แอมเนสตี้เผยรายงาน 2568/69 ชี้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนโลกถดถอย พบไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง พบ 6 ประเด็นน่าห่วง

แอมเนสตี้เผยรายงาน 2568/69 ชี้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนโลกถดถอย พบไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง พบ 6 ประเด็นน่าห่วง

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยรายงานปี 2568/69 ชี้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนโลกถดถอย โดยไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไข รายงานระบุ 6 ประเด็นน่าห่วงในไทย ได้แก่ สิทธิในการแสดงออก, การคุกคามนักปกป้องสิทธิ, การทรมาน, สิทธิผู้ลี้ภัย, สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง และปัญหาสิ่งแวดล้อม

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยรายงานประจำปี 2568/69 ระบุว่า สถานการณ์สิทธิมนุษยชนยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางแนวโน้มการถดถอยในระดับโลก พร้อมย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างสิทธิพลเมืองและสิทธิทางเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้รัฐเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยชี้ว่า ประเทศไทยยังมีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน พบผู้ถูกคุมขังทางการเมืองอย่างน้อย 55 คน ชาวอุยกูร์กว่า 40 คนถูกส่งกลับ และผู้ลี้ภัยราว 81,000 คนยังขาดหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐาน พร้อมระบุ 6 ประเด็นน่าห่วงด้านสิทธิมนุษยชนที่ต้องเร่งแก้ไข

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แถลง “รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก ประจำปี 2568/69” ซึ่งครอบคลุมสถานการณ์ใน 144 ประเทศและดินแดน โดยเตือนว่า โลกกำลังเผชิญกับแนวโน้มการถดถอยด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ ภายใต้การโจมตีต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ระบบพหุภาคี และภาคประชาสังคม รายงานชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงกรณีเฉพาะประเทศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มระดับโลกที่รัฐและผู้มีอำนาจใช้กฎหมาย นโยบาย และกลไกต่างๆ เพื่อจำกัดสิทธิ เสรีภาพ และพื้นที่ของภาคประชาสังคม ซึ่งทำให้เห็นถึงรูปแบบของ “ระเบียบโลกแบบนักล่า” ที่กำลังก่อตัวขึ้น ขณะที่ในบริบทของประเทศไทยยังเจอความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนหลายมิติ ทั้งในเรื่องสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วง นักปกป้องสิทธิมนุษยชน การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ สิทธิของผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ สิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง และสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี

แอมเนสตี้เผยรายงาน 2568/69 ชี้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนโลกถดถอย พบไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง พบ 6 ประเด็นน่าห่วง เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เผยว่า รายงานปีนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยจะมีพัฒนาการในบางด้าน แต่ยังคงมีปัญหาสำคัญในหลายมิติและไม่ได้เกิดขึ้นแยกส่วนกัน แต่กลับมีโครงสร้างเชื่อมโยงกันทั้งจากกฎหมาย นโยบาย และการบังคับใช้ของรัฐ

“ไทยยังมีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนในเรื่องสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วง นักปกป้องสิทธิมนุษยชน การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ สิทธิของผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ สิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง และสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี ทั้งหมดทำให้เห็นว่าระบบคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของไทยยังมีช่องว่างที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง”

“แอมเนสตี้พบว่า ยังมีประชาชนอย่างน้อย 55 คนถูกคุมขังจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ และมีการส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนกลับประเทศจีน ทั้งที่มีพวกเขามีความเสี่ยงต่อการถูกทรมาน”

“ขณะเดียวกัน ผู้ลี้ภัยอีกหลายหมื่นคนยังไม่มีหลักประกันด้านสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งสะท้อนว่าทางการไทยจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง”

รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก ประจำปี 2568/69 ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่า ในปี 2568 มีประชาชนอย่างน้อย 55 คน ยังถูกคุมขังจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงปี 2563 - 2565 สิ่งนี้ทำให้เห็นถึงข้อจำกัดของพื้นที่ในการแสดงออกในประเทศไทยที่ยังมีอยู่ ขณะที่การใช้กฎหมายเพื่อเป็นอาวุธต่อผู้เห็นต่าง รายงานฉบับนี้เผยให้เห็นกรณีของ ดร.พอล แชมเบอร์ส นักวิชาการชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนกับทหารในประเทศไทย ที่ถูกกล่าวหาภายใต้กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จากเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเอกสารประชาสัมพันธ์งานสัมมนาทางวิชาการ แม้อัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องในเวลาต่อมา แต่กรณีดังกล่าวทำให้เห็นถึงความเสี่ยงทางกฎหมายที่นักวิชาการอาจต้องเจอจากการทำงานในประเด็นสาธารณะ และส่งผลกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการโดยรวมในประเทศไทย 

แอมเนสตี้เผยรายงาน 2568/69 ชี้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนโลกถดถอย พบไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง พบ 6 ประเด็นน่าห่วง นอกจากนี้ ในปีเดียวกันยังมีนักกิจกรรมอย่างน้อย 15 คน จากเครือข่ายภาคประชาชนถูกดำเนินคดีจากการเข้าร่วมการชุมนุมประท้วง ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะยังถูกใช้จำกัดสิทธิในการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ทั้งในทางการเมืองและในหลายบริบท รายงานยังเปิดเผยถึงการคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ หลังพบเอกสารภายในของทางการไทยรั่วไหล ซึ่งระบุว่าหน่วยงานรัฐได้จัดตั้ง “ทีมไซเบอร์” เพื่อโจมตีภาคประชาสังคมและผู้เห็นต่าง โดยองค์กรสิทธิมนุษยชน รวมถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ถูกจัดให้เป็น “เป้าหมายที่มีมูลค่าสูง” ขณะที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนบางรายยังเผชิญการข่มขู่และการดำเนินคดีจากการทำงานด้านสิทธิ 

แอมเนสตี้เผยรายงาน 2568/69 ชี้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนโลกถดถอย พบไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง พบ 6 ประเด็นน่าห่วง ด้านการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ  รายงานระบุว่า ในปี 2568 มีคำพิพากษาสำคัญที่ทำให้ทหาร 13 นาย มีความผิดฐานทรมาน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวทำให้เห็นว่าการทรมานยังเกิดขึ้นและยังจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันและตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ส่วนประเด็นผู้ลี้ภัย แม้รัฐบาลไทยจะมีมติอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยจากเมียนมาประมาณ 81,000 คน สามารถทำงานได้ถูกกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดด้านสิทธิและการเข้าถึงบริการพื้นฐาน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีการส่งตัวบุคคลกลับไปยังประเทศที่มีความเสี่ยง โดยในปี 2568 ทางการไทยได้ส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คน กลับไปยังประเทศจีนและยังส่งนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชนเผ่าพื้นเมืองกลับไปยังเวียดนาม สิ่งที่เกิดขึ้นเข้าข่ายละเมิดหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement) ซึ่งเป็นสิทธิตามมาตรฐานสากล

แอมเนสตี้เผยรายงาน 2568/69 ชี้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนโลกถดถอย พบไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง พบ 6 ประเด็นน่าห่วง แอมเนสตี้เผยรายงาน 2568/69 ชี้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนโลกถดถอย พบไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง พบ 6 ประเด็นน่าห่วง ปี 2568 ที่ผ่านมายังพบอีกว่าสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองถูกโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งและชนเผ่าพื้นเมือง โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติในการหาเลี้ยงชีพและมีที่อยู่อาศัย ขณะที่กฎหมายว่าด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ฉบับใหม่ที่บังคับใช้ไปเมื่อปลายปียังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่รับรองคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” และยังไม่สอดคล้องกับหลักการยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การทำเหมืองแร่และการปนเปื้อนสารพิษในแหล่งน้ำ ยังส่งผลกระทบข้ามพรมแดนและเข้าข่ายเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชน โดยกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนหลายพื้นที่โดยเฉพาะในต่างจังหวัดและพื้นที่ในชุมชนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองที่ต้องเจอกับความเสี่ยงต่อสุขภาพ การเข้าถึงน้ำสะอาด และทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต 

แอมเนสตี้เผยรายงาน 2568/69 ชี้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนโลกถดถอย พบไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง พบ 6 ประเด็นน่าห่วง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เรียกร้องให้แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ตั้งแต่การยุติการใช้กฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ การปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบทันทีและไม่มีเงื่อนไข รวมถึงยุติการคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เคารพหลักการไม่ส่งกลับ พร้อมทั้งพัฒนาระบบคุ้มครองผู้ลี้ภัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และการรับรองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการปกป้องสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองควบคู่ไปกับการรับรองสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืน เพราะหากสิทธิด้านใดด้านหนึ่งถูกจำกัด ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิในด้านอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้