19 ต.ค. 2569 | 19:43 น.

KEY
POINTS
หากอธิบายเรื่องของ ‘คริสเตียโน โรนัลโด’ (Cristiano Ronaldo) ด้วยคำว่า ‘อีโก้’ หรืออาการ “จมไม่ลง”
ความขัดแย้งจาก 30 นาทีที่เขาไม่ได้ลงสนาม อาจกลายเป็นภาพที่ผู้คนหยิบมาพูดถึงก่อนผลงานตลอด 23 ปีในเสื้อทีมชาติโปรตุเกส
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ตามคำชี้แจงของโรนัลโดคือ ‘จอร์จ เจซุส’ (Jorge Jesus) โค้ชทีมชาติโปรตุเกส แจ้งว่าจะให้เขาลงสนามในเกมกับนอร์เวย์ โรนัลโดจึงอบอุ่นร่างกายตั้งแต่พักครึ่งเพื่อลงในช่วง 30 นาทีสุดท้าย แต่เกมจบลงโดยไม่มีใครเรียกเขาลงไปเล่น
30 กันยายน 2026 เขาออกจากแคมป์ในโคเปนเฮเกนก่อนเกมกับเดนมาร์ก หลังเจซุสบอกต่อสื่อว่า ความไม่พอใจของโรนัลโดเรื่องไม่ได้ลงสนามถือว่าจบไปแล้ว และอ้างว่าโรนัลโดยืนยันว่าจะยอมรับการตัดสินใจของโค้ช ก่อนเจ้าตัวจะตัดสินใจออกจากแคมป์ในวันเดียวกัน พร้อมเขียนข้อความผ่าน Instagram ว่า
“เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผมจะบอกชาวโปรตุเกสทุกคนถึงความจริงเรื่องเหตุผลที่ผมออกจากทีมชาติ”
ในแถลงการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2026 โรนัลโดกล่าวว่า เจซุสผิดคำพูดกับเขาสองครั้ง ครั้งแรกคือเรื่องการลงเล่นประมาณ 30 นาที และครั้งที่สองคือการชี้แจงเหตุการณ์ต่อสาธารณะ โดยโรนัลโดอ้างว่า หลังเกมมีการตกลงประเด็นแปดข้อสำหรับให้โค้ชอธิบายต่อสื่อ รวมถึงการยืนยันว่าเขาไม่เคยเรียกร้องเวลาในสนาม และการให้อบอุ่นร่างกายโดยไม่ส่งลงเล่นเป็นความผิดพลาด แต่คำแถลงที่ออกมาภายหลังไม่ตรงกับสิ่งที่เขาเข้าใจว่าตกลงกันไว้ จึงตัดสินใจออกจากแคมป์
ด้านเจซุสปฏิเสธว่ามีข้อตกลงเรื่องเวลาในสนามกับโรนัลโด ส่วนรายละเอียดเรื่องเอกสารแปดข้อปรากฏจากคำชี้แจงของโรนัลโดในภายหลัง ข้อมูลที่เปิดเผยจึงยังไม่เพียงพอให้ชี้ขาดว่าใครผิดคำพูดกับใคร
โรนัลโดขอโทษที่ไม่ได้ทักทายแฟนบอลหลังเกม และขอโทษเพื่อนร่วมทีมที่ออกจากแคมป์ เขายอมรับว่าการเป็นกัปตันทำให้การกระทำครั้งนี้ร้ายแรงขึ้น และยินดีให้สหพันธ์พิจารณาบทลงโทษ
เขาระบุว่า หากร่างกายพร้อมและยังเล่นให้สโมสรได้ เขาก็พร้อมกลับมาหลังรับโทษ ซึ่งหมายความว่า หากมีโอกาส และได้รับเลือก เขาก็จะกลับมารับใช้ทีมชาติ
ต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2026 มีรายงานว่า สหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกสสั่งพักโรนัลโดชั่วคราวระหว่างกระบวนการสอบสวนทางวินัย และกำหนดให้ดำเนินเรื่องอย่างเร่งด่วน ส่วนบทลงโทษสุดท้ายยังต้องรอผลการพิจารณา
โรนัลโดเริ่มเล่นให้ทีมชาติชุดใหญ่เมื่อเดือนสิงหาคม 2003 ด้วยวัยเพียง 18 ปี ตลอด 23 ปี เขาลงเล่นให้โปรตุเกส 234 นัด ยิง 146 ประตู 27 กันยายน 2026 โดยยูฟ่า (UEFA) บันทึกว่าเขาเป็นนักฟุตบอลชายที่ทำประตูในนามทีมชาติมากที่สุดในโลก
นอกเหนือจากตัวเลข ยังมีช่วงเวลาที่สถิติอธิบายได้ไม่หมด เช่น รอบชิงชนะเลิศยูโร 2016 เมื่อโรนัลโดบาดเจ็บที่เข่าจนต้องออกจากสนามทั้งน้ำตาในครึ่งแรก แต่ต่อมากลับมายืนข้าง ‘เฟอร์นันโด ซานโตส’ (Fernando Santos) เฮดโค้ชในขณะนั้น คอยกระตุ้นและให้กำลังใจเพื่อนร่วมทีมจนโปรตุเกสคว้าแชมป์
หลังฟุตบอลโลกปี 2026 โรนัลโดยอมรับว่าเคยคิดเลิกเล่นทีมชาติ แต่หลังพูดคุยกับประธานสหพันธ์และโค้ช เขาเลือกอยู่ต่อ พร้อมกล่าวว่า
“ผมยังเชื่อว่าผมสามารถช่วยทีมชาติได้ ทั้งการทำประตูและช่วยนักฟุตบอลรุ่นใหม่”
ความเชื่อมั่นนี้ปรากฏชัดในบทสัมภาษณ์กับ ‘เอดู อากีร์เร’ (Edu Aguirre) ทาง La Sexta เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ซึ่งกลับมาเป็นข่าวอีกครั้งวันที่ 12 ตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา หลัง CNN Portugal นำบางช่วงมาเผยแพร่
โรนัลโดมองว่าตัวเองเป็นนักฟุตบอลที่ครบเครื่องที่สุด ทั้งการยิงด้วยสองเท้า ลูกโหม่ง ฟรีคิก และความแข็งแกร่ง เมื่อถูกถามว่าเป็นนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์หรือไม่ เขาตอบว่า
“ผมคิดว่าใช่ ผมยังไม่เคยเห็นใครดีกว่าผม”
ขณะที่เขาเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง ความขัดแย้งเรื่องบทบาทในทีมก็เคยเกิดขึ้นมาก่อน เดือนตุลาคม 2022 สมัยอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ‘เอริก เทน ฮาก’ (Erik ten Hag) ยืนยันว่า โรนัลโดปฏิเสธลงเล่นเป็นตัวสำรองในเกมกับท็อตแนม ก่อนเดินเข้าห้องแต่งตัวทั้งที่เกมยังไม่จบ สโมสรจึงตัดเขาออกจากทีมในเกมถัดไปกับเชลซี
หลังฟุตบอลโลกปี 2026 โรนัลโดยอมรับว่าเคยคิดถึงการเลิกเล่นทีมชาติ แต่หลังพูดคุยกับประธานสหพันธ์และโค้ช เขาเลือกอยู่ต่อ พร้อมกล่าวว่า “ผมยังเชื่อว่าผมสามารถช่วยทีมชาติได้” ทั้งด้วยการทำประตูและการช่วยนักฟุตบอลรุ่นใหม่ ความเชื่อว่าตัวเองยังมีบางอย่างมอบให้ทีมจึงมีประสบการณ์มากกว่าสองทศวรรษเป็นฉากหลัง
แต่เมื่อบทบาทที่เขาได้รับไม่ตรงกับบทบาทที่ตัวเองคาดหวัง แรงเสียดทานลักษณะนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาก่อน ย้อนกลับไปเดือนตุลาคม 2022 สมัยอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ‘เอริก เทน ฮาก’ (Erik ten Hag) ยืนยันว่า โรนัลโดปฏิเสธการลงสนามในฐานะตัวสำรองเกมกับท็อตแนม ก่อนเดินเข้าห้องแต่งตัวทั้งที่การแข่งขันยังไม่จบ สโมสรจึงตัดเขาออกจากทีมในเกมถัดไปกับเชลซี
เหตุการณ์นั้นทำให้คำถามเรื่องการยอมรับบทบาทที่ลดลงติดตามโรนัลโดมาตลอดหลายปี และกลับมาอีกครั้งเมื่อเกิดความขัดแย้งกับทีมชาติโปรตุเกสในวัย 41 ปี
เรื่องนี้ชวนให้นึกถึงแนวคิดในจิตวิทยาการกีฬาที่เรียกว่า ‘Athletic Identity’ หรือความผูกพันระหว่างตัวตนกับการเป็นนักกีฬา สำหรับนักกีฬาบางคน ความภูมิใจ ความสัมพันธ์ และชีวิตประจำวันเติบโตขึ้นรอบการแข่งขัน เมื่อบทบาทนั้นเปลี่ยนไป วิธีที่คนมองตัวเองและสถานะของตัวเองก็อาจเปลี่ยนตาม
งานของ ‘แคเธอรีน แฮสแลม’ (Catherine Haslam) และคณะ ซึ่งเผยแพร่ในปี 2021 ศึกษานักกีฬาที่เลิกแข่งขันแล้วสองกลุ่ม รวม 398 คน พบว่า การสูญเสียตัวตนในฐานะนักกีฬาสัมพันธ์กับการปรับตัวที่ยากขึ้น โดยเชื่อมโยงกับความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมายน้อยลงและควบคุมชีวิตตัวเองได้น้อยลง ขณะที่การยังเป็นสมาชิกของกลุ่มเดิมหรือสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มใหม่สัมพันธ์กับการปรับตัวที่ดีขึ้น
งานวิจัยนี้ไม่ได้อธิบายว่าโรนัลโดคิดหรือรู้สึกอย่างไร แต่ช่วยให้เห็นว่า สำหรับคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับการแข่งขัน การเปลี่ยนบทบาทอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของเวลาในสนาม แต่อาจเกี่ยวข้องกับตัวตนที่เขาใช้สร้างชีวิตมานานด้วย
6 ตุลาคม 2026 ‘ลิโอเนล เมสซี’ (Lionel Messi) คู่แข่งคนสำคัญของโรนัลโด ลงเล่นเกมสุดท้ายให้อาร์เจนตินา เขาทำหนึ่งประตูและสองแอสซิสต์ในชัยชนะเหนือเบนิน 3-0 ต่อหน้าแฟนบอลมากกว่า 85,000 คนที่สนามโมนูเมนตัล
ภาพวันนั้นแทบเป็นฉากอำลาที่นักฟุตบอลคนหนึ่งจะฝันถึง เมสซีรู้ว่านี่คือเกมสุดท้าย เขาได้ลงสนาม ได้ทำประตู และได้ยินเสียงปรบมือจากคนที่เฝ้าดูเขามาตลอดหลายปี
ภาพตัดมาที่โรนัลโด ที่ยังไม่ได้ประกาศอำลา เขายังพูดถึงการกลับมาและเชื่อว่าตัวเองช่วยทีมได้ แม้ความขัดแย้งและกระบวนการทางวินัยยังไม่มีบทสรุป
คนหนึ่งตัดสินใจแล้วว่าถึงเวลาวางมือ ส่วนอีกคนยังเชื่อว่าเวลาของตัวเองยังไม่หมด ชวนให้เปรียบเทียบกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เบื้องหลังสองภาพนั้นคือคนสองคนที่อยู่คนละจังหวะของชีวิต
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังมีเรื่องเล่าเล็ก ๆ นอกสนาม ในบทสัมภาษณ์กับเอดู อากีร์เร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โรนัลโดเล่าว่า เขากับเมสซีพบกันบนเวทีรับรางวัลมาตลอด 15 ปีและเข้ากันได้ดี ก่อนเริ่มงาน เขายังเคยช่วยแปลคำแนะนำของพิธีกรจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาสเปนให้เมสซีฟัง
วันที่ 7 ตุลาคม โรนัลโดแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์อำลาของเมสซีว่า “ผมเคารพอย่างสูงต่อสิ่งที่คุณทำให้กับอาร์เจนตินา” พร้อมชื่นชมประวัติศาสตร์ที่อีกฝ่ายสร้างให้ประเทศ
ตลอดหลายปี ผู้ชมอาจจดจำทั้งคู่ผ่านประตู แชมป์ และรางวัลที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกันอยู่เสมอ เรื่องเล่าจากหลังเวทีและข้อความในวันอำลาช่วยเติมรายละเอียดอีกด้านว่า ระหว่างการแข่งขันอันยาวนาน ทั้งคู่ยังมีพื้นที่ให้ความช่วยเหลือและการชื่นชมซึ่งกันและกัน
‘แกรี ลินิเกอร์’ (Gary Lineker) มองว่า เมื่อผ่านไปอีกห้าหรือสิบปี ผู้คนอาจจดจำความยิ่งใหญ่ของโรนัลโดมากกว่าความขัดแย้งครั้งนี้
อาจเป็นเช่นนั้น หรืออาจไม่ใช่ก็ได้ เพราะความทรงจำของผู้คนไม่เคยอยู่ในการควบคุมของเจ้าของเรื่องทั้งหมด
แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไม่ได้คือ ก่อนค่ำคืนที่นอร์เวย์ โรนัลโดมีเรื่องราวกับทีมชาติโปรตุเกสมาแล้วกว่า 23 ปี
คงน่าเสียดาย หากภาพสุดท้ายของหนึ่งในนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โปรตุเกส กลายเป็นภาพของชายวัย 41 ปีที่อบอุ่นร่างกายอยู่ข้างสนาม รอโอกาสที่เขาเชื่อว่าจะมาถึง ก่อนเกมจะจบลงโดยที่โอกาสนั้นไม่เคยมาถึง สำหรับคนที่สวมเสื้อทีมชาติมาตั้งแต่อายุ 18 ปี นั่นคงเป็นตอนจบที่ไม่สวยนัก
แต่ตลอดชีวิตนักฟุตบอล โรนัลโดอยู่กับความเชื่อว่าตัวเองยังทำได้ ยังแข่งขันได้ และยังไปได้อีก ความเชื่อนี้อยู่กับเขาผ่านนักฟุตบอลหลายรุ่น และจนถึงวันที่อายุเลยเลขสี่ เขาก็ยังเชื่อว่าตัวเองมีบางอย่างให้กับทีม
บางคนอาจเรียกสิ่งนั้นว่า ‘อีโก้’
แต่คำเดียวอาจเล็กเกินไปสำหรับอธิบายชีวิตนักฟุตบอลที่ใช้เวลากว่า 23 ปีพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “เขายังทำได้”
เรื่อง: อติพงษ์ ศรนารา
อ้างอิง
https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S1469029221001679