22 ก.พ. 2569 | 17:00 น.

KEY
POINTS
วันที่ 6 มกราคม 2026 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจปลด ‘รูเบน อโมริม’ (Ruben Amorim) ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม การปลดครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่ทีมแพ้เละคาสนาม ไม่ได้เกิดขึ้นหลังความพ่ายแพ้ต่อคู่ปรับตลอดกาล หรือวันที่แฟนบอลผลักไสไล่ส่ง แต่กลับเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทีมยังอยู่ในอันดับที่ 6 ของตารางพรีเมียร์ลีก ยังพอมีลุ้นที่จะขึ้นไปติดท็อปโฟร์อยู่
สิ่งที่อโมริมแพ้ ไม่ใช่คะแนนในตาราง แต่สิ่งที่เขาแพ้ คือเรื่องของ ‘อำนาจ’ ในโครงสร้างของสโมสร
และคนที่เขาแพ้ให้คือชายที่แฟนบอลส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยรู้จักชื่อ จนกระทั่งวันที่ปลดอโมริม ออก ชื่อเขาคือ ‘เจสัน วิลคอกซ์’ (Jason Wilcox)
หลังเกมเสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 อโมริมถูกนักข่าวถามคำถามที่ดูเหมือนธรรมดาในโลกฟุตบอล “คุณยังมั่นใจกับแนวทางการทำทีมและการบริหารแบบเดิมอยู่หรือไม่?” เป็นคำถามที่ทั้งตรงไปตรงมาและกระแทกใจดำในเวลาเดียวกัน สำหรับอโมริมที่ผลงานไม่สู้ดี ซึ่งโดยปกติแล้วผู้จัดการทีมมักตอบด้วยภาษาทางการที่ปลอดภัยที่สุด เพื่อรักษาน้ำใจทั้งแฟนบอลและบอร์ดบริหาร
แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง อโมริมเลือกที่จะพูดออกมา เขาตอบว่า “พวกคุณคงได้รับข่าวสารมาจากหลายทาง แต่ผมขอพูดว่า ผมมาเพื่อเป็นผู้จัดการทีม ไม่ใช่แค่โค้ช”
มันไม่ใช่คำด่าหรือคำโจมตีใครโดยตรง แต่มันคือการประกาศสถานะของตัวเองต่อหน้าสาธารณชน ว่าเขาไม่ยอมรับบทบาทที่ถูกลดทอนอำนาจลง
สองวันถัดมา อโมริมถูกปลดออกจากตำแหน่งแบบน่าใจหาย ไม่มีช่วงเวลาให้แก้ตัว ไม่มีแถลงข่าวอำลา เหมือนกับว่าการตัดสินใจนั้นถูกเตรียมไว้แล้วและประโยคดังกล่าวก็เหมือนกับ ‘สัญญาณสุดท้าย’ ที่สะท้อนว่าเขาไม่เหมาะกับโครงสร้างนี้อีกต่อไป
ในอีกมุมหนึ่ง อโมริมเองก็อาจประเมินสถานการณ์ผิดพลาด เขาเข้ามาสู่สโมสรที่กำลังปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ แต่ยังอาจยึดติดกับบทบาทผู้จัดการทีมแบบเด็ดขาด ซึ่งแทบไม่หลงเหลืออยู่ในฟุตบอลยุโรปยุคใหม่ การพูดความจริงต่อหน้าสื่ออาจสะท้อนความจริงใจ แต่ในโลกขององค์กรฟุตบอล มันอาจถูกมองว่าเป็นความไม่เข้าใจหน้าที่มากกว่า
หลังข่าวปลดอโมริม แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จำนวนมากเริ่มค้นหาว่า เจสัน วิลคอกซ์ คือใคร เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาแทบไม่เคยปรากฏตัวในพื้นที่สาธารณะของสโมสร ไม่ให้สัมภาษณ์ ไม่แถลงข่าว ไม่ยืนข้างสนามในวันแข่งขัน ไม่ใช่ผู้บริหารที่ชอบสปอตไลต์
แต่ตำแหน่งของเขาคือ ‘ผู้อำนวยการด้านฟุตบอล’ (Director of Football) และในยุคแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เวอร์ชันกำลังปรับปรุงนี้ ผู้จัดการทีมไม่ได้มีอำนาจสูงสุดอีกต่อไป เพราะอโมริมก็ไม่ใช่คนแรกที่เผชิญสถานการณ์นี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สโมสรเปลี่ยนผู้จัดการทีมมาแล้วหลายคน
ผู้จัดการทีมมีหน้าที่คุมซ้อม วางแท็กติก เลือกตัวนักเตะในวันแข่ง แต่ ‘ทิศทางของสโมสร’ ตั้งแต่ปรัชญาฟุตบอล โครงสร้างทีม ระบบเยาวชน ไปจนถึงแนวทางการเสริมทัพในระยะยาว ไม่ได้อยู่ในมือเขาอีกต่อไป นี่คือโมเดลฟุตบอลแบบยุโรปที่ INEOS ซึ่งนำโดย ‘เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์’ (Jim Ratcliffe) มหาเศรษฐีอังกฤษ ผู้เข้ามาซื้อหุ้นของทีม เขาต้องการนำมาวางรากฐานให้แมนยู และ เจสัน วิลคอกซ์’ คือคนที่ถูกเลือกให้เป็นผู้คุมบังเหียนโมเดลนี้
ความขัดแย้งระหว่าง วิลคอกซ์ กับ อโมริม ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะคำพูดต่อหน้าสื่อ แต่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง หลังผลงานของทีมเริ่มไม่เป็นไปตามแผน แมนยูไม่ชนะติดต่อกัน หลุดจากกลุ่มลุ้นแชมเปียนส์ลีก ไม่มีลุ้นแชมป์ถ้วยอื่นใดเลย
วิลคอกซ์ได้เรียกอโมริมเข้าประชุม และตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่าทำไมยังยึดติดกับระบบ 3-4-3 ทั้งที่ผลงานไม่ดี พร้อมเสนอให้เปลี่ยนไปใช้ระบบแบ็กโฟร์ที่สอดคล้องกับขุมกำลังมากกว่า
อโมริมตอบกลับอย่างชัดเจนว่านี่คือระบบที่เขาใช้มาตลอด และต้องการเวลา รวมถึงนักเตะที่เหมาะสม สิ่งที่ตามมาคือรอยร้าวที่เกิดขึ้น มันเปลี่ยนการถกเถียงเชิงฟุตบอลให้กลายเป็นการเผชิญหน้าทางอำนาจ
เจสัน วิลคอกซ์ ไม่ใช่คนที่เติบโตมาจากอำนาจโดยบังเอิญ 30 ปีก่อน เขาคือหนึ่งในนักเตะของทีม ‘กุหลาบไฟ’ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส ทีมที่โค่นอำนาจแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของยุคที่แมนยูเป็นใหญ่ โดยมี ‘เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน’ (Sir Alex Ferguson) เป็นกุนซือและคุมอำนาจเด็ดขาดในตอนนั้น สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1994-95 ซึ่งเป็นครั้งแรกในยุคพรีเมียร์ลีกที่จักรวรรดิของแมนยูถูกโค่นล้ม
ในวันนั้น Wilcox ชนะแมนยูในฐานะนักเตะ วันนี้เขากลับมาในฐานะ ‘ผู้บริหาร’ ที่มีอำนาจกำหนดอนาคตของสโมสร ไม่ใช่ด้วยชื่อเสียงในสนาม แต่อาจเป็นเพราะผลงานหลังบ้าน 11 ปีที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขาสร้างระบบอะคาเดมีที่ผลิตนักเตะอย่าง ‘ฟิล โฟเดน’ (Phil Foden) และ ‘โคล พาล์มเมอร์’ (Cole Palmer) และดาวรุ่งอีกมาก สร้างมูลค่ารวมกว่า 200 ล้านปอนด์ และทำให้สถาบันเยาวชนของแมนซิตี้กลายเป็นหนึ่งในระบบที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป
นี่คือเหตุผลที่ INEOS และ โอมาร์ เบอร์ราด้า (Omar Berrada) CEO แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) เลือก เจสัน วิลคอกซ์ ไม่ใช่เพราะภาพลักษณ์หรือชื่อเสียง แต่เพราะความเชื่อว่าโครงสร้างที่แข็งแรง คือสิ่งที่สโมสรควรยึดถือมากกว่าการฝากอนาคตไว้กับโค้ชเพียงคนเดียว
สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างอโมริมกับวิลคอกซ์ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่มันคือการชนกันระหว่างสองปรัชญาฟุตบอล โลกของอโมริมคือโลกที่ผู้จัดการทีมต้องมีอำนาจสูงสุด ควบคุมทุกอย่าง แบบที่เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัยเคยทำได้ในอดีต
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า รูเบน อโมริม เก่งหรือไม่ หากแต่คือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกำลังเลือกอนาคตแบบใด สโมสรพร้อมแค่ไหนกับโลกฟุตบอลที่ผู้จัดการทีมไม่ใช่ศูนย์กลางของอำนาจอีกต่อไป และโค้ชระดับท็อปจะยอมรับบทบาท Head Coach ภายใต้โครงสร้างนี้ได้จริงหรือไม่
สามสิบปีก่อน เจสัน วิลคอกซ์ เคยอยู่ในทีมที่โค่นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงจากบัลลังก์ วันนี้เขากลับมาที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดอีกครั้ง ในบทบาทของคนที่มีอำนาจกำหนดทิศทางในอนาคตของทีม ซึ่งไม่ได้ผูกติดกับชื่อเสียงของโค้ช หากแต่ยึดโยงกับโครงสร้าง การควบคุม และความต่อเนื่องในระยะยาว
แนวคิดนี้ถูกหรือผิดกาลเวลาจะพิสูจน์ ต้องติดตามอนาคตกันต่อไป หากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้พาไปสู่ความสำเร็จ วิลคอกซ์อาจถูกจดจำในฐานะคนวางรากฐาน แต่หากมันล้มเหลว นี่อาจเป็นอีกช่วงเวลาที่สโมสรเลือกให้อำนาจผิดมือ และต้องใช้เวลาอีกครั้งเพื่อหาทางกลับมา