โชเซ่ มูรินโญ่ : The Special One ร็อคแอนโรลล์สตาร์แห่งโลกฟุตบอล

โชเซ่ มูรินโญ่ : The Special One ร็อคแอนโรลล์สตาร์แห่งโลกฟุตบอล

เรื่องราวของ ‘โชเซ่ มูรินโญ่’ (Jose Mourinho) ร็อคแอนโรลล์สตาร์แห่งโลกฟุตบอล ผู้จัดการทีมฟุตบอลชาวโปรตุเกสชื่อก้องโลก

KEY

POINTS

I'll take my car and drive real far 
They're not concerned about the way we are 
In my mind my dreams are real 
Now you concerned about the way I feel 
Tonight I'm a rock 'n' roll star 

ฉันอยากจะขับรถออกไปให้ไกลแสนไกล 
ไม่มีใครใส่ใจพวกเราหรอก 
ฉันเชื่อในใจลึกๆ ว่า 
ความฝันของฉันคือความจริง 
แล้วเธอก็มาสนใจตัวฉันขึ้นมาเสียเฉย ๆ 
คืนนี้ ฉันคือร็อคแอนด์โรลล์สตาร์

 

นี่คือเนื้อร้องจากเพลงดัง ‘Rock 'N' Roll Star’ ของวงร็อคระดับตำนาน ‘Oasis’ เพลงที่ ‘โนเอล กัลลาเกอร์’ (Noel Gallagher) เขียนขึ้นจากความฝันของวัยหนุ่มที่อยากหนีชีวิตเดิม ๆ ไปเป็นร็อกสตาร์ ทั้งที่ในวันที่เขาเขียนเพลงนี้ วง Oasis ยังไม่มีชื่อเสียง  และเขายังจำความรู้สึกเขินได้ดีที่ต้องร้องเพลงนี้ต่อหน้าคนดูเพียง 6 คน เพื่อบอกว่า !!! ฉันคือร็อคแอนด์โรลล์สตาร์

ผมคิดว่าความเป็น ‘ร็อคสตาร์’ แบบที่วง Oasis มี ช่างคล้ายกับความรู้สึกแรกหลังจากได้ชมภาพยนตร์สารคดีใน Netflix เกี่ยวกับ ‘โชเซ่ มูรินโญ่’ (Jose Mourinho) ผู้จัดการทีมฟุตบอลชาวโปรตุเกสชื่อก้องโลก เพราะสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาผมคือ ชายคนหนึ่งที่มีบุคลิกโดดเด่นเกินกว่าบทบาทของโค้ชฟุตบอลทั่วไป เขามีทั้งความมั่นใจ ความหยิ่งทะนง และฉาบด้วยเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดสายตาผู้คน จนทำให้เขาแทบไม่ต่างจาก ‘ร็อคสตาร์’ เพียงแต่ว่าดันไปอยู่ในโลกของฟุตบอล 

หากคุณเคยประทับใจกับลีลา ‘ความมั่น’ ในการตอบคำถามนักข่าวของเลียม กัลลาเกอร์ นักร้องนำของ Oasis ที่ว่า “เวลาผมเศร้า ผมแค่หันไปมองกระจกแล้วบอกตัวเองว่า ‘มึงนี่โคตรหล่อเลยว่ะ’ แค่นั้นอารมณ์ผมก็ดีขึ้นแล้ว” คำตอบของมูรินโญก็คงไม่ต่างกัน  “ถ้ามีคนเอาชีวิตผมไปทำหนัง ผมคิดว่าพวกเขาควรเอา ‘จอร์จ คลูนีย์’ (George Clooney) มาเล่นเป็นผมนะ เขาหล่อเหมือนผมและเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมมาก แถมภรรยาผมยังคิดว่าเขาเหมาะสมที่สุดด้วย”

ยิ่งไปกว่านั้น มูรินโญ่ยังมีรสนิยมในการฟังเพลงร็อคและก็เป็นวงระดับไอคอนแทบทั้งสิ้น U2 , Genesis , Bruce Springsteen และ Sting จนในปี 2011 นิตยสาร Rolling Stone ถึงกับเลือกเขาไปขึ้นปก พร้อมมอบตำแหน่ง ‘Rockstar of the Year’ โดยมองว่าบุคลิกของเขาที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง รวมถึงทัศนคติที่ท้าทายและยั่วโมโห ทำให้เขามีคาแรกเตอร์ไม่ต่างจากศิลปินร็อค และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือการก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างฟุตบอลกับดนตรี ด้วยการปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอ ‘Mel Made Me Do It’ ของ Stormzy แรปเปอร์ชื่อดังชาวอังกฤษ ในชุดสูทตัวเก่งพร้อมทำท่า “จุ๊ ๆ” อันเป็นภาพจำของตัวเอง ขณะที่เพลงยังหยิบประโยค “I prefer not to speak. If I speak I'm in big trouble” ที่กลายเป็นมีม (meme) ประจำตัวของเขาในยุคปัจจุบัน 

บทความนี้คงไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่ปรากฏในสารคดี หรือสิ่งที่แฟนบอลทั่วโลกคาดหวังจะเห็นอย่าง ‘จิตวิทยาและการโค้ชระดับอัจฉริยะ’ แต่จะพาทุกท่านสำรวจแง่มุมที่ร่วงหล่นของชีวิตซึ่งทำให้เขากลายมาเป็น ‘The Special One’ ที่แฟนบอลทั่วโลกคลั่งไคล้ ผ่านภาวะที่เรียกว่า ‘Rock Star Syndrome’ ที่หมายถึงช่วงเวลาที่คน ๆ หนึ่งสร้างตัวตนสาธารณะขึ้นมาให้โดดเด่น จนบุคลิกกลายเป็นส่วนหนึ่งของผลงาน และผู้ชมเริ่มคาดหวังให้เขาต้องแสดงตัวตนนั้นซ้ำ ๆ” จนในที่สุด ชีวิตของเขากลายเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้ผลงานในสนาม

ฉันเป็นร็อคสตาร์มาตั้งแต่สมัย
อยู่สนามเด็กเล่นที่โรงเรียนแล้วเพื่อน

ประวัติศาสตร์วงการร็อคแอนด์โรลล์มักมีเรื่องเล่าถึง ‘บาดแผลในวัยเด็ก’ (Childhood Trauma) ของศิลปิน ซึ่งมันกลายเป็นเชื้อเพลิงของความทะเยอทะยาน และถูกกลั่นออกมาเป็นเสียงดนตรี เคิร์ต โคเบน แห่งคณะ Nirvana เผชิญการหย่าร้างของพ่อแม่ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ จนต้องย้ายไปอยู่กับญาติและรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กที่ไม่มีใครต้องการ ขณะที่เฟร็ดดี เมอร์คิวรี แห่ง Queen เติบโตมากับความขี้อาย และปมเรื่องฟัน เหยิน การสร้างบุคลิกบนเวทีจึงกลายเป็นการสร้างตัวตนขึ้นใหม่

มูรินโญ่ เล่าว่าตอนเขาอายุประมาณ 10 ขวบ ในวันคริสต์มาส ขณะที่ครอบครัวกำลังนั่งทานมื้อเที่ยงด้วยกันอย่างมีความสุข จู่ ๆ ก็มีสายโทรศัพท์จากบอร์ดบริหารสโมสรโทรมาหาคุณพ่อของเขาที่รับงานเป็นโค้ชในทีมฟุตบอล แล้วพูดสั้น ๆว่า “คุณโดนไล่ออก” เหตุการณ์นั้นทำให้บรรยากาศคริสต์มาสพังทลาย วินาทีนั้นมูรินโญ่ในวัยเด็กได้ปฏิญาณกับตัวเองว่า “ฉันจะเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลที่โด่งดังให้ได้” 

แม้มูรินโญ่จะเริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลด้วยการเล่นตำแหน่งกองกลางให้กับทีมเล็ก ๆ ในลีกโปรตุเกส แต่เส้นทางในฐานะนักเตะกลับไม่ได้ประสบความสำเร็จ ต่างจากผู้เป็นพ่ออย่าง ‘เฟลิกซ์ มูรินโญ่’ (Felix Mourinho) อดีตผู้รักษาประตูของสโมสรวิตอเรีย เซตูบัล (Vitória de Setúbal) และเบเลเนนเซส (Belenenses) ซึ่งเคยก้าวไปติดทีมชาติโปรตุเกส 1 นัดในปี 1972 และต่อมายังผันตัวมาเป็นผู้จัดการทีมอีกด้วย ประสบการณ์ของมูรินโญ่จึงแตกต่างจากโค้ชชื่อดังที่เคยเป็นนักฟุตบอลระดับสูง ไม่ว่าจะเป็น ซีเนดีน ซีดาน, คาร์โล อันเชลอตติ เป๊ป กวาร์ดิโอลา หรือแม้แต่พ่อของเขา

แต่หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการทำงานเป็นล่ามให้กับโค้ชระดับโลกหลายคน เมื่อโอกาสมาถึง มูรินโญ่จึงเลือกสร้างชื่อด้วยเส้นทางของตัวเองในฐานะ ‘โค้ช’ มากกว่าจะอาศัยต้นทุนจากการเป็นนักเตะ เรื่องนี้ทำให้เขามีบางอย่างร่วมกับ ‘อาร์รีโก ซัคคี’ (Arrigo Sacchi) อดีตช่างซ่อมรองเท้าชาวอิตาลี ผู้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในโค้ชผู้ยิ่งใหญ่ของวงการฟุตบอล และพาเอซี มิลานครองความยิ่งใหญ่ในยุโรปช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 ซัคคีเคยตอบโต้คำถามเกี่ยวกับการที่เขาไม่เคยแม้กระทั่งเป็นนักฟุตบอล ด้วยประโยคประชดประชันว่า “I never realized that in order to become a jockey you have to have been a horse first.” หรือ  “ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ถ้าจะเป็นจ็อกกี้ที่เก่ง คุณจะต้องเคยเกิดเป็นม้า

เด็กชายมูรินโญ่อาจจดจำพ่อในฐานะอดีตนักเตะทีมชาติโปรตุเกสและโค้ชผู้เป็นบุคคลสำคัญของบ้านเกิด ก่อนจะพบว่าความพ่ายแพ้ค่อย ๆ พรากชื่อเสียงและการยอมรับที่เคยมีไป กลายเป็นบทเรียนที่ติดอยู่ในใจว่า ในโลกฟุตบอลชัยชนะมีความหมายมากกว่าวิธีการเพื่อจะได้มันมา เพราะมันกำหนดทั้งคุณค่าและการยอมรับที่คน ๆ หนึ่งจะได้รับ เราจึงเห็นตัวตนที่เขาสร้างขึ้นใหม่ในชื่อ ‘The Special One’ ชายผู้หยิ่งทะนง และขบถต่อโลก ยืนสั่งการลูกทีมในมาดเคร่งขรึมด้วยเสื้อโค้ทยาวสีเทาของ Armani ซึ่งเขาได้ออกมายอมรับในตอนหลังว่า มันคือภาพลักษณ์ที่ยึดมาจากคุณพ่อของเขา ตัวตนนี้จึงเป็นทั้งอาวุธที่ทำให้เขายืนก้าวไปข้างหน้าเหนือแรงกดดัน และเป็นกรงขังที่บังคับให้เขาต้องรักษาภาพของ ‘The Special One’ เอาไว้ตลอดเวลา

 

พวกเขาหัวเราะใส่ผมเพราะผมแตกต่าง
แต่ผมหัวเราะใส่พวกเขา
เพราะทุกคนดูเหมือนกันไปหมด

ย้อนกลับไปในงานแถลงข่าวเปิดตัวมูรินโญ่ในฐานะผู้จัดการทีมคนใหม่ของสโมสรเชลซีในปี 2004 หลังจากที่เขาเพิ่งพาทีมปอร์โต คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกมาได้แบบเหนือความคาดหมาย นักข่าวพยายามยิงคำถามเพื่อลองเชิงกุนซือหน้าใหม่ แต่มูรินโญ่ตอกกลับด้วยความมั่นใจจนกลายเป็นตัวตนของเขาจนถึงทุกวันนี้ 

 

กรุณาอย่าหาว่าผมหยิ่งยโสเลยนะ
แต่ผมคือแชมป์ยุโรป
และผมคิดว่าผมคือ ‘คนพิเศษ’
(I think I'm a special one)

 

ในช่วงเริ่มต้น ‘ความแตกต่าง’ อาจทำให้คน ๆ หนึ่งถูกมองว่าแปลกหรือถูกหัวเราะเยาะ แต่เมื่อความแปลกนั้นนำไปสู่ความสำเร็จ ความหมายก็เปลี่ยนไป นี่คือช่วงที่ Rock Star Syndrome เริ่มทำงาน มูรินโญ่สร้างความเป็น The Special One ผ่านทั้งชัยชนะและการขบถต่อวัฒนธรรมของวงการฟุตบอล ตั้งแต่การตอบโต้สื่อ การปะทะคารมกับผู้จัดการทีมคู่แข่ง ไปจนถึงปฏิวัติทางกลยุทธ์ฟุตบอลที่ไม่มีใครกล้าเลียนแบบ ความขบถเหล่านี้ก็ยิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของแรงดึงดูดที่ผู้คนจดจำ

หนึ่งในปรัชญาที่สะท้อนความพิเศษของมูรินโญ่คือประโยคที่ว่า “A coach who only knows football, knows nothing about football.” หรือ “โค้ชที่รู้แค่เรื่องฟุตบอล ก็จะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับฟุตบอล” สำหรับมูรินโญ่ นักฟุตบอลไม่ใช่หุ่นยนต์หรือตัวเลขบนกระดานแท็กติก แต่คือ ‘มนุษย์’ ที่มีความรู้สึก ความเครียด ความกดดัน และอัตตา การเป็นผู้จัดการทีมจึงไม่ใช่แค่คนวางแผน 4-4-2  หรือสนใจแค่สถิติ แต่ต้องเข้าใจระบบนิเวศของฟุตบอล ทั้งจิตวิทยา มนุษยสัมพันธ์ และศิลปะในการสื่อสารกับผู้คนที่อยู่เบื้องหลังเกม

ความเป็น ‘The Special One’ ยังปรากฏผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ผู้จัดการทีมทั่วไปอาจมองข้าม อย่าง ‘เด็กเก็บบอล’ (Ball Boy) ที่เขาเปรียบเปรยว่าเป็นผู้เล่นคนที่ 12 โดยในช่วงคุมทีมสเปอร์ส เขาเคยเรียกเด็กเก็บบอลมาติวเรื่องจังหวะการคืนบอล โดยให้คืนบอลช้าเมื่อทีมได้เปรียบ และรีบส่งบอลให้นักเตะฝ่ายตัวเองเมื่อมีโอกาสเล่นเร็ว กลยุทธ์นี้ได้ผลกับทีมโอลิมเปียกอส เมื่อเด็กเก็บบอลทำตามแผนจนมีส่วนช่วยให้ทีมได้ประตูตีเสมอ หลังจบจังหวะนั้นมูรินโญ่ถึงกับวิ่งเข้าไปโอบกอดเด็กเก็บบอลต่อหน้ากล้อง 

เช่นเดียวกับเกมที่เชลซีพบกับบาร์เซโลนา ซึ่งมีข่าวลือว่ามูรินโญ่ใช้ความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ทีม จงใจให้สนามเปียกและปล่อยหญ้าให้ยาวกว่าปกติ เพื่อขัดขวางสไตล์การต่อบอลสั้นของบาร์เซโลน่า แม้ภายหลังเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมเรียกสภาพสนามแบบประชดประชันว่า ‘Potato Field’ (แปลงปลูกมันฝรั่ง) แต่เขากลับไม่ปฏิเสธว่าตนเองเป็นที่รักของเจ้าหน้าที่ทีม โดยเมื่อคว้าแชมป์เขามักใช้เงินส่วนตัวซื้อนาฬิกา Rolex มอบให้ทีมงานเบื้องหลังทุกคนเป็นของขวัญ

 

ไม่มีใครตายโดยยังไม่เคยเสียบริสุทธิ์หรอก...
เพราะชีวิตมันคอย “F…..” เราทุกคนอยู่แล้ว

จากวีรกรรมที่เล่ามา หลายคนคงอาจมองมูรินโญ่ว่าเป็นกุนซือเจ้าเล่ห์ที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ แต่ด้วยความยียวนกวนประสาท คงไม่แปลกที่เรื่องของเขาจะถูกเล่าแค่บางมุม ซึ่งหลายคนคงไม่รู้ว่าเขาคือโค้ชคนแรก ๆ ที่ร่วมปฏิวัติการซ้อมแบบแยกส่วน (Game-Based Training) เช่น วันนี้ต้องวิ่งอย่างเดียว และวันนี้ต้องฝึกแรงปะทะอย่างเดียว แต่การซ้อมทุกอย่างจะต้องมีลูกฟุตบอลร่วมด้วยเสมอ และทุกอย่างต้องซ้อมพร้อมกันผ่านสถานการณ์จำลอง 

เช่นเดียวกับการใช้หลักการที่เรียกว่า ‘การสร้างสภาวะจิตใจที่ถูกคุกคาม’ (Siege mentality) เป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาที่เขานำมาใช้สร้างความเหนียวแน่นภายในทีม โดยปลุกใจให้ผู้เล่นรู้สึกว่าทีมกำลังถูกกดดันจากโลกภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสื่อ กรรมการ หรือคู่แข่ง จนเกิดความรู้สึกแบบ ‘พวกเราปะทะกับการถูกเกลียดจากคนทั้งโลก’ (Us Against the World) เมื่อศัตรูอยู่ภายนอก ความขัดแย้งภายในก็ลดลง และผู้เล่นมีเป้าหมายร่วมกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน มูรินโญ่ยังมักรับแรงปะทะจากสื่อไว้กับตัวเอง จนกลายเป็นเกราะป้องกันให้ลูกทีมมีสมาธิกับการแข่งขัน

โดยเฉพาะกลยุทธ์เกมรับระดับตำนานอย่าง ‘Park The Bus’ ที่ถูกโจมตีจากคนทั้งวงการ ซึ่งในปี 2010 ที่เขาพาอินเตอร์มิลานบุกไปเยือนบาร์เซโลน่า (อีกแล้ว) ทีมต้องเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนจากการถูกใบแดงตั้งแต่ยังไม่ผ่านครึ่งชั่วโมงแรก มูรินโญ่สั่งให้ลูกทีมละทิ้งเกมรุกอย่างสิ้นเชิง เขาเซ็ตกำแพงมนุษย์ยืนซ้อนกันสองชั้น แม้กระทั่งกองหน้าก็ถูกบีบให้ลงมายืนชิดกันจนไร้ช่องว่าง ในคืนนั้นทีมอินเตอร์มิลาน มีเปอร์เซ็นต์การครองบอลเพียง 19% ซึ่งว่ากันว่าต่ำที่สุดในชีวิตการคุมทีมของเขา แม้สุดท้ายก็พ่ายแพ้ไป 0-1 แต่เมื่อรวมผลสองนัด มูรินโญ่ก็พายอดทีมแห่งมิลานหักปากกาเซียนผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศและคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

‘ซาบี เอร์นานเดซ’ (Xavi Hernández) กองกลางของบาร์เซโลนาในเกมนั้นให้สัมภาษณ์ถึงสไตล์การเล่นของมูรินโญ่อย่างหงุดหงิดว่า “มูรินโญ่คือโค้ชที่สนแค่เรื่องผลลัพธ์ เขาบอกว่าตัวเองคือ The Special One... แต่ผมไม่ชอบวิธีที่ทีมของเขาเล่นเลย ใครจะไปจดจำแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกของอินเตอร์กัน?

นี่คือเครื่องมือชั้นดีในการหลอมรวมให้ลูกทีมปะทะกับการถูกเกลียดที่ไม่ยุติธรรม เพราะแม้ park the bus จะเหมือนการเอารถบัสมาจอดขวางประตู ทว่ามันก็ไม่ได้ผิดกติกาแต่อย่างใด โดยเขาตอกกลับคนที่วิจารณ์แบบเจ็บปวดว่า “พวกเขาได้ครอบครองบอล แต่พวกเราต่างหากที่เป็นฝ่ายควบคุมเกม... พวกเขาสามารถเอาลูกบอลกลับบ้านไปได้เลย ส่วนพวกเราเอาตั๋วรอบชิงชนะเลิศกลับไป” 

ดังคำกล่าวของเคิร์ต โคเบนที่ว่า “ไม่มีใครตายโดยยังไม่เคยเสียบริสุทธิ์หรอก... เพราะชีวิตมันคอย ‘F….’ เราทุกคนอยู่แล้ว” นั่นคือการยอมรับความจริงอันเย็นชาของโลก เพราะโลกภายนอกพร้อมจะทำร้ายหรือตั้งคำถามกับเราตลอดเวลา แต่เราเลือกที่จะหัวเราะใส่ความไม่สมบูรณ์นั้น และใช้ความเจ็บปวดเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนชีวิตต่อไป

 

สมัยนี้ไม่มีใครวางตัวแบบร็อคสตาร์อีกแล้ว
ทุกคนกลัวการสูญเสียยอดฟอลโลเวอร์
ใน Youtube จนตัวสั่นไปหมด

ในยุคสมัยที่โลกลูกหนังเต็มไปด้วยมนุษย์ซึ่งยอมเป็นทาสของยอด follower นักเตะและโค้ชมักถูกฝึกให้ตอบคำตอบแบบน่ารัก ไร้พิษภัยเพื่อรักษาภาพลักษณ์ แต่มูรินโญ่คือ ‘ตัวประหลาดตกยุค’ ที่ยังใช้การปะทะคารมแบบตรงไปตรงมา บุคลิกแบบ ‘Rockstar Syndrome’ ของเขาจึงไม่ใช่แค่ความโอหังไร้สาระ แต่คือศิลปะแห่งการต่อต้านระบบ (Anti-Establishment) ที่ผลลัพธ์ของการสร้างตัวตนไม่ใช่การถูกลืม แต่เป็นการสถาปนา ‘แฟนด้อม’ (Fandom) ขึ้นมาแข็งแกร่งที่สุด 

หากพูดถึงวีรกรรมการต่อต้านระบบของ โชเซ่ มูรินโญ่ คงไม่มีเรื่องไหนบ้าระห่ำได้ชัดเจนเท่า “ตำนานแอบในตะกร้าซักผ้า” ในศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกปี 2005 อีกแล้ว ที่เชลซีต้องเปิดบ้านพบกับบาเยิร์น มิวนิค โดยมูรินโญ่ถูกองค์กรฟุตบอลยุโรป (UEFA) สั่งลงโทษห้ามคุมทีมข้างสนามและห้ามเข้าห้องแต่งตัว เนื่องจากบทสัมภาษณ์เผ็ดร้อนที่ไปกล่าวหาผู้ตัดสินในรอบก่อนหน้านี้

สำหรับกุนซือทั่วไป การโดนแบบแบนหมายถึงการต้องนั่งชมเกมเงียบๆ บนที่นั่ง VIP แต่สำหรับมูรินโญ่มันคือความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม เขาแอบเข้าไปซ่อนตัวในห้องแต่งตัวก่อนการแข่งขัน เพื่อบอกแผนการเล่นและปลุกใจลูกทีม แม้เจ้าหน้าที่ UEFA จะเข้มงวด แต่ด้วยความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ดูแลชุดแข่งของทีม (Kitman) เขาจึงซ่อนตัวในตะกร้าผ้าใบใหญ่ ก่อนถูกเข็นออกจากสนามผ่านผ่านด่านตรวจไปจนเกือบขาดอากาศหายใจ”

“ผมจำเป็นต้องอยู่กับทีมในวันนั้น... ผมเข้าไปอยู่ในห้องแต่งตัวตั้งแต่บ่ายสอง แล้วก็ซ่อนตัวอยู่ตรงนั้น พอถึงเวลาต้องออก พนักงานก็จับผมลงไปนอนในตะกร้าผ้าใบใหญ่ เขาปิดฝาตะกร้า แล้วเอาผ้าทับข้างบน แต่มันมีปัญหาตรงที่เขาดันปิดฝาแน่นเกินไป แถมผ้าก็หนามาก ผมเกือบจะขาดใจตายอยู่ในนั้นจริงๆ! พนักงานต้องแง้มฝาออกนิดหน่อยเพื่อให้อากาศหายใจ แต่สุดท้ายผมก็รอดมาได้” 

ความเป็น ‘The Special One’ นี้ทำให้นักเตะระดับโลกยอมรับในฝีมือและลูกบ้าของเขา ยืนยันได้จากเหตุการณ์สุดแปลกที่เกิดขึ้นในปี 2012 ระหว่างเรอัล มาดริดกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ขณะที่ดอร์ทมุนด์นำ 2-1 มูรินโญ่พยายามสื่อสารกับเมซุต โอซิล กองกลางตัวเก่งของทีม แต่เสียงในสนามทำให้ไม่สามารถตะโกนสั่งจากข้างสนามได้ จังหวะนั้นมาร์เซล ชเมลเซอ นักเตะฝ่ายตรงข้ามเดินเข้ามาใกล้ มูรินโญ่จึงฝากข้อความให้ช่วยบอกโอซิล (Mesut Özil) ในทำนองว่าให้ขยับเข้ากลางและหาโอกาสทำประตู ชเมลเซอรับสารนั้นไปราวกับต้องมนตร์พรายกระซิบ ก่อนจะเดินไปบอกแทคติคกับโอซิลจริง ๆ และในนาทีที่ 89 โอซิลก็ยิงประตูตีเสมอ 2-2 ซึ่งมาเซล ชเมลเซอร์ ก็ยังตอบคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่าทำไมถึงทำเช่นนั้น และเขาก็ไม่ใช่นักเตะระดับไก่กาที่จะถูกหลอกง่าย ๆ แต่เป็นถึงกองหลังดีกรีทีมชาติเยอรมัน 

 

ความสำเร็จมันไม่ได้ช่วยรักษาอะไรหรอก
ถ้าคุณเป็นไอ้หน้าโง่ที่อมทุกข์ก่อนจะดัง
พอคุณดังแล้ว คุณก็แค่ไอ้หน้าโง่ที่อมทุกข์
เวอร์ชันที่มีเงินเยอะขึ้นแค่นั้นแหละ 

แน่นอนว่ามนุษย์คือความขาดพร่องไม่สมบูรณ์แบบ ความล้มเหลว ความเปราะบางของชีวิตของเขาถูกนำไปวิเคราะห์มากมาย มีการนำเสนอว่า วัฏจักรการคุมทีมของเขามักจะติดกับดักที่เรียกว่า ‘ความพังในฤดูกาลที่ 3’ (third – season syndrome) ซึ่งจะมีแพทเทิร์นคือ ปีที่ 1 เข้ามาวางรากฐาน ปีที่ 2 พาสโมสรพุ่งชนความสำเร็จ ปีที่ 3 ทีมแตกแยก ฟอร์มตกต่ำ และจบลงด้วยการถูกไล่ออก โดยมีการวิเคราะห์ว่าจากกลยุทธ์ “การรีดเค้นพลังเพื่อปะทะกับคนทั้งโลก (Us Against the World) ที่ต้องใช้พลังทั้งร่างกายและจิตใจสูงมาก มักจะใช้ได้ผลในแค่ช่วงแรก แต่ระยะยาวจะทำให้นักฟุตบอลเกิดภาวะ ‘burn out’ จนไม่สามารถแบกรับความกดดันได้ในระดับนั้นอีกต่อไป การไม่สามารถปะทะกับคนทั้งโลกได้ ทีมจึงเห็นมาปะทะกันเอง เช่น การแตกหักกันของทีมในห้องแต่งตัว และการวิจารณ์กันเองออกสื่อ 

มันจึงมีบ้างที่ร็อคสตาร์จะอยู่ในมุมที่เปราะบาง ซึ่งเขายอมรับว่ามีเพียงครั้งเดียวที่เขาเสียน้ำตาให้กับฟุตบอล เกิดขึ้นในปี 2012 หลังรีล มาดริดพ่ายบาเยิร์น มิวนิคในการดวลจุดโทษและตกรอบ “นั่นเป็นครั้งเดียวในอาชีพการทำงานของผมที่ผมร้องไห้หลังจากพ่ายแพ้ ผมจำมันได้ดี... ผมกับ ไอตอร์ การันกา (ผู้ช่วย) จอดรถอยู่หน้าบ้านของผม เราอยู่ในรถคันนั้น แล้วเราก็ร้องไห้ด้วยกัน จากนั้นจอร์จ เมนเดส (เอเยนต์) ก็โทรหาผม บอกว่า ‘ช่วยอะไรหน่อยสิ ไปที่บ้านของคริสเตียโน่ (โรนัลโด้) หน่อย ตอนนี้เขาเหมือนคนที่ตายไปแล้ว’ ผมตอบเมนเดสกลับไปว่า ‘ผมเองก็ตายเหมือนกัน’ แต่สุดท้ายผมก็เช็ดน้ำตาแล้วบอกตัวเองว่า เอาวะ ไปบ้านคริสเตียโน่กัน... พวกเราแหลกสลายกันไปหมดในคืนนั้น” นั่นคือความเปราะบางภายใต้หน้ากากของ ‘the special one’

แต่หมาป่าไม่เสียเวลามานั่งฟังความคิดเห็นของฝูงแกะหรอก เช้าวันต่อมาเขาลุกขึ้นรับมือกับคำวิจารณ์ และหลังเหตุการณ์นั้นเขาไม่เคยแสดงออกถึงความอ่อนแออีกเลย แม้แต่วันที่พ่ายแพ้แบบราบคาบ 0 – 3 ในอีก 6 ปีถัดมา ตอนที่คุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดพบกับสเปอร์ เขาถูกโจมตีอย่างหนักว่ายุคของเขาได้ผ่านพ้นไปแล้ว จากนั้นเขาได้เตือนสตินักข่าวคนนั้นว่า “ขอจบแค่นี้นะ พวกคุณรู้ไหมผลการแข่งขันคืออะไร? 0-3 ใช่ไหม แต่มันยังหมายถึงแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยด้วย และผมคนเดียวชนะแชมป์ลีกมากกว่าผู้จัดการทีมอีก 19 คนในลีกรวมกันซะอีก ของผม 3 สมัย ของพวกเขารวมกันแค่ 2 สมัย ให้เกียรติกันบ้างสิคุณ” 

บางทีคำตอบของอาการ ‘rock star syndrome’ นี้อาจต้องย้อนกลับไปถามเด็กชายมูรินโญ่ในวัยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ‘ความสำเร็จ’ จะมีความหมายต่อชีวิตของเขามากเพียงใด จากเด็กชายที่มีพ่อเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ เป็นฮีโร่ของคนทั้งเมือง และต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้และการสูญเสียสถานะที่เคยมี ภาพนั้นอาจนำไปกรุยทางไปสู่คำตอบบางอย่างไว้ในใจว่า หากวันหนึ่งเขาต้องยืนอยู่ในโลกฟุตบอล เขาจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องตกลงไปอยู่ในจุดเดียวกัน

และก็คงได้คำตอบว่าการสร้างตัวตนแบบ ‘ร็อคสตาร์’ ขึ้นมา นั้นก็เพื่อไม่เปิดช่องให้ใครเห็นความพ่ายแพ้ ทว่ามันก็คือจุดที่ความสำเร็จเริ่มย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขาเองเช่นกัน เพราะเมื่อโลกจดจำคุณในฐานะคนพิเศษ คุณก็แทบไม่มีพื้นที่ให้ตัวเองเป็นคนธรรมดา สิ่งที่เคยเป็นเกราะป้องกันจากโลกภายนอก จึงค่อย ๆ กลายเป็นกรงที่ขังเขาไว้ข้างใน พร้อมกับปิดกั้นไม่ให้เขาแสดงความเปราะบางในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

 

พวกเราทุกคนต่างก็อยากบรรเลง
บทเพลงที่ยอดเยี่ยมอยู่ตลอดเวลา
แต่ถ้ามันเป็นไปไม่ได้ คุณก็แค่ต้องกดโน้ตที่ถูกต้อง
ให้ได้มากที่สุดก็เท่านั้น

ท้ายที่สุด หากถามผมว่าสารคดีเรื่องนี้มีอะไรให้น่าติดตาม คำตอบคงไม่ใช่เพียงเรื่องราวความสำเร็จในสนามฟุตบอล แต่คือการได้เห็นว่าเบื้องหลังของฉายา ‘The Special One’ ที่บทความนี้ไม่มีทางเล่าหมด เพราะตลอดเส้นทางอาชีพของเขา สิ่งที่น่าสนใจพอ ๆ กับถ้วยแชมป์ คือวิธีที่ชายคนหนึ่งสร้างตัวตน และเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็น ‘ร็อคสตาร์’ ที่ผู้คนทั้งรักทั้งเกลียด แต่ยังอยากติดตามอยู่เสมอ

และนี่อาจเป็นแรงดึงดูดของ ‘The Special One’ เพราะต่อให้เราไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดหรือแท็กติกของเขา เราก็ยากที่จะปฏิเสธว่า มูรินโญ่เป็นหนึ่งในคนที่ทำให้วงการฟุตบอลมีสีสันที่สุดคนหนึ่งในรอบศตวรรษ ส่วนสิ่งเดียวที่ผมคิดว่าสารคดีเรื่องนี้น่าจะทำให้มูรินโญ่ไม่ค่อยพอใจ ก็คงเป็นเรื่องที่ตัวเขาต้องมารับบทเป็นตัวเอง เพราะถ้าเป็นไปตามมาตรฐานที่เจ้าตัวเคยพูดไว้ คนที่จะเล่นเป็นมูรินโญ่ได้ก็คงต้องมีความหล่อและเก่งกาจแบบ ‘จอร์จ คลูนี่ย์’ เท่านั้น เพราะถ้าหากเลียม กัลป์ลาเกอร์ยังบอกว่า “จอห์น เลนนอน คิดว่าตัวเองคือพระเจ้า งั้นผมก็อาจจะเป็น จอห์น เลนนอนก็ได้” ซึ่งประโยคนี้มันอธิบายมูรินโญ่ได้ดีพอ ๆ กับฉายา ‘The Special One’ เพราะตลอดเส้นทางการเป็นร็อคสตาร์ มันคงไม่มีศิลปินคนไหนสามารถบรรเลงบทเพลงที่ยอดเยี่ยมได้ทุกครั้ง แต่สิ่งสำคัญคือการยึดถือตามที่มูรินโญ่เคยให้สัมภาษณ์ว่า “พวกเราทุกคนต่างก็อยากบรรเลงบทเพลงที่ยอดเยี่ยมอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้ามันเป็นไปไม่ได้ คุณก็แค่ต้องกดโน้ตที่ถูกต้องให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” และเนื่องในโอกาสที่เขาหวนกลับมารับงานคุมทีมรีล มาดริด สโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกครั้ง น่าสนใจว่า “The Special One” คนเดิม จะเลือกเล่นโน้ตเพลงแบบไหน เราจะมาคอยติดตามไปด้วยกันครับ

 

ภาพ : Getty Images

อ้างอิง 
BBC Sport. (2019, January 20). José Mourinho: “I did hide in a laundry basket”. 
Fox Sports. (2011, December 3). Mourinho named “Rockstar of the Year”. 
Kirk, D., & MacPhail, A. (2002). Teaching games for understanding and situated learning: Rethinking the Bunker-Thorpe model. Journal of Teaching in Physical Education, 21(2), 177–192. 
Netflix. (2026). Mourinho [TV series]. Netflix. 
Oasis. (1994). Rock ’n’ roll star [Song]. On Definitely Maybe. Creation Records. 
Varley, C. (2022, September 23). José Mourinho makes cameo in new Stormzy music video. BBC Sport.