01 มี.ค. 2569 | 00:40 น.

KEY
POINTS
วันที่ฟุตบอลเชื่อมภูมิรัฐศาสตร์ไว้เหนือความขัดแย้ง
สหรัฐอเมริกา VS อิหร่าน : ฟุตบอลโลก 1998
นี่คือ "The Mother of all games" ความขัดแย้ง แรงผลักดัน
และความหลอมรวมความเป็นหนึ่งเดียวที่ลียง
เกือบยี่สิบปีที่สองประเทศไม่มีแม้แต่รอยยิ้มต่อกัน
จนกระทั่งพวกเขาต้องมายืนห่างกันไม่ถึงสองเมตรบนสนามที่ ลียง, 21 มิถุนายน 1998
นักเตะอิหร่านเดินเข้าหาคู่แข่งพร้อมดอกกุหลาบสีขาว
เพราะไม่มีใครรู้ว่ารอยยิ้มนี้เป็นพิธีการ…หรือการเมือง
.
เรามีภาพในความทรงจำที่มีผู้รักษาประตูทีมชาติอิหร่านมอบดอกไม้ พร้อมของที่ระลึกให้กับกัปตันทีมชาติสหรัฐอเมริกา ด้วยรอยยิ้มและแววตาบ่งบอกถึงมิตรภาพ จากคลิปนี้
https://www.facebook.com/reel/2155037805266326
เราต้องยอมรับว่ามีเกมฟุตบอลโลกไม่กี่นัดนัก… ที่น้ำหนักของมันไม่ได้อยู่แค่ผลการแข่งขัน แต่แบกรับความหมายทางการเมืองไว้ทั้งเกม และหนึ่งในนั้นเกิดขึ้นที่สนาม สต๊าด เดอ แชร์ลองด์ เมืองลียง วันที่ 21 มิถุนายน 1998 โลกได้จารึกเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเพียงแค่ผลการแข่งขันฟุตบอล เมื่อ อิหร่านต้องโคจรมาพบกับสหรัฐอเมริกา ในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก ท่ามกลางความขัดแย้งที่สะสมในอดีต ด้วยบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสนาม และผลกระทบที่ตามมาซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังของกีฬา ในการเป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพ และการหลอมรวมความแตกต่างในระดับสากลเป็นครั้งแรกที่โลกไม่ลืม
บาดแผลทางประวัติศาสตร์และกำแพงแห่งความเกลียดชัง
ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ตกต่ำถึงขีดสุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 และวิกฤตการณ์ตัวประกันในสถานทูตสหรัฐฯ ณ กรุงเตหะราน ซึ่งทำให้การทูตของทั้งสองชาติถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง เมื่อผลการจับสลากแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก 1998 ที่เมืองมาร์กเซย ปรากฏว่าทั้งสองทีมต้องมาอยู่กลุ่ม F กลุ่มเดียวกัน สื่อมวลชนต่างขนานนามว่านี่คือ The Mother of all games และเป็นแมตช์ที่มีนัยยะทางการเมืองรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก
FIFA ความพยายามในการใช้ฟุตบอลเป็นสื่อกลางในการคลี่คลายความตึงเครียด ด้วยการกำหนดวันที่ 21 มิถุนายนเป็น Fair Play Day แต่หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่เกิดขึ้นก่อนเริ่มเกมคือประเด็นด้านพิธีการตามระเบียบของ FIFA ตามกฎแล้ว ทีมที่ถูกจัดให้เป็น ‘ทีมเอ’ (ในที่นี้คือสหรัฐฯ) จะต้องเป็นฝ่ายยืนรอเพื่อรับการทักทายจาก ‘ทีมบี’ (อิหร่าน) แต่ด้วยความตึงเครียดทางการเมือง ผู้นำระดับสูงของอิหร่านในขณะนั้นมองว่าการเดินเข้าไปหาชาวอเมริกันก่อนอาจถูกตีความว่าเป็นท่าทีที่อ่อนข้อหรือยอมสยบ
การทูตผ่านดอกกุหลาบขาว
เพื่อหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้งที่อาจทำลายบรรยากาศของงาน FIFA และคณะกรรมการจัดงานได้เจรจาเพื่อให้เกิดความสมดุล โดยในที่สุดนักเตะอิหร่านได้แสดงออกอย่างน่าประทับใจด้วยการมอบช่อดอกกุหลาบสีขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพในวัฒนธรรมเปอร์เซีย ให้กับผู้เล่นทีมชาติสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ทั้งสองทีมยังสร้างภาพจำประวัติศาสตร์ด้วยการยืนถ่ายรูปร่วมกันเป็นกลุ่มเดียวแบบสลับที่นั่ง ซึ่งขัดต่อประเพณีการแข่งขันฟุตบอลปกติที่มักจะแยกถ่ายภาพทีละทีม ท่าทีดังกล่าวได้ส่งข้อความที่ทรงพลังไปยังผู้ชมทั่วโลกว่า 'กีฬาอยู่เหนือการเมือง’
ในช่วงเริ่มเกม สหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายครองบอลได้มากกว่าและสร้างโอกาสกดดันอย่างต่อเนื่องแต่จังหวะสุดท้าย ที่เสาและคานก็ยังปฏิเสธและไม่ดีพอที่เป็นประตู แต่กลายเป็น อิหร่าน ที่พลิกกลับมานำ การโหม่งของ ‘ฮามิด เอสตีลี’
“ทุกคนยังพูดถึงประตูลูกนั้น” เอสติลี่กล่าวในเวลาต่อมา “คนอายุ 5 ขวบจนถึง 95 ขวบต่างชื่นชม มันทำให้ชาวอิหร่านทั่วโลกภูมิใจในตัวตนของตัวเอง ชัยชนะครั้งนั้นทำให้คนอิหร่านเป็นหนึ่งเดียวกัน”
สหรัฐฯ พยายามโหมบุกอย่างหนักเพื่อทวงประตูคืน แต่การเปิดเกมรุกมากเกินไปทำให้เกิดช่องว่างในแนวรับ นาทีที่ 84 เมห์ดี มะห์ดาวิเคีย ทำประตูที่สองให้อิหร่านขึ้นนำเพื่อปิดเกม แต่ทว่าหนังชีวิตแบบสไตล์ฮอลลีวูดแบบอเมริกาไม่ใช่หนังที่จะจบง่าย ๆ โดยที่ ไบรอัน แมคไบรด์ จะสามารถทำประตูตีไข่แตกให้สหรัฐฯ ได้ในนาทีที่ 87 ในช่วงโค้งสุดท้ายแต่ก็ไม่ทันพลิกสถานการณ์ จบเกมอิหร่านชนะสหรัฐอเมริกาไปด้วยสกอร์ 2-1 ซึ่งถือเป็นชัยชนะนัดแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกของทีมชาติอิหร่าน
เกมที่ยังไม่จบในความทรงจำ
ชัยชนะของอิหร่านในครั้งนี้ส่งผลสะเทือนอย่างกว้างขวางเกินกว่าพื้นที่สนามหญ้า ในกรุงเตหะราน ประชาชนนับล้านออกมาเฉลิมฉลองบนท้องถนนอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองที่หาได้ยากในสังคมที่มีข้อบังคับทางศาสนาที่เข้มงวดในขณะนั้น ชัยชนะครั้งนี้ถูกตีความว่าเป็นชัยชนะของศักดิ์ศรีความเป็นชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือทัศนคติของชาวอิหร่านที่มีต่อคู่แข่ง ไม่ได้เป็นความเกลียดชัง แต่เป็นความเคารพในจิตวิญญาณนักกีฬา
“มันเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเรา และสำหรับประเทศอิหร่าน”
ทาเลบีกล่าวหลังเกม
“ชัยชนะครั้งนี้สำคัญ ไม่ใช่เพราะเราเจออเมริกา แต่เพราะอิหร่านไม่เคยชนะในฟุตบอลโลกมาก่อน” มะห์ดาวิเคียเล่าว่า “ในห้องแต่งตัวพวกเราร้องไห้กันหมด ผมนึกถึงผู้คนบนถนนในเตหะราน ตอนลูกบอลเข้าประตู ผมคิดถึงประชาชนของผม”
แม้โค้ชสหรัฐ สตีฟ แซมป์สัน จะพ่ายแพ้ แต่เขายกย่องเกมนี้อย่างสูง
“นี่คือเกมของสองทีมที่ต้องการชนะจริง ๆ สกอร์ 2-1 ก็จริง
แต่จะเป็น 4-3 ก็ได้ มันเป็นเกมที่น่าทึ่งที่สุดเกมหนึ่ง”
“ใครก็ตามที่ดูเกมคืนนี้แล้วไม่ตื่นเต้นกับฟุตบอล
อาจต้องไปหากีฬาอื่นดู เพราะนี่คือฟุตบอลในเวอร์ชันที่ดีที่สุด”
และที่สหรัฐอเมริกา แม้ความพ่ายแพ้จะหมายถึงการตกรอบ แต่ปฏิกิริยาจากคนในชาติและนักกีฬากลับเต็มไปด้วยความมีสปิริต ผู้เล่นอเมริกันหลายคนกล่าวในภายหลังว่าพวกเขาได้รับประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเพียงแค่การแข่งขันกีฬา และการพบปะกับผู้เล่นอิหร่านทำให้พวกเขามองเห็นความเป็นมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังภาพลักษณ์ ‘ศัตรู’ ที่สื่อและรัฐบาลพยายามตอกย้ำมาโดยตลอด
เวลาผ่านมากว่าสองทศวรรษ โลกยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งแบบเดิม แต่เกมที่ลียงยังถูกพูดถึงเสมอเมื่อใครสักคนถามว่า กีฬาเปลี่ยนอะไรได้จริงหรือไม่
ฟุตบอลอาจไม่สามารถลบความขัดแย้งทางการเมืองได้
แต่มันเคยสร้างช่วงเวลาที่คนซึ่งถูกสอนให้เกลียดกัน ยอมยืนอยู่ในภาพเดียวกัน
เกมจบไปแล้ว
แต่ภาพดอกกุหลาบในมือผู้เล่นอิหร่านยังคงอยู่
เหมือนคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่า ฟุตบอลชนะการเมืองจริงหรือไม่?
เรียบเรียง ; นัฐพงษ์ โห้เฉื่อย
ภาพ : gettyimages