06 ก.พ. 2569 | 15:15 น.

KEY
POINTS
โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ หลากหลายพรรคชูนโยบายมากมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ รวมไปถึงการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน แต่ในบรรดานโยบายอันมากมายนั้นมีข้อกังวลสำคัญคือบางพรรคการเมืองนำ ‘โทษประหารชีวิต’ เป็นแคมเปญหาเสียงเพื่อปราบปรามอาชญากรรม เช่น คอร์รัปชัน สแกมเมอร์ และการข่มขืน
“คนที่สนับสนุนโทษประหารชีวิตอาจเป็นเพราะเขายังไม่เคยเห็นความเป็นจริงในการประหารชีวิตหรือการสังหารมนุษย์”
คือคำพูดของ โทชิ คาซามะ ช่างภาพเชื้อสายญี่ปุ่นที่ใช้ภาพถ่ายสร้างความตระหนักถึงความโหดร้ายของโทษประหารชีวิตนับตั้งแต่ปี 2539 และผลงานของเขาถูกนำไปขยายผลสู่การปล่อยตัวผู้ต้องหาเยาวชนกว่า 100 คน หลังพบว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
การสนับสนุนโทษประหารของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยจึงเป็นสิ่งที่โทชิแสดงความกังวลอย่างมาก เพราะจากประสบการณ์ที่เขาเคยถ่ายภาพนักโทษประหารชีวิต สถานที่ประหารชีวิต เรือนจำที่มีการประหารชีวิต ครอบครัวของผู้เสียหาย ครอบครัวของนักโทษประหารชีวิต เพชฌฆาต อัยการ นักกฎหมายและทนายความจากทั่วโลกเป็นสิ่งที่โทชิยืนยันว่า
“โทษประหารชีวิตไม่ได้ลดอาชญากรรมและไม่ได้ช่วยครอบครัว ของผู้เสียหาย หรือแม้กระทั่งสังคมโดยรวม”
แม้หลายคนอาจมองว่าการตั้งบทลงโทษอย่างรุนแรงจะช่วยให้คนหวาดกลัวและไม่กล้ากระทำผิด รวมไปถึงจะเป็นการสร้างความธรรมให้กับครอบครัวผู้เสียหาย แต่ โทชิ อธิบายว่า การมีโทษประหารชีวิตยังทำให้คนก่ออาชญากรรมอยู่ หากนักการเมืองหวังดีต่อสังคมอย่างแท้จริงต้องใช้มาตรการที่เป็นการป้องกันก่อนที่อาชญากรรมจะเกิดขึ้น รวมทั้งต้องให้ความรู้ต่อสังคมเรื่องการป้องกันและการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ
“ถ้าเราไม่แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ แต่เราใช้ความรุนแรงหรือใช้การลงโทษ ซึ่งเป็นความรุนแรงเหมือนกันตอบโต้ ทำให้เกิดวงจรแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่ได้มีการแก้ไขหรือป้องกันอาชญากรรมอย่างแท้จริง”
โทชิ เล่าว่าเมื่อปี 2539 ก่อนที่จะเริ่มทำโครงการถ่ายภาพที่เกี่ยวข้องกับการประหารชีวิต ตอนนั้นยังไม่มีความคิดชัดเจนว่สนับสนุนหรือต่อต้านโทษประหารชีวิต แต่ตอนที่ไปถ่ายรูป ทำให้เขาเห็นห้องประหารชีวิตและได้เจอผู้ที่ทำหน้าที่ประหารชีวิต ซึ่งเขาบอกว่าโทชิว่า “คุณช่วยทำให้โทษประหารชีวิตหมดไปจากโลกนี้เสียที” เพราะเขาก็ไม่ได้อยากทำหน้าที่ประหารชีวิตแม้หน้าที่เขาจะเป็นเพชฌฆาต
โทชิให้ความเห็นต่อเรื่องการใช้โทษประหารชีวิตที่พรรคการเมืองต่างๆ รณรงค์การเลือกตั้งครั้งนี้ เช่น อาชญากรรม สแกมเมอร์ หรือการคอร์รัปชันว่า เรื่องนี้เป็นเทคนิคที่นักการเมืองทั่วโลกใช้เพื่อให้พวกเขาได้รับคะแนนเสียงในการเลือกตั้งมากขึ้น ซึ่งความจริงแล้วเมื่อก่อนในสหรัฐอเมริกาก็มีแคมเปญหาเสียงช่วงเลือกตั้งที่นักการเมืองจะออกมาพูดว่าจะใช้โทษประหารชีวิต เพื่อให้เป็นการเยียวยาครอบครัวผู้เสียหาย ทำให้ครอบครัวผู้เสียหายรู้สึกว่าได้รับความยุติธรรม แต่ความจริงแล้วมีครอบครัวผู้เสียหายหลายคนพยายามออกมาพูดว่า “การใช้โทษประหารชีวิตไม่ได้ทำให้เกิดการเยียวยาที่แท้จริงหรือทำให้ครอบครัวผู้เสียหายรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรม”
แต่สาเหตุที่ยังมีการใช้โทษประหารชีวิตในการรณรงค์ทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเลือกตั้ง เป็นเพราะว่าการประหารชีวิตเป็นสิ่งที่กระตุ้นความรู้สึกได้สูง ทำให้นักการเมืองเชื่อว่าถ้าทำเรื่องที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกได้ก็จะช่วยดึงเสียงหรือสร้างฐานเสียงให้เขาได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเราน่าจะปลอดภัย เพราะนักการเมืองคนนี้เป็นคนจริงจังอยากใช้โทษประหารชีวิตกับอาชญากรรมนั้นๆ แต่ก็เป็นอีกคำถามสำคัญว่า การใช้โทษประหารชีวิตทำให้เราหรือสังคมปลอดภัยอย่างแท้จริงหรือไม่กับการแค่เพิ่มความผิดอาญาลงไปในรายการที่มีโทษประหารชีวิต
“สิ่งที่ได้ผลคือการที่นักการเมืองบอกว่าทำความผิดนี้จะต้องลงโทษประหารชีวิต มันสามารถดึงความสนใจของประชาชนได้ทันที มันสามารถดึงคะแนนเสียงจากคนมีสิทธิโหวตได้ แต่คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาอาชญากรรมได้”
โทชิยกตัวอย่างเรือนจำกลางบางขวาง เรือนจำที่ใช้คุมขังนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ในจังหวัดนนทบุรี จะเจอคนที่เป็นนักโทษประหารชีวิตจำนวนมากในข้อหาครอบครองยาเสพติดหรือเดินยา ซึ่งโทชิตั้งคำถามว่า การประหารชีวิตคนเดินยาหรือคนครอบครองยาเสพติด ไม่ใช่คนใหญ่คนโตที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจยาเสพติดจะช่วยแก้ไขปัญหายาเสพติดได้หรือไม่ ประเด็นนี้เป็นหน้าที่ของนักการเมืองที่ต้องวิเคราะห์ว่ารากเหง้าของปัญหาที่แท้จริงคืออะไรกันแน่
“ในประเทศไทย หลายๆ คน รวมถึงนักการเมืองไทยที่บอกว่าอยากใช้โทษประหารชีวิตกับอาชญากรรมต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่เคยไปที่เรือนจำกลางบางขวางเหมือนกัน ปัจจุบันโทษประหารชีวิตสำหรับคดีอาญาในประเทศไทยมี 60 ฐานความผิด แต่ว่าตอนนี้มีนักการเมืองเสนอเพิ่มเรื่องการคอร์รัปชันและสแกมเมอร์ รวมไปถึงการฆ่า ข่มขืนด้วย แต่ข้อเท็จจริงคือการใช้โทษประหารชีวิตไม่ได้ลดอัตราการเกิดอาชญากรรมได้แต่อย่างใด”
โทชิยังยกตัวอย่างอีกเหตุการณ์ที่เป็นภาพห้องประหารที่รัฐลุยเซียนา สหรัฐฯ ซึ่งจะมีโทรศัพท์ 2 เครื่อง เครึ่องแรกคือโทรศัพท์สายตรงไปที่หัวหน้าทัณฑสถาน และอีกเครื่องเป็นสายตรงไปที่ผู้ว่าการรัฐ เพื่อเอาไว้แจ้งระงับหรือเลื่อนการประหารชีวิต
ตอนนั้นที่โทชิไปถ่ายรูปและผู้คุมเล่าให้ฟังว่าเคยมีกรณีที่ประหารชีวิตและเตรียมพร้อมนักโทษ สอดเข็ม ติดเครื่องพันธนาการ ทานอาหารมื้อสุดท้ายและรับศีลครั้งสุดท้ายเรียบร้อย แต่เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนที่เป็นเวลาการเริ่มประหาร มีสายด่วนจากผู้ว่าการรัฐก่อน 10 นาที ผู้คุมก็ดีใจว่าไม่ต้องฆ่าคน แต่เมื่อเขารับโทรศัพท์ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนาขณะนั้นพูดสายด้วยเสียงของคนเมา เพื่อบอกว่า “ให้ดำเนินการประหารชีวิตต่อไป” แล้วก็วางสาย
“ผู้คุมบอกกับผมว่าผู้ว่าการรัฐคนนี้เป็นคนร้ายกาจมาก เขาเป็นคนลงนามคำสั่งให้ประหารชีวิต วันประหารชีวิตกลับเลือกกลั่นแกล้งคนด้วยการโทรศัพท์ไปให้ความหวัง ทำไมเขาถึงทำอย่างนั้นได้ เพราะเขาไม่เคยมาที่สถานที่ประหาร หรือรู้ว่ามันรู้สึกยังไงกับการต้องฆ่าคนในนามของการประหารชีวิต”
โทชิมองว่าผู้ว่าการรัฐลุยเซียนาคนนี้ไม่ต่างจากนักการเมืองไทยหรือคนไทยหลายคนที่ต้องการเพิ่มโทษประหารชีวิตให้อาชญากรรมนั้นๆ เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นและไม่เคยสัมผัสว่าโทษประหารชีวิตเป็นอย่างไร
“นักการเมืองทั่วโลกก็เหมือนกัน เขาสนใจแค่เรื่องตัวเองและต้องการรักษาอำนาจของตัวเอง แต่ไม่มีใครสนใจประชาชนหรืออนาคตของประเทศตัวเอง การใช้โทษประหารชีวิตเป็นการดึงความสนใจของประชาชน ทำให้คนเห็นด้วยว่าสมควรมีโทษประหารชีวิต สำหรับอาชญากรรมต่างๆ แต่การลงโทษไม่สามารถแก้ปัญหาอาชญากรรมได้”
โทชิ กล่าวถึงแนวทางอื่นในการป้องกันอาชญากรรม เช่น ‘ความยุติธรรมเชิงเยียวยา’ ที่ใช้กันมากในยุโรปเหนือ ซึ่งมีแนวทางว่าหากเกิดอาชญากรรมขึ้นต้องเรียนรู้และแก้ไขปัญหาอาชญากรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก เช่น การบำบัดผู้ก่ออาชญากรรม การเยียวยาผู้เสียหาย การเรียนรู้ หรือการทำวิจัยจากมุมมองต่างๆ ว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดอาชญากรรมคืออะไร เพื่อไม่ให้เกิดอาชญากรรมในอนาคต ยกตัวอย่างคดีที่ใช้แนวทางนี้ เช่น กรณีการสังหารหมู่ค่ายฤดูร้อนในนอร์เวย์ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่กลับไม่มีครอบครัวของผู้เสียหายออกมาเรียกร้องให้ประหารชีวิตคนที่ก่ออาชญากรรมเลย
ในทางกลับกัน หากมีอาชญากรรมในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในประเทศแถบเอเชียสักประเทศหนึ่ง วิธีคิดของประเทศในเอเชียจะมองว่าหากมีอาชญากรรมเกิดขึ้นแล้ว เราจะลงโทษอย่างไร จะประหารชีวิตไหมหรือจำคุก 10-20 ปี ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่ได้ช่วยแก้หรือลดการเกิดอาชญากรรมในประเทศเลย ขณะที่ความยุติธรรมเชิงเยียวยาหรือความเยียวยาเชิงสมานฉันท์มีตัวอย่างชัดเจนในโซนยุโรปเหนือที่มีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรม ซึ่งมีผลในการลดอาชญากรรมได้
“สำหรับคนที่สนับสนุนโทษประหารชีวิตสำหรับการข่มขืนหรือการค้ายา คือการส่งผ่านหน้าที่ฆ่าคนให้กับคนที่ทำหน้าที่ประหารชีวิต ซึ่งเราไม่เคยถามตัวเองเลยว่าถ้าเราต้องเป็นคนเสียบเข็มฉีดสารพิษหรือเหนี่ยวไกปืนสังหารคนอื่น เราทำได้หรือเปล่า เรื่องนี้เป็นอคติอย่างหนึ่งของคนที่พูดถึงโทษประหารชีวิตหรือสนับสนุนการใช้โทษประหารชีวิต เพราะเราเป็นคนที่พูดแต่ไม่ได้ทำ และไม่เข้าใจว่าคนที่ต้องทำ เขามีความรู้สึกหรือความคิดอย่างไร”
โทชิยกตัวอย่างอีกประเทศคือมองโกเลีย ซึ่งเขาได้ทำงานรณรงค์ด้านนโยบายเกี่ยวกับการยกเลิกโทษประหารชีวิตที่นั่นเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปีตั้งแต่ปี 2558 จนกระทั่งในปี 2560 ประเทศมองโกเลียให้สัตยาบันกับพิธีสารเลือกรับที่ 2 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เพื่อการยกเลิกการประหารชีวิต (Second Optional Protocol to the ICCPR) หลังจากนั้นจะมีการบังคับใช้ พิธีสารเลือกรับที่ 2 ของ ICCPR ในฐานะกฎหมายในประเทศ ทำให้ประเทศมองโกเลียสามารถยกเลิกโทษประหารชีวิตได้ในที่สุด
โดยโทชิสรุปแนวทางการรณรงค์และทำงานเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิตของเขาว่า ตามหลักแล้วการใช้โทษประหารชีวิตเป็นการละเมิดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 3 เส้นทางที่หลายประเทศรวมถึงประเทศมองโกเลียเลือกใช้เพื่อยกเลิกโทษประหารคือขั้นแรกประเทศต้องให้สัตยาบันพิธีสารเลือกรับ ICCPR ฉบับที่ 2 เพื่อทำให้เกิดการยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติก่อนและหลังจากนั้นก็จะมีการแก้ไขกฎหมายในประเทศ เพื่อยกเลิกการใช้โทษประหารชีวิต
‘การประหารชีวิต’ ไม่ใช่เพียงคำพูดหรือนโยบายหาเสียงที่เป็นเพียงข้อความ แต่ภาพความเป็นจริงในลานประหารนั้นคือสิ่งที่โทชิเห็นและถ่ายทอดผ่านการกดชัตเตอร์กล้องจนเป็นภาพถ่ายที่ทำให้ทั่วโลกเห็นถึงความรุนแรงของการโทษประหารด้วยตาของพวกเขาเอง
โทชิเล่าว่าเขาได้ไปพบกับอธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่ไต้หวันและขออนุญาตเข้าไปถ่ายภาพ ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายภาพในเรือนจำที่คุมขังนักโทษประหารชีวิต ถือเป็นคนแรกและคนเดียวที่ได้รับอนุญาตเข้าไปถ่ายภาพ
“ปกตินักโทษจะใส่ตรวนที่มือและที่เท้าตลอดเวลา 365 วัน แต่เขาถอดออกและให้ถ่ายรูป ในภาพนั้นนักโทษคนนั้นน้ำตาไหลมาจากหางตาเพราะ ก่อนหน้าที่จะเจอกับนักโทษ ผมได้ไปเยี่ยมคุณแม่เขามาก่อนและถ่ายภาพโพลารอยด์ คุณแม่ก็เขียนอะไรไว้ข้างหลังภาพและผมก็นำไปส่งให้นักโทษประหาร เป็นที่มาของภาพที่เขาน้ำตาไหล”
โทชิยังแสดงภาพห้องประหารชีวิตในเรือนจำที่ไต้หวันและอธิบายว่าประเทศไต้หวันนับถือศาสนาพุทธเหมือนประเทศไทย ในวันที่ประหารชีวิตนักโทษก็จะเดินเข้าประตูมาและมีพระพุทธรูป เจ้าหน้าที่จะให้นักโทษจุดธูปไหว้พระ เพื่อที่วิญญาณของนักโทษจะไม่ได้คงอยู่บนโลกและตามมาหลอกหลอนเพชฌฆาต
“มันดูแปลก เขาไม่สนใจนักโทษ แต่เขาสนใจแค่เจ้าหน้าที่”
โทชิ อธิบายต่อว่า อีกส่วนของห้องประหารจะมีพื้นที่กั้นไว้ ซึ่งจะมีพยานเป็นเจ้าหน้าที่อัยการที่เก้าอี้ 3 คน หลังจากจุดธูปแล้วจะมีการตรวจสอบชื่อและวันเกิด ซึ่งต้องใช้คนถึง 3 คนในการยืนยัน อีกภาพคือลานประหารที่ไทเป ไต้หวัน ซึ่งไต้หวันทั้งประเทศใช้ระบบแบบนี้เหมือนกัน คือนักโทษจะต้องเอาผ้าห่มมาเองและวางบนพื้นที่ถมด้วยทรายสีดำพร้อมกับมีรูปพระพุทธรูปในห้องนั้น จากนั้นจะให้นักโทษนอนคว่ำหน้าบนผ้าปูและเพชฌฆาตก็จะยิงลงไปจนกว่าจะเสียชีวิต ซึ่งเมื่อก่อนประเทศไทยก็เคยใช้วิธียิงเป้าเหมือนกัน แต่ใช้เพชฌฆาตยิงหลายคน
“ในไต้หวันถ้านักโทษบริจาคอวัยวะ เพชฌฆาตจะยิงลงที่หลังต้นคอ แต่ถ้าไม่ใช่ผู้บริจาคอวัยวะ เพชฌฆาตก็จะยิงตรงหัวใจจากข้างหลังนักโทษ ซึ่งสาเหตุที่ใช้ทรายสีดำที่พื้นเป็นเพราะจะได้ไม่เห็นรอยเลือดและไม่ต้องเปลี่ยนทรายบ่อยๆ อีกทั้งตอนที่ยิงลงไปที่นักโทษ ทรายสามารถรองรับแรงกระสุนได้ เพราะฉะนั้นจะไม่มีกระสุนที่ตกไปบนพื้นแข็งๆ แล้วสะท้อนกลับมาโดนใคร ส่วนคนที่มีหน้าที่เกลี่ยทรายให้เรียบคือนักโทษคนอื่นๆ ส่วนเจ้าหน้าที่ก็ไม่แตะต้องอะไรและนั่งเฉยๆ”
นอกจากนี้โทชิยังแสดงภาพอาหารมื้อสุดท้าย โดยมีบุหรี่และเหล้าให้ ซึ่งนักโทษต้องกินตรงหน้าจุดที่ต้องถูกประหารพร้อมกับมีรูปพระพุทธรูปอยู่ด้วย
“นี่คือความบ้าคลั่ง พวกเราที่เป็นมนุษย์ทุกคนสร้างระบบนี้ขึ้นมาเพื่อฆ่ามนุษย์ด้วยกันเอง”
โทชิยังเล่าถึงข้อสงสัยบางอย่างอีกว่าประตูที่เรือนจำไทเปจะมีรถพยาบาลรอเก็บอวัยวะสำหรับนักโทษที่เป็นผู้บริจาคอวัยวะ ซึ่งอวัยวะที่ดีที่สุดคือคนที่ยังตายไม่สนิท แต่ตอนประหารชีวิตเราไม่รู้หรอกว่านักโทษตายสนิทหรือยัง
อีกหนึ่งประเทศที่มีสถิติการประหารชีวิตมากที่สุดคือ จีน (ข้อมูล ณ สิ้นปี 2567) โทชิ อธิบายว่าอัตราการใช้โทษประหารชีวิตที่จีนมีประมาณ 5,000-10,000 คนต่อปี ซึ่งในจีนถ้าติดสินบนผู้พิพากษาประมาณ 4,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 124,000 บาท จะไม่ถูกประหารชีวิต แต่ยังคงมีรายชื่อของผู้ถูกประหารชีวิตอยู่ ซึ่งเงินนั้นเป็นค่าอวัยวะที่ระบบจากได้จากนักโทษประหารชีวิต 1 คน ถ้าใครอยากได้อวัยวะก็ลองดูที่ประเทศจีน อวัยวะต่างๆ จะมาจากนักโทษ
ตอนที่โทชิยังถ่ายภาพโครงการเกี่ยวกับการประหารชีวิต สหรัฐอเมริกาในยุคนั้นยังมีการประหารชีวิตผู้เยาว์ประมาณ 16-17 ปี เพราะเมื่ออายุ 18 จะถือเป็นผู้ใหญ่ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว หนึ่งในภาพถ่ายของโทชิคือภาพเด็กชายชาวอเมริกาอายุ 16 ซึ่งมีปัญหาด้านการพัฒนาสติปัญญาและมี IQ แค่ 60 เขาถูกตั้งข้อหาและลงโทษประหารชีวิต โดยคดีนี้ตำรวจเจอทั้งรอยนิ้วมือและรอยรองเท้าในที่เกิดเหตุหลายคน แต่เด็กคนนี้ถูกจับคนเดียว
“ตอนที่เจอเขาผมทนไม่ได้ที่จะขอจับมือและกอดเขา คำพูดที่เขาพูดคำแรกกับผมคือ I'm a bitch. ซึ่งคำว่า bitch หรือสุนัขตัวเมียในคุกหมายถึงเขาถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยนักโทษชายคนอื่นๆ เขาจึงบอกว่าเขากลัวมากตอนเวลาอาบน้ำ เพราะเด็กคนนี้จะถูกขังในห้องขังตลอด 23 ชั่วโมงและมีเวลา 1 ชั่วโมงที่ออกไปเพื่ออาบน้ำ เขาจึงหวาดกลัวเวลา 1 ชั่วโมงนั้นมากที่สุด”
โทชิเล่าว่าช่วงนั้นสหรัฐอเมริกาใช้วิธีประหารด้วย ‘เก้าอี้ไฟฟ้า’ ที่จะมีสายไฟคล้ายๆ หมวกครอบหัวและขา ที่จะปล่อยกระแสไฟฟ้าไหลมาจากที่ศีรษะ กระดูกสันหลังและที่ขา ตาก็จะถลนและร่างกายก็จะดำไหม้ไปหมด บนเก้าอี้จะมีรอยสีดำ ซึ่งเป็นรอยกระดูกก้นกบที่ไหม้จนติดไปที่เก้าอี้ มีความพยายามทำความสะอาดและขัดออกหลังจากประหารชีวิต แต่ขัดเท่าไหร่ก็ยังเหลือรอยอยู่ เพราะกระแสไฟฟ้าบางส่วนที่ผ่านศีรษะมาก็จะไหลไปตามกระดูกสันหลังและจะไปถึงกระดูกก้นกบ
เวลาเตรียมพร้อมสำหรับการประหารจะมีสวิตช์เขียนว่า ready หรือพร้อมแล้ว จากนั้นก็จะนำนักโทษนั่งและพันธนาการ รวมถึงใส่หน้ากากเพราะเวลาประหารชีวิตจะได้ไม่เห็น ส่วนหลังกำแพงในห้องจะมีสวิตช์เปิดเครื่องประหาร 2 อัน ที่เป็นแบบคันโยก โดยการประหารจะมีผู้คุม 2 คนสับสวิตช์พร้อมกัน แต่ไม่มีใครรู้ว่าสวิตช์ไหนเชื่อมไปที่เก้าอี้ไฟฟ้าในวันนั้น เพราะจะมีการเปลี่ยนสาย ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าคนไหนสับสวิตช์การประหารชีวิต ทำให้ผู้คุมรู้สึกผิดน้อยลง
“ความจริงแล้วเก้าอี้เป็นสีเหลืองและขนาดไม่ใหญ่มาก ตอนผมเข้าไปถ่ายรูปผมขนลุกเลย เพราะในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นร่างกายของมนุษย์ที่ไหม้”
จากที่โทชิเล่าถึงการประหารชีวิตไป 2 แบบคือการยิงที่ไต้หวันและเก้าอี้ไฟฟ้าที่สหรัฐอเมริกา ยังมีวิธีประหารอื่นๆ เช่น ไทยใช้วิธีฉีดสารเคมี ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ใช้วิธีแขวนคอ บางประเทศใช้วิธีรมแก๊สแบบนาซีและในประเทศที่นับถืออิสลามบางประเทศใช้วิธีปาหิน
“ผมเคยเห็นภาพนักโทษที่เสียชีวิตจากการประหารชีวิตแบบแขวนคอ ตอนแรกผมคิดว่าการแขวนคอจะทำให้คนตายจากการขาดอากาศหายใจ แต่ความจริงแล้วพอเอาเชือกแขวนคอแล้วจะเปิดประตูข้างล่างให้คนหล่นลงมา 5- 10 เมตร ทำให้คอขาดจากลำตัวและภาพที่เห็นคือคอของนักโทษจะยาวมาก”
โทชิเปิดภาพเตียงสำหรับฉีดสารเคมีที่ทำให้ตาย ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ในประเทศไทย และอธิบายว่าห้องนั้นจะต่อสายผ่านรูกำแพงสำหรับฉีดสารเข้าไปที่เส้นเลือด 2 ข้าง และมีสารเคมี 3 ชนิด จากนั้นจะมีการฉีดสารตัวละ 5 นาที สารตัวแรกคือการทำให้นักโทษสงบ สารที่ 2 คือสารที่ทำให้ง่วงและหลับ และสารที่ 3 คือสารที่ทำให้ตาย โดยทำให้กล้ามเนื้อในร่างกายหดตัวและหัวใจซึ่งเป็นกล้ามเนื้อชนิดหนึ่งก็หดและหยุดเต้น ส่วนปอดที่มีพื้นที่กลวง
เดิมทีสารเคมีที่ใช้ถูกผลิตในฝรั่งเศส แต่เมื่ฝรั่งเศสรู้ว่ามีการใช้สารเคมีเหล่านี้ในการประหารชีวิตจึงหยุดผลิตและส่งออก ทำให้ประเทศที่ประหารชีวิตด้วยการฉีดสารเคมี หาสารเคมีมาใช้ยากมาก ต่อมาประเทศอินเดียผลิตโคลนสารที่ทำให้เสียชีวิต แต่ปรากฏว่าสารของอินเดียใช้แล้วไม่ตายจริง อย่ในสภาพหลับแต่ไม่ตายหรือตายไม่สนิท
โทชิอธิบายว่าแต่ละประเทศจะอวดอ้างกันว่าการประหารชีวิตของประเทศของพวกเขาเป็นวิธีที่มีเมตตา เช่น ประเทศที่ใช้เก้าอี้ไฟฟ้าก็จะบอกว่าเป็นวิธีที่ทรมานน้อยที่สุดเพราะสับสวิตช์ลงมาก็ตายทันที แต่การฉีดสารเคมีต้องใช้เวลานานถึง 10-15 นาทีกว่าจะตายหรือบางทีเข็มหลุดต้องมาใส่ใหม่ก็ยืดเวลาการตายให้ทรมาน ส่วนประเทศที่ใช้การฉีดสารเคมีก็บอกว่าประเทศที่ใช้เก้าอี้ไฟฟ้าเป็นประเทศไม่มีอารยะ ศพออกมาก็ตาถลนและมีแผลไฟไหม้ แต่การฉีดสารเคมีทำให้ศพออกมาดูดี ยกเว้นแค่มีปอดยุบ แต่โทชิตั้งคำถามถึงข้อถกเถียงนี้ว่ามีวิธีการฆาตกรรมด้วยความเมตตาจริงหรือเปล่า
“การสังหารทุกอย่างนั้นไร้มนุษยธรรม และการฆาตกรรมเป็นสิ่งที่ไม่มีความเมตตาใดๆ เช่นเดียวกับฆาตกรรมในนามของความยุติธรรม และการประหารชีวิตก็เป็นสิ่งที่ไร้มนุษยธรรม”
โทชิ มองว่าความจริงคนที่ทำหน้าที่ประหารชีวิตอาจไม่ใช่เพชฌฆาต แต่เป็นทุกคนในสังคมที่ผลักให้เพชฌฆาตทำหน้าที่นี้ ไม่ว่าจะสังหารในนามของสงคราม ศาสนา ยาเสพติด ความยุติธรรมหรือแม้กระทั่งในนามของเหยื่อผู้ถูกกระทำ
เนื่องจากในสังคมส่วนใหญ่อาจมองว่าครอบครัวผู้เสียหายเป็นกลุ่มคนที่สนับสนุนโทษประหารชีวิต โดยเฉพาะเมื่อผู้กระทำผิดถูกประหารชีวิต เพื่อนๆ หรือสังคมก็จะแสดงความยินดี เพราะคนที่ฆ่าสมาชิกครอบครัวของเขาถูกประหารชีวิตแล้ว หลังจากนี้ก็สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ ส่วนตำรวจและอัยการก็จะบอกว่าปิดคดีได้แล้ว แต่ความเป็นจริงสำหรับครอบครัวผู้เสียหายมันไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ไม่มีการช่วยเหลือด้านการเงินหรือด้านอื่นๆ เช่น ด้านสุขภาพจิต
โทชิโชว์ภาพห้องฉีดสารเคมีและมีกระจกกั้นมีที่นั่งอีกฝั่งและอธิบายว่าที่นั่งนั้นเป็นที่สำหรับญาติถ้าต้องการ และมีหน้าต่างสีดำเป็นห้องแห่งความลับให้ครอบครัวผู้เสียหาย ซึ่งจะไม่มีใครเห็นจากข้างนอก ทำให้พวกเขาเห็นทั้งการประหารชีวิตและครอบครัวของผู้ถูกประหารชีวิตร้องไห้ ภายในห้องยังมีไมค์ติดไว้ให้นักโทษพูดครั้งสุดท้าย ซึ่งแต่ละคนก็พูดไม่เหมือนกัน บางคนก็บอกว่าตัวเองเป็นคนบริสุทธิ์ ฉันไม่ได้ทำ หรือบางคนบอกขอโทษ
“นี่เป็นการออกแบบที่เลวร้ายมากๆ เพราะมีแนวคิดมองว่าถ้าเราให้ครอบครัวผู้เสียหายมาให้ครอบครัวผู้เสียหายมานั่งดูครอบครัวของนักโทษประหารร้องไห้ในห้องนี้จะเป็นการเยียวยาแบบหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เกิดการเยียวยาให้กับผู้เสียหายเลย”
ตัวอย่างเช่น หลายๆ ครอบครัวไม่สามารถจัดการความรู้สึกโกรธแค้นหรือความต้องการแก้แค้นได้ หลายคนก็เลือกฆ่าตัวตาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาจะเริ่มรู้สึกว่าเขาต้องให้อภัยตัวเองเพื่อให้ชีวิตไปต่อได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลอาจใช้เวลา 5-10 ปี ในท้ายที่สุดหากเขาไม่สามารถเดินต่อไปได้ ปัญหาไม่ได้เกิดกับผู้กระทำผิด แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นกับครอบครัวผู้เสียหายเอง
“ครอบครัวผู้เสียหายที่หันมาต่อต้านโทษประหารชีวิต เขาอาจต้องเงียบหรืออยู่เฉยๆ เพราะถ้าออกมาบอกว่าฉันต่อต้านการประหารชีวิต สังคมและคนอื่นๆ ก็จะชี้นิ้วว่าเขาไม่สนใจสมาชิกครอบครัวของตัวเองที่ตายไปเหรอหรือไม่อยากให้เขาได้รับความยุติธรรม การชี้นิ้วแบบนี้ในสังคมทำให้พวกเขาไม่กล้าออกมาคัดค้านโทษประหารชีวิต”
โทชิเล่าว่าตัวเขาเองก็เป็นเหยื่อจากคดีอาชญากรรมเหมือนกัน แต่โชคดีรอดชีวิตมาได้ เหตุเกิดขึ้นตอนอยู่ที่นิวยอร์ก โทชิโดนคนที่เดินตามมาข้างหลังจับหัวโขกฟุตบาท ตอนนั้นอาการโคม่าไป 5 วัน หมอแจ้งว่าหากรอดก็ต้องนั่งวีลแชร์ตลอดชีวิต ที่สุดแล้วโทชิมีชีวิตรอดกลับมาพร้อมสูญเสียการได้ยินหนึ่งข้าง หูข้างขวาของเขาไม่ได้ยินและสูญเสียระบบการทรงตัว สมองข้างขวามีสมองตายเป็นจุดๆ
“ตอนที่ฟื้นจากโคม่าเพื่อนก็มาหาแล้วบอกว่า จะไปตามหาคนร้ายให้เจอแล้วฆ่ามันซะ แต่สิ่งที่ผมต้องการคือให้คนร้ายขอโทษผมอย่างจริงใจ ผมแน่ใจว่าเขาไม่รักชีวิตตัวเองและไม่รักชีวิตคนอื่น แต่หวังว่าสักวันเขาจะรู้ว่าสิ่งที่ทำส่งผลอะไรต่อผมและครอบครัวบ้าง ผมเคยพบกับครอบครัวเหยื่อมาก่อน และรู้ว่าความโกรธ ความอยากแก้แค้น จะทำให้ครอบครัวผมถูกทำลาย”
“เลยบอกลูกว่าให้เกลียดอาชญากรรม แต่อย่าเกลียดอาชญากร”
โทชิแสดงภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่ครอบครัวของเธอถูกสังหารทั้งหมด เธอบอกกับโทชิว่าแผลเป็นที่เกิดขึ้นมันไม่เคยหายไป แต่เราสามารถเปลี่ยนทัศนคติเวลาที่มองแผลเป็นของตัวเองได้ เช่น เธอไปช่วยลดอาชญากรรมในพื้นที่และทำงานบริการชุมชน เธอเป็นคนที่แข็งแกร่งและมีจิตใจดีมาก
เธอและครอบครัวผู้เสียหายอีกหลายคนก็สร้างแรงบันดาลใจให้โทชิมาก หลังเกิดอาชญากรรมช่วงแรกครอบครัวผู้เสียหายต้องประสบความทุกข์เวทนามากมาย แต่บางคนก็สามารถหาช่องทางที่จะใช้ชีวิตต่อไปด้วยความรัก
“ตอนที่ผมเป็นผู้เสียหายเคยเจอครอบครัวของผู้เสียหายคนอื่นเหมือนกัน ถ้าเกิดเลือกเส้นทางที่จะแก้แค้น หรือเอาคืนด้วยความโกรธแค้น ทั้งตัวเองและครอบครัวเองก็จะต้องอยู่ในความทุกข์ตลอด”
โทชิคิดว่าสักวันหนึ่งหากมีโอกาสและรู้ว่าใครเป็นคนทำร้ายตัวเองก็อยากเจอและพูดคุยกับเขา อยากชวนมากินมื้อเย็นด้วยกันและเจอกับครอบครัวด้วย เพราะเขารู้สึกว่าคนที่ก่ออาชญากรรมเช่นนี้เป็นคนที่ในชีวิตไม่เคยได้รับความรัก เมื่อไม่ได้รับความรัก ก็เลยไม่รู้จักรักตัวเองหรือเผื่อแผ่ความรักให้คนอื่นด้วย เขาจึงทำแบบนี้
“บางวันชีวิตผมก็ยากลำบาก เพราะได้ยินเสียงวิ้งๆ ในหู แต่ถ้าเลือกเส้นทางแก้แค้นเอาคืน ชีวิตของตัวผมเองและครอบครัวก็จะยากลำบากกว่านี้ คิดว่าถ้าอย่างจะใช้ชีวิตต่อก็ต้องพยายามให้เราไม่ตกหลุมพรางในการแก้แค้นเอาคืน หลังจากได้เรียนรู้จากผู้เสียหายแล้ว ผมคิดว่าเรื่องนี้คือความยุติธรรมเชิงเยียวยา”
จากประสบการณ์ของโทชิยังมีข้อค้นพบสำคัญคือ ‘นักโทษประหารบางคนเป็นผู้บริสุทธิ์’ โดยเขายกตัวอย่างภาพถ่ายนักโทษประหารที่เขาเคยถ่ายไว้ หลังจากนั้น 2 ปี เขาสามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์เพราะมีทนายที่เก่งมาก เมื่อออกมาจากคุก เขาก็มาเป็นทนายเพื่อช่วยนักโทษประหารคนอื่นๆ
นอกจากกรณีนี้ โทชิพบว่าในประเทศต่างๆ เหล่านี้ รวมถึงสหรัฐอเมริกา มีคนมากมายที่เป็นผู้บริสุทธิ์มากมาย แต่ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต ตอนแรกโทชิคิดว่าหน้าที่ของตำรวจคือหาคนผิดให้ได้ว่าใครเป็นผู้ก่ออาชญากรรม แต่กลายเป็นว่าตำรวจทั่วโลกมีหน้าที่เดียวกันคือการปิดคดีให้คดีจบ
“เคยมีคดีที่ถูกปรักปรำว่ากระทำผิด เพราะตำรวจกับอัยการฮั้วกัน เพื่อตำรวจจะได้ปิดคดี ได้เงินนำจับตัวผู้กระทำผิด ส่วนอัยการก็ไม่ได้ทำหน้าที่หาความเป็นจริง แต่สิ่งที่อัยการต้องทำคือการว่าความให้ชนะและจะได้เลื่อนขั้น สรุปทั้งตำรวจและอัยการไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามที่สังคมคาดหวัง แค่หาคนมารับผิดให้จบและปิดเคสไป”
โทชิยกตัวอย่างอีกคดีที่สร้างการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการยุติธรรมในคดีของ คริสโตเฟอร์ ซิมมอนส์ (Christopher Simmons) หรือที่เรียกว่า ROPER v. SIMMONS ที่คดีไปถึงศาลสูงสุดสหรัฐฯ ซึ่งภาพถ่ายของ ซิมมอนส์ เป็นหนึ่งในภาพถ่ายชุดของโทชิที่สะท้อนให้เห็นถึงเยาวชนที่ถูกโทษประหารชีวิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการประหารเยาวชน ซึ่งทำให้คดี ROPER v. SIMMONS เป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ทำให้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยุติการใช้โทษประหารชีวิตสำหรับผู้เยาว์และมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย แต่กว่าจะมีคำสั่งมาในปี 2548 มีคนครึ่งหนึ่งถูกประหารชิวิตไปแล้ว เหลืออีกครึ่งหนึ่งรวมถึง Simmons ไม่ต้องรับโทษประหารชีวิต
“ส่วนมากผู้พิพากษาศาลฎีกาไม่ได้เห็นตัวโจทก์หรือจำเลย ส่วนมากจะอ่านแต่คำร้องและคำฟ้องที่เป็นข้อความ เพราะฉะนั้นภาพจึงสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในระบบ”
แม้จะมีการยกเลิกใช้โทษประหารผู้เยาว์ แต่โทษประหารชีวิตยังคงมีอยู่ในสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน โทชิแสดงภาพของคริสต้า ไพค์ (Christa Pike) นักโทษประหารชีวิตหญิงที่อายุน้อยที่สุด และมีการกำหนดวันประหารชีวิตไว้แล้ว
“วันที่ 30 กันยายนปีนี้ เธอน่าจะอยู่ในห้องประหาร ซึ่งในห้องนั้นจะมีทั้งเก้าอี้ไฟฟ้าและเตียงฉีดสารเคมี เธอต้องเลือกวิธีการถูกประหาร ตอนนี้เรามีรวบรวมรายชื่อเพื่อเรียกร้องในแคมเปญที่มีชื่อว่า #MERCYFORCHRISTA เพื่อยื่นให้กับผู้ว่าการรัฐเทนเนสซี ที่มีอำนาจสั่งการให้ยกเลิก ชะลอหรือลดโทษประหารชีวิตสำหรับเธอ”
โทชิเล่าว่าเขาเจอกับคริสต้าเมื่อปี 2542 เธอถูกจำคุกมาแล้วเกือบ 30 ปี ตอนนี้สหรัฐอเมริกาอยู่ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ และมีแนวโน้มว่าสังคมเอนเอียงไปกับกระแสการประหารชีวิต ความจริงในข้อหาของคริสต้าเป็นการกระทำที่โหดร้ายมากและเธอรับสารภาพว่าเป็นคนทำจริง
คริสต้าเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่มีความรักให้เธอเลย เธอจึงเป็นคนที่ต้องการความรักมาก จนกระทั่งคริสต้ามีแฟนคนแรกตอนช่วงอายุ 17- 18 ปี เป็นความรักครั้งแรกในชีวิตที่เธอต้องการยึดถือไว้ให้ได้นานที่สุด แต่ตอนที่แฟนของคริสต้าไปนอนกับผู้หญิงคนอื่น คริสต้าไม่อยากให้รักนั้นหายไปจากเธอ เธอจึงฆ่าผู้หญิงคนนั้นที่นอนกับแฟนของเธอ
คืนหนึ่งคริสต้าล่อผู้หญิงคนนั้นมาที่ตึกหนึ่งที่อยู่หลังโรงเรียนและเธอมีก้อนหินอยู่ในมือ จากนั้นก็ใช้ทุบหัวผู้หญิงคนนั้นจนตายและใช้กิ่งไม้ที่อยู่บนพื้นแทงเข้าไปที่ช่องคลอดของผู้หญิง เพราะผู้หญิงคนนั้นมีเพศสัมพันธ์กับแฟนของเธอ ทำให้เธอโกรธมาก แต่ไม่จบแค่นั้นเธอถลกหนังศีรษะและเก็บเศษกระดูกไว้เอาไปให้แฟนของเธอดู และบอกว่าถ้าไปนอนกับผู้หญิงคนอื่นก็จะทำแบบนี้อีก คริสต้าเก็บเศษกระดูกไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตจนกระทั่งถูกจับ
“ศพของผู้เสียหายก็ถูกทิ้งไว้ตรงนั้น ตอนตำรวจไปเจอศพก็ไม่มีศีรษะและไม่มีอวัยวะเพศแล้ว เพราะรัฐเทนเนสซีเก็บส่วนหัวและส่วนอวัยวะเพศไว้เป็นหลักฐาน ผมได้คุยกับทนายของคดี เขาบอกว่าในที่สุดปีนี้จะส่งคืนอวัยวะที่เก็บไว้เป็นหลักฐานของผู้เสียหายให้กับครอบครัว”
โทชิเล่าว่าเขาได้เจอกับแม่ของคริสต้า และทำให้เข้าใจว่าคริสต้าเติบโตมาอย่างไร ภายในบ้านที่แม่ของคริสต้าและสามีใหม่ของแม่อาศัยอยู่มียาเสพติดเต็มโต๊ะไปหมด
“ข้อสันนิษฐานที่ว่าคริสต้าเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่สามารถมอบความรักได้จึงน่าจะเป็นจริง ทำให้เมื่อคริสต้าเจอรักครั้งหนึ่งในชีวิตก็อยากยึดเหนี่ยวความรักนี้ให้อยู่กับตัวเองได้มากที่สุดไม่ว่าจะใช้วิธีการใดก็ตาม”
แม้ในทางสถิติการยกเลิกโทษประหารทั่วโลกจะมีมากถึง 145 ประเทศหรือ 2 ใน 3 ของประเทศทั่วโลกที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติแล้ว แต่ยังมีอีก 54 ประเทศที่ยังคงบทลงโทษประหารชีวิตไว้ นอกจากนี้ยังมีบางประเทศใช้กระบวนการลงโทษสังหารนอกกฎหมาย รวมไปถึงประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้วก็ตาม
โทชิ ยกตัวอย่างประเทศฟิลิปปินส์ที่เคยมีสงครามยาเสพติดเยอะมากในสมัยของโรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ มีผู้ค้ายาหรือแม้กระทั่งผู้บริสุทธิ์ถูกสังหารโดยตำรวจ โทชิไปพูดคุยกับครอบครัวของเหยื่อที่มาที่โบสถ์และพบว่า ตำรวจจะมีโควตาว่าต้องได้กี่หัวต่อสัปดาห์ โดยตำรวจจะขับรถจักรยานยนต์และใส่หน้ากาก โดยจะไปบ้านเป้าหมายพร้อมกัน 2 คน จากนั้นจะเคาะประตู และเมื่อเปิดประตูก็ยิงปืนเพื่อสังหาร หลังจากสังหารไปแล้ว บริษัทจัดงานศพก็จะไปรับ สุดท้ายคนฟิลิปปินส์บอกต้องการให้มีโทษประหารชีวิต เพราะการประหารชีวิตยังมีการเอาคนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมากกว่าปล่อยให้เกิดระบบฆ่าตัดตอนแบบเสรี
“แม้ฟิลิปปินส์จะเป็นประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก แต่สนับสนุนโทษประหารชีวิต เพราะว่าโทษประหารชีวิตยังมีทางต่อสู้คดีได้ แต่การฆ่าตัดตอนแบบดูเตอร์เต ไม่มีโอกาสเลย ฆ่าใครก็ไม่รู้และไม่รู้ว่าตำรวจเป็นคนฆ่าหรือเปล่า เพราะตำรวจใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าแล้วก็ยิง”
โทชิ อธิบายว่าประเด็นการฆ่าตัดตอนหรือการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมที่ฟิลิปปินส์เกิดขึ้น เพราะในกฎหมายของฟิลิปปินส์ไม่มีโทษประหารชีวิตแล้ว ทำให้เกิดระบบนี้ขึ้น ฉะนั้นบริบทการเรียกร้องโทษประหารชีวิตในฟิลิปปินส์ เพราะจะทำให้คนมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อที่จะลดโอกาสการถูกฆ่าตัดตอน
เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ประเทศฟิลิปปินส์จะไม่มีโทษประหารชีวิต แต่การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมก็ยังเกิดขึ้นและเกิดอย่างชอบธรรมด้วย ดูเตอร์เตสามารถเลือกได้ว่าจะจัดการใครและใช้การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมจัดการ
ในช่วงที่มีการฆ่าตัดตอนนอกกระบวนการที่ฟิลิปปินส์เยอะๆ สมาชิกวุฒิสภาของฟิลิปปินส์มีการจัดนิทรรศการและชี้ว่าคนที่เป็นคนขายยารายใหญ่ที่สุดคือลูกชายของดูเตอร์เต ในตอนนั้นดูเตอร์เตก็พยายามล็อบบี้ สว. อีกฝ่าย สรุปเงินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดก็ถูกเอาไปใช้ในการจัดการอำนาจทางการเมือง ซึ่งโทชิก็ไปพูดคุยหารือกับ สว. ในฟิลิปปินส์ทีละรายให้ยังคงต่อต้านการใช้โทษประหารชีวิต
“การสังหารนอกระบบเป็นเรื่องแย่ คนที่เป็นเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมหรือการใช้โทษประหารชีวิต เผด็จการหรือผู้ที่มีอำนาจสามารถเอามาใช้ได้ทั้งนั้นในการกำจัดคนที่เขาไม่เห็นด้วย”
สำหรับประเทศไทยแม้จะไม่ค่อยมีการใช้โทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ แต่ยังมีข้อเท็จจริงว่ามีโทษนี้อยู่ โทชิเสนอว่า หากจะทำให้ดีกว่านั้นประเทศไทยควรให้สัตยาบันพิธีสารเลือกรับที่ 2 ของ ICCPR เพื่อให้มีกฎหมายยุติการใช้โทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ แม้จะมีกฎหมายอนุญาตให้มีการประหารชีวิตหรือตัดสินประหารชีวิตอยู่ก็ตาม
“การลงโทษหลังมีอาชญากรรมไม่ได้ช่วยให้ประเทศมีอนาคตที่ดีขึ้นและไม่สามารถป้องกันอาชญากรรมได้ด้วย”
โทชิมองว่าโดยทั่วไปนักการเมืองกับประชาชนก็ไม่รู้ความจริงของโทษประหารชีวิตเหมือนกัน สื่อมวลชนจึงมีหน้าที่ในการนำเสนอความจริงเกี่ยวกับโทษประหารชีวิต เพราะหากไม่เล่าถึงความเป็นจริงที่ว่าโทษเหล่านี้ไม่ได้ช่วยสังคมหรือช่วยลดอาชญากรรม ในสังคมก็จะมีคนเข้าใจว่าโทษประหารชีวิตสามารถลดอาชญากรรมได้ ทั้งๆ ที่ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตมีอัตราอาชญากรรมลดลงมากกว่าประเทศที่ใช้โทษประหารชีวิต
“การลงโทษเกิดขึ้นหลังจากเกิดอาชญากรรมแล้ว ถ้านักการเมืองใส่ใจการลดปัญหาอาชญากรรมจริงๆ นักการเมืองต้องเข้ามาศึกษาและทำความเข้าใจว่าต้นเหตุของการเกิดอาชญากรรมว่าคืออะไรและอะไรต้องระวัง จัดให้มีระบบเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการข่มขืนหรือการก่ออาชญากรรมนั้น สิ่งเหล่านี้ถึงจะทำให้ลดอาชญากรรมได้จริงๆ”
โทชิ ยกตัวอย่างประเทศฝรั่งเศสที่เป็นประเทศที่มีนวัตกรรมในการสังหารคนอย่างกิโยติน แต่ช่วงแรกที่ประเทศฝรั่งเศสยกเลิกการใช้โทษประหารชีวิต ประชาชนก็ไม่พอใจ แต่หลังจากเวลาผ่านไปอัตราการฆาตกรรมในฝรั่งเศสลดลง เมื่อมีการจะนำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้ใหม่ ประชาชนก็ไม่เห็นด้วยแล้ว เพราะเมื่อไม่มีโทษประหารชีวิตรัฐก็ต้องเน้นเรื่องการป้องกันอาชญากรรมแทน
ประเทศที่ไม่มีโทษประหารชีวิต นักการเมืองก็ต้องมาโฟกัสเรื่องที่ว่าเราไม่มีวิธีการลงโทษที่รุนแรงจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดอาชญากรรม สังคมจะโฟกัสเรื่องของการป้องกันมากกว่า จำนวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้นก็จะลดลงไปด้วย นอกจากนี้การเป็นสมาชิก EU ยังมีเงื่อนไขว่าประเทศเหล่านั้นจะต้องยกเลิกโทษประหารชีวิตก่อน
“เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีการโทษประหารชีวิตมากที่สุด ในมุมมองของทั่วโลกถือเป็นความล้าหลังทางด้านสิทธิมนุษยชน”
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลคัดค้านโทษประหารชีวิตทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางอาญาประเภทใด ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีบุคลิกลักษณะใด หรือไม่ว่าทางการจะใช้วิธีประหารชีวิตแบบใด โทษประหารชีวิตละเมิดสิทธิที่จะมีชีวิตตามที่ประกาศไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และถือเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งมีงานวิจัยมากมายจากนานาประเทศได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โทษประหารชีวิตไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอาชญากรรมที่เกิดขึ้น