ทำไม ‘หลุยส์ เอ็นริเก้’ ถึงบอกว่าตัวเองโชคดี แม้ต้องสูญเสียลูกสาววัย 9 ขวบ

ทำไม ‘หลุยส์ เอ็นริเก้’ ถึงบอกว่าตัวเองโชคดี แม้ต้องสูญเสียลูกสาววัย 9 ขวบ

เมื่อโลกถามว่าเขาโชคดีหรือโชคร้าย หลังต้องสูญเสียลูกสาววัย 9 ขวบไปด้วยโรคมะเร็ง ‘หลุยส์ เอ็นริเก้’ กลับตอบว่าเขาเป็น “คนที่โชคดีที่สุด” เพราะอย่างน้อยเขาเคยมีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกับเธอถึง 9 ปีเต็ม เรื่องราวของพ่อคนหนึ่งที่เลือกจดจำแทนการลืม และไม่เคยปล่อยให้ความตายกลายเป็นจุดจบของความรัก

KEY

POINTS

“แม่ต้องเอารูปซานามาตั้งนะ”

ไม่มีใครรู้ว่าบทสนทนาระหว่างแม่กับลูกในวันนั้นใช้เวลานานแค่ไหน แต่เรารู้ว่าประโยคสั้นๆ ประโยคนี้ ได้อธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับตัวตนของหลุยส์ เอ็นริเก้ ได้ดีกว่าถ้วยแชมป์ทุกใบในชีวิตของเขา

หลังจากซานา ลูกสาววัย 9 ขวบ จากไปด้วยโรคมะเร็งกระดูกในปี 2019 คุณยายของเธอเลือกเก็บรูปถ่ายทุกใบออกจากบ้าน เพราะความคิดถึงนั้นเจ็บปวดเกินกว่าจะมองตรงๆ ได้อีก แต่เอ็นริเก้กลับมองต่างออกไป เขาบอกกับแม่ว่า ซานายังอยู่ เพียงแค่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบเดิมอีกแล้ว

“ในทางกายภาพ เธออาจไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่ในทางจิตวิญญาณ เธอยังอยู่กับเราเสมอ”

สำหรับคนจำนวนมาก การเยียวยาคือการพยายามลืม แต่สำหรับหลุยส์ เอ็นริเก้ การเยียวยาคือการจดจำ

ในปี 2019 ขณะที่โลกฟุตบอลกำลังพูดถึงอนาคตของทีมชาติสเปน เขากลับกำลังเผชิญบททดสอบที่ไม่มีแท็กติกใดช่วยได้ เมื่อซานาถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งกระดูก เขาตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติสเปนทันที เพื่อใช้เวลาทั้งหมดที่เหลืออยู่กับลูกสาว ฟุตบอลหยุดได้ การแข่งขันรอได้ แต่นาฬิกาชีวิตของลูกสาวของเขาไม่เคยรอใคร

ในวันที่ทั้งประเทศกำลังจับตามองทีมชาติสเปน ‘หลุยส์ เอ็นริเก้’ เลือกมองเพียงเตียงผู้ป่วยของลูกสาว เขาเลือกใช้ทุกวินาทีที่เหลืออยู่ในฐานะพ่อ มากกว่าการเป็นโค้ชทีมชาติ

และเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2019 มาถึง การต่อสู้อันยาวนานก็สิ้นสุดลง ซานาจากโลกนี้ไปในวัยเพียง 9 ขวบ ในแถลงการณ์อำลาลูกสาว เอ็นริเก้เขียนข้อความที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกต้องหยุดอ่านชั่วขณะ

“เราจะคิดถึงหนูทุกวันตลอดชีวิต และหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะได้พบกันอีกครั้ง”

ไม่มีคำพูดเรื่องความเข้มแข็ง ไม่มีคำพูดเรื่องการก้าวผ่าน ไม่มีคำพูดปลอบใจสวยหรู มีเพียงคำสัญญาว่าเขาจะไม่ลืม หลายปีต่อมาผู้คนยังคงเห็นหลุยส์ เอ็นริเก้ ในภาพเดิมยืนอยู่ข้างสนามตะโกนสั่งลูกทีม ฉลองประตู และเดินหน้าต่อไปในอาชีพของตัวเอง แต่ภายใต้รอยยิ้มเหล่านั้น มีความคิดหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน

ในสารคดี No tenéis ni puta idea ที่ออกฉายในปี 2024 เขาถูกถามว่า ตัวเองเป็นคนโชคดีหรือโชคร้าย คำถามที่หลายคนคิดว่าคงมีคำตอบเต็มไปด้วยความเศร้า แต่เอ็นริเก้กลับตอบว่า 

“ผมโชคดีมาก เพราะซานาได้ใช้ชีวิตอยู่กับเราเป็นเวลา 9 ปีที่สวยงาม เรามีความทรงจำร่วมกันนับพัน มีรูปถ่าย มีวิดีโอ และมีช่วงเวลาที่มหัศจรรย์มากมาย”

คำตอบนั้นทำให้ผู้คนจำนวนมากกลับมาทบทวนความหมายของคำว่า ‘สูญเสีย’ เพราะบางที ความเจ็บปวดอาจไม่ได้เกิดจากการที่ใครคนหนึ่งจากไป แต่เกิดจากการที่ใครคนหนึ่งเคยมีความหมายกับเรามากเหลือเกิน เอ็นริเก้ไม่ได้มองชีวิตผ่านสิ่งที่เขาสูญเสียไป เขามองผ่านสิ่งที่ครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับ นั่นคือเหตุผลที่ซานายังคงอยู่ในทุกช่วงเวลาสำคัญของชีวิตเขา

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2022 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 13 ปีของลูกสาว ขณะที่ฟุตบอลโลกกำลังแข่งขันอยู่ที่กาตาร์ เอ็นริเก้โพสต์คลิปตัวเองกำลังปั่นจักรยาน พร้อมข้อความส่งความรักไปยังเด็กหญิงบนท้องฟ้า 

สามปีต่อมาในค่ำคืนแห่งมิวนิก เมื่อ ‘ปารีส แซงต์ แชร์กแมง’ คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร เสียงเชียร์ดังก้องไปทั่วสนาม พลุสว่างเต็มท้องฟ้า และโลกกำลังจดจำชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์

ทำไม ‘หลุยส์ เอ็นริเก้’ ถึงบอกว่าตัวเองโชคดี แม้ต้องสูญเสียลูกสาววัย 9 ขวบ

แต่สำหรับหลุยส์ เอ็นริเก้ ช่วงเวลานั้นกลับพาเขาย้อนกลับไปอีกสิบปี ย้อนกลับไปยังค่ำคืนที่กรุงเบอร์ลิน ในปี 2015 คืนที่บาร์เซโลนาคว้าแชมป์ยุโรป และมีเด็กหญิงวัย 5 ขวบคนหนึ่งถือธงสโมสร วิ่งลงไปบนสนามเคียงข้างพ่อของเธอ เด็กหญิงคนนั้นชื่อ ‘ซานา’ วันนี้เธอไม่ได้อยู่ในสนามอีกแล้ว แต่เอ็นริเก้เชื่อว่าเธอยังคงร่วมฉลองอยู่ที่ไหนสักแห่งเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะสำหรับเขา ความรักไม่เคยสิ้นสุดลงพร้อมกับความตาย

ทำไม ‘หลุยส์ เอ็นริเก้’ ถึงบอกว่าตัวเองโชคดี แม้ต้องสูญเสียลูกสาววัย 9 ขวบ

หลังจากนั้น เขาและภรรยา ‘เอเลนา กุลเลล’ ได้ร่วมกันก่อตั้ง Xana Foundation มูลนิธิที่ตั้งชื่อตามลูกสาว เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ป่วยหนักและครอบครัวที่กำลังเผชิญช่วงเวลายากลำบากแบบเดียวกับที่พวกเขาเคยผ่านมา เรื่องของหลุยส์ เอ็นริเก้ จึงอาจไม่ใช่เรื่องของโค้ชฟุตบอลคนหนึ่งที่สูญเสียลูกสาว แต่มันคือเรื่องของมนุษย์คนหนึ่ง ที่เลือกไม่ยอมให้ความตายกลายเป็นบทสรุปของความรัก

โลกสอนให้เราก้าวผ่านความสูญเสีย โลกสอนให้เราปล่อยวาง โลกสอนให้เราเดินต่อ แต่เอ็นริเก้กำลังสอนอีกแบบหนึ่ง ว่าเราไม่จำเป็นต้องลืมใครสักคน เพื่อที่จะใช้ชีวิตต่อไป บางคนจากโลกนี้ไปแล้วแต่ยังอยู่ในทุกบทสนทนา เสียงหัวเราะ ความทรงจำ และทุกความสำเร็จของคนที่ยังรักพวกเขา

ค่ำคืนแห่งการป้องกันแชมป์ยุโรปสมัยที่สองติดต่อกันของปารีส แซงต์ แชร์กแมง อาจถูกจดจำในฐานะอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสร แต่สำหรับ ‘หลุยส์ เอ็นริเก้’ มันอาจเป็นเพียงอีกวันที่เขาอยากเล่าให้ลูกสาวฟังเด็กหญิงตัวน้อยที่เคยวิ่งถือธงอยู่ข้างเขาในสนามเมื่อสิบกว่าปีก่อน

เด็กหญิงที่ไม่ได้อยู่ในภาพฉลองแชมป์อีกแล้ว แต่กลับอยู่ในทุกความสำเร็จของเขาเสมอ เพราะบางคนจากไปจากสายตาแต่ไม่เคยจากไปจากชีวิต เหตุผลที่ทำให้ทุกครั้งที่ ‘หลุยส์ เอ็นริเก้’ ชูถ้วยแชมป์ขึ้นเหนือศีรษะ ผู้คนไม่ได้เห็นแค่โค้ชผู้ชนะแต่เห็นหัวใจของพ่อคนหนึ่ง ที่ยังคงพกพาลูกสาวเดินทางมาด้วยกันตลอดทาง

บางคนใช้ชีวิตเพื่อลืมแต่ ‘หลุยส์ เอ็นริเก้’ ใช้ชีวิตเพื่อจดจำ และบางทีนั่นอาจเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา ไม่ใช่บนสนามฟุตบอล แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่เคยปล่อยให้ความรักพ่ายแพ้ต่อกาลเวลา 

 

เรื่อง เก่ง หลังเกม

 

อ้างอิง 

https://www.bbntimes.com/society/xana-martinez-the-eternal-daughter-guiding-luis-enrique-s-journey

https://en.as.com/soccer/who-is-luis-enrique-married-to-meet-the-psg-head-coachs-wife-elena-cullell-clone-f202605-n/