีสุวรรณ). ศิลปวรรณคดีกับชีวิต. กรุงเทพฯ: สายทิพย์, 2524. 
    รุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน. ศรีบูรพา ศรีแห่งวรรณกรรมไทย. กรุงเทพฯ: แสงดาว, 2532.  
    วิวัฒน์ คติธรรมนิตย์. กบฏสันติภาพ. กรุงเทพฯ: คบไฟ, 2539.  
    ศรีบุรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์). การเมืองของประชาชน. กรุงเทพฯ: มูลนิธิเสถียรโกเศศ-นาคะประทีป, 2548. 
    ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์). ข้างหลังภาพ. กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า, 2531.
    ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์). จนกว่าเราจะพบกันอีก. กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า, 2545. 
    ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์). มนุษย์ไม่ได้กินแกลบ. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการอำนวยการจัดงาน 100 ปี ศรีบูรพา, 2548.  
    ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์). แลไปข้างหน้า (ภาคปฐมวัยและภาคมัชฌิมวัย). กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า, 2545.  
    ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์). สงครามชีวิต. กรุงเทพฯ: คลังวิทยา, 2518. 
    เสถียร จันทิมาธร. สายธารวรรณกรรมเพื่อชีวิตของไทย. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม, 2524.  
    Saipradit, Kulap. Behind the Painting and Other Stories (ข้างหลังภาพ/Siburapha). Translated by David Smyth, Chiang Mai: Silkworm Books, 2000.